ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| สุขภาพ
Read More

เมื่อ “อากาศ” คือฆาตกรเงียบ และเครื่องฟอกอากาศอาจไม่ใช่ทางรอด

ปัจจุบันเทรนด์การดูแลสุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งมนุษย์ต่างแสวงหาเคล็ดลับการมีอายุยืนยาวผ่าน 3 เสาหลักสุขภาพ การนอนที่มีคุณภาพ, โภชนาการที่สมดุล และการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ที่เป็นเหมือน Mainstream ในการดูแลสุขภาพของคนยุคนี้ แต่การจะมีสุขภาพที่ดีอาจต้องการอะไรมากกว่านั้น และอาจมีสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวแต่เรากลับหลงลืม นั่นคือ "อากาศ" คอนเทนต์ “อากาศไม่ดี ฆ่าคนได้ ! | bt Originals Life Series” ได้พาเราไปสำรวจความจริงที่น่าตกใจ ผ่านมุมมองของ คุณเจมส์ ดูอัน (James Doan) ผู้ก่อตั้ง Coral Life ผู้ที่ผันตัวจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาเป็นผู้ออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม วิกฤตอากาศที่มองไม่เห็น เมื่อการ "ฟอก" ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เรามักเข้าใจผิดว่าการซื้อ "เครื่องฟอกอากาศ" มาตั้งไว้ในห้องปิดตายคือทางออก แต่คุณเจมส์เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า การฟอกอากาศในห้องปิด ก็เหมือนเราวนเวียนอยู่ในอ่างน้ำที่ขุ่นมัว เพราะเครื่องฟอกอากาศทำหน้าที่เพียงดักจับฝุ่น (PM 2.5) แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่พุ่งสูงขึ้นจากการหายใจออกของมนุษย์ และไม่ได้เติมออกซิเจนใหม่เข้ามาในระบบ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามลพิษทางอากาศคร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 6.7 ล้านคนต่อปี…
17/04/2025

Better AI สรุปข้อมูลสุขภาพให้คุณฟังด้วยเวลาไม่ถึง 1 นาที AI จากโรงพยาบาลกรุงเทพ

โรงพยาบาลกรุงเทพ ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS  พัฒนา “Better AI: AI เพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน” โดยมาพร้อมกับ 3 ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพของคนยุคใหม่ง่ายขึ้น ในฐานะผู้ช่วยเรื่องสุขภาพที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องได้แบบเรียลไทม์ทุกที่ทุกเวลา 3 ฟีเจอร์ใน Better AI จากโรงพยาบาลกรุงเทพ มาส่องฟีเจอร์ใน Better AI ที่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพและการพบแพทย์ง่ายกว่าที่เคย 1. AI สรุปให้ เข้าใจข้อมูลสุขภาพให้คุณฟังใน 40 วินาที เบื่อไหมกับการอ่านบทความสุขภาพยาว ๆ ในภาษาที่คุณอาจเข้าใจยาก Better AI จะสรุปข้อมูลในบทความให้กลายเป็นเสียงให้คุณฟังสั้น ๆ เพียง 40 วินาทีต่อบทความ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ประหยัดเวลาการอ่านบทความสุขภาพได้ถึง 7 เท่า 2. อัปเดตทันทุกเทรนด์สุขภาพด้วย AI การตามเทรนด์และข่าวสารสุขภาพไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะ Better AI จากโรงพยาบาลกรุงเทพจะสรุปประเด็นสุขภาพที่ได้รับความสนใจในวงกว้างช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา นำเสนอผ่านข้อความที่สั้นกระชับ…
17/03/2025

รู้หรือไม่ ? โค้กที่สิงคโปร์น้ำตาลน้อยกว่าโค้กประเทศอื่น

โค้ก (Coke) แบรนด์เครื่องดื่มโคลายอดนิยมตลอดกาลจากอเมริกาที่พบได้ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของโค้ก คือ โค้กสูตรออริจินัล ที่จะต้องทำตามสูตรของบริษัท Coca-Cola ที่อเมริกาเป๊ะ ๆ ทั้งวัตถุดิบพื้นฐาน และกระบวนการผลิต รวมถึงปริมาณน้ำตาลที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ด้วย น้ำตาลในโค้กรสออริจินัลที่สิงคโปร์น้อยกว่าไทยเกินครึ่ง จากที่เล่าไปข้างต้น คงพอนึกออกว่าโค้กสูตรออริจินัลทั่วโลกน่าจะมีรสชาติเหมือนกัน แต่ที่ประเทศสิงคโปร์ เครื่องดื่มโค้กสูตรออริจินัล กลับมีน้ำตาลต่ำกว่าโค้กสูตรเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศอื่น 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในเว็บไซต์ออฟฟิเชียล Coca-Cola ของสิงคโปร์เคลมว่า แม้น้ำตาลจะน้อยลง แต่ยังคงให้รสชาติที่ดีเหมือนเดิม โดยโค้กรสออริจินัลของสิงคโปร์ 1 กระป๋อง (320 มิลลิลิตร) มีน้ำตาล 14.7 กรัม ให้พลังงาน 61 kcal ในขณะที่โค้กออริจินัลของไทยในปริมาณเดียวกัน มีน้ำตาล 34 กรัม ให้พลังงาน 140 kcal น้ำตาลน้อยลง แล้วทำไมรสชาติเหมือนเดิม ? ทาง Coca-Cola สิงคโปร์ลดปริมาณน้ำตาลลง และใช้สารทดแทนความหวานชนิดที่ไม่ให้พลังงาน อย่างซูคราโลส (Sucralose) และแอซีซัลเฟม โพแทสเซียม…
10/03/2025

PMAC 2025: พลิกโฉมวงการสุขภาพโลกด้วย AI สู่อนาคตการแพทย์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ การนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุขและการแพทย์ได้กลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ในการประชุม PMAC หรือ Prince Mahidol Award Conference 2025 เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิด นโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับโลก จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้มีหัวข้อประจำปีภายใต้ธีม “Harnessing Technologies in an Age of AI to Build a Healthier World” ที่มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ PMAC 2025 : เวทีนโยบายสุขภาพระดับโลกเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่ทั่วถึงและเท่าเทียม PMAC 2025 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุมวิชาการ แต่เป็นเวทีระดับโลกที่ผู้นำในวงการแพทย์และสาธารณสุข แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ แนวคิด และนโยบายระดับนานาชาติเพื่อกำหนดและยกระดับทิศทางอนาคตวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างยั่งยืน โดยมี Co-Hosts…
08/02/2024

โปรตีนจากสัตว์สร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่าโปรตีนจากพืชจริงไหม?

