Tags
| Health
13/09/2023
เปิดฉากงาน “เมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ 2023” มหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ
(13 ก.ย. 66) บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ผนึกพันธมิตรด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพกว่า 800 ราย จาก 40 ประเทศทั่วโลก เปิดฉากงานเมดิคอล แฟร์ ไทยแลนด์ 2023 มหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกขบวนนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์จากนานาประเทศ ยกระดับศักยภาพประเทศไทยในฐานะฮับการแพทย์มาตรฐานสากล พร้อมพื้นที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเจรจาแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและพัฒนาองค์ความรู้ พร้อมแข่งขันในเวทีโลก นายเกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย เปิดเผยว่า เมดิคอลแฟร์ไทยแลนด์ 2023 เป็นมหกรรมด้านการดูแลสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการเติบโตของธุรกิจการแพทย์และการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้จัดจำหน่าย ผู้ผลิต และผู้แทนจากแบรนด์ต่าง ๆ เสริมความแข็งแกร่งให้กับแวดวงอุตสาหกรรมการแพทย์ ในจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน โดยในปีนี้มีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมกว่า 800 บูธ จาก 40 ประเทศทั่วโลก ที่จะมาร่วมแสดงนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ ๆ เช่น นวัตกรรมด้านเครื่องมือวินิจฉัย ระบบกำจัดเชื้อ อุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ ฯลฯ สร้างการต่อยอดทางเศรษฐกิจ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 862 days ago
Read More08/09/2023
Good Girl Syndrome เป็นคนดีที่อยู่ในกรอบตลอดเวลา จนเสียสุขภาพจิต
การเอาอกเอาใจผู้อื่น ความสมบูรณ์แบบ และการให้ความสำคัญกับผู้อื่นเป็นอันดับแรก แม้จะดูเหมือนเป็นคุณสมบัติที่ดี และเป็นการทำให้คนส่วนมากรักในตัวคุณ แต่ความจริงแล้วคุณสมบัติเหล่านี้อาจหันกลับมาทำลายความสุขที่แท้จริงของคุณได้ Good Girl Syndrome คืออะไร? แนวคิดเรื่อง Good Girl Syndrome ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแพทย์ แต่เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมสมัยนิยม ซึ่งเป็นวลีที่คุณมักจะพบเห็นในฟีดโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญก็ได้กล่าวว่าแนวคิดนี้ถือเป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ และช่วยให้ผู้หญิงหลายคนที่ประสบกับอาการดังกล่าวได้รู้เท่าทัน และหาวิธีแก้ต่อไป โดยผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า อาการของ Good Girl Syndrome เป็น “การสำแดงลักษณะที่มีคุณค่าหรือน่ายกย่องในตัวผู้หญิง เกี่ยวพันกับการที่ครอบครัวรวมถึงผู้คนภายนอกครอบครัว เช่น ครู มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กผู้หญิงอย่างไร และปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้หญิงแต่ละคนอย่างไร” ให้ลองนึกถึงคำว่า "ผู้หญิงดี" ในภาพจินตนาการทุกคนจะนึกถึงภาพของสาวสวยเงียบ ๆ เชื่อฟังและคอยดูแลผู้อื่น ไม่สร้างปัญหา สิ่งนี้มีรากฐานมาจากความคาดหวังแบบเหมารวมของสังคมว่าผู้หญิงควรเป็นอย่างไรและมีบทบาทอย่างไร เมื่อผู้ที่เป็น Good Girl Syndrome เบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรม "คนดี" ที่ว่าแล้ว พวกเธอจะรู้สึกผิด หรือกลัวที่จะถูกตัดสินในแง่ลบ สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจเป็น Good Girl Syndrome Good Girl Syndrome…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 867 days ago
Read More08/09/2023
เอาดีเข้าตัว เอาชั่วเข้าคนอื่น! กลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms)
อีกหนึ่งสัญชาตญาณของมนุษย์ที่น่ารู้ คุณเคยสังเกตไหม ทำไมบางคนเมื่อมีการทำความผิดอะไร ก็มักจะต่อต้านความผิดของตัวเอง และโทษคนอื่นเสมอ วันนี้เรามีคำตอบ กลไกนี้มีชื่อเรียกว่า “Defense Mechanisms” กลไกนี้เป็นการปกป้องตัวเองตามสัญญาณ ซึ่งเราจะมานำเสนอข้อมูลลักษณะของคนที่มีพฤติกรรมประเภทนี้กัน รวมทั้งการปรับทัศนคติให้กล้ายอมรับความผิดที่ตนเองทำ ไม่ว่าใคร ๆ ต่างก็เคยทำผิดแต่สิ่งสำคัญคือ การยืดอกยอมรับความผิดของตัวเอง แล้วแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น! ทำความรู้จักกับ กลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) กลไกการป้องกันตัวเอง (Defense Mechanisms) เป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยา ที่จิตใจใช้เพื่อป้องกันตัวเองจากความวิตกกังวล อารมณ์ที่ไม่สบายใจ หรือการถูกคุกคาม ซึ่งมักจะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นมา โดยที่หลาย ๆ คนไม่รู้ตัว เป็นกลไกที่ใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่พึงประสงค์ กลไกการป้องกันตัวเอง (Defense Mechanisms) จัดเป็นวิธีการป้องกันตนเองในรูปแบบหนึ่ง แต่ถ้ามีการปล่อยให้กลไกนี้ทำงานเรื่อย ๆ แบบไม่มีการควบคุม หรือไม่มีการเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ก็อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่แย่ลงกว่าเดิม กลไกการป้องกันตนเองประเภทต่าง ๆ และวิธีการแก้ไข ภาวะอารมณ์ ความคิด ที่เกิดขึ้นจากกลไกป้องกันตัวเอง ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องเดียวหรือสถานการณ์เดียวเท่านั้น แต่มีความคิดและอารมณ์ที่หลากหลายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเราก็ได้นำคุณลักษณะของกลไกตนเองประเภทต่าง ๆ มาให้คุณได้ทำความรู้จักกัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 868 days ago
