Tags
| ภาวะโลกร้อน
06/08/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 158 days ago
[บทความ] เมื่องานวิจัยชี้ว่าการแก้ปัญหามลพิษในเอเชีย อาจเร่งให้โลกร้อนเร็วขึ้น
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หลายคนคงรู้สึกว่าภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงและมาเร็วกว่าที่คิด เราได้เห็นสถิติปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ถูกทำลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทุกอย่างมัน "เร่งสปีด" ขึ้นขนาดนี้ ? คำถามนี้ได้กลายเป็นปริศนาสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังหาคำตอบ ล่าสุด งานวิจัยชิ้นใหม่ได้ชี้ไปที่คำตอบที่อาจฟังดูย้อนแย้งที่สุด คือ การที่เราจริงจังกับการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในจีนและเอเชียตะวันออก อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้นเร็วกว่าเดิม ปริศนาอุณหภูมิที่พุ่งไม่หยุด ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยมองว่าสาเหตุอาจมาจากการควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ในอุตสาหกรรมเดินเรือ แต่มาตรการนี้เพิ่งเริ่มจริงจังเมื่อปี 2020 ผลกระทบจึงยังไม่มากพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้ ขณะที่นักวิจัยจาก NASA ก็ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเมฆ ทั้งการลดลงของเมฆในเขตร้อนชื้นหรือเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน แต่มีจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป นั่นคือ ความพยายามอย่างมหาศาลของจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศ เพื่อสุขภาพของประชาชน นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ภูมิภาคนี้ลดการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลงได้ถึง 75% และที่น่าสนใจคือ ช่วงเวลาที่ความพยายามนี้เข้มข้นขึ้น กลับเป็นช่วงเดียวกับที่โลกร้อนเริ่มเร่งสปีดพอดี เมื่อ "เกราะกำบัง" จากมลพิษจางหายไป เผยให้เห็นผลกระทบแท้จริง งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของทีมนักวิทยาศาสตร์ 8 ทีมทั่วโลก และได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน มลพิษในอากาศที่ผ่านมานั้น ทำหน้าที่เหมือน "เกราะ" ที่คอยบดบังผลกระทบที่แท้จริงของภาวะโลกร้อนเอาไว้ และเมื่ออากาศสะอาดขึ้น "หน้ากาก" ที่ว่านี้ก็ถูกถอดออก เผยให้เห็นความรุนแรงของปัญหาที่ซ่อนอยู่ แม้ว่ามลพิษทางอากาศจะเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพ…19/05/2025
การศึกษาพบว่ากลุ่มคนร่ำรวยที่สุด 10% ของโลกเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน 2 ใน 3
กลุ่มคนร่ำรวยที่สุด 10% ของโลก เป็นต้นตอของปัญหาโลกร้อนถึงสองในสามนับตั้งแต่ปี 1990 ตามผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า การใช้ชีวิตและการลงทุนของคนกลุ่มนี้ทำให้โลกเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงและภัยแล้งที่ทวีความร้ายแรงขึ้นชลธิชา คำแสน | 237 days ago
Read More11/03/2025
MIT เตือน ! ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียม และอาจทำให้มันชนกันแบบไม่สิ้นสุด
เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก เรามักจะนึกถึงโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรืออากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นโลก หรือบรรยากาศที่เราสัมผัสได้ แต่ใครจะไปคิดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียมได้ด้วย ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทั้งในแง่การสื่อสาร นำทาง พยากรณ์อากาศ หรือแม้กระทั่งในระบบการเงินและการธนาคาร งานวิจัยล่าสุดจาก MIT ได้เปิดเผยการค้นพบผ่านวารสาร Nature Sustainability ว่า ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อชั้นบรรยากาศ “เทอร์โมสเฟียร์” (Thermosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่ดาวเทียมส่วนใหญ่โคจรอยู่ และอาจทำให้เกิดการชนกันของดาวเทียม ปรากฏการณ์เรือนกระจกอาจทำให้ดาวเทียมชนกัน อย่างที่เรารู้กันว่าก๊าซเรือนกระจกนั้นถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้น ในลักษณะคล้ายกับโดมที่ครอบโลกของเราไว้ สร้างผลกระทบในแง่ของอุณหภูมิและความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ซึ่งการสะสมของก๊าซเรือนกระจกทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์ลดลง ชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์มีระดับความสูง 90–800 กิโลเมตรเหนือโลกของเรา และมีความหนาแน่นสูง ซึ่งนอกจากที่เราจะใช้ชั้นบรรยากาศนี้ในการสร้างวงโคจรของดาวเทียมแล้ว