Tags
| โลกร้อน
26/09/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 107 days ago
แบคทีเรียที่ผลิตออกซิเจน 1 ใน 3 ของโลกอาจหายไปเพราะอุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น
ภายใต้ผืนน้ำสีครามของมหาสมุทรทั่วโลก มีสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ชื่อว่า โพรคลอโรค็อกคัส (Prochlorococcus) อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นจนนับไม่ถ้วน พวกมันคือแบคทีเรียสังเคราะห์แสงที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก ที่ผลิตออกซิเจนให้เราหายใจกว่า 1 ใน 3 ของออกซิเจนบนโลกมานานนับล้านปี อาจกำลังหายไปจากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อดั้งเดิมในหมู่นักวิทยาศาสตร์ คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและปรับตัวเก่งอย่างแบคทีเรียชนิดนี้ น่าจะอยู่รอดและเติบโตได้ดีท่ามกลางภาวะโลกร้อน แต่งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Microbiology กลับพบผลลัพธ์ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลครั้งใหญ่ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ใช้เวลากว่าทศวรรษวิเคราะห์ข้อมูลจากเซลล์แพลงก์ตอนพืชกว่า 8 แสนล้านเซลล์ ทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก และสิ่งที่ค้นพบก็ได้ลบล้างสมมติฐานเดิมที่เชื่อกันมาอย่างยาวนาน พวกเขาพบว่า โพรคลอโรค็อกคัสจะเติบโตและแบ่งตัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อเดิมที่ว่าโลกร้อนไม่กระทบกับแบคทีเรียชนิดนี้ แถมยังส่งผลดีด้วย แต่พฤติกรรมการเติบโตนี้มีขีดจำกัด เพราะเมื่ออุณหภูมิแตะ 28 องศาเซลเซียส หรือเกินจากนี้ไปเพียงเล็กน้อย อัตราการแบ่งตัวของมันจะเปลี่ยนไป โดยไม่ได้แค่ชะลอลง แต่กลับดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทีมวิจัยนำ ‘กฎ 28 องศา’ ที่เพิ่งค้นพบนี้ ป้อนเข้าไปในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลก โดยสมมติสถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นศตวรรษนี้ แบบจำลองทำให้เห็นว่า มหาสมุทรส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิสูงเกิน 28 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าผลผลิตมวลชีวภาพ (Biomass Production)…06/08/2025
[บทความ] เมื่องานวิจัยชี้ว่าการแก้ปัญหามลพิษในเอเชีย อาจเร่งให้โลกร้อนเร็วขึ้น
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หลายคนคงรู้สึกว่าภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงและมาเร็วกว่าที่คิด เราได้เห็นสถิติปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ถูกทำลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทุกอย่างมัน "เร่งสปีด" ขึ้นขนาดนี้ ? คำถามนี้ได้กลายเป็นปริศนาสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังหาคำตอบ ล่าสุด งานวิจัยชิ้นใหม่ได้ชี้ไปที่คำตอบที่อาจฟังดูย้อนแย้งที่สุด คือ การที่เราจริงจังกับการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในจีนและเอเชียตะวันออก อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้นเร็วกว่าเดิม ปริศนาอุณหภูมิที่พุ่งไม่หยุด ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยมองว่าสาเหตุอาจมาจากการควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ในอุตสาหกรรมเดินเรือ แต่มาตรการนี้เพิ่งเริ่มจริงจังเมื่อปี 2020 ผลกระทบจึงยังไม่มากพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้ ขณะที่นักวิจัยจาก NASA ก็ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเมฆ ทั้งการลดลงของเมฆในเขตร้อนชื้นหรือเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน แต่มีจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป นั่นคือ ความพยายามอย่างมหาศาลของจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศ เพื่อสุขภาพของประชาชน นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ภูมิภาคนี้ลดการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลงได้ถึง 75% และที่น่าสนใจคือ ช่วงเวลาที่ความพยายามนี้เข้มข้นขึ้น