ใครเป็นสายออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ น่าจะเคยได้ยินมาว่าโปรตีนจากสัตว์ อย่างเนื้อสัตว์ นม และไข่ดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อมากกว่าโปรตีนจากพืช ไม่ว่าจะเป็นพวกถั่ว หรือโปรตีนสกัดจากพืช แต่ถึงอย่างนั้นก็มีกระแสว่าโปรตีนจากพืชสร้างกล้ามเนื้อได้ไม่ต่างกัน แถมดีต่อสุขภาพหัวใจ และไขมันในเลือดมากกว่าด้วย แต่อันไหนจริง อันไหนโม้ บทความนี้มีคำตอบ โปรตีนจากสัตว์ในการสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนจากสัตว์ ชื่อก็บอกแล้วว่ามาจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นวัว หมู ไก่ ปลา แกะ แพะ หรือสัตว์อื่น ซึ่งส่วนใหญ่ที่คนทั่วไปกินกันก็มีตั้งแต่เนื้อ นม ไข่ เครื่องใน หรือโปรดักต์ที่ทำมาจากส่วนประกอบสัตว์ อย่างเวย์หรือโปรตีนที่สกัดมาจากนม ข้อดีของโปรตีนจากสัตว์ เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ส่วนใหญ่ให้โปรตีนที่สูงกว่าโปรตีนจากพืช อย่างอกไก่ 100 กรัมให้โปรตีนราว 32 กรัม เทียบกับถั่วลิสง 100 กรัมจะให้โปรตีนราว 26 กรัม แม้ว่าปริมาณอาจแตกต่างกันไม่มาก แต่สิ่งที่ทำให้คนที่เล่นกล้ามหรือออกกำลังกายมักเลือกโปรตีนจากสัตว์มากกว่า คือ กรดอะมิโน (Amino acids) กรดอะมิโนเป็นหน่วยย่อยของโปรตีนที่มีขนาดโมเลกุลที่เล็ก ซึ่งมีทั้งชนิดที่ร่างกายสังเคราะห์เองได้ และสังเคราะห์เองไม่ได้เลยต้องได้รับจากอาหาร กรดอะมิโนทำหน้าที่หลายอย่างในร่างกายของเรา หนึ่งในนั้น คือ การสังเคราะห์หรือสร้างกล้ามเนื้อนั่นเอง…
08/02/2024

สำเร็จ! แพทย์รักษาโรคทางพันธุกรรมที่หายากด้วยการตัดต่อแก้ไขพันธุกรรมได้แล้ว

มนุษย์เราเหมือนเข้าใกล้ภาวะปลอดโรคหรือเป็นอมตะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้รักษาผู้ป่วยโรคพันธุกรรมหายากด้วยยาสุดพิเศษที่เข้าไปช่วยปรับแต่งพันธุกรรมของผู้ป่วยได้สำเร็จ โรคทางพันธุกรรมโรคนี้ชื่อว่าแองจีโออีดีมา (Angioedema) ชื่อแปลกใช่ไหมล่ะ เพราะโรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ยากมาก โดยอัตราการเกิด คือ 1 ใน 50,000 คนเท่านั้น เกิดจากการที่พันธุกรรมของร่างกายไม่สามารถผลิตโปรตีนที่ชื่อ C1-INH ขึ้นได้ เมื่อร่างกายขาดก็จะทำให้เกิดอาการขึ้น โรคนี้ทำให้เกิดอาการบวมตามร่างกาย ปวด และคันคล้ายผื่นบวมแดงในคนที่เป็นลมพิษ แต่จะรุนแรง และใหญ่กว่า ร่วมกับอาการหายใจติดขัด แม้ส่วนมากไม่อันตราย แต่ทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตลำบาก เช่น ไปเจอกับสารก่อภูมิแพ้ ผิวหนังใบหน้า ใต้ตา หรือปากก็บวมเป่ง ส่งผลต่อรูปลักษณ์ทำให้ไม่มั่นใจในตัวเองไปอีก นอกจากนี้ บางเคสที่มีอาการบวมในทางเดินหายใจอย่างรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยก็มี ด้วยความที่เป็นโรคทางพันธุกรรมเลยไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การรักษาปกติ คือ ควบคุมอาการ อย่างเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ใช้ยาแก้แพ้ ยาสเตียรอยด์ หรือยาอื่น ๆ เพื่อรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น แต่การทดลองรักษาด้วยวิธีแก้ไขพันธุกรรมจากทีมวิจัยสามารถรักษาโรคแองจีโออีดีมาในผู้ป่วย 10 รายให้หายได้จากการรักษาเพียงแค่ครั้งเดียว (อ้างอิงจากการติดตามการศึกษาในปัจจุบัน) โดยเขาใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เรียกว่า CRISPR/Cas9 หรือ ‘คริสเปอร์/แคสไนน์’ ซึ่งเป็นการแก้ไขพันธุกรรมที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้…
05/02/2024

