Tags
| Health
21/07/2026
Worawalan | 45 days ago
เวลานอนหายไปแค่วันละ 80 นาที ก็ทำให้อ้วนขึ้นได้
หลาย ๆ คนอาจคิดว่า "น้ำหนักขึ้น" เกิดจากการกินที่มากไปหรือการออกกำลังกายที่น้อยไป แต่ล่าสุด งานวิจัยใหม่กลับพบว่า การนอนน้อยลงเพียงวันละประมาณ 80 นาที ก็อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของวิทยาลัย Columbia University ได้ศึกษาผู้ใหญ่จำนวน 95 คน ที่ปกตินอนคืนละ 7-8 ชั่วโมง โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองเข้านอนช้าลงประมาณ 90 นาที ทำให้เวลานอนเฉลี่ยลดลงราว 80 นาทีต่อคืน ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนเปรียบเทียบกับช่วงที่นอนตามปกติ ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.45 กิโลกรัม และใช้เวลาไปกับการนั่งหรือทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานน้อยมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงที่นอนหลับเพียงพอ ที่ผ่านมา งานวิจัยส่วนใหญ่มักศึกษาผลของ การอดนอนอย่างหนัก เช่น นอนเพียง 4 ชั่วโมงต่อคืน ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ แต่การศึกษาครั้งนี้ต้องการจำลองสถานการณ์ที่พบได้จริง เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่นอนเพียง 5-6 ชั่วโมงต่อคืน เป็นประจำ นักวิจัยยังระบุว่า หากนอนน้อยในลักษณะนี้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้…15/09/2023
โรคกลัวความตาย (Thanatophobia) วิตกกังวลจนไม่มีความสุข
โรคกลัวความตาย (Thanatophobia) คือ อาการวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย โดยผู้ที่มีอาการนี้จะไม่ได้กลัวแค่ความตายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น แต่จะกลัวความตายและการจากลาของบุคคลรอบข้างที่ตัวเองรักด้วย ซึ่งการรักษาโดยส่วนใหญ่จะต้องใช้วิธีการจิตบำบัดเข้าช่วย โรคกลัวความตายเป็นเรื่องปกติหรือไม่ ? เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความตาย เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ คุณอาจคิดว่าความตายจะน่ากลัว เจ็บปวด หรือโดดเดี่ยว และหากคุณกำลังเผชิญกับโรคกลัวความตายมันอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน หรือทำให้การใช้ชีวิตในสังคมเป็นเรื่องยาก รวมถึงอาจพบอาการทางกาย เช่น อาการตื่นตระหนก เป็นต้น โรคกลัวความตายพบได้บ่อยแค่ไหน ? การวิจัยชี้ให้เห็นว่าความวิตกกังวลเรื่องการเสียชีวิตเป็นเรื่องปกติ และการศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คน 3-10 เปอร์เซ็นต์ มีความกังวลเรื่องนี้ โดยโรคกลัวความตายอาจส่งผลต่อผู้ใหญ่และเด็ก พบได้บ่อยในผู้ที่มีอาการดังนี้ นอกจากนี้ การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่า ลูก ๆ ของพ่อแม่สูงอายุมีระดับความวิตกกังวลต่อการเสียชีวิตสูงกว่าคนเป็นพ่อแม่เสียด้วยซ้ำ สาเหตุของโรคกลัวความตาย เหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงจะกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าว เช่น คุณอาจมีอาการวิตกกังวลต่อการเสียชีวิตได้หากคุณมีประสบการณ์ ดังนี้ ความกลัวตายอาจเป็นต้นตอของอาการกลัวอื่น ๆ เช่น อาการของโรคกลัวความตาย หากคุณเป็นโรคกลัวความตาย การคิดถึงความตายอาจทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตระหนก หวาดกลัว หรือซึมเศร้าอย่างรุนแรง คุณอาจหลีกเลี่ยงสถานที่ หรือสถานการณ์ที่ดูอันตราย และอาจหมกมุ่นอยู่กับสุขภาพของตัวเอง คอยตรวจสอบสัญญาณของการเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา เช่น ตรวจสอบความดันโลหิต…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1085 days ago
Read More15/09/2023
สำรวจตัวเอง เรากำลังหมดไฟหรือขี้เกียจกันแน่!
ในโลกที่กำลังเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างรวดเร็ว ความกดดันจากการทำงาน อาจส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจและร่างกายของคุณเป็นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้หลาย ๆ คนอาจกำลังอยู่ในห้วงของความสับสน นี่ฉันกำลัง “ขี้เกียจ” หรือ “กำลังหมดไฟในการทำงานกันแน่” เพราะถึงแม้ว่า 2 อารมณ์นี้อาจดูคล้ายกันในตอนแรก แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง 2 ขั้วอารมณ์นี้ เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจในตนเอง และหาวิธีจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะ Burn Out และความเกียจคร้าน ภาวะ Burn Out คือสภาวะความอ่อนล้าทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมความเครียดในระดับสูงเป็นเวลานาน ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อจิตใจของคุณแบกรับความเครียดที่มาจากการทำงานเป็นเวลานาน จนยากที่จะรับมือ และในทางกลับกันความหมายของความเกียจคร้าน คือ ความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงในการทำงานหนัก หรือไม่อยากทำงาน ทำไปแบบส่ง ๆ ให้จบ ๆ ไป โดยมีลักษณะเด่นคือขาดแรงจูงใจ ขาดความสนใจ และไม่อยากมีส่วนร่วมในการทำงาน ภาวะ Burn Out และความเกียจคร้าน คุณกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ไหน? มาสำรวจกันดีกว่าว่าระหว่าง ภาวะ Burn Out (ทำงานมากไปจนหมดใจ) และความเกียจคร้าน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1085 days ago
Read More14/09/2023
ทำไมใคร ๆ ก็ชอบมู ? สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจที่ช่วยให้รู้สึกดี
วันนี้เรากลับมาพร้อมกับความรู้ทางจิตวิทยาดี ๆ กันอีกแล้ว ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านมาเจาะลึกความรู้ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ที่มักจะทำบุญ เข้าวัดขอพร รวมไปถึงความเชื่อของสายมูเตลูต่าง ๆ ทำไมการมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจถึงทำให้รู้สึกดี มาดูเบื้องหลังของพลังแห่งศรัทธานี้ตามแบบฉบับหลักจิตวิทยากันเลย ทำไมผู้คนถึงต้องการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยึดเหนี่ยวจิตใจ ? “ศาสนา” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการของมนุษย์ และเป็นหนึ่งในคำถามที่รบกวนนักคิดผู้ยิ่งใหญ่มาหลายศตวรรษ ยกตัวอย่างเช่น คาร์ล มาร์กซ์ ที่ให้คำบัญญัติถึงความหมายของศาสนาเอาไว้ว่า “ฝิ่นของประชาชน” ส่วน ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ก็มีความรู้สึกว่าพระเจ้าเป็นเพียงภาพลวงตา และผู้ที่นับถือพระเจ้า ต้องการสัมผัสความรู้สึกถึงความปลอดภัยและการให้อภัย เหมือนความรู้สึกในวัยเด็กที่เราอยากให้ผู้ใหญ่มาปกป้องในยามที่เกิดปัญหา แต่โดยพื้นฐานแล้ว มีการวางสมมติฐานเอาไว้ว่า ศาสนาเป็นผลพลอยได้จากการปรับตัวทางความคิดและสังคม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของมนุษย์ พลังศรัทธา = ความหวัง นักศาสนศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา พยายามศึกษาเรื่องราวเหล่านี้มานานหลายศตวรรษ เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่ศาสนามีต่อมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าศาสนาและจิตวิญญาณเป็นหนึ่งในปัจจัยทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุด นักวิจัยจาก Mayo Clinic สรุปใจความของเรื่องนี้เอาไว้ว่า “การศึกษาส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่า การมีความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญญาณ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สุขภาพของผู้ที่มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดี รวมถึงมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ทักษะการเผชิญปัญหาดีขึ้น แม้ในช่วงป่วยระยะสุดท้าย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1086 days ago
Read More17/08/2023
เป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนบ่อย ๆ เกิดจากสาเหตุอะไร ?