Read More11/08/2023
อาการท้องผูก ปัญหากวนใจที่รักษาได้ด้วยตัวเอง
อาการท้องผูก คือ อาการที่ลำไส้ของคุณเคลื่อนไหวน้อยลงทำให้อุจจาระผ่านได้ยาก มักเกิดขึ้นบ่อยหากมีการเปลี่ยนแปลงอาหารหรือกิจวัตรประจำวัน รวมถึงเกิดจากการได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอ ซึ่งไม่ควรปล่อยไว้หากคุณเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อุจจาระมีเลือดปน หรือมีอาการท้องผูกนานยาวนาน อาการท้องผูกคืออะไร ? การเคลื่อนไหวของลำไส้น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ คือคำจำกัดความของอาการท้องผูกในทางเทคนิค แต่ความถี่ในการอุจจาระนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอุจจาระหลายครั้งต่อวัน ในขณะที่บางคนอุจจาระเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยอาการท้องผูกเกิดขึ้นเนื่องจากลำไส้ใหญ่ดูดซับน้ำจากอุจจาระของคุณมากเกินไป วิธีนี้จะทำให้อุจจาระของคุณแห้ง แข็ง และขับออกจากร่างกายได้ยาก เป็นหนึ่งในอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา อย่างน้อย 2.5 ล้านคนที่ไปพบแพทย์ในแต่ละปีเนื่องจากอาการท้องผูก ปัจจัยที่ทำให้ท้องผูก ? สาเหตุของอาการท้องผูกมีมากมาย รวมถึงปัจจัยในการดำเนินชีวิต ยา และเงื่อนไขทางการแพทย์ โดยสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก มีดังนี้ 1.ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ สาเหตุการดำเนินชีวิตทั่วไปของอาการท้องผูก ได้แก่ : 2.ยา ยาที่อาจทำให้ท้องผูก ได้แก่ 3.เงื่อนไขทางการแพทย์ เงื่อนไขทางการแพทย์และสุขภาพที่อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ได้แก่ สังเกตอาการท้องผูก หากคุณไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเป็นโรคท้องผูกหรือไม่ ให้สังเกตอาการของตนเอง ดังนี้ รักษาอาการท้องผูก การรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังมักเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิต หากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไม่ช่วยบรรเทาอาการ อาจแนะนำให้ใช้ยาหรือการผ่าตัด ป้องกันอาการท้องผูก หากคุณเป็นคนที่ท้องผูกบ่อย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 895 days ago
Read More11/08/2023
ใครเป็นบ้าง ? หยิบหนังสือมาอ่านทีไรง่วงนอนทุกที!
อยากอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง แต่ทำไมพออ่านได้ไม่กี่หน้าก็เกิดอาการง่วงนอนแล้ว ทั้งที่หนังสือเล่มนั้นก็ดูน่าสนใจดี หรือเพราะว่าเราขี้เกียจกันนะ ? หากคุณมักมีอาการง่วงนอนเวลาที่อ่านหนังสือล่ะก็…บอกเลยว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะหลายคนก็มีอาการเหล่านี้เช่นกัน! ทำไมการอ่านหนังสือทำให้คุณง่วง ? การพักผ่อนกับหนังสือดี ๆ สักเล่มเป็นงานอดิเรกยอดนิยม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอนหลังจากอ่านหนังสือแม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่การอ่านหนังสือนั้นไม่ได้ใช้พลังงานทางกายภาพมากนัก แต่จริง ๆ แล้วสมองของคุณกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลข้อมูลที่คุณรับเข้าไป การกระตุ้นทางจิตใจทั้งหมดนั้นอาจทำให้คุณเหนื่อยล้า และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้การอ่านหนังสือทำให้ง่วงนอน การอ่านหนังสือก่อนนอนจึงเป็นวิธีการรักษาอาการนอนไม่หลับที่ดีนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีเหตผลอื่น ๆ ที่อาจบอกได้ว่าเพราะอะไรการอ่านหนังสือถึงทำให้คุณเกิดความเหนื่อยล้าและง่วงนอนได้ 1.เหนื่อยทางใจ เมื่อคุณอ่านหนังสือ สมองของคุณทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อถอดรหัสคำในหน้ากระดาษและสร้างภาพในใจของคุณ กระบวนการทางจิตเหล่านี้อาจทำให้เหนื่อยล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอ่านหนังสือเป็นเวลานานหรือเหนื่อยล้ามาทั้งวัน 2.การหลงทางในจินตนาการของคุณ การอ่านหนังสือนั้นเป็นแนวทางโดยทั่วไปในการฝันกลางวัน และการฝันกลางวันก็ไม่ได้ห่างไกลจากการนอนหลับ อันที่จริงแล้ว กิจกรรมทั้งสองมีลักษณะร่วมกันบางประการ เมื่อคุณฝันกลางวันหรือหลงทางในหนังสือ ร่างกายของคุณจะอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและจิตใจของคุณก็จะเป็นอิสระ นี่อาจเป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและผ่อนคลาย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้คุณเหนื่อยเช่นกัน 3.การอ่านหนังสือในที่แสงน้อย สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากอ่านหนังสือ เป็นเพราะพวกเขาอ่านหนังสือในที่แสงน้อย ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือเท่านั้นที่ทำให้เหนื่อย การนั่งนิ่ง ๆ ในห้องที่มีแสงสลัว ๆ อาจส่งสัญญาณไปที่สมองว่าถึงเวลานอนแล้ว และยังทำให้ปวดตามากขึ้น ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความเหนื่อยล้านั่นเอง 4.การนั่งนิ่งๆ การนั่งนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 895 days ago
Read More11/08/2023
อยากลดน้ำหนัก กินผลไม้ทุกวันอ้วนไหม ?