ไขความลับดีเอ็นเอของค้างคาวเพื่อการรักษาเบาหวานในมนุษย์

ค้างคาวผลไม้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หากินในเวลากลางคืน โดยอาหารหลักของค้างคาวชนิดนี้ คือ ผลไม้ตามชื่อของมัน ซึ่งผลไม้เป็นอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก แต่นักวิทยาศาสตร์กลับไม่พบว่าค้างคาวผลไม้ที่กินผลไม้เป็นอาหารหลักนั้นเกิดโรคเบาหวาน น้ำตาลอาจเรียกได้ว่าเป็นยาเสพติด และยาพิษที่ถูกกฎหมาย และได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะการศึกษาพบว่ามนุษย์สามารถเสพติดน้ำตาลได้จริง แถมการได้รับน้ำตาลมากเกินไปยังส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงระดับภัยพิบัติทางสุขภาพ อย่างฟันผุ โรคอ้วน ความเครียด ปัญหาผิว โรคหัวใจ และโรคอื่นมากมาย แต่ที่ขาดไปไม่ได้ คือ โรคเบาหวาน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราได้รับน้ำตาลปริมาณมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยที่ร่างกายจะเริ่มตอบสนองต่ออินซูลิน (Insulin) ฮอร์โมนที่ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้กลายเป็นพลังงานได้น้อยลง จนร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ และต้องใช้ยารักษาโรคเบาหวาน แต่จะดีแค่ไหน ถ้าคุณ และเราสามารถบริโภคน้ำตาลได้มากขึ้นโดยที่ไม่มีผลกระทบตามมา ไขความลับดีเอ็นเอของค้างคาวเพื่อการรักษาเบาหวานในอนาคต ทีมนักวิทยาศาสตร์เลยต้องการไขความลับว่ากลไกอะไรที่ซ่อนอยู่ในดีเอ็นเอของค้างคาวผลไม้ที่ทำให้พวกมันสามารถกินน้ำตาลได้แบบไม่อั้นโดยที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน ในขณะที่มนุษย์ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มมากขึ้นทั่วโลกราวกับเป็นโรคติดต่อทั้งที่ไม่ใช่ก็ตาม ปัจจุบันมนุษย์ราว 530 ล้านคนป่วยด้วยโรคเบาหวาน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสร้างผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาลทั้งในระดับบุคคล และระดับประเทศ ผลลัพธ์วิวัฒนาการต้านโรคเบาหวานจากค้างคาวผลไม้ การศึกษาดีเอ็นเอ และกลไกในการจัดการกับน้ำตาลของค้างคาวผลไม้อาจเป็นการค้นพบที่ช่วยกู้วิกฤตสุขภาพจากการหลงใหลในน้ำตาลของมนุษย์ให้กลับมาเป็นปกติ จากการศึกษาตับอ่อนของค้างคาวผลไม้ ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตอินซูลินพบว่าตับอ่อนของค้างคาวผลไม้มีเซลล์ผลิตอินซูลินมากกว่ากว่าค้างคาวที่กินแมลงเป็นอาหาร ทั้งยังมีเซลล์ผลิตกลูคากอน (Glucagon) ที่มีส่วนในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ค้างคาวผลไม้สามารถนำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการกินผลไม้ไปใช้พลังงานได้มากกว่า นอกจากนี้…
02/02/2024

คนนอนดึกเบิร์นไขมันได้น้อยกว่า เสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน และปัญหาหัวใจ

ด้วยลักษณะทางชีววิทยาส่งผลให้มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในตอนกลางวันเป็นหลักตลอดมา แต่ช่วงหลังมานี้เราจะเห็นมนุษย์ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตในช่วงกลางคืนมากกว่า ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Night owl หรือ นกฮูกกลางคืน คนประเภทนี้มักมีสมาธิ สมองแล่น และตื่นตัวในเวลากลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน ซึ่งยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายของบรรดานกฮูกในร่างมนุษย์ยังคงตอบสนองการใช้ชีวิตในตอนกลางวันอยู่ การนอนดึก ตื่นสาย หรือนอนน้อยจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ แม้จะนอนหลับสนิท และครบตามเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ นกฮูกในร่างมนุษย์ กับผลเสียต่อสุขภาพ นาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhytm) เป็นหนึ่งในกลไกที่ถูกสร้างมาพร้อมกับร่างกายมนุษย์ เข็มของนาฬิกาในร่างกายนี้จะบอกการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามช่วงเวลาในหนึ่งวัน เช่น ช่วยให้คุณตื่นในตอนเช้า ผ่อนคลายในช่วงค่ำ และง่วงในตอนดึกด้วยการหลั่งสารสื่อประสาทหรือสารเคมีต่าง ๆ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายตามแต่ในช่วงเวลา การนอนดึก หรือใช้ชีวิตตอนกลางคืนจึงอาจคัดง้างเข็มของนาฬิกาชีวภาพ และส่งผลให้ฟันเฟืองในร่างกายติดขัด และเกิดปัญหาตามมา การศึกษาจำนวนมากพบข้อเสียของการนอนดึก และนอนผิดเวลาแม้ว่าจะนอนครบตามชั่วโมง และนอนหลับสนิทก็ตาม หนึ่งในปัญหาสุขภาพของการนอนดึก และการใช้ชีวิตตอนกลางคืนที่ส่งผลเสียในระยะยาว คือ การเผาผลาญที่ทำงานน้อยลง การศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส สหรัฐอเมริกาได้เปรียบเทียบการเผาผลาญระหว่างคนที่นอนดึก และนอนเร็ว ในคนที่เข้าร่วมการศึกษานี้ทั้งหมดต้องออกกำลังกายรูปแบบเดียวกัน และคุมอาหารเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียว คือ เวลานอน จากการเฝ้าสังเกต และสแกนมวลร่างกาย ทีมนักวิจัยพบว่าแม้คนเหล่านี้จะออกกำลังกายเหมือนกัน และรับประทานอาหารเหมือนกัน แต่กลุ่มคนที่นอนเร็วกลับมีระบบการเผาผลาญที่ดีกว่า ร่างกายดึงไขมันมาเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานเพื่อนำมาใช้ได้มากกว่า…
02/02/2024

แมชชีนเลิร์นนิงสัญชาติญี่ปุ่นทำนายปัญหาการมองเห็นในคนสายตาสั้นล่วงหน้าได้ถึง 5 ปี

แมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) และ AI เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ในด้านสุขภาพก็เช่นกัน โดยล่าสุดผลงานแมชชีนเลิร์นนิงจากมหาวิทยาลัยแพทย์และทันตแพทย์โตเกียว (Tokyo Medical and Dental University) ประเทศญี่ปุ่นสามารถใช้คาดการณ์ภาวะบกพร่องทางการมองเห็นได้ล่วงหน้าสูงสุด 5 ปี การพัฒนาแมชชีนเลิร์นนิงชิ้นนี้เริ่มต้นมาจากทีมนักวิจัยที่ต้องการสร้างโมเดลในการคาดการณ์ปัญหาด้านการมองเห็นในคนที่มีปัญหาสายตาสั้นมาก (High Myopia) ซึ่งเป็นสายตาสั้นระดับสูงสุด (มากกว่า 600) ที่สัมพันธ์กับภาวะบกพร่องในการมองเห็น และการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อกระจก และโรคจอประสาทตาลอก เดิมทีทางทีมนักวิจัยเคยสร้างแมชชีนเลิร์นนิงโมเดลก่อนหน้าที่สามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น และภาวะแทรกซ้อนจากปัญหาสายตาสั้น แต่ในการศึกษาครั้งใหม่ทีมนักวิจัยต้องการที่จะคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้าให้นานขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร โดยการใช้ข้อมูลของผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นระดับรุนแรงจำนวน 967 คนให้แมชชีนเลิร์นนิงได้เรียนรู้ พร้อมกับป้อนตัวแปรหรือปัจจัยที่ใช้ในการประเมินความสามารถในการมองเห็นเข้าไป อย่างอายุ ค่าสายตา สัดส่วนขององค์ประกอบลูกตา และข้อมูลอื่นที่จำเป็นกว่า 34 ตัวแปรให้แมชชีนได้เรียนรู้ ทีมวิจัยพบว่าโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถคาดการณ์หรือทำนายความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 5 ปีเลยทีเดียว ในขั้นต่อไปคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการมองเห็นของคนที่มีปัญหาสายตาสั้นรุนแรงต่อไป ซึ่งการรู้ความเสี่ยงของปัญหาสายที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจช่วยให้แพทย์ และผู้ป่วยสามารถวางแผนการรักษากับภาวะแทรกซ้อนด้านการมองเห็นที่เสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะการสูญเสียการมองเห็นส่งผลต่อการช่วยเหลือตนเอง การใช้ชีวิต และการทำงาน โดยผู้ที่มีปัญหาส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุที่เปราะบาง และอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต เมื่อเกิดปัญหาด้านการมองเห็นอาจส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะทางอารมณ์…
01/02/2024

การกินอาหารที่ดีตั้งแต่เด็กช่วยลดความเสี่ยงโรคลำไส้อักเสบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ได้

หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นกับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) แต่โรคนี้พบบ่อย และคนก็เป็นเยอะมาก แถมในปัจจุบันเป็นโรคที่พบมากขึ้นทั่วโลก โรคลำไส้อักเสบแบ่งออกมาได้อีก 2 โรค คือ โรคโครห์น (Crohn’s Disease) โรคลำไส้อักเสบ (Ulcerative Colitis) อาการหลักของโรคนี้ คือ เกิดการอักเสบที่ลำไส้เรื้อรังแบบไม่ทราบสาเหตุ เกิดอาการปวดท้อง แสบท้อง ปัญหาการขับถ่าย เลือดจาง ดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี อ่อนเพลีย และอาการอื่นอีกเยอะเลย ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตได้ ด้วยความที่ว่าไม่รู้สาเหตุ คนส่วนใหญ่ก็เป็นเรื้อรัง ทำได้เพียงรักษาตามอาการ แถมยังต้องเลี่ยงอาหารหลายชนิดเพื่อไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น ซึ่งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์กพบว่าหนึ่งในวิธีที่ลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้ คือ การเลือกอาหารที่ดี และมีประโยชน์ให้ตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะในช่วง 1 ขวบแรก โดยทีมวิจัยได้ศึกษาในเด็กเล็กถึง 81,280 คน เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1997 ถึง 1999 และติดตามผลตามหลังเมื่อเด็กเหล่านั้นมีอายุเฉลี่ย 21 ปี ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่ยาวนานมากชิ้นหนึ่ง โดยเขาพบว่าเด็กที่ได้รับประทานปลาเป็นจำนวนมากในช่วงอายุ 1 ปีมีความเสี่ยงของโรคลำไส้อักเสบถึง…
01/02/2024

น้ำมะเขือเทศสามารถต้านเชื้อโรคบางชนิดที่มากับอาหารได้

ไหนใครชอบกินน้ำมะเขือเทศบ้าง? น้ำมะเขือเทศน่าจะเป็นหนึ่งของกินที่ถ้าคนชอบก็ชอบเลย แต่ถ้าเกลียดก็เกลียดเลย แต่น้ำมะเขือหรือตัวมะเขือเทศเองเป็นผลไม้ (ไม่ใช่ผักนะ) ที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง เพราะเต็มไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ไลโคปีน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารอาหารบางชนิดก็ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดการอักเสบของเซลล์ แถมการศึกษาบางชิ้นก็พบว่ามะเขือเทศช่วยลดความเสี่ยงของโรคบางชนิดได้ ซึ่งล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาคอร์เนลได้ค้นพบอีกหนึ่งความลับจากประโยชน์ของน้ำมะเขือ คือ คุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคที่ชื่อซัลโมเนลไทฟี (Salmonella Typhi) ที่เป็นแบคทีเรียก็โรคที่ทำให้เกิดโรคไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย โรคนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสีย เป็นไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย คล้ายกับเวลาเป็นอาหารเป็นพิษ ส่วนมากหายเองได้ แต่บางรายอาจรุนแรง และต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยเชื้อชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจากสิ่งสกปรก โดยในช่วงแรกของการศึกษา ทีมนักวิจัยได้ทดสอบคุณสมบัติการต้านเชื้อโรคซัลโมเนลาชนิดนี้ของมะเขือเทศ ซึ่งพบว่าน้ำมะเขือเทศมีคุณสมบัตินี้จริง ๆ ในขั้นต่อมาเขาเลยหาว่าสารอะไรในมะเขือเทศที่ทำให้เกิดผลลัพธ์นี้ ทีมนักวิจัยพบว่าเปปไทด์ (หน่วยย่อยของโปรตีนที่เรียงต่อกัน) 2 ชนิดในนำ้มะเขือเทศสามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อโรคชนิดนี้ และทำให้เชื้อโรคตายในที่สุด ซึ่งอาจช่วยความเสี่ยงของการติดเชื้อไข้ไทฟอยด์ในลำไส้ได้ ทีมนักวิจัยเลยคาดหวังว่าเมื่อคนได้เห็นข้อมูลงานวิจัยชิ้นจะช่วยให้คนเหล่านั้นเปิดใจกับน้ำมะเขือเทศ มะเขือเทศ รวมไปถึงผักผลไม้อื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ และก็มีสารอาหารที่มีคุณสมบัติในการเชื้อโรคตามธรรมชาติมากขึ้น ใครที่ไม่ชอบกินน้ำมะเขือเทศ หรือมะเขือเทศอาจจะต้องคิดใหม่แล้ว แต่ถ้าข้อมูลในบทความนี้ไม่พอที่จะโน้มน้าวให้คุณดื่มน้ำมะเขือเทศ ลองไปอ่านประโยชน์ของน้ำมะเขือเทศเพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.beartai.com/hackforhealth/1255729 ที่มา…
31/01/2024