อาการตะคริวที่ขาตอนกลางคืน สร้างความทรมานให้กับหลาย ๆ คน เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดแล้ว ยังรบกวนเวลานอนหลับพักผ่อนอีกด้วย โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะเป็นผลมาจากกล้ามเนื้ออ่อนล้า และปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท ซึ่งความเสี่ยงของการเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ที่สำคัญคนท้องมีแนวโน้มเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนได้เช่นกัน ตะคริวที่ขาคืออะไร ? ตะคริวที่ขาเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรง โดยมักจะเป็นที่น่อง เท้า หรือต้นขา อาจทำให้ขาของคุณกระตุก เกร็งจนควบคุมไม่ได้ แม้ว่าจะสร้างเจ็บปวดในการใช้ชีวิต แต่โดยทั่วไปแล้วการเป็นตะคริวที่ขานั้นไม่เป็นอันตราย ซึ่งอาการจะคงอยู่เป็นเวลาหลายวินาทีจนถึงหลายนาที ยิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสเป็นตะคริวที่ขามากขึ้นเท่านั้น เพราะเส้นเอ็นของคุณ หรือเนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกจะสั้นลงตามธรรมชาติเมื่อคุณอายุมากขึ้น ผู้ใหญ่มากถึง 60% เป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืน ในขณะที่เด็กและวัยรุ่นมีความเสี่ยง 40% ตะคริวที่ขาตอนกลางคืน ตะคริวที่ขาในตอนกลางคืนเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวหรือเมื่อคุณหลับ อาการนี้อาจปลุกคุณ ทำให้คุณหลับยากขึ้น และทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยตลอดทั้งคืน โดยความถี่ของตะคริวที่ขาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ตะคริวที่ขาตอนกลางคืน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกวัย แต่มักเกิดกับผู้สูงอายุมากที่สุด ในบรรดาผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ประมาณ 33% จะเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนอย่างน้อยทุก ๆ 2 เดือน และผู้คนประมาณ 40% จะเป็นตะคริวที่ขาในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์เชื่อว่าเป็นเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์ทำให้กล้ามเนื้อตึงนั่นเอง โดยตะคริวที่ขาจะให้ความรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อบีบรัดแน่นจนเป็นปม อาจทำให้อึดอัด เจ็บปวดจนทนแทบไม่ได้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1114 days ago
Read More17/08/2023
ชอบดมเสื้อแฟนไม่ใช่โรคจิต! วิจัยเผย กลิ่นคนรักช่วยลดความเครียดได้
ผู้หญิงหลายคนเวลาที่ต้องห่างจากคนรัก เป็นเรื่องปกติที่ความคิดถึงเข้าครอบงำ ยิ่งถ้าปกติแล้วคุณใช้เวลาอยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลายิ่งทำให้โหยหากันและกันมากขึ้น วิธีบรรเทาความคิดถึงเชื่อว่าหลายคนมักจะหยิบข้าวของของแฟนมากอด มาหอม มาดม…สิ่งเหล่านี้อาจทำให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘โรคจิต’ หรือเปล่านะ ? ขอบอกเลยว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่แปลกอะไร ให้รู้ไว้เลยว่าการดมกลิ่นคนรักไม่ว่าจะจากเสื้อ หรือจากผ้าห่ม มีส่วนช่วยให้คุณคลายเครียดได้! การศึกษาจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ในประเทศแคนาดา ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่คนมักตั้งคำถามว่าเพราะอะไรผู้หญิงถึงชอบใส่ชุดของแฟนตัวเอง รวมถึงชอบดมกลิ่นที่ติดอยู่บนเสื้อตัวโปรดของแฟน เป็นเพราะกลิ่นคนรักมีความเกี่ยวข้องกับการบรรเทาความเครียดนั่นเอง โดยงานวิจัยนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology นักวิจัยได้ทำงานร่วมกับคู่รักต่างเพศ 96 คู่ ฝ่ายผู้ชายต้องสวมเสื้อยืดที่สะอาดเป็นเวลา 1 วัน และห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายหรือเครื่องสำอางที่มีกลิ่นหอม ห้ามสูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหารที่อาจส่งผลต่อกลิ่นกาย หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง เสื้อยืดของผู้ชายเหล่านั้นจะถูกแช่แข็งเพื่อให้แน่ใจว่ากลิ่นของเสื้อผ้ายังคงอยู่ ในส่วนหนึ่งของการทดลอง ผู้หญิงจะถูกขอให้สุ่มดมกลิ่นทั้งเสื้อที่ไม่เคยใส่มาก่อน เสื้อที่คนรักเคยใส่ หรือเสื้อที่คนแปลกหน้าใส่ โดยไม่มีผู้หญิงคนไหนรู้ว่าพวกเธอจะได้ดมเสื้อของใคร นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มระดับความเครียดของผู้หญิง พวกเธอยังถูกจำลองสถานการณ์การสัมภาษณ์งาน และให้แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เพื่อใช้ในการวัดระดับความเครียดที่แท้จริง พร้อมมีการวัดความเข้มข้นของคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเมื่อเราเผชิญกับปัจจัยความเครียดต่าง ๆ ด้วย ผลการศึกษาทีมวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ดมกลิ่นเสื้อยืดที่คนรักตัวเองตนสวมใส่มีระดับความเครียดที่ต่ำกว่าทั้งก่อนการทดสอบความเครียด (การคาดหวังความเครียด) และผลที่ตามมา…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1114 days ago
Read More15/08/2023
“โรคมโน” สร้างจินตนาการเพ้อฝันไปเอง เป็นโรคทางจิต ?