หลายคนที่ลดน้ำหนักพยายามที่จะลดการกินน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามว่าแล้วน้ำตาลจากผลไม้ล่ะ จะทำให้เราอ้วนไหม ? แน่นอนว่าทุกวันนี้ต้องมีคนเชื่อว่าการกินผลไม้ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ แล้วความจริงเป็นอย่างไร Hack for Health มีคำตอบมาให้ น้ำตาลจากผลไม้ ผลไม้ มีน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมาพร้อมกับใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระดับอินซูลิน และลดนิสัยชอบสะสมพลังงานจากน้ำตาลในรูปของไขมัน ผลไม้มีน้ำตาลน้อยกว่าอาหารสำเร็จรูป เช่น โซดา ลูกอม และขนมขบเคี้ยวอย่างมาก เช่น แอปเปิ้ล 182 กรัม มีน้ำตาล 19 กรัม ในขณะที่ลูกอม 58 กรัม มีน้ำตาลถึง 35 กรัม ผลไม้ทำให้น้ำหนักขึ้นจริงหรือ ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การกินอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไหนแต่หากกินในปริมาณมากเกินไปก็ทำให้น้ำหนักขึ้นเช่นกัน ในกรณีนี้ผลไม้ไม่ได้เป็นตัวการทำให้น้ำหนักขึ้น มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การเพิ่มผลไม้ในอาหารก็มีสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในคน 17 คน ที่กินผลไม้ 20 หน่วยบริโภคต่อวัน มีน้ำตาลประมาณ 200 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับโซดา 8 กระป๋อง ยังไม่มีผลเสียต่อน้ำหนักตัว ความดันโลหิต…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 895 days ago
Read More11/08/2023
อยากได้ อยากมี เหมือนคนอื่น เพราะเสพโซเชียลมากไป!
พฤติกรรมเสพติดของผู้ใช้โซเชียลมีเดียอาจแตกต่างกันไป แต่อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้มากที่สุด และมักจะทำให้ผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียขาดความพอดีในการใช้ชีวิต คือ มีความรู้สึกเครียด หรือมีความวิตกกังวลเมื่อเห็นความสำเร็จ ทรัพย์สมบัติ หรือความสุขของผู้อื่น สิ่งนี้จะนำไปสู่การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเลียนแบบความสำเร็จ หรืออยากได้อย่างมีสิ่งของตามผู้อื่น และถ้าสิ่งของเหล่านั้นมีราคาสูงเกินกว่าที่จะซื้อไหว หรือคุณรู้สึกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าผู้อื่น ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกไม่คู่ควร มีความนับถือตนเองต่ำ และมีความยากลำบากในการยอมรับตนเอง ซึ่งสิ่งนี้สามารถสร้างผลกระทบทางจิตได้อย่างมาก ผลกระทบของการเสพติดโซเชียล ร้ายกว่าที่คิด ผลของการเสพติดโซเชียลมีเดีย และทำให้เกิดความรู้สึกอยากได้อยากมี มีความรู้สึกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น เป็นการจัดการอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่มีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพตนเอง และสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่โดยรวมของคุณได้อย่างมาก โดยเฉพาะ สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความอิจฉา หรือทำให้เกิดความนับถือในตัวเองต่ำ ได้อย่างไร? จากข้อมูลของ Afridi พบว่า อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย ทำให้เราเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น และรับรู้ถึงสิ่งที่คนอื่นกำลังทำได้แบบ Real Time และสิ่งนี้สามารถนำไปสู่พฤติกรรมเปรียบเทียบได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดการฟูมฟักความอิจฉาได้อีกด้วย การวิจัยพบว่าในบางคน ความรู้สึกอิจฉา อยากได้อยากมี รู้สึกด้อยค่าในตัวเองเพิ่มขึ้นจากการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อนที่จะมีสื่อสังคมออนไลน์ มนุษย์เราก็มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับวงสังคมใกล้เคียงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนบ้าน เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือคนอื่น ๆ ที่เรารู้จัก…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 896 days ago
Read More04/08/2023
สุขภาพกาย-ใจ ดีแล้ว อย่าลืมหันมาดูแล “สุขภาพผิว” กันด้วย
เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนคงเริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพร่างกายของตนเองกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ ‘สุขภาพผิว’ หรือการดูแลผิวพรรณของตนเองให้สดใสอยู่เสมอ เพราะการมีผิวพรรณที่ดีไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องความงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ และเมื่อคุณมีความมั่นใจสิ่งดี ๆ ก็จะตามมาเช่นกัน ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าถ้าอยากดูแลสุขภาพผิวของตนเองต้องเริ่มต้นจากจุดไหนบ้าง Hack for Health มีวิธีมาฝาก สิ่งที่ควรทำเพื่อสุขภาพผิวที่ดี 1.ทาครีมกันแดดทุกวัน การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF15 เป็นอย่างน้อย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผิว ซึ่งรวมถึงวันที่มีเมฆมาก แสงแดดน้อย ก็ควรทาครีมกันแดดเช่นกัน ทุกคนรู้ว่าครีมกันแดดมีความสำคัญต่อการดูแลผิวมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็อาจจะเข้าใจผิดว่าเวลาอยู่ในที่ร่ม หรือเวลาที่ไม่เจอแสงแดดก็ไม่จำเป็นต้องทา ความจริงแล้วรังสียูวีมีอยู่รอบทิศไปหมด จึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดทุกวัน แถมครีมกันแดดสมัยนี้ยังมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย 2.ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังมองว่าการดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ยาก และดื่มได้ไม่มากเท่าที่ร่างกายควรได้รับ โดยการดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมมีความสำคัญต่อการเติมน้ำให้ร่างกายของเรา ทุกระบบในร่างกายต้องการน้ำเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ปกติ ที่สำคัญร่างกายของเราสูญเสียน้ำในปริมาณมากต่อวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 8-9 แก้วทุกวัน น้ำ ไม่เพียงแต่จำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมของเราเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อผิวของเราด้วย โดยน้ำจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติและเสริมความยืดหยุ่น เซลล์ผิวหนังเหล่านี้ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว หากคุณต้องดื่มน้ำเพื่อให้อวัยวะส่วนอื่น ๆ แข็งแรง ผิวของคุณก็ต้องการน้ำเช่นเดียวกัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 902 days ago