กลับเป็นช่วงเดียวกับที่โลกร้อนเริ่มเร่งสปีดพอดี เมื่อ "เกราะกำบัง" จากมลพิษจางหายไป เผยให้เห็นผลกระทบแท้จริง งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของทีมนักวิทยาศาสตร์ 8 ทีมทั่วโลก และได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน มลพิษในอากาศที่ผ่านมานั้น ทำหน้าที่เหมือน "เกราะ" ที่คอยบดบังผลกระทบที่แท้จริงของภาวะโลกร้อนเอาไว้ และเมื่ออากาศสะอาดขึ้น "หน้ากาก" ที่ว่านี้ก็ถูกถอดออก เผยให้เห็นความรุนแรงของปัญหาที่ซ่อนอยู่ แม้ว่ามลพิษทางอากาศจะเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 158 days ago
Read More10/06/2025
ภาพถ่ายดาวเทียมเผย ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกเริ่มแตกออกจากกัน อาจกระทบเพนกวิน 2 ล้านตัว
ภาพถ่ายดาวเทียมภาพใหม่ที่น่าทึ่งได้เปิดเผยว่า A23a ซึ่งเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน กำลังเริ่มแตกออกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ นับพันชิ้น หลังจากที่มันติดอยู่ใกล้กับเกาะที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ป่าในแอนตาร์กติกา อย่างไรก็ตาม อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนหรืออาจถึงหลายปี กว่าที่ภูเขาน้ำแข็งมหึมานี้จะละลายหายไปทั้งหมด การเดินทางอันยาวนานของ A23a "ภูเขาน้ำแข็งมหึมา" A23a มีฉายาว่า "เมกะเบิร์ก" (Megaberg) ปัจจุบันมีพื้นที่ผิวประมาณ 3,100 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเกาะลองไอส์แลนด์ของสหรัฐอเมริกา ภูเขาน้ำแข็งลูกนี้แตกตัวออกมาจากหิ้งน้ำแข็งฟิลช์เนอร์-รอนเน (Filchner-Ronne Ice Shelf) ตั้งแต่ปี 1986 แต่หลังจากนั้นไม่นาน ส่วนใต้น้ำของมันก็ได้เกยเข้ากับพื้นทะเล ทำให้มันติดอยู่กับที่เป็นเวลานานหลายสิบปี จนกระทั่งในเดือนมกราคม 2023 ภูเขาน้ำแข็ง A23a ก็หลุดเป็นอิสระและเริ่มเคลื่อนที่ออกจากทวีปแอนตาร์กติกาเป็นครั้งแรก ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา A23a ครองตำแหน่ง "ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก" อยู่หลายครั้งสลับกับภูเขาน้ำแข็งลูกอื่น ๆ และกลับมาครองตำแหน่งนี้อีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2023 ในช่วงต้นปี 2024 การเดินทางของ A23a ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อเข้าไปติดอยู่ในกระแสวนในมหาสมุทรขนาดใหญ่ ทำให้มันหมุนอยู่กับที่เป็นเวลาหลายเดือน ก่อนจะหลุดออกมาได้ในเดือนธันวาคม 2024 และมุ่งหน้าขึ้นเหนือผ่านช่องแคบเดรก (Drake Passage) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 215 days ago
Read More04/06/2025
นักวิจัยชี้ ! ปลูกป่าช่วยโลกเย็นลงได้จริง แต่ยังไม่พอที่จะชดเชยผลกระทบจากฝีมือมนุษย์
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ (UC Riverside) ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าที่สูญหายตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมอาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงราว 0.34 °C หรือประมาณหนึ่งในสี่ของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว ตามแบบจำลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Earth & Environment แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากฝีมือมนุษย์ ในปัจจุบัน เชื่อกันว่าโลกของเราได้สูญเสียต้นไม้ไปเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 3 ล้านล้านต้น นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทีมนักวิจัยได้สร้างแบบจำลองสมมุติให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าราว 12 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 1.35 เท่าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้ 1 ล้านล้านต้น หากฟื้นฟูป่าได้ตามสมมุติฐานนี้ อุณหภูมิโลกจะลดลง 0.34 °C ซึ่งอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลบล้างความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยฝีมือของมนุษย์ บ็อบ อัลเลน (Bob Allen) นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและหัวหน้าทีมวิจัย