“โรคมโน” ที่เราจะนำมาให้คุณผู้อ่านได้ทำความรู้จักกันนี้ มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษ คือ “Overactive Imagination” แน่นอนว่าหนึ่งในคุณสมบัติที่มนุษย์ทุกคนมีก็คือ การมีความหวัง การมีความฝัน การมีจินตนาการถึงภาพชีวิตที่สวยงาม หรือการมีชีวิตตามต้องการสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่อย่าลืมว่าสิ่งใดที่มากจนเกินไป สิ่งนั้นสามารถย้อนกลับมาทำร้ายคุณได้เสมอ และโรคมโนอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายได้ เมื่อสิ่งนี้เริ่มรบกวนชีวิตประจำวันและก่อให้เกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส ทำความรู้จักกับ บุคลิกภาพแบบ Fantasy prone personality FPP ถือเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่ผิดปกติ ได้รับการระบุอย่างเป็นทางการครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1980 จากการวิจัยของ Josephine Hilgard ซึ่งสังเกตจากผู้คนที่ได้รับการสะกดจิต นักวิจัยพบว่าผู้ที่ถูกสะกดจิตได้ง่ายมักจะเป็นผู้ที่มีจินตนาการที่กว้างไกล และคงอยู่กับภาพจินตนาการนั้นได้อย่างยาวนาน และงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าคนที่มีภาวะ Overactive Imagination ไม่สามารถแยกแยะจินตนาการและความทรงจำจริง ๆ ออกจากกันได้ นำภาพจินตนาการและภาพแห่งความเป็นจริง นำมาผสมรวมกัน และเชื่อว่าเป็นความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิต อาการของโรคมโน ผู้ที่มีภาวะ Overactive Imagination หรือมีบุคลิกภาพแบบ Fantasy prone personality มักจะมีการแสดงอาการ ดังนี้ อาการเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะสุขภาพจิตอื่น ๆ ตามมาได้ หรือมีภาวะทางด้านสุขภาพจิตอื่น ๆ อยู่แล้ว…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1116 days ago
Read More11/08/2023
อาการท้องผูก ปัญหากวนใจที่รักษาได้ด้วยตัวเอง
อาการท้องผูก คือ อาการที่ลำไส้ของคุณเคลื่อนไหวน้อยลงทำให้อุจจาระผ่านได้ยาก มักเกิดขึ้นบ่อยหากมีการเปลี่ยนแปลงอาหารหรือกิจวัตรประจำวัน รวมถึงเกิดจากการได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอ ซึ่งไม่ควรปล่อยไว้หากคุณเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อุจจาระมีเลือดปน หรือมีอาการท้องผูกนานยาวนาน อาการท้องผูกคืออะไร ? การเคลื่อนไหวของลำไส้น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ คือคำจำกัดความของอาการท้องผูกในทางเทคนิค แต่ความถี่ในการอุจจาระนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอุจจาระหลายครั้งต่อวัน ในขณะที่บางคนอุจจาระเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยอาการท้องผูกเกิดขึ้นเนื่องจากลำไส้ใหญ่ดูดซับน้ำจากอุจจาระของคุณมากเกินไป วิธีนี้จะทำให้อุจจาระของคุณแห้ง แข็ง และขับออกจากร่างกายได้ยาก เป็นหนึ่งในอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา อย่างน้อย 2.5 ล้านคนที่ไปพบแพทย์ในแต่ละปีเนื่องจากอาการท้องผูก ปัจจัยที่ทำให้ท้องผูก ? สาเหตุของอาการท้องผูกมีมากมาย รวมถึงปัจจัยในการดำเนินชีวิต ยา และเงื่อนไขทางการแพทย์ โดยสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก มีดังนี้ 1.ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ สาเหตุการดำเนินชีวิตทั่วไปของอาการท้องผูก ได้แก่ : 2.ยา ยาที่อาจทำให้ท้องผูก ได้แก่ 3.เงื่อนไขทางการแพทย์ เงื่อนไขทางการแพทย์และสุขภาพที่อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ได้แก่ สังเกตอาการท้องผูก หากคุณไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเป็นโรคท้องผูกหรือไม่ ให้สังเกตอาการของตนเอง ดังนี้ รักษาอาการท้องผูก การรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังมักเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิต หากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไม่ช่วยบรรเทาอาการ อาจแนะนำให้ใช้ยาหรือการผ่าตัด ป้องกันอาการท้องผูก หากคุณเป็นคนที่ท้องผูกบ่อย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1120 days ago
Read More11/08/2023
ใครเป็นบ้าง ? หยิบหนังสือมาอ่านทีไรง่วงนอนทุกที!
อยากอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง แต่ทำไมพออ่านได้ไม่กี่หน้าก็เกิดอาการง่วงนอนแล้ว ทั้งที่หนังสือเล่มนั้นก็ดูน่าสนใจดี หรือเพราะว่าเราขี้เกียจกันนะ ? หากคุณมักมีอาการง่วงนอนเวลาที่อ่านหนังสือล่ะก็…บอกเลยว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะหลายคนก็มีอาการเหล่านี้เช่นกัน! ทำไมการอ่านหนังสือทำให้คุณง่วง ? การพักผ่อนกับหนังสือดี ๆ สักเล่มเป็นงานอดิเรกยอดนิยม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอนหลังจากอ่านหนังสือแม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่การอ่านหนังสือนั้นไม่ได้ใช้พลังงานทางกายภาพมากนัก แต่จริง ๆ แล้วสมองของคุณกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลข้อมูลที่คุณรับเข้าไป การกระตุ้นทางจิตใจทั้งหมดนั้นอาจทำให้คุณเหนื่อยล้า และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้การอ่านหนังสือทำให้ง่วงนอน การอ่านหนังสือก่อนนอนจึงเป็นวิธีการรักษาอาการนอนไม่หลับที่ดีนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีเหตผลอื่น ๆ ที่อาจบอกได้ว่าเพราะอะไรการอ่านหนังสือถึงทำให้คุณเกิดความเหนื่อยล้าและง่วงนอนได้ 1.เหนื่อยทางใจ เมื่อคุณอ่านหนังสือ สมองของคุณทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อถอดรหัสคำในหน้ากระดาษและสร้างภาพในใจของคุณ กระบวนการทางจิตเหล่านี้อาจทำให้เหนื่อยล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอ่านหนังสือเป็นเวลานานหรือเหนื่อยล้ามาทั้งวัน 2.การหลงทางในจินตนาการของคุณ การอ่านหนังสือนั้นเป็นแนวทางโดยทั่วไปในการฝันกลางวัน และการฝันกลางวันก็ไม่ได้ห่างไกลจากการนอนหลับ อันที่จริงแล้ว กิจกรรมทั้งสองมีลักษณะร่วมกันบางประการ เมื่อคุณฝันกลางวันหรือหลงทางในหนังสือ ร่างกายของคุณจะอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและจิตใจของคุณก็จะเป็นอิสระ นี่อาจเป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและผ่อนคลาย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้คุณเหนื่อยเช่นกัน 3.การอ่านหนังสือในที่แสงน้อย สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากอ่านหนังสือ เป็นเพราะพวกเขาอ่านหนังสือในที่แสงน้อย ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือเท่านั้นที่ทำให้เหนื่อย การนั่งนิ่ง ๆ ในห้องที่มีแสงสลัว ๆ อาจส่งสัญญาณไปที่สมองว่าถึงเวลานอนแล้ว และยังทำให้ปวดตามากขึ้น ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความเหนื่อยล้านั่นเอง 4.การนั่งนิ่งๆ การนั่งนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1120 days ago
Read More11/08/2023
อยากลดน้ำหนัก กินผลไม้ทุกวันอ้วนไหม ?
หลายคนที่ลดน้ำหนักพยายามที่จะลดการกินน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามว่าแล้วน้ำตาลจากผลไม้ล่ะ จะทำให้เราอ้วนไหม ? แน่นอนว่าทุกวันนี้ต้องมีคนเชื่อว่าการกินผลไม้ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ แล้วความจริงเป็นอย่างไร Hack for Health มีคำตอบมาให้ น้ำตาลจากผลไม้ ผลไม้ มีน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมาพร้อมกับใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระดับอินซูลิน และลดนิสัยชอบสะสมพลังงานจากน้ำตาลในรูปของไขมัน ผลไม้มีน้ำตาลน้อยกว่าอาหารสำเร็จรูป เช่น โซดา ลูกอม และขนมขบเคี้ยวอย่างมาก เช่น แอปเปิ้ล 182 กรัม มีน้ำตาล 19 กรัม ในขณะที่ลูกอม 58 กรัม มีน้ำตาลถึง 35 กรัม ผลไม้ทำให้น้ำหนักขึ้นจริงหรือ ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การกินอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไหนแต่หากกินในปริมาณมากเกินไปก็ทำให้น้ำหนักขึ้นเช่นกัน ในกรณีนี้ผลไม้ไม่ได้เป็นตัวการทำให้น้ำหนักขึ้น มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การเพิ่มผลไม้ในอาหารก็มีสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในคน 17 คน ที่กินผลไม้ 20 หน่วยบริโภคต่อวัน มีน้ำตาลประมาณ 200 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับโซดา 8 กระป๋อง ยังไม่มีผลเสียต่อน้ำหนักตัว ความดันโลหิต…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1120 days ago
Read More11/08/2023
อยากได้ อยากมี เหมือนคนอื่น เพราะเสพโซเชียลมากไป!
พฤติกรรมเสพติดของผู้ใช้โซเชียลมีเดียอาจแตกต่างกันไป แต่อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้มากที่สุด และมักจะทำให้ผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียขาดความพอดีในการใช้ชีวิต คือ มีความรู้สึกเครียด หรือมีความวิตกกังวลเมื่อเห็นความสำเร็จ ทรัพย์สมบัติ หรือความสุขของผู้อื่น สิ่งนี้จะนำไปสู่การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเลียนแบบความสำเร็จ หรืออยากได้อย่างมีสิ่งของตามผู้อื่น และถ้าสิ่งของเหล่านั้นมีราคาสูงเกินกว่าที่จะซื้อไหว หรือคุณรู้สึกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าผู้อื่น ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกไม่คู่ควร มีความนับถือตนเองต่ำ และมีความยากลำบากในการยอมรับตนเอง ซึ่งสิ่งนี้สามารถสร้างผลกระทบทางจิตได้อย่างมาก ผลกระทบของการเสพติดโซเชียล ร้ายกว่าที่คิด ผลของการเสพติดโซเชียลมีเดีย และทำให้เกิดความรู้สึกอยากได้อยากมี มีความรู้สึกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น เป็นการจัดการอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่มีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพตนเอง และสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่โดยรวมของคุณได้อย่างมาก โดยเฉพาะ สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความอิจฉา หรือทำให้เกิดความนับถือในตัวเองต่ำ ได้อย่างไร? จากข้อมูลของ Afridi พบว่า อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย ทำให้เราเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และรับรู้ถึงสิ่งที่คนอื่นกำลังทำได้แบบ Real Time และสิ่งนี้สามารถนำไปสู่พฤติกรรมเปรียบเทียบได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดการฟูมฟักความอิจฉาได้อีกด้วย การวิจัยพบว่าในบางคน ความรู้สึกอิจฉา อยากได้อยากมี รู้สึกด้อยค่าในตัวเองเพิ่มขึ้นจากการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อนที่จะมีสื่อสังคมออนไลน์ มนุษย์เราก็มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับวงสังคมใกล้เคียงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนบ้าน เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือคนอื่น ๆ ที่เรารู้จัก…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1120 days ago
Read More04/08/2023
สุขภาพกาย-ใจ ดีแล้ว อย่าลืมหันมาดูแล “สุขภาพผิว” กันด้วย
เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนคงเริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกายของตนเองกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ ‘สุขภาพผิว’ หรือการดูแลผิวพรรณของตนเองให้สดใสอยู่เสมอ เพราะการมีผิวพรรณที่ดีไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องความงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ และเมื่อคุณมีความมั่นใจสิ่งดี ๆ ก็จะตามมาเช่นกัน ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าถ้าอยากดูแลสุขภาพผิวของตนเองต้องเริ่มต้นจากจุดไหนบ้าง Hack for Health มีวิธีมาฝาก สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพผิวที่ดี 1.ทาครีมกันแดดทุกวัน การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF15 เป็นอย่างน้อย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผิว ซึ่งรวมถึงวันที่มีเมฆมาก แสงแดดน้อย ก็ควรทาครีมกันแดดเช่นกัน ทุกคนรู้ว่าครีมกันแดดมีความสำคัญต่อการดูแลผิวมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็อาจจะเข้าใจผิดว่าเวลาอยู่ในที่ร่ม หรือเวลาที่ไม่เจอแสงแดดก็ไม่จำเป็นต้องทา ความจริงแล้วรังสียูวีมีอยู่รอบทิศไปหมด จึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดทุกวัน แถมครีมกันแดดสมัยนี้ยังมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย 2.ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังมองว่าการดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ยาก และดื่มได้ไม่มากเท่าที่ร่างกายควรได้รับ โดยการดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมมีความสำคัญต่อการเติมน้ำให้ร่างกายของเรา ทุกระบบในร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ปกติ ที่สำคัญร่างกายของเราสูญเสียน้ำในปริมาณมากต่อวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 8-9 แก้วทุกวัน น้ำ ไม่เพียงแต่จำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมของเราเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อผิวของเราด้วย โดยน้ำจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติและเสริมความยืดหยุ่น เซลล์ผิวหนังเหล่านี้ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว หากคุณต้องดื่มน้ำเพื่อให้อวัยวะส่วนอื่น ๆ แข็งแรง ผิวของคุณก็ต้องการน้ำเช่นเดียวกัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1127 days ago
Read More04/08/2023
ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกไม่ได้ใจดีกับคุณ
ชีวิตคนเราไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป เมื่อความท้าทายที่คุณเผชิญอยู่ยากเกินกว่าที่จะรับมือ อาจทำให้สุขภาพทางอารมณ์ของคุณต้องเสียไปอย่างง่ายดาย อาจต้องถึงเวลาที่คุณควรจะหันมาดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองเสียที วิธีการดูแลตนเองนั้นไม่เหมือนกันทุกคน เพราะทุกคนต่างมีความชอบ และความต้องการที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องคิดถึงความต้องการในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการดูแลตนเองที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน ทำความเข้าใจตัวเอง หากคุณอยากหันมาให้เวลาใส่ใจร่างกายและจิตใจของตัวเองมากขึ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สิ่งแรกให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเอง ดังต่อไปนี้ 1.ฉันเห็นด้วยกับวิธีที่คนอื่นใช้หรือไม่ ? แผนการดูแลตัวเองของคุณจะไม่มีประโยชน์มากนัก หากคุณไม่นำไปปฏิบัติ บางทีคุณอาจได้อ่านเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำสวนและต้องการเริ่มทำสวน แต่คุณไม่ชอบดิน ด้วง และหนอน แม้ว่าคุณจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่คุณไม่ชอบ โปรดจำไว้ว่าคุณมีตัวเลือกอื่นมากมายที่เหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อบำบัดจิตใจตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามวิธีของคนอื่น 2.การเงินเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ ? สมมุติว่าคุณตัดสินใจจ่ายค่าฟิตเนส หรือโรงยิมราคาแพง โดยมีเป้าหมายเพื่อออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หากคุณหยุดออกกำลังกายไปเพียงสัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณรู้สึกเครียดจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป มากกว่าการเติมพลังจากกิจกรรมนี้ แปลว่าสิ่งนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้เงินกับสิ่งที่ได้ผลจริง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารกลับบ้านในคืนที่ทำงานอย่างหนัก แทนที่จะพยายามทำอาหารกินเอง จะเรียกว่าเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาที่แลกมาด้วยความคุ้มค่า คือ ให้ร่างกายของคุณได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าบ้าง 3.ฉันพยายามทำเกินไปหรือเปล่า ? คุณสามารถทำลายตัวเอง ทั้งที่คุณตั้งใจจะดูแลตนเองแท้ ๆ การมีตารางกิจกรรมมากเกินไปเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอาจทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ขณะเดียวกันอะไรที่มากเกินไปก็อาจเป็นภาระได้เช่นกัน แม้กระทั่งเรื่องสนุก ๆ ก็อาจจะเพิ่มความเครียดให้คุณได้ เนื่องจากสิ่งนี้ทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งคิดทบทวนความคิดของตัวเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1127 days ago
Read More04/08/2023
จัดการกับความรู้สึกวิตกกังวลในความสัมพันธ์กับคนรัก
ความรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก หมายถึง ความกังวล ความไม่มั่นคง และความสงสัยในสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้ แม้ว่าในความสัมพันธ์ครั้งนี้ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญที่คุณรัก คุณจะได้พัฒนาความไว้วางใจ ใกล้ชิดกันมากขึ้น และเรียนรู้รูปแบบการสื่อสารของกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังตั้งคำถามกับคู่ของคุณ และความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา ความวิตกกังวลเหล่านี้บางครั้งอาจหายไปเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็อาจกลับมาได้อีกจนกลายเป็นทำร้ายความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักอย่างที่ไม่ควรจะเป็น คิดมากเรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ? คำตอบคือ ใช่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก บางคนอาจประสบกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าคู่ของตนเองไม่ได้มีเรื่องอย่างที่กังวลไป ในบางคนอาจมีความคิดว่าแท้จริงแล้วตัวเองอาจไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีความมั่นคงเช่นกัน และเมื่อเวลาผ่านไป ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์อาจนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน เช่น อะไรคือสัญญาณของความวิตกกังวลในความสัมพันธ์ ? ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์สามารถแสดงออกได้หลายวิธี คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในบางจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการออกเดทและการสร้างพันธะสัญญาต่าง ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่บางครั้งความคิดวิตกกังวลเหล่านี้ก็เติบโตและเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตประจำวันของคุณได้เช่นกัน โดยมีสัญญาณดังนี้ 1.สงสัยว่าตัวเองมีความสำคัญสำหรับคนรักหรือไม่ ? การแสดงออกของความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด คือ คำถามที่ว่า 'ฉันสำคัญไหม' หรือ 'คุณจะอยู่ตรงนี้เพื่อฉันไหม’ สิ่งนี้พูดถึงความต้องการขั้นพื้นฐานในการเชื่อมต่อความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในชีวิตคู่ คุณอาจมีความคิด หรือเกิดความสงสัย ดังนี้ แม้ว่าคนรักของคุณดูมีความสุขเสมอที่ได้พบคุณและทำท่าทางใจดี แต่คุณยังคงไม่สามารถสลัดความคิดที่ว่า…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1127 days ago