Read More04/08/2023
ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกไม่ได้ใจดีกับคุณ
ชีวิตคนเราไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป เมื่อความท้าทายที่คุณเผชิญอยู่ยากเกินกว่าที่จะรับมือ อาจทำให้สุขภาพทางอารมณ์ของคุณต้องเสียไปอย่างง่ายดาย อาจต้องถึงเวลาที่คุณควรจะหันมาดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองเสียที วิธีการดูแลตนเองนั้นไม่เหมือนกันทุกคน เพราะทุกคนต่างมีความชอบ และความต้องการที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องคิดถึงความต้องการในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการดูแลตนเองที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน ทำความเข้าใจตัวเอง หากคุณอยากหันมาให้เวลาใส่ใจร่างกายและจิตใจของตัวเองมากขึ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สิ่งแรกให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเอง ดังต่อไปนี้ 1.ฉันเห็นด้วยกับวิธีที่คนอื่นใช้หรือไม่ ? แผนการดูแลตัวเองของคุณจะไม่มีประโยชน์มากนัก หากคุณไม่นำไปปฏิบัติ บางทีคุณอาจได้อ่านเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำสวนและต้องการเริ่มทำสวน แต่คุณไม่ชอบดิน ด้วง และหนอน แม้ว่าคุณจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่คุณไม่ชอบ โปรดจำไว้ว่าคุณมีตัวเลือกอื่นมากมายที่เหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อบำบัดจิตใจตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามวิธีของคนอื่น 2.การเงินเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ ? สมมุติว่าคุณตัดสินใจจ่ายค่าฟิตเนส หรือโรงยิมราคาแพง โดยมีเป้าหมายเพื่อออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หากคุณหยุดออกกำลังกายไปเพียงสัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณรู้สึกเครียดจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป มากกว่าการเติมพลังจากกิจกรรมนี้ แปลว่าสิ่งนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้เงินกับสิ่งที่ได้ผลจริง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารกลับบ้านในคืนที่ทำงานอย่างหนัก แทนที่จะพยายามทำอาหารกินเอง จะเรียกว่าเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาที่แลกมาด้วยความคุ้มค่า คือ ให้ร่างกายของคุณได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าบ้าง 3.ฉันพยายามทำเกินไปหรือเปล่า ? คุณสามารถทำลายตัวเอง ทั้งที่คุณตั้งใจจะดูแลตนเองแท้ ๆ การมีตารางกิจกรรมมากเกินไปเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอาจทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ขณะเดียวกันอะไรที่มากเกินไปก็อาจเป็นภาระได้เช่นกัน แม้กระทั่งเรื่องสนุก ๆ ก็อาจจะเพิ่มความเครียดให้คุณได้ เนื่องจากสิ่งนี้ทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งคิดทบทวนความคิดของตัวเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 902 days ago
Read More04/08/2023
จัดการกับความรู้สึกวิตกกังวลในความสัมพันธ์กับคนรัก
ความรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก หมายถึง ความกังวล ความไม่มั่นคง และความสงสัยในสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้ แม้ว่าในความสัมพันธ์ครั้งนี้ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญที่คุณรัก คุณจะได้พัฒนาความไว้วางใจ ใกล้ชิดกันมากขึ้น และเรียนรู้รูปแบบการสื่อสารของกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังตั้งคำถามกับคู่ของคุณ และความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา ความวิตกกังวลเหล่านี้บางครั้งอาจหายไปเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็อาจกลับมาได้อีกจนกลายเป็นทำร้ายความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักอย่างที่ไม่ควรจะเป็น คิดมากเรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ? คำตอบคือ ใช่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก บางคนอาจประสบกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าคู่ของตนเองไม่ได้มีเรื่องอย่างที่กังวลไป ในบางคนอาจมีความคิดว่าแท้จริงแล้วตัวเองอาจไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีความมั่นคงเช่นกัน และเมื่อเวลาผ่านไป ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์อาจนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน เช่น อะไรคือสัญญาณของความวิตกกังวลในความสัมพันธ์ ? ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์สามารถแสดงออกได้หลายวิธี คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในบางจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการออกเดทและการสร้างพันธะสัญญาต่าง ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่บางครั้งความคิดวิตกกังวลเหล่านี้ก็เติบโตและเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตประจำวันของคุณได้เช่นกัน โดยมีสัญญาณดังนี้ 1.สงสัยว่าตัวเองมีความสำคัญสำหรับคนรักหรือไม่ ? การแสดงออกของความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด คือ คำถามที่ว่า 'ฉันสำคัญไหม' หรือ 'คุณจะอยู่ตรงนี้เพื่อฉันไหม’ สิ่งนี้พูดถึงความต้องการขั้นพื้นฐานในการเชื่อมต่อความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในชีวิตคู่ คุณอาจมีความคิด หรือเกิดความสงสัย ดังนี้ แม้ว่าคนรักของคุณดูมีความสุขเสมอที่ได้พบคุณและทำท่าทางใจดี แต่คุณยังคงไม่สามารถสลัดความคิดที่ว่า…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 902 days ago