UC Riverside ให้ความเห็นว่า การปลูกป่าไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง ประโยชน์ของต้นไม้ที่มากกว่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นไม้ยังปล่อยสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ตามธรรมชาติ (BVOCs) ที่ไปจับกับก๊าซอื่น ๆ ในบรรยากาศ ก่อตัวเป็นละอองขนาดเล็ก ซึ่งช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ สองกระบวนการนี้ช่วยลดความร้อนของโลกได้ ซึ่งโมเดลในการคำนวณสภาพอากาศส่วนใหญ่ไม่ได้รวมทั้งสองคุณสมบัตินี้เข้าไป หากรวมเข้าไปจะทำให้ผลลัพธ์ของการเพิ่มพื้นที่ป่าในการลดอุณหภูมิโลกชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ แบบจำลองสมมุติในงานวิจัยนี้ยังพบด้วยว่าการปลูกป่าสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองภายในชั้นบรรยากาศในภูมิภาคซีกโลกเหนือได้ 2.5 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยยอมรับว่าสถานการณ์จำลองในงานวิจัยนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 221 days ago
Read More11/03/2025
MIT เตือน ! ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียม และอาจทำให้มันชนกันแบบไม่สิ้นสุด
เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก เรามักจะนึกถึงโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรืออากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นโลก หรือบรรยากาศที่เราสัมผัสได้ แต่ใครจะไปคิดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียมได้ด้วย ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทั้งในแง่การสื่อสาร นำทาง พยากรณ์อากาศ หรือแม้กระทั่งในระบบการเงินและการธนาคาร งานวิจัยล่าสุดจาก MIT ได้เปิดเผยการค้นพบผ่านวารสาร Nature Sustainability ว่า ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อชั้นบรรยากาศ “เทอร์โมสเฟียร์” (Thermosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่ดาวเทียมส่วนใหญ่โคจรอยู่ และอาจทำให้เกิดการชนกันของดาวเทียม ปรากฏการณ์เรือนกระจกอาจทำให้ดาวเทียมชนกัน อย่างที่เรารู้กันว่าก๊าซเรือนกระจกนั้นถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้น ในลักษณะคล้ายกับโดมที่ครอบโลกของเราไว้ สร้างผลกระทบในแง่ของอุณหภูมิและความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ซึ่งการสะสมของก๊าซเรือนกระจกทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์ลดลง ชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์มีระดับความสูง 90–800 กิโลเมตรเหนือโลกของเรา และมีความหนาแน่นสูง ซึ่งนอกจากที่เราจะใช้ชั้นบรรยากาศนี้ในการสร้างวงโคจรของดาวเทียมแล้ว เมื่อดาวเทียมสิ้นอายุการใช้งานและตกลงสู่พื้นโลก เศษซากดาวเทียมเก่าจะถูกเผาไหม้ผ่านความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ลดความเสี่ยงการชนกันของวัตถุในวงโคจรเดียวกัน ดังนั้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศในชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ดาวเทียมที่ปลดระวางจะคงเหลือเศษซากอยู่ในวงโคจร จนอาจเกิดการชนกันของดาวเทียม ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกได้ ภัยคุกคามจากการสะสมของเศษซากในอวกาศ ปัจจุบันมีดาวเทียมมากกว่า 10,000 ดวงที่โคจรรอบโลกในวงโคจรระดับต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การนำทาง และการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม แม้ท้องฟ้าที่เรามองเห็นว่าช่างแสนกว้างใหญ่นั้นอาจกำลังถูกถมด้วยการเพิ่มดาวเทียมเข้าไปในวงโคจรอีกมหาศาล จากธุรกิจที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลที่เรียกกันว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 307 days ago
Read More02/09/2024
นักวิจัยสิงคโปร์คิดค้นสีที่ทำให้เมืองเย็นลง 1.5 องศาเซลเซียส