น้ำหนักของหัวเราอาจเพิ่มขึ้นถึง 30 กก.เมื่อก้มหน้าเล่นมือถือ และเสี่ยงออฟฟิศซินโดรม

สังคมก้มหน้าเป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคดิจิทัลเผชิญกันอยู่ในทุกวัน และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นด้วย แต่การก้มหน้าก้มตาเล่นสมาร์ตโฟน หรือแม้แต่ก้มหน้าจ้องคอมพิวเตอร์ระหว่างทำงาน ดูซีรีส์ หรือเล่นเกมสามารถทำให้คุณเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม อาการปวดคอ ปวดไหล่ ไปจนถึงปวดหัวได้เลยนะ หัวหรือศีรษะของมนุษย์เมื่อโตเต็มวัยแล้วมีน้ำหนักเฉลี่ยราว 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว แต่กระดูก และกล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และหลังก็ถูกออกแบบโดยธรรมชาติมาเป็นอย่างดีเพื่อแบกหัวของเราไว้บนบ่าอย่างมั่นคง แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าทุกครั้ง และทุกองศาที่เราก้มหน้าทำอะไรสักอย่างน้ำหนักของหัวเราอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า และทำให้กล้ามเนื้อ และกระดูกที่รองรับหัวของเราไว้ทำงานหนักขึ้น องศาการก้มหน้า และน้ำหนักหัวเพิ่มมากขึ้น การก้มหน้าที่ทำให้น้ำหนักของหัวเราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 ถึง 6 เท่าเลยทีเดียว การศึกษาในปี 2014 พบว่าน้ำหนักหัวของเราจะเพิ่มขึ้นตามองศาที่ก้ม ดังนี้ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น ซึ่งแตกต่างไปตามขนาดสรีระของแต่ละคน แต่บางข้อมูลก็พบว่าอาจเพิ่มได้งถึง 30 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่ากระดูก และกล้ามเนื้อตั้งแต่คอไปจนถึงสันหลังที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักแค่ 5 กิโลกรัมอาจต้องรับน้ำหนักของหัวที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติอย่างมาก เมื่อทำติดต่อกันนาน และทำเป็นประจำทุกวันอาจทำให้เกิดการเสื่อม และอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเอ็น ไปจนถึงการผิดรูปของกระดูก และข้อต่อด้วย ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อไปนี้ตามมา โดยอาการที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตด้านอื่น เช่น ไม่สบายตัว รู้สึกหงุดหงิดง่าย นอนหลับยาก หลับไม่สนิท…
30/01/2024

Ice Bath หรือการแช่น้ำแข็ง คืออะไร อาบทำไม และได้ผลจริงไหม?

หลายคนน่าจะเคยเห็นคลิปคนที่นอนแช่ในอ่างอาบน้ำมีน้ำและน้ำแข็งอยู่เต็มไปหมด ซึ่งปกติแค่ช่วงอากาศเย็นหน่อยหลายคนก็ไม่อยากอาบน้ำแล้ว ซึ่งการนอนแช่น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเรียกว่า Ice Bath หรือการอาบน้ำเย็นจัด Ice bath เป็นรูปแบบการบำบัดร่างกายด้วยการแช่ในน้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิประมาณ 10 ถึง 15 องศาเซลเซียสเป็นเวลาประมาณ 8 ถึง 15 นาที โดยที่คุณสามารถแช่แค่บางส่วน หรือทั้งตัวก็ได้ Ice bath ขึ้นชื่อว่าช่วยต้านการอักเสบของกล้ามเนื้อ เราเลยมักเห็นภาพนักกีฬา หรือคนออกกำลังกายแช่น้ำแข็งบ่อยกว่าคนทั่วไป แต่นอกจากเรื่องการต้านอักเสบของกล้ามเนื้อแล้ว เคยมีกระแสที่เชื่อกันว่า Ice bath ช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งด้วย ว่าแต่การนอนแช่น้ำเย็นจัด และน้ำแข็งดีต่อสุขภาพจริงไหม แล้วความเสี่ยงอะไรไหม? มาหาคำตอบในบทความนี้กัน กลไกและข้อเท็จจริงของประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อของ Ice Bath จุดประสงค์หลักของ Ice bath คือ การลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าคล้ายกับการที่เราทำประคบเย็นหลังจากการบาดเจ็บ ความเย็นจากน้ำและน้ำแข็งจะช่วยลดอุณหภูมิของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ รวมถึงการอาการปวด หรือเมื่อยล้ากล้ามเนื้อที่จะตามมาด้วย โดยในช่วงหลังการแช่น้ำเย็นจัด หลอดเลือดจะกลับมาขยายตัว และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีกว่าเดิม ซึ่งจะนำสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ รวมถึงเนื้อเยื่อ และอวัยวะอื่นได้ดีกว่าเดิม…
29/01/2024

นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันจำจดใบหน้าน้องหมาที่ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้สำเร็จ

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดเชื้อที่อันตราย และยังไม่มีวิธีรักษาให้หาย ซึ่งต้องอาศัยการเข้ารับวัคซีนอย่างเร่งด่วนหลังโดนกัด หรือคาดว่าได้รับเชื้อ แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าราว 60,000 คนทั่วโลก ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเอเชีย และแอฟริกา และเกิดจากการถูกน้องหมากัดเกือบทั้งหมด (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นก็มีเชื้อพิษสุนัขบ้าได้) อย่างในบ้านเราจะเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยมาฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้น้องหมาจรอยู่เรื่อย ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ หน่วยงาน หรือชาวบ้านเองก็จำไม่ได้ว่าน้องหมาตัวไหนฉีดแล้วบ้าง หรือยังไม่ฉีด ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตทเลยได้พัฒนาแอปพลิเคชันจดจำใบหน้าน้องหมาเพื่อใช้ในการระบุว่าน้องหมาตัวไหนฉีดวัคซีนแล้ว หรือยังไม่ฉีดวัคซีนบ้างเพื่อแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในแถบเอเชีย และแอฟริกา ซึ่งหากใช้วิธีฝังไมโครชิปให้กับน้องหมาทุกตัว ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เพราะการจะควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในแต่ละพื้นที่ คือ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับน้องหมาในพื้นที่อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ โดยทีมนักวิจัยได้พัฒนาแอปพลิเคชันนี้แล้วได้ทดลองใช้ในพื้นที่ชนบทของประเทศแทนซาเนีย ทวีปแอฟริกา และพบว่าระบบของแอปพลิเคชันนี้มีความแม่นยำสูง เจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนได้ใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อสแกนใบหน้าของน้องหมาพบว่าสามารถระบุน้องหมาที่ได้รับวัคซีนแล้ว 76.2 เปอร์เซ็นต์ และระบุน้องหมาที่ไม่ได้รับวัคซีนได้ 98.9 เปอร์เซ็นต์ กลไกในการจดจำใบหน้าน้องหมา นักพัฒนาได้เก็บภาพ และข้อมูลองค์ประกอบสำคัญบนใบหน้าของน้องหมาไว้ในฐานข้อมูล รวมถึงข้อมูลอื่น อย่างอายุ สี และเพศ เมื่อเจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนลงพื้นที่แล้วสแกนใบหน้าน้องหมา อัลกอรึทึมประมวลผลหาฐานข้อมูลน้องหมาที่ใกล้เคียงที่สุด พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ยืนยันอีกครั้งว่าน้องใช่ตัวเดียวกันหรือไม่ ทีมนักพัฒนามีแผนเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบใบหน้าของน้องหมาด้วยการเปลี่ยนไปใช้สมาร์ตโฟนที่มีกล้องคุณภาพสูงเพื่อระบุตัวตนของน้องหมา และสถานะการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของทั้งน้องหมา และมนุษย์จากโรคพิษสุนัขบ้าได้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าลดลงเรื่อย ๆ แต่ถ้ามองถึงบริบทสังคมบ้านเราที่มีน้องหมาจรจำนวนมาก การนำแอปพลิเคชันนี้มาปรับใช้ในการติดตามวัคซีนน่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย…
26/01/2024

ผู้เชี่ยวชาญพบว่าอาการปวดหลังส่วนล่างที่เข้ารักษาช้า จะหายยากกว่าเดิม

เรื่องใหญ่ของคนปวดหลังแล้วล่ะ โดยเฉพาะคนปวดหลังส่วนล่าง เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย เขาได้รวบรวมของการศึกษาเกี่ยวกับอาการปวดหลังกว่า 95 ชิ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อทำความเข้าใจประสิทธิภาพการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง กับระยะเวลาการเข้ารักษา ซึ่งทีมนักวิจัยพบทั้งข่าวดี และข่าวร้ายจากการศึกษาครั้งนี้ ข่าวดี คือ เขาพบว่าคนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างต่อเนื่องกัน 2 ถึง 3 เดือนสามารถหายจากอาการปวดหลัง และกลับมาเป็นปกติได้เมื่อเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะอาการปวดที่อยู่ในช่วง 6 ถึง 12 สัปดาห์ และข่าวร้าย คือ คนที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังเกิน 3 เดือนเป็นต้นไปอาจรักษาอาการปวดหลังได้ แต่มีโอกาสรักษาสำเร็จน้อยกว่ามาก และอาจใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่ากลุ่มที่เข้ารับการรักษาเร็ว ซึ่งทีมนักวิจัยก็ยังไม่สามารถระบุเหตุผลได้ว่าปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดหลัง แล้วก็พบด้วยว่าอาการปวดหลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบาดเจ็บเสมอไป เพราะแม้ว่าการบาดเจ็บจะหายไปแล้ว แต่กล้ามเนื้อ และระบบการรับความรู้สึกของหลังยังคงทำให้เกิดอาการปวดหลังได้อยู่ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าถ้าการบาดเจ็บหายไป อาการปวดจะหายไปด้วย จนปล่อยอาการปวดทิ้งไว้ เพราะคิดว่าจะหายเอง ทีมนักวิจัยเลยแนะนำในเชิงว่าถ้ามีอาการปวดหลังแทบทุกวัน ไม่ว่าจะหลังส่วนล่าง หรือหลังส่วนบนติดต่อกัน 2 ถึง 3 เดือน ควรไปพบแพทย์ หรือหาวิธีการรักษาใหม่เพื่อลดความเสี่ยงที่ของการรักษาที่อาจยาก และใช้เวลานานขึ้น แม้ว่าสำหรับหลายคนอาการปวดหลังล่างจะเป็นเหมือนอาการที่รบกวนการใช้ชีวิต แต่อาการนี้สัมพันธ์กับปัญหาด้านการเคลื่อนไหว และพิการด้วย ทางที่ดี ถ้าปวดหลังเรื้อรัง ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรับการรักษาให้เร็วจะดีกว่า…
23/01/2024