Read More04/08/2023
รู้ตัวก่อนสายไป…สัญญาณเตือนระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นระบบที่ซับซ้อนของเซลล์เม็ดเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ หากคุณพบว่าตัวเองติดเชื้อบ่อย ๆ อาจหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และหากยิ่งปล่อยไว้นานวันโดยไม่หันมาใส่ใจสุขภาพหรือไปพบแพทย์ก็อาจส่งผลร้ายแรงตามมาได้ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาว แอนติบอดี และส่วนประกอบอื่น ๆ รวมทั้งอวัยวะและต่อมน้ำเหลือง ประกอบกันเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อบ่อยกว่าคนอื่น ความผิดปกติหลายอย่างอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้บางคนมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติเหล่านี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง บางอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดในขณะที่บางอย่างเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหาต่อไปนี้ สัญญาณที่บอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน บางครั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายของคุณอาจเกิดการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งมีจากหลายสาเหตุและในบางครั้งการหันมาพักผ่อน หรือแม้แต่การไปหาหมออาจช่วยได้ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยเกินไป คุณอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือโรคเรื้อนกวาง หรือหากระบบภูมิคุ้มกันของคุณเริ่มโจมตีร่างกายของคุณแทนที่จะปกป้องคุณจากโรคต่าง ๆ คุณอาจมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคไขข้ออักเสบหรือโรคเบาหวานประเภท 1 และภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ ได้แก่ โรค celiac, lupus, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 902 days ago
Read More04/08/2023
ควรทำอย่างไรกับช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน
หนึ่งในพื้นที่ที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุดนั่นก็คือ “พื้นที่ของการทำงาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับอาวุโส พนักงานระดับช่วงกลาง หรือแม้แต่พนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ และยังมีผู้คนจากหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย เกิดความแตกต่าง ทั้งทางด้านความคิด และทัศนคติที่แตกต่างกันไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ด้วยกันก็คือ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีจัดการบริหารช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน ให้มีความเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น มีความเข้าใจในเรื่องของทัศนคติที่แตกต่างกัน ทำให้ก่อเกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพ นอกเหนือไปจากการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งการปรับตัวและทำความเข้าใจ ที่จะทำให้คุณไปทำงานอย่างมีความสุขในทุก ๆ วันอีกด้วย 1. อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว การทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว จะนำไปสู่การปิดกั้นทางความคิดและทำให้เกิดความหมางใจกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสกระทำต่อผู้ที่มีอายุน้อยกว่า หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้วใส่ผู้อาวุโส ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำในที่ทำงานทั้งนั้นเพราะบุคคลในแต่ละช่วงวัยต่างก็มีความรู้มีประสบการณ์ แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีความรู้ดี ๆ ให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิต และทำงานอยู่เสมอ 2. เปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้ศึกษา และแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ที่ทำงานอยู่ในวงการหรือธุรกิจนั้น ๆ มาอย่างยาวนาน จะมีประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ในทางกลับกัน คนรุ่นมิลเลนเนียลได้เติบโตขึ้นมาในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านและทำให้ก่อเกิดการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งบุคคลทั้ง 2 วัยนี้ต่างก็มีเรื่องที่ตนเองถนัดและเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด การแชร์ประสบการณ์ และแชร์ความรู้กัน นอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้แล้ว ก็ยังเป็นการช่วยสร้างความสัมพันธ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 903 days ago
Read More04/08/2023
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ! หลักจิตวิทยาว่าด้วยการยิ่งห้ามก็ยิ่งทำ