Read More04/08/2023
รู้ตัวก่อนสายไป…สัญญาณเตือนระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นระบบที่ซับซ้อนของเซลล์เม็ดเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ หากคุณพบว่าตัวเองติดเชื้อบ่อย ๆ อาจหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และหากยิ่งปล่อยไว้นานวันโดยไม่หันมาใส่ใจสุขภาพหรือไปพบแพทย์ก็อาจส่งผลร้ายแรงตามมาได้ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาว แอนติบอดี และส่วนประกอบอื่น ๆ รวมทั้งอวัยวะและต่อมน้ำเหลือง ประกอบกันเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อบ่อยกว่าคนอื่น ความผิดปกติหลายอย่างอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้บางคนมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติเหล่านี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง บางอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดในขณะที่บางอย่างเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหาต่อไปนี้ สัญญาณที่บอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน บางครั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายของคุณอาจเกิดการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งมีจากหลายสาเหตุและในบางครั้งการหันมาพักผ่อน หรือแม้แต่การไปหาหมออาจช่วยได้ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยเกินไป คุณอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือโรคเรื้อนกวาง หรือหากระบบภูมิคุ้มกันของคุณเริ่มโจมตีร่างกายของคุณแทนที่จะปกป้องคุณจากโรคต่าง ๆ คุณอาจมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคไขข้ออักเสบหรือโรคเบาหวานประเภท 1 และภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ ได้แก่ โรค celiac, lupus, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1127 days ago
Read More04/08/2023
ควรทำอย่างไรกับช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน
หนึ่งในพื้นที่ที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุดนั่นก็คือ “พื้นที่ของการทำงาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับอาวุโส พนักงานระดับช่วงกลาง หรือแม้แต่พนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ และยังมีผู้คนจากหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย เกิดความแตกต่าง ทั้งทางด้านความคิด และทัศนคติที่แตกต่างกันไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ด้วยกันก็คือ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีจัดการบริหารช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน ให้มีความเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น มีความเข้าใจในเรื่องของทัศนคติที่แตกต่างกัน ทำให้ก่อเกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพ นอกเหนือไปจากการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งการปรับตัวและทำความเข้าใจ ที่จะทำให้คุณไปทำงานอย่างมีความสุขในทุก ๆ วันอีกด้วย 1. อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว การทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว จะนำไปสู่การปิดกั้นทางความคิดและทำให้เกิดความหมางใจกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสกระทำต่อผู้ที่มีอายุน้อยกว่า หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้วใส่ผู้อาวุโส ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำในที่ทำงานทั้งนั้นเพราะบุคคลในแต่ละช่วงวัยต่างก็มีความรู้มีประสบการณ์ แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีความรู้ดี ๆ ให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิต และทำงานอยู่เสมอ 2. เปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้ศึกษา และแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ที่ทำงานอยู่ในวงการหรือธุรกิจนั้น ๆ มาอย่างยาวนาน จะมีประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ในทางกลับกัน คนรุ่นมิลเลนเนียลได้เติบโตขึ้นมาในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านและทำให้ก่อเกิดการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งบุคคลทั้ง 2 วัยนี้ต่างก็มีเรื่องที่ตนเองถนัดและเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด การแชร์ประสบการณ์ และแชร์ความรู้กัน นอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้แล้ว ก็ยังเป็นการช่วยสร้างความสัมพันธ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1127 days ago
Read More04/08/2023
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ! หลักจิตวิทยาว่าด้วยการยิ่งห้ามก็ยิ่งทำ
ทำไมถึงห้ามใจไม่ค่อยได้จริงจริ๊ง! ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากทำ คุณเคยรู้สึกเช่นนี้หรือไม่? วันนี้เราจะมาพูดถึงหลักจิตวิทยาว่าทำไมเมื่อคนเราถูกห้ามมักจะยิ่งอยากทำ ยกตัวอย่างเช่น เช่น บางครอบครัวห้ามลูกเที่ยวกลางคืน แต่ลูกก็ยิ่งหนีเที่ยว หรือคุณเจอป้ายที่เขียนในสถานที่ท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์ ที่เขียนว่า “Don't touch” ยิ่งทำให้อยากสัมผัสเข้าไปอีก หรือเจอป้ายที่เขียนว่า “อย่าเดินลัดสนาม” เท้าเจ้ากรรมยิ่งอยากเดินไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าแบบเต็ม ๆ เสียเหลือเกิน วันนี้เรามีคำตอบของเรื่องนี้มาฝากกัน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Reactance” ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า รีแอกแตนซ์ (Reactance) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าเสรีภาพหรือความเป็นอิสระของตนกำลังถูกคุกคามหรือถูกจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ความปรารถนาที่ทำพฤติกรรมต้องห้ามมากขึ้น เมื่อมีคำสั่งต้องห้าม