คาร์ดิโอ และออกกำลังกายแบบแรงต้านลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้มากกว่า

ในปัจจุบันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากพบว่าการออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ และสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ตาม ทั้งการยกเวท บอดี้เวทเทรนนิง คาร์ดิโอ กีฬา และโยคะ แต่การออกกำลังกายก็เหมือนรสนิยมในการฟังเพลง ถ้าคนไหนชอบการออกกำลังกายแบบไหนก็มักจะออกกำลังกายแค่รูปแบบเดียว อย่างคนชอบวิ่งก็จะวิ่งเยอะมาก ถ้าคนยกเวทก็จะเน้นการยกอย่างเดียวอาจเพราะมาจากความชอบ และเวลาที่จำกัดจึงทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอต่อในการออกกำลังกายหลายรูปแบบ แต่การศึกษาล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือแอโรบิก อย่างการวิ่ง หรือปั่นจักรยาน ร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance training) อย่างบอดี้เวทเทรนนิง การยกน้ำหนักควบคู่กันสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้มากกว่าการออกกำลังกายแค่รูปแบบใดรูปหนึ่ง ในสหรัฐฯ จำนวน 1 ใน 3 ของคนเสียชีวิตมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ ซึ่งการศึกษานี้เป็นการศึกษาที่ใช้เวลายาวนานกว่า 1 ปีเพื่อหารูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม และสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดหัวใจและหลอดเลือดที่ได้ผล การศึกษาชิ้นนี้ทำโดยมหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต ศึกษาในคน 406 คนที่มีอายุระหว่าง 35 ถึง 70 ปี ผู้เข้าร่วมทุกคนมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือไม่ก็เป็นโรคอ้วน ร่วมกันมีภาวะความดันโลหิตสูง ทีมนักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 4 กลุ่ม 1) คนที่ไม่ออกกำลังกาย 2) คนที่คาร์ดิโออย่างเดียว 3) คนที่ออกกำลังกายแรงต้านอย่างเดียว และ 4)…
22/01/2024

การศึกษาพบว่าการออกกำลังกายกับแฟนอาจทำให้ออกกำลังกายได้น้อยกว่าการออกคนเดียว

การเป็นสามีภรรยากัน ไม่ได้หมายความว่าการทำทุกอย่างร่วมกันจะเวิร์กเสมอไป ซึ่งอาจรวมถึงการออกกำลังกายด้วย การศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง ประเทศสิงคโปร์พบว่าการออกกำลังกายร่วมกับสามีหรือภรรยาส่งผลให้ออกกำลังกาย และการเคลื่อนไหวลดลง และต่ำกว่าคนที่ออกกำลังกายคนเดียว นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าผู้สูงอายุที่ใช้ Fitness tracker อุปกรณ์ที่ติดตามก้าวเดิน การเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ และระยะเวลาในการออกกำลังกาย ที่แจ้งผลแบบเรียลไทม์มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวมากกว่า การศึกษานี้ทำในผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์จำนวน 250 คนที่มีอายุระหว่าง 54 ถึง 72 ปี โดยผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ย 60 ปี มีสถานะแต่งงาน หรืออยู่กินร่วมกันเฉลี่ย 30 ปีเป็นเวลา 12 สัปดาห์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการส่งเสริมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ เนื่องจากการเติบโตของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศสิงคโปร์ที่เพิ่มมากขึ้น ทีมนักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมการศึกษานี้ออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ ผลลัพธ์ของการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมการทดสอบมีการเคลื่อนไหวเฉลี่ยในระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 5,000 ไปจนถึง 15,000 ก้าว ซึ่งกลุ่มคู่สามีภรรยาที่ออกกำลังกายแบบเป็นคู่มีประสิทธิภาพการออกกำลังกายที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ออกกำลังกายคนเดียว โดยทีมนักวิจัยคาดว่าเป็นผลมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคู่สามีภรรยาที่ทำต่อเนื่องกันมาหลายปี การเปลี่ยนหรือสร้างพฤติกรรมที่ต่างออกไปจากเดิมร่วมกัน อย่างการออกกำลังกายจึงอาจเป็นเรื่องยากสำหรับคู่สามีภรรยา อีกหนึ่งผลลัพธ์ของการศึกษานี้ที่ทีมนักวิจัยพบว่ากลุ่มที่มีการใช้ Fitness tracker ที่มีการรายงานผลให้กับตัวผู้สูงอายุแบบเรียลไทม์มีค่าเฉลี่ยของก้าวเดินในแต่ละวันที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ Fitness tracker ราว 7,500…
22/01/2024

นักวิทยาศาสตร์เตรียมทดสอบยาโรคหัวใจตัวแรกของโลกที่มาจากพิษแมงมุม

ปกติแมงมุม หรือสัตว์มีพิษต่าง ๆ ดูเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายกับมนุษย์ แต่ในหลายครั้งที่ความกระหายใครรู้ของมนุษย์ ประกอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนขั้วของพิษร้ายที่อันตรายถึงชีวิตให้กลายมาเป็นยารักษาโรค ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ค้นพบว่าพิษจากของแมงมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริ (K'gari funnel-web spider) ประเทศออสเตรเลียมีคุณสมบัติในการรักษาโรคหัวใจ จากการศึกษาก่อนหน้า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารเคมี Hi1a ในพิษของแมงมุมใยกรวยชนิดนี้ว่ามีฤทธิ์ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอาการหัวใจวาย รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในการศึกษาครั้งใหม่ที่ทดสอบในเซลล์ทดลอง และสัตว์ทดลองก็พบว่า Hi1a มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหัวใจได้เทียบเท่ากับยารักษาโรคหัวใจอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากทำให้เกิดผลข้างเคียงในมนุษย์ จากการทดสอบในเซลล์ทดลอง สารจากพิษของแมงมุมชนิดนี้ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่หัวใจเสียหายจากโรคหัวใจ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ไม่ได้รับความเสียหาย รวมถึงช่วยลดความเสียหาย และอัตราการตายของเซลล์หัวใจ และสมองจากการขาดออกซิเจน ที่เป็นผลจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ของโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง อาจเป็นไปได้ว่าจะช่วยภาวะแทรกซ้อน และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ ปัจจุบันการศึกษาในการใช้สาร Hi1a จากพิษของแมงมมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริในการรักษาโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองยังคงอยู่ระหว่างการทดสอบในสัตว์ และเปลี่ยนผ่านไปสู่การทดสอบในมนุษย์ ซึ่งอาจต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไก ประโยชน์ และผลกระทบของสารชนิดนี้ในมนุษย์อย่างถ่องแท้ ก่อนจะนำมาผลิตเป็นยา หากยาจากพิษของแมงมุมชนิดนี้สำเร็จ จะเป็นยารักษาโรคหัวใจจากแมงมุมชนิดแรกของโลก โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่มีคนป่วยเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก การค้นพบครั้งนี้จึงอาจช่วยเพิ่มตัวเลือกในการรักษาโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเหล่านี้ได้  ที่มา: Sciencedaily
22/01/2024