ทำไมถึงห้ามใจไม่ค่อยได้จริงจริ๊ง! ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากทำ คุณเคยรู้สึกเช่นนี้หรือไม่? วันนี้เราจะมาพูดถึงหลักจิตวิทยาว่าทำไมเมื่อคนเราถูกห้ามมักจะยิ่งอยากทำ ยกตัวอย่างเช่น เช่น บางครอบครัวห้ามลูกเที่ยวกลางคืน แต่ลูกก็ยิ่งหนีเที่ยว หรือคุณเจอป้ายที่เขียนในสถานที่ท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์ ที่เขียนว่า “Don't touch” ยิ่งทำให้อยากสัมผัสเข้าไปอีก หรือเจอป้ายที่เขียนว่า “อย่าเดินลัดสนาม” เท้าเจ้ากรรมยิ่งอยากเดินไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าแบบเต็ม ๆ เสียเหลือเกิน วันนี้เรามีคำตอบของเรื่องนี้มาฝากกัน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Reactance” ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า รีแอกแตนซ์ (Reactance) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าเสรีภาพหรือความเป็นอิสระของตนกำลังถูกคุกคามหรือถูกจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ความปรารถนาที่ทำพฤติกรรมต้องห้ามมากขึ้น เมื่อมีคำสั่งต้องห้าม สิ่งนี้มักจะกระตุ้นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่ทำให้บุคคลต้องการยืนยันเสรีภาพของตนเอง และทำสิ่งต้องห้าม ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากความต้องการโดยธรรมชาติของเรา เพราะมนุษย์ต้องการความเป็นอิสระและต้องการควบคุมชีวิตของเราเอง และเมื่อเรารับรู้ว่าเสรีภาพของเราถูกจำกัด ทำให้มักเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากต่อต้านข้อจำกัดนั้น ยิ่งห้ามยิ่งเร้าใจ อยากท้าทายสุด ๆ ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์แห่งหนึ่งมีการประกาศเตือน ด้วยป้าย POP UP ห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกดคลิกเข้าไปใช้งานเว็บเด็ดขาด! และจากการประกาศเตือนเช่นนี้ บางคนก็อาจรู้สึกอยากไปดูมากขึ้น เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็นหรือความปรารถนาที่จะท้าทายอำนาจในการสั่งห้าม ในทำนองเดียวกัน เมื่อพ่อแม่สั่งห้ามไม่ให้ลูก ๆ ออกไปเที่ยวกลางคืน ก็อาจทำให้ลูกเกิดความรู้สึกถูกจำกัด และเด็กบางคนอาจลงมือฝ่าฝืนกฎของพ่อแม่เพื่อยืนยันความเป็นอิสระของตนเอง ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปรากฏการณ์ รีแอกแตนซ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 903 days ago
Read More02/08/2023
เทคนิคการเลือกสบู่ให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง
การอาบน้ำชำระล้างร่างกายจากสิ่งสกปรกเป็นกิจวัตรที่ทุกคนทำทุกวัน และการเลือก ‘สบู่’ เพื่อช่วยขจัดคราบความมันและแบคทีเรียต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เนื่องจากสบู่แต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันทั้งเรื่องของรูปแบบ และคุณสมบัติในการบำรุงผิว ดังนั้น จึงควรเลือกใช้สบู่ให้เหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง เลือกสบู่ให้เหมาะกับผิวของตนเอง โดยปกติคนเราจะมีสภาพผิวอยู่ 5 ประเภท ได้แก่ ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวธรรมดา ผิวแพ้ง่าย และผิวผสม สิ่งแรกที่คุณต้องทำก่อนเลือกสบู่ที่เหมาะสมคือการเรียนรู้เกี่ยวกับประเภทผิวของตนเอง เพราะการเลือกสบู่อาบน้ำที่ต้านแบคทีเรียและมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวจะช่วยคุณจัดการปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ โดยคุณสามารถทดสอบสภาพผิวของตนเองได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ 1.ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์แล้วซับให้แห้ง 2.อย่าทาครีม มอยเจอร์ไรเซอร์ หรือโทนเนอร์บนใบหน้าหลังจากเช็ดหน้าจนแห้ง 3.ปล่อยให้ใบหน้าแห้งอย่างน้อย 30 นาที 4.หลังจากผ่านไป 30 นาที หลังจากทำความรู้จักกับประเภทผิวของคุณแล้ว คุณก็จะสามารถเลือกสบู่ให้เหมาะกับตนเองได้อย่างง่ายดาย 1.การเลือกสบู่สำหรับคนผิวแห้ง หากคุณมีผิวแห้ง คุณต้องเลือกใช้สบู่ที่ทำจากส่วนผสมจากธรรมชาติ เพราะผิวแห้งมีแนวโน้มที่จะเป็นขุยและมีอาการคันได้ง่าย นอกจากนี้ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่หลังล้างออกไม่แห้งตึงจนเกินไป ควรเน้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นให้กับผิว 2.การเลือกสบู่สำหรับคนผิวมัน ผิวมันมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวได้ง่าย จะดีที่สุดถ้าคุณเลือกสบู่ที่ดูดซับความมันส่วนเกินจากผิวของคุณเพื่อป้องกันการเกิดสิว นอกจากนี้ ผิวมันจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดน้ำมันส่วนเกินเป็นประจำ เพื่อให้ผิวไม่รู้สึกมันเยิ้มจนเกินไป 3.การเลือกสบู่สำหรับคนผิวผสม หากคุณเป็นคนผิวผสม คุณก็สามารถเลือกสบู่ได้หลากหลายประเภท เนื่องจากผิวของคุณไม่ได้บอบบางขนาดนั้น แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าคุณใช้สบู่ธรรมชาติที่ปราศจากพาราเบน และสารเคมีอันตรายอื่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 905 days ago
Read More27/07/2023
“ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนสร้าง “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” สู่ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุองค์รวมแห่งแรกในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านช่วงอายุของประชากร โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การขยายตัวของจำนวนผู้สูงวัย ที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี และคาดการณ์ในอีก 10 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) โดยจะมีผู้สูงวัยสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจากสถิติดังกล่าวอาจส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวที่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมเชิงระบบที่รอบด้านในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมต้องให้ความร่วมมือ เพื่อรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่อำนวยความสะดวก ตลอดจนการมีระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อม