สิ่งนี้มักจะกระตุ้นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่ทำให้บุคคลต้องการยืนยันเสรีภาพของตนเอง และทำสิ่งต้องห้าม ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากความต้องการโดยธรรมชาติของเรา เพราะมนุษย์ต้องการความเป็นอิสระและต้องการควบคุมชีวิตของเราเอง และเมื่อเรารับรู้ว่าเสรีภาพของเราถูกจำกัด ทำให้มักเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากต่อต้านข้อจำกัดนั้น ยิ่งห้ามยิ่งเร้าใจ อยากท้าทายสุด ๆ ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์แห่งหนึ่งมีการประกาศเตือน ด้วยป้าย POP UP ห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกดคลิกเข้าไปใช้งานเว็บเด็ดขาด! และจากการประกาศเตือนเช่นนี้ บางคนก็อาจรู้สึกอยากไปดูมากขึ้น เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็นหรือความปรารถนาที่จะท้าทายอำนาจในการสั่งห้าม ในทำนองเดียวกัน เมื่อพ่อแม่สั่งห้ามไม่ให้ลูก ๆ ออกไปเที่ยวกลางคืน ก็อาจทำให้ลูกเกิดความรู้สึกถูกจำกัด และเด็กบางคนอาจลงมือฝ่าฝืนกฎของพ่อแม่เพื่อยืนยันความเป็นอิสระของตนเอง ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปรากฏการณ์ รีแอกแตนซ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1127 days ago
Read More02/08/2023
เทคนิคการเลือกสบู่ให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง
การอาบน้ำชำระล้างร่างกายจากสิ่งสกปรกเป็นกิจวัตรที่ทุกคนทำทุกวัน และการเลือก ‘สบู่’ เพื่อช่วยขจัดคราบความมันและแบคทีเรียต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เนื่องจากสบู่แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันทั้งเรื่องของรูปแบบ และคุณสมบัติในการบำรุงผิว ดังนั้น จึงควรเลือกใช้สบู่ให้เหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง เลือกสบู่ให้เหมาะกับผิวของตนเอง โดยปกติคนเราจะมีสภาพผิวอยู่ 5 ประเภท ได้แก่ ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวแพ้ง่าย และผิวผสม สิ่งแรกที่คุณต้องทำก่อนเลือกสบู่ที่เหมาะสมคือการเรียนรู้เกี่ยวกับประเภทผิวของตนเอง เพราะการเลือกสบู่อาบน้ำที่ต้านแบคทีเรียและมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวจะช่วยคุณจัดการปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ โดยคุณสามารถทดสอบสภาพผิวของตนเองได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ 1.ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์แล้วซับให้แห้ง 2.อย่าทาครีม มอยเจอร์ไรเซอร์ หรือโทนเนอร์บนใบหน้าหลังจากเช็ดหน้าจนแห้ง 3.ปล่อยให้ใบหน้าแห้งอย่างน้อย 30 นาที 4.หลังจากผ่านไป 30 นาที หลังจากทำความรู้จักกับประเภทผิวของคุณแล้ว คุณก็จะสามารถเลือกสบู่ให้เหมาะกับตนเองได้อย่างง่ายดาย 1.การเลือกสบู่สำหรับคนผิวแห้ง หากคุณมีผิวแห้ง คุณต้องเลือกใช้สบู่ที่ทำจากส่วนผสมจากธรรมชาติ เพราะผิวแห้งมีแนวโน้มที่จะเป็นขุยและมีอาการคันได้ง่าย นอกจากนี้ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่หลังล้างออกไม่แห้งตึงจนเกินไป ควรเน้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นให้กับผิว 2.การเลือกสบู่สำหรับคนผิวมัน ผิวมันมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้ง่าย จะดีที่สุดถ้าคุณเลือกสบู่ที่ดูดซับความมันส่วนเกินจากผิวของคุณเพื่อป้องกันการเกิดสิว นอกจากนี้ ผิวมันจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดน้ำมันส่วนเกินเป็นประจำ เพื่อให้ผิวไม่รู้สึกมันเยิ้มจนเกินไป 3.การเลือกสบู่สำหรับคนผิวผสม หากคุณเป็นคนผิวผสม คุณก็สามารถเลือกสบู่ได้หลากหลายประเภท เนื่องจากผิวของคุณไม่ได้บอบบางขนาดนั้น แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าคุณใช้สบู่ธรรมชาติที่ปราศจากพาราเบน และสารเคมีอันตรายอื่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1129 days ago
Read More27/07/2023
“ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนสร้าง “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” สู่ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุองค์รวมแห่งแรกในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านช่วงอายุของประชากร โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การขยายตัวของจำนวนผู้สูงวัย ที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี และคาดการณ์ในอีก 10 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) โดยจะมีผู้สูงวัยสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจากสถิติดังกล่าวอาจส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวที่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมเชิงระบบที่รอบด้านในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมต้องให้ความร่วมมือ เพื่อรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่อำนวยความสะดวก ตลอดจนการมีระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อม และเป็นต้นแบบในการส่งต่อองค์ความรู้ทางด้านวิชาการให้กับสังคมไทย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันที่เป็นผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงมีแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ จึงได้ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เพื่อริเริ่มโครงการก่อสร้าง “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” เป็นศูนย์วิทยาการต้นแบบการดูแลรักษาผู้สูงอายุที่ครบวงจรที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับการดูแลผู้สูงอายุในทุกมิติ พร้อมสร้างองค์ความรู้ กระจายองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติสำหรับสาธารณชน เพื่อคุณภาพชีวิตดีอย่างยั่งยืนของผู้สูงอายุไทย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าถึงการจัดตั้งศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราชว่า “สถานการณ์ปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของประเทศไทย นับเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความท้าทายต่อการรับมือในทุกมิติ ซึ่งศิริราชให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการมุ่งสร้างสังคมผู้มีอายุยืน หรือ Healthy Aging ที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนการส่งเสริมและผลักดันให้ครอบครัว…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1135 days ago
Read More27/07/2023
วิธีป้องกัน “โรคหลอดเลือดในสมอง” สาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต
โรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่สมองขาดเลือด เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของสมองมีเลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ มักเกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดตัน หรือมีเลือดออกในสมอง และเซลล์สมองในบริเวณนั้นจะเริ่มตายจากการขาดออกซิเจน อาการ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกังวลว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองให้สังเกตเวลาที่เริ่มมีอาการ โดยสัญญาณและอาการของโรคหลอดเลือดสมอง มีดังต่อไปนี้ สาเหตุ 1.หลอดเลือดแดงอุดตัน หลอดเลือดแดงอุดตัน หรือที่เรียกว่าโรคเส้นเลือดในสมองตีบ บางคนอาจมีการหยุดชะงักชั่วคราวของการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง หรือที่เรียกว่าโรคขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการที่ยาวนาน ซึ่งถือว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลดลงอย่างรุนแรง (ขาดเลือด) โดยหลอดเลือดตีบตันนั้นเกิดจากไขมันสะสมในหลอดเลือด หรือจากลิ่มเลือดหรือเศษอื่น ๆ ที่เดินทางผ่านกระแสเลือด ส่วนใหญ่มักจะมาจากหัวใจและไปค้างอยู่ในหลอดเลือดในสมอง 2.เส้นเลือดในสมองแตก โรคเส้นเลือดในสมองแตก เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองรั่วหรือแตก โดยเลือดออกในสมองอาจเกิดจากหลายสภาวะที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเส้นเลือดในสมองแตก เช่น ปัจจัยเสี่ยง มีหลายปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้แก่ 1.ปัจจัยเสี่ยงจากการใช้ชีวิต 2.ปัจจัยเสี่ยงทางการแพทย์ ปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อน โรคหลอดเลือดสมองบางครั้งอาจทำให้เกิดความพิการชั่วคราวหรือถาวร ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมองขาดออกซิเจน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ดังนี้ วิธีการป้องกัน การทราบปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง การปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเป็นขั้นตอนที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หากคุณเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) วิธีเหล่านี้อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อีก วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองหลายอย่างเหมือนกับวิธีในการป้องกันโรคหัวใจ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1135 days ago
Read MorePR Partners
See All04/09/2026
ทีมคอนเทนต์ BT | 10 hours ago
WORKTech Asia 2026 ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ปลุกกระแสองค์กรไทยเร่งปรับโครงสร้างสู่ยุค AI ทำงานเคียงข้างคน
กรุงเทพฯ, 2 กันยายน 2569 – งาน WORKTech Asia 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Build the Autonomous Enterprise’ ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ณ BHIRAJ HALL 2–3, BITEC บางนา ท่ามกลางผู้บริหารระดับสูง ผู้นำองค์กร และบุคลากรสายเทคโนโลยีจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่เดินทางมาร่วมงานอย่างคึกคัก พร้อมบูทจัดแสดงโซลูชันจากพันธมิตรธุรกิจกว่า 80 บูท ที่มาร่วมฉายภาพอนาคตของการทำงาน ในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของกำลังคนในองค์กร04/09/2026
CP ฟังเพื่อเปลี่ยน เปิด Stakeholder Forum 2026 นำเสียงผู้มีส่วนได้เสียสู่การลงมือทำ ขับเคลื่อนเป้าหมาย 2030
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จัดงาน 'CP Stakeholder Forum 2026' เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ และนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปประเมินเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน รวมถึงกำหนดทิศทางเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรภายในปี 2030 การประชุมเริ่มต้นด้วยการรายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนประจำปี 2025 และการอภิปรายในหัวข้อ 'From Shock to Strategy' จากนั้นเป็นการเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะภายใต้กรอบการทำงาน 3 มิติ ได้แก่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า "เวทีนี้เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนให้องค์กรเข้าใจความคาดหวังและช่องว่างที่ต้องปรับปรุง เพื่อนำเสียงของผู้มีส่วนได้เสียกลับไปพัฒนา" ข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำไปวิเคราะห์เป็นประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน (Materiality) เพื่อกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด โดยปัจจุบันซีพีมีบริษัทในเครือ 22 แห่งที่จัดทำและเปิดเผยรายงานความยั่งยืนต่อสาธารณะ ในด้านความเห็นจากหน่วยงานภายนอก นายประสิทธิ์ ไวยาวัจมัย จาก ERM Siam กล่าวว่า "สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการทำให้ผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าสิ่งที่เขาพูดในวันนี้ถูกรับฟัง และซีพีได้นำไปพิจารณาขับเคลื่อนต่อไป" ขณะที่ตัวแทนจากเครือข่ายธนาคารอาหารโลก (The Global FoodBanking Network)…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 13 hours ago
Read More03/09/2026
คัมแบ็กแล้ว ! The Voice Thailand เตรียมออกอากาศ 3 รายการรวด เริ่ม 11 ต.ค. นี้
ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวโปรเจกต์ "The Voice TRUEgether" นำรายการ The Voice Thailand กลับมาออกอากาศอีกครั้งในปี 2026 โดยระบุว่าในปีนี้เปิดกว้างรับผู้เข้าแข่งขันโดยไม่จำกัดค่ายหรือต้นสังกัด และขยายรูปแบบการออกอากาศออกเป็น 3 รายการ ได้แก่ The Voice Thailand 2026, The Voice Celebrity และรายการใหม่ The Voice Teens ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เยาวชนอายุ 13-19 ปี The Voice Thailand 2026 สำหรับรายชื่อผู้ดำเนินรายการและโค้ช มีการปรับทัพใหม่ดังนี้ เวที The Voice Thailand 2026 และ The Voice Celebrity ยังคงดำเนินรายการโดย กบ-ทรงสิทธิ์ พร้อมด้วยโค้ช 4 คน ได้แก่ ก้อง-สหรัถ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม,…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 1 days ago
Read More02/09/2026
Vivy ต่อยอดแนวคิด “Start Your Good Day” เปิดตัวไลน์สินค้าใหม่ “Fresh & Go” เจาะกลุ่ม Active Lifestyle
Vivy (วีวี่) เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดตัวแนวคิด "Start Your Good Day" เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดจัดงาน "Vivy Start Your Good Day: Fresh & Go" ณ TRIBE Living Bangkok Sukhumvit 39 พร้อมเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ "Fresh & Go" ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่เน้นความคล่องตัว ภายในงานจัดเต็มกิจกรรมเอาใจสายสุขภาพ ทั้ง 5K City Run, Aqua Zumba และ Ice Bath เพื่อสร้างประสบการณ์ยามเช้าที่สดชื่นและสนุกสนาน งานนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากกลุ่มคนหลากหลายวงการ ทั้งดารา ศิลปิน ครีเอเตอร์ และตัวแทนจากเวทีประกวด นำโดย ท็อป จรณ, พรฟ้า ปุณณิกา, JOEY, Jeffy, ZEN, BLINK, FAVIQ, ต่อ…ทีมคอนเทนต์ BT | 2 days ago
Read More