เราน่าจะเคยได้ยินเรื่องสีทาบ้านที่ทาแล้วช่วยลดความร้อนกันมาบ้าง แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถทำให้เมืองทั้งเมืองเย็นลงได้ด้วยการทาสี ยิ่งในเขตร้อนชื้น อย่างประเทศไทย และกรุงเทพฯ งานวิจัยนี้ได้ทดลองนำสีชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้นไปทาตามจุดต่าง ๆ ของเมือง อย่างกำแพง หลังคา ถนน และทางเท้า ซึ่งทีมนักวิจัยได้เก็บข้อมูลการไหลเวียนอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และรังสียูวีเป็นเวลากว่า 2 เดือน เปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ที่ทาสีชนิดใหม่ และพื้นที่ที่ไม่ได้ทา จากการสรุปข้อมูลพบว่าพื้นที่ที่ทาสีระบายความร้อนจากสิ่งก่อสร้างได้ดีกว่าพื้นที่ที่ไม่ทาสีถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และสามารถลดอุณหภูมิได้มากสุด 2 องศาเซลเซียสในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน เมื่อเทียบหลังคาปกติ กับหลังคาที่ทาสีชนิดนี้ พบว่าหลังคาที่ทาสีชนิดนี้สามารถสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และสะสมความร้อนลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน โดยสิ่งที่ทีมนักวิจัยได้ใส่เข้าไปในสีชนิดนี้ คือสารเคมีที่ช่วยสะท้อนความร้อน ซึ่งช่วยให้พื้นที่เมืองเหมาะกับการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตมากขึ้น งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยชิ้นแรกในโลกที่มีการทดสอบให้เห็นชัดเจน ว่าสีทาภายนอกสามารถช่วยลดอุณหภูมิของอาคารและพื้นที่ต่าง ๆ ได้จริง ซึ่งการใช้สีกลุ่มนี้ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเมืองน่าอยู่มากขึ้น ท่ามกลางภาวะโลกเดือดที่รุนแรงมากขึ้นทุกวันภูษิต เรืองอุดมกิจ | 496 days ago
Read More26/06/2024
บางจากจัดงาน ครบรอบ 3 ปี Carbon Markets Club คลับรักษ์โลก โลกเดือดเป็นเรื่องที่ต้องกลัว
ต่างรู้กันอย่างดีว่าในตอนนี้โลกของเราได้ก้าวข้ามจากคำว่า 'โลกร้อน' เป็น 'โลกเดือด' แล้วในตอนนี้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เกิดภัยธรรมชาติ บางจากจึงได้จัดงาน ครบรอบ 3 ปี Carbon Markets Club ชวนรุก รับ ปรับตัว รับมือยุคโลกเดือด ในงาน “READY, SET, NET ZERO” มาสร้างองค์ความรู้เพื่อองค์กร และประชาชนตระหนักรู้เรื่อง Net Zeroวรัญญู คงชัย | 564 days ago
Read More17/01/2024
ผิวสวยแล้ว โลกขอสวยบ้าง แผ่นมาสก์แบบใหม่เพิ่มการบำรุงผิว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม
การมาสก์หน้าด้วยแผ่นมาสก์เป็นขั้นตอนการบำรุงผิวที่ดีวิธีหนึ่ง คนที่ดูแลผิวก็ต้องใช้มาสก์อยู่เป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำมาจากเยื่อกระดาษผสมพลาสติกที่สามารถกักเก็บสารบำรุงผิว และบรรจุอยู่ในซองพลาสติกอีกทีเพื่อรักษาประสิทธิภาพ แน่นอนว่าแผ่นมาสก์ และซองใส่แผ่นมาสก์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งจะต้องกลายเป็นขยะ หากทิ้งไม่ถูกที่ก็อาจกำจัดได้ยาก และปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมของโลกเรา จากข้อมูลแผ่นมาสก์เหล่านี้ถูกผลิตราว 120,000 ล้านชิ้น/ปีเลยทีเดียว ACS Applied Materials & Interfaces ได้คิดค้นแผ่นมาสก์แบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี และมีคุณสมบัติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมกว่าแผ่นมาสก์แบบเดิม โดยนักวิจัยได้ผลิตแผ่นมาสก์หน้าจาก PLA หรือ โพลีแลกติกแอซิด (Polylactic acid) ที่สกัดจากพืช ซึ่งเป็นวัสดุที่กำลังได้รับความนิยมในวงการสิ่งแวดล้อม เพราะมีคุณสมบัติคล้ายกับพลาสติก แต่เป็นมิตรกับโลกมากกว่า หนึ่งในนั้น คือ สามารถย่อยสลายได้ และกันน้ำได้ โดยนักวิจัยได้ใช้เจลาตินผสมกับสารบำรุงผิวยอดนิยม อย่างไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyluronic acid) ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และสารสกัดจากชาเขียวที่ช่วยบำรุงผิว ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ ผสานเข้ากับแผ่นมาสก์ PLA และใช้เทคนิคในเชิงวิศวกรรมสร้างเส้นใย และไมโครสเฟียร์ (รูปแบบการกักเก็บ และปล่อยสารบำรุง) ที่ด้านนอกของแผ่นมาสก์ แล้วนำไปทดสอบคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นกับเซลล์ทดลอง และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ข้อแรก: หากแผ่นมาสก์ไม่ได้สัมผัสกับผิวหนัง ความชุ่มชื้นในแผ่นมาสก์จะไม่รั่วไหลออกจากแผ่นมาสก์เลย ข้อสอง: การใช้แผ่นมาสก์ที่ถูกใช้วิธีกักเก็บแบบไมโครสเฟียร์จะทำให้ความชุ่มชื้น…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 725 days ago