และเป็นต้นแบบในการส่งต่อองค์ความรู้ทางด้านวิชาการให้กับสังคมไทย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันที่เป็นผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงมีแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ จึงได้ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เพื่อริเริ่มโครงการก่อสร้าง “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช” เป็นศูนย์วิทยาการต้นแบบการดูแลรักษาผู้สูงอายุที่ครบวงจรที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับการดูแลผู้สูงอายุในทุกมิติ พร้อมสร้างองค์ความรู้ กระจายองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติสำหรับสาธารณชน เพื่อคุณภาพชีวิตดีอย่างยั่งยืนของผู้สูงอายุไทย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าถึงการจัดตั้งศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราชว่า “สถานการณ์ปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของประเทศไทย นับเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความท้าทายต่อการรับมือในทุกมิติ ซึ่งศิริราชให้ความสำคัญมาโดยตลอดในการมุ่งสร้างสังคมผู้มีอายุยืน หรือ Healthy Aging ที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนการส่งเสริมและผลักดันให้ครอบครัว…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 910 days ago
Read More27/07/2023
วิธีป้องกัน “โรคหลอดเลือดในสมอง” สาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต
โรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่สมองขาดเลือด เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของสมองมีเลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ มักเกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดตัน หรือมีเลือดออกในสมอง และเซลล์สมองในบริเวณนั้นจะเริ่มตายจากการขาดออกซิเจน อาการ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกังวลว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองให้สังเกตเวลาที่เริ่มมีอาการ โดยสัญญาณและอาการของโรคหลอดเลือดสมอง มีดังต่อไปนี้ สาเหตุ 1.หลอดเลือดแดงอุดตัน หลอดเลือดแดงอุดตัน หรือที่เรียกว่าโรคเส้นเลือดในสมองตีบ บางคนอาจมีการหยุดชะงักชั่วคราวของการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง หรือที่เรียกว่าโรคขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการที่ยาวนาน ซึ่งถือว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลดลงอย่างรุนแรง (ขาดเลือด) โดยหลอดเลือดตีบตันนั้นเกิดจากไขมันสะสมในหลอดเลือด หรือจากลิ่มเลือดหรือเศษอื่น ๆ ที่เดินทางผ่านกระแสเลือด ส่วนใหญ่มักจะมาจากหัวใจและไปค้างอยู่ในหลอดเลือดในสมอง 2.เส้นเลือดในสมองแตก โรคเส้นเลือดในสมองแตก เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองรั่วหรือแตก โดยเลือดออกในสมองอาจเกิดจากหลายสภาวะที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเส้นเลือดในสมองแตก เช่น ปัจจัยเสี่ยง มีหลายปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้แก่ 1.ปัจจัยเสี่ยงจากการใช้ชีวิต 2.ปัจจัยเสี่ยงทางการแพทย์ ปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อน โรคหลอดเลือดสมองบางครั้งอาจทำให้เกิดความพิการชั่วคราวหรือถาวร ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมองขาดออกซิเจน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ดังนี้ วิธีการป้องกัน การทราบปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง การปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเป็นขั้นตอนที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หากคุณเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) วิธีเหล่านี้อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อีก วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองหลายอย่างเหมือนกับวิธีในการป้องกันโรคหัวใจ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 911 days ago
Read More27/07/2023
คุณเคยซัก “หมอน” หรือไม่ ? เหตุผลที่ควรหันมาทำความสะอาดหมอน
ของเครื่องใช้ในบ้านที่เชื่อว่าทุกคนต้องทำความสะอาดหรือซักล้างอย่างเป็นประจำ นั่นคือ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม เพราะนอกจากจะกำจัดฝุ่นต่าง ๆ ที่เกาะอยู่ตามที่นอนแล้วยังทำให้รู้สึกที่นอนนุ่ม สบาย มีกลิ่นหอมน่านอนอีกด้วย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะมองข้ามไปนั่นคือการทำความสะอาด “หมอน” ปกติแล้วคนเรามักใช้เวลาอยู่บนเตียงประมาณ 8 ชั่วโมงต่อคืน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิต นั่นหมายความว่าเราใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับหมอน และตลอดเวลานั้นหมอนมักจะสะสมทั้ง ฝุ่น เชื้อรา เหงื่อ น้ำลาย รวมถึงน้ำมันธรรมชาติจากร่างกายของคุณ จากการวิจัยปี 2018 ระบุว่าสิ่งเหล่านี้สามารถนำไปสู่การระคายเคืองทางเดินหายใจหรืออาการแพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว การซักหมอนเป็นประจำจะสามารถลดสิ่งระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องซักหมอนจริงหรือ ? อย่างที่บอกว่าคนเรามักลืมหมอนในรายการสำหรับซักทำความสะอาดทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย และสนใจซักแต่เพียงปลอกหมอนเท่านั้น การซักปลอกหมอนเป็นวิธีหลักอย่างหนึ่งในการรักษาความสะอาดบริเวณที่นอนของคุณ อย่างไรก็ตาม ปลอกหมอนที่สะอาดจะช่วยได้มากก็ต่อเมื่อหมอนของคุณผ่านการซักทำความสะอาด เพราะแม้แต่ปลอกหมอนที่ซักเป็นประจำในบางครั้งก็อาจมีรู หรือมีร่องรอยการขาด ดังนั้นจึงไม่สามารถปกป้องหมอนของคุณจากการสะสมสิ่งสกปรกและแบคทีเรียเมื่อเวลาผ่านไปได้ทั้งหมด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการซักหมอนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยหมอนของคุณอาจสะสมสิ่งสกปรกและสารก่อภูมิแพ้ในระดับที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ทำจากหมอน จากการศึกษาในปี 2021 พบว่าหมอนอาจต้านทานสิ่งสกปรกและไรฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อทำจากสิ่งต่อไป การวิจัยปี 2015 ยังแนะนำว่าหมอนขนเป็ดอาจสะสมฝุ่นน้อยกว่าหมอนใยสังเคราะห์บางประเภท…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 911 days ago