ค้นพบเส้นประสาทใหม่จากลำไส้สู่สมอง ที่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากของหวาน และของทอด

น้ำตาล และไขมันเป็นวัตถุดิบที่พบได้ในของอร่อยแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำหวาน เค้ก ขนมไทย ของทอด หรือข้าวหมูกรอบ ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าการได้รับสารอาหารพลังงานสูง อย่างน้ำตาล และไขมันเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพได้หลายชนิด ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงหาเหตุผลที่แท้จริงไม่ได้ว่าทำไมมนุษย์ถึงหลงใหลในสารอาหารทั้งสองชนิดเหลือกัน แม้ปัจจุบันจะมีทฤษฎี และข้อมูลมากมายเกี่ยวกับความอยากน้ำตาล และไขมันที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ เช่น เป็นผลจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดในยุคโบราณ หรือเป็นเพราะพันธุกรรมบางอย่าง การศึกษาล่าสุดจาก Monell Chemical Senses Center ศูนย์วิจัยในสหรัฐฯ ได้ค้นพบวงจรประสาทชุดใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างลำไส้ไปยังสมองของหนูทดลองที่มีหน้าที่กระตุ้นให้เกิดความอยากน้ำตาล และไขมันโดยเฉพาะ ซึ่งสัตว์ชนิดอื่น อย่างมนุษย์ก็อาจมีด้วยเช่นเดียวกัน โดยวงจรชุดนี้ แยกเส้นประสาทที่กระตุ้นความอยากน้ำตาล และความอยากไขมันออกจากกัน ทีมนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบดูเซลล์ประสาทในระบบประสาทเวกัส (Vagus nerve system) ของหนูที่เชื่อมต่อสมองกับอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงลำไส้ พบว่าเซลล์ประสาทที่ค้นพบใหม่นี้กระตุ้นให้สมองหลั่งสารที่ชื่อ ‘โดปามีน’ (Dopamine) หรือฮอร์โมนความสุขออกมาในระบบให้รางวัล (Brain reward system) ของสมอง ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกดี ดีใจ หรือได้รับความสำเร็จ ก่อนหน้านี้ ในมนุษย์เองก็ค้นพบมาแล้วว่าเหตุผลหนึ่งที่มนุษย์ชอบกินของหวานก็เป็นผลมาจากการหลั่งโดปามีนทุกครั้งที่ได้รับน้ำตาล จนเกิดภาวะเสพติด ทีมนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นวงจรประสาทชุดนี้ในหนู ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ หนูที่ถูกกระตุ้นตื่นตัว และเริ่มมองหาอาหาร…
19/01/2024

เปิดโลกประโยชน์ของการกอดต่อสุขภาพ และความสัมพันธ์

การกอดเป็นรูปแบบการแสดงความรักที่เป็นสากลมากวิธีหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน คุณก็สามารถกอดได้ ตั้งแต่คนรู้จัก เพื่อน คนรัก หรือครอบครัว ซึ่งในช่วงเวลาที่คนเรากอดกัน และเกิดสัมผัสทางร่างกาย สมอง และร่างกายของเราจะเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นพบว่าการกอดกันส่งผลดี ทั้งกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ของผู้คนด้วย ในบทความนี้จะพาคุณไปเปิดโลกประโยชน์ของการกอดที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย วิทยาศาสตร์ของการกอด มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยความแน่นแฟ้นในความสัมผัสเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งการกอดเป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์สร้างความแข็งแรงของความสัมพันธ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าที่สุดที่ยืนยันว่ามนุษย์มีการกอดกัน คือ เมื่อ 6,000 ปีก่อน แต่เชื่อกันว่าการกอดเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่กว่านั้น ในช่วงเวลาที่เรากอด หรือถูกกอด ร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า ‘ออกซิโทซิน’ (Oxytocin) หรือรู้จักกันในชื่อสุดโรแมนติกว่าฮอร์โมนแห่งความรักออกมา ออกซิโทซินทำหน้าที่สำคัญในการสร้างความรู้สึกผูกพันระหว่างสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแม่กับลูก คนรักกับคนรัก หรือเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ช่วยให้ความรู้สึกที่ดี และช่วยลดระดับความเครียด เหตุผลอาจพออธิบายได้ว่าทำไมช่วงเวลาแห่งการกอด ถึงทำให้มนุษย์รู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย และรู้สึกเป็นที่รักจนล้นออกมา แม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ซึ่งกลไกที่เกิดขึ้นระหว่างการกอดยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ และสุขภาพด้วย ประโยชน์ของการกอดกับสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ ออกซิโทซินที่เกิดจากการกอดสามารถช่วยปรับอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น ลดความรู้สึกเศร้าหรือหดหู่ และลดการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด อย่างคอร์ติซอลลงได้…

PR Partners

See All
Read More

สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global

ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น
23/07/2026

รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน

เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…
13/07/2026

มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่

มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…
13/07/2026

ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026

ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส -  ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…