Read More03/01/2024
Eco Anxiety เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อจิตใจ
ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือ Eco-anxiety คือ ความเครียดที่เกิดขึ้นมา เพราะมีความกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ความกังวลนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้อ่านข่าว ข้อมูล ความรู้ ที่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือทราบถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และมีความเข้าใจว่าขณะนี้โลกของเรากำลังพบกับปัญหาทางนิเวศมากขึ้น จนกระทั่งทำให้เกิดความวิตก หวาดกลัว กังวล เครียด เกี่ยวกับผลที่ตามมาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาด้วยนะ อารมณ์ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ และถ้าเราปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้กัดกินจิตใจไปเรื่อย ๆ ก็จะส่งผลเสียด้านสุขภาพจิตในระยะยาวได้ ดังนั้นมาจัดการอารมณ์กันดีกว่า เทคนิคการจัดการกับความวิตกกังวล Eco-anxiety 1. ติดตามข่าวได้แต่ต้องมีขีดจำกัด คุณยังสามารถติดตามข่าวสารอัปเดตข้อมูลความรู้ใหม่ต่อไปได้ เพียงแต่ว่าให้อ่านวันละนิดวันละหน่อยพอไม่ต้องอ่านเยอะมากจนเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดความเครียดอย่างท่วมท้น 2. มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ รักษาสิ่งแวดล้อม คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์หรือผลักดันสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกได้ด้วยการเริ่มต้นจากตัวเองเช่น ใช้ถุงผ้า ใช้กระบอกน้ำ ไม่ใช่หลอดแต่ใช่เป็นการยกดื่มแทน วางแผนซื้อรถคันใหม่ก็ตัดสินใจเลือกซื้อรถไฟฟ้า หรืออื่น ๆ 3. ฝึกสติ ฝึกสติด้วยการอยู่กับปัจจุบันขณะ สูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ คุมสติโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน เพื่อจัดการกับความวิตกกังวล ช่วยลดความเครียด และทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น 4. เข้าร่วมกลุ่มคอมมูคนรักธรรมชาติ เข้าร่วมกลุ่มหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อพูดคุยกับคนที่มีความชอบและศึกษาในเรื่องของวิธีแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 739 days ago
Read More28/08/2023
ตายไปแล้วยังรักษ์โลก! 4 วิธีจัดการร่างไร้วิญญาณแบบ ECO Friendly
คุณคิดว่าการเผาศพ 1 ครั้งส่งผลต่อโลกของเราอย่างไร? การเผาศพ (Cremation) เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อเพื่อส่งผู้ที่จากโลกนี้ไปยังดินแดนที่ดีกว่าตามความเชื่อของหลายวัฒนธรรม แต่การส่งผู้วายชนม์ด้วยวิธีนี้อาจย่นย่ออายุของคนที่ยังอยู่ได้ เพราะการเผาศพ 1 ครั้งสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 243 กิโลกรัม เทียบเท่ากับการเดินทางด้วยรถยนต์ราว 980 กิโลเมตร เหมือนขับจากจังหวัดเชียงรายมาประจวบคีรีขันธ์ จากข้อมูลในแต่ละปีการเผาศพสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ 6.8 ล้านตันต่อปีเลยทีเดียว นอกจากนี้ การเผาศพยังสร้างสารเคมีอื่น ๆ ที่ส่งผลสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจุบันเราเลยเห็นเทรนด์การจัดการกับร่างผู้เสียชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น เพื่อคนที่ไปจะได้จากไปอย่างสบายใจ ส่วนคนอยู่ก็ได้อยู่บนโลกที่มีอายุยืนยาวขึ้นอีกหน่อย และบทความนี้จะไปคุณไปดู 4 ไอเดียในการจัดการกับร่างไร้ลมหายใจที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น วิธีฝังแบบธรรมชาติ (Green burial) พิธีศพแบบฝังไม่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผา แต่การทำพิธีศพแบบฝังทั่วไปมักใส่ร่างลงไปในโลงที่มีการดีไซน์และตกแต่งด้วยวัตถุดิบมากมายเพื่อความสวยงาม แต่กระบวนการเหล่านี้รบกวนสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน ปัจจุบันได้มีแนวคิดและลงมือทำไปแล้วกับวิธีฝังแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นการนำร่างไร้วิญญาณห่อด้วยผ้าฝ้าย แล้วใส่ลงไปในกล่องไม้สี่เหลี่ยมที่แสนเรียบง่ายไม่ต่างอะไรจากพิธีศพของผู้คนในอดีต ไม่ได้ประดับประดาด้วยผ้าลูกไม้ย้อมสี แกะสลัก ปิดทอง หรือทาสารเคลือบไม้เพื่อให้ดูเงางาม ด้วยความเรียบง่ายของวัสดุและวิธีการทำให้ร่างและโลงสามารถย่อยสลายง่าย และไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนอันตรายเมื่อย่อยสลาย เปลี่ยนร่างให้กลายเป็น ‘ปุ๋ยมนุษย์’ Green burial จะทำให้คุณกลายเป็นดินที่มีสารอาหารให้กับธรรมชาติต่อไป แต่วิธี Human Composting จะทำให้คุณเป็นได้มากกว่านั้น ซึ่งก็คือปุ๋ยบำรุงพืชนั่นเอง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 867 days ago
Read More24/08/2023
รสชาติแห่งนวัตกรรม! ‘สเต๊กสันใน’ ด้วยวิธีเพาะเนื้อเยื่อ Customize เนื้อได้ พร้อมเปิดจองให้ลิ้มลอง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโลกของเรามีนวัตกรรมอาหารใหม่ ๆ มากมายด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน หนึ่งในจุดประสงค์ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร คือ การรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการทำปศุสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 14.5 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยเฉพาะการเลี้ยงวัว ความก้าวหน้าของนวัตกรรมอาหารเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นเกิดขึ้นมากมาย และ MIRAI FOODS เทคสตาร์ทอัปจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นหนึ่งในนั้น บริษัทสตาร์ทอัปแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2019 โดยคริสตอฟ มายเยอร์ (Christoph Mayr) และซูมาน ดาส (Suman Das) ด้วยจุดประสงค์เพื่อการสร้างเนื้อสัตว์ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อลดการสร้างมลพิษจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ โดยที่เนื้อสัตว์คุณภาพนั้นยังคงมีรสชาติ กลิ่น สัมผัส รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างจากเนื้อที่มาจากสัตว์โดยตรง และยังสามารถ Customize หรือปรับแต่งเนื้อได้ความต้องการด้วยเทคโนโลยีสิทธิบัตรเฉพาะ เมื่อช่วงต้นปี 2023 ที่ผ่านมา MIRAI FOODS ได้ประกาศการความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง ‘เนื้อสเต๊กสันใน’ หรือ ‘เทนเดอร์ลอยน์’ ทางผู้ผลิตได้บอกว่าเนื้อสเต๊กสันในชิ้นนี้เป็นเนื้อคุณภาพดีระดับพรีเมียมจากห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลักษณะของเทนเดอร์ลอยน์ คือ เนื้อสันในของวัวที่จะประกอบไปด้วยเนื้อเป็นส่วนใหญ่ และมีมันแทรกเพียงเล็กน้อย เนื้อจากแล็บชิ้นนี้เป็นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของวัวสายพันธุ์แท้ 2 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน เซลล์ส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อมาจากวัวไพมอนเทส (Piedmontese) หรือวัวสายพันธุ์พิเศษที่เลี้ยงเฉพาะในแคว้นปีเยมอนเต (Piedmonte) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 871 days ago
Read More19/05/2023
น้ำท่วมหนักในอิตาลี เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ ไร้ที่อยู่อีกนับหมื่น หนักสุดในรอบ 100 ปี
สำนักข่าว BBC รายงานว่า อิตาลีกำลังเผชิญกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ในแคว้นเอมีเลีย - โรมัญญา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ ไปจนถึงชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งห่างไป 115 กิโลเมตร หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักแค่วันครึ่ง แต่มีปริมาณน้ำฝนกลับเทียบเท่าฝนที่ตกนานถึง 6 เดือน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำอย่างน้อย 23 สาย เอ่อล้นออกจากแนวคันกั้นน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนมีรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ศพ ส่วนประชาชนอีกกว่า 