Read More25/07/2023
กฎของแรงดึงดูด ยิ่งนึกถึงสิ่งดี ๆ ยิ่งได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับมา
กฎของแรงดึงดูด (Law Of Attraction) เป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ใช้ในการดูแลจิตใจตัวเอง และเป็นศาสตร์แห่งการฝึกจิตเพื่อดึงดูดเรื่องราวในแง่บวกที่มีการเผยแพร่มาอย่างยาวนานแล้ว แต่เรื่องราวของกฎแห่งแรงดึงดูด มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น จากการถือกำเนิดของ หนังสือ How -To ชื่อดังอย่าง “The Secret” ผู้แต่ง Rhonda Byrne ซึ่งวันนี้เราจะนำเนื้อหาที่เกี่ยวกับ กฎของแรงดึงดูด มาย่อให้สั้นลง และนำเสนอวิธีใช้กฎนี้แบบง่ายดายที่สุด ให้คุณได้ทำความรู้จักกัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจากสิ่งที่เราคิด แนวคิดของกฎนี้มีอยู่ว่า เมื่อคุณจดจ่อจิตอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนส่งผลทำให้เกิดอารมณ์อย่างเข้มข้นต่อเรื่องนั้น สิ่งนี้จะสร้างแรงดึงดูดที่ดึงดูดสิ่งที่คุณคิดเข้ามาหาคุณ ซึ่งจะมีการดึงดูดทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีการเลือกปฏิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข่าวดีก็คือ คุณสามารถเลือกเรื่องที่คุณคิดถึงและมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่คุณคิดได้ ดังนั้นหัวใจหลักของกฎนี้จึงเน้นย้ำให้คุณนึกถึงแต่สิ่งที่คุณต้องการ และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่คิดถึงสิ่งที่คุณไม่ต้องการ เท่านั้น กฎของแรงดึงดูด (Law Of Attraction) ใช้กับเรื่องอะไรได้บ้าง? กฎนี้เป็นกฎที่ใช้ได้กับทุกเรื่องราวของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความรัก การงาน การเงิน ครอบครัว ความสัมพันธ์คู่รัก ความสัมพันธ์กับเพื่อน การปรับปรุงดูแลสุขภาพใจ ปรับปรุงดูแลรูปร่างของตนเอง การเป็นนิสัยให้เป็นคนที่ดีขึ้นในเรื่องที่คุณต้องการการเป็น เช่น มีความขยัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 913 days ago
Read More24/07/2023
ฮีลใจตัวเองด้วยการ “เขียน” วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงหรือ ?
อย่าปล่อยให้ตัวเองเก็บกดสะสมเพื่อรอวันระเบิด ระบายมันออกมาด้วยการเขียนดีกว่า กับเทคนิค “Writing to heal” การเขียนที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้จากประสบการณ์เชิงลบ และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่จิตใจ สำหรับการเขียนเพื่อฮีลใจนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการบำบัด เพราะเป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้คนหายจากความเครียดและความบอบช้ำได้จริง ๆ ระบายความเครียดด้วยการเขียน ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการเขียนเพื่อแสดงออกทางอารมณ์ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับโรคระยะสุดท้าย หรือผู้ที่เป็นโรคร้ายที่คุกคามชีวิต การศึกษานี้เกิดขึ้นจากนักจิตวิทยาระดับแนวหน้า James Pennebaker, PhD, จาก University of Texas at Austin และ Joshua Smyth, PhD, จาก Syracuse University โดยเขาพบว่า การเขียนเพื่อระบายอารมณ์และความเครียดสามารถกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ได้ เช่น HIV/AIDS, โรคหอบหืด และโรคข้ออักเสบ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ และการศึกษาที่เผยแพร่ใน Journal of the American Medical Association (Vol. 281, No. 14) ซึ่งเป็นการศึกษาที่นำเสนอโดย Smyth…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 914 days ago
Read MorePR Partners
See All17/01/2026
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 6 days ago
มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ
ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True15/01/2026
ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน
ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้บริการออนไลน์ การเรียนรู้ และการทำธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เชื่อมโยงผู้คนและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายโอกาสการเงินดิจิทัล ตั้งแต่ Wallet รายแรกของประเทศ สู่ก้าวใหม่ระบบการเงินยุคดิจิทัล ในโลกยุคใหม่ การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายศุภชัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wallet รายแรกของประเทศไทย ผ่าน TrueMoney ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกันนี้ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ผ่าน Virtual Bank ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับนวัตกรรม เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ระบบการเงินไทยตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 7 days ago
Read More15/01/2026
ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ. นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 7 days ago
Read More13/01/2026
ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”
Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 9 days ago
Read More