13,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ รวมถึงมีเหตุดินถล่มอีกว่า 280 ครั้ง เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นถูกกล่าวโทษว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะโลกร้อน โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้แล้ว ว่าอิตาลีต้องการแผนแห่งชาติเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เนลโล มูซูเมซี (Nello Musumeci) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันพลเรือน กล่าวว่า สภาพอากาศเขตร้อนมาถึงอิตาลีแล้ว มีฝนตกสูงถึง 20 เซนติเมตร ภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง บางพื้นที่มีฝนตกถึง 50 เซนติเมตรด้วยซ้ำ “ผืนดินที่แห้งแล้งมานานจนเหมือนปูนซีเมนต์ ทำให้มีขีดความสามารถในการดูดซึมน้ำฝนจำกัดมาก” มูซูเมซีบอกอีกว่า อิตาลีไม่ได้สร้างเขื่อนส่วนภูมิภาคแห่งใหม่มานานกว่า 40 ปีแล้ว และอิตาลีต้องการวิธีทางวิศวกรรมชลศาสตร์ใหม่ ๆ ในการรับมือปัญหาน้ำท่วม…พนิตา สืบสมุทร | 969 days ago
Read More20/04/2023
อุณภูมิเฉลี่ยโลก ปี 2023 อาจร้อนจัดเป็นสถิติใหม่ เพราะการกลับมาของ ‘เอลนีโญ’
สำนักข่าวรอยเตอร์ส เผยแพร่รายงานจากศูนย์บริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของสถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสแห่งสหภาพยุโรป (EU's Copernicus Climate Change Service) ที่ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มจะสูงเป็นสถิติใหม่ในปีนี้ (2023) และปีหน้า (2024) เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) จะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับปรากฏการณ์ลานีญา (La Nina) ที่ส่งผลให้อุณหภูมิของพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง และในแถบเส้นศูนย์สูตร ลดต่ำกว่าปกติประมาณ 3 - 5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกทำสถิติร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016 ถือเป็นสถิติต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งตรงกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะกระตุ้นให้อุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ไม่มีปรากฏการณ์นี้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวของสถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสจึงหมายความว่า หากปรากฏการณ์เอลนีโญก่อตัวขึ้นจริงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2023 จะร้อนกว่าปี 2016 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิโลก ณ ปัจจุบัน ยังคงสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมราว 1.2 องศาเซลเซียส แม้ว่าผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ของโลกส่วนใหญ่จะให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซสุทธิให้เหลือศูนย์ในที่สุด แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทั่วโลกในปีที่แล้วยังคงเพิ่มขึ้น ที่มา :…พนิตา สืบสมุทร | 997 days ago
Read More27/10/2022
นักเคลื่อนไหวเยอรมนี บุกสาดมันฝรั่งบดใส่ภาพวาดของ Monet ประท้วงวิกฤติด้านอาหาร
ประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤติการขาดแคลนด้านอาหารและพลังงานกลายมาเป็นจุดสนใจบนโลกโซเชียลอีกครั้ง หลังจากที่มีนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน บุกเข้าไปสาดมันฝรั่งบดใส่ภาพวาดงานศิลปะของศิลปินชื่อดังกลางพิพิธภัณฑ์ในเยอรมนีประภาส อยู่เย็น | 1172 days ago
Read More31/07/2022
Taylor Swift ครองแชมป์คนดังที่สร้างคาร์บอนฟุตพรินต์จากการใช้เครื่องบินส่วนตัวมากที่สุดในโลก!
เปิดเผยรายงาน 10 อันดับคนดังที่สร้างคาร์บอนฟุตปรินต์จากการใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว พบ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ครองแชมป์คนดังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากสุดประภาส อยู่เย็น | 1261 days ago
Read MorePR Partners
See All26/12/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago


