เมื่อดาวเทียมสิ้นอายุการใช้งานและตกลงสู่พื้นโลก เศษซากดาวเทียมเก่าจะถูกเผาไหม้ผ่านความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ลดความเสี่ยงการชนกันของวัตถุในวงโคจรเดียวกัน ดังนั้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศในชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ดาวเทียมที่ปลดระวางจะคงเหลือเศษซากอยู่ในวงโคจร จนอาจเกิดการชนกันของดาวเทียม ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกได้ ภัยคุกคามจากการสะสมของเศษซากในอวกาศ ปัจจุบันมีดาวเทียมมากกว่า 10,000 ดวงที่โคจรรอบโลกในวงโคจรระดับต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การนำทาง และการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม แม้ท้องฟ้าที่เรามองเห็นว่าช่างแสนกว้างใหญ่นั้นอาจกำลังถูกถมด้วยการเพิ่มดาวเทียมเข้าไปในวงโคจรอีกมหาศาล จากธุรกิจที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลที่เรียกกันว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 306 days ago
Read More09/08/2024
คู่สามีภรรยา แชร์ภาพถ่าย 2 ภาพที่ห่างกัน 15 ปี เผยให้เห็นธารน้ำแข็งที่กำลังละลายเกือบหมด
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิด แต่ใครจะคิดว่าเวลาผ่านไปเพียง 15 ปี ธารน้ำแข็งจะละลายไปมากขนาดนี้ กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ เมื่อนักท่องเที่ยวคนหนึ่งได้โพสต์ภาพถ่ายที่ "น่าตกใจ" ของเขากับภรรยาที่ถ่ายภาพในจุดเดียวกันที่เทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีระยะเวลาห่างกันเกือบ 15 ปีพอดี ซึ่งภาพทั้งสองแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ทำให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วกองบรรณาธิการ BT | 520 days ago
Read More01/02/2021
โลกร้อนทำพิษ! เปิดภาพเปรียบเทียบธารน้ำแข็งที่หายไปของไอซ์แลนด์
Skaftafellsjokull ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Vatnajokull พื้นที่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหนากว่า 440 เมตร กำลังละลายหายไปจากภาวะโลกร้อน ในปี 1989 ช่างภาพ Colin Baxter ได้ถ่ายภาพธารน้ำแข็งดังกล่าวเอาไว้ในช่วงที่เขาใช้เวลาท่องเที่ยวกับครอบครัว และในอีก 30 ปีต่อมา Dr.Kieran Baxter ลูกชายของเขา เดินทางกลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกครั้งพร้อมพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คุ้นตา นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าพื้นที่น้ำแข็งหายไปกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเกาะ Isle of Wight (เกาะในช่องแคบของอังกฤษ) โดยทั่วไปเรามักจะไม่เห็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนบนพื้นผิวโลกชัดขนาดนี้ แต่สำหรับพื้นที่แห่งนี้เราสามารถเห็นผลกระทบของมันได้อย่างชัดเจน ธารน้ำแข็งถือเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมันสามารถระบุสภาพอากาศในอดีตได้จากการวิเคราะห์ส่วนประกอบของน้ำแข็ง จากข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ ฯ ระบุว่าตั้งแต่ปี 1980 ธารน้ำแข็งละลายหายไป 24 เมตรต่อปีโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ตามการวัดความแม่นยำของน้ำแข็งที่ละลายเพราะสภาวะโลกร้อนเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่นอัตราการละลาย การตกตะกอน ลม และแสงแดด เป็นต้น การละลายของธารน้ำแข็งจึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับพื้นที่การเกษตร และแหล่งน้ำที่สำคัญเท่านั้น แต่โลกกำลังสูญเสียประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์อันมีค่าของสภาพอากาศโลกอีกด้วย อ้างอิง BBC News พิสูจน์อักษร…Natnaree TK | 1805 days ago
Read More27/01/2021
พลิกคำพยากรณ์ ‘ปริมาณธารน้ำแข็งละลาย’ ไปไวกว่าที่คาดเพราะเหตุนี้!
หลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ‘ธารน้ำแข็ง’ หรือ ‘Glacier’ ที่กำลังละลายอย่างรวดเร็วมาก่อน ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันไว้ว่า การละลายของพวกมันอยู่ในขั้นวิกฤต อาจจะมาถึงจุดที่ไม่สามารถหวนคืนได้แล้ว และเท่าที่ตรวจวัดได้ อัตราการละลายของน้ำแข็งในปัจจุบันดูเหมือนจะมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้เสียอีก เพื่อให้การพยากรณ์แม่นยำขึ้น ช่วยให้มนุษย์รับมือกับปัญหาอุทกภัยที่จะตามมาในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จึงเร่งศึกษา ‘ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ (Greenland’s Glacier)’ หนึ่งในที่มาหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 'ฟยอร์ด' กับความลึกที่เป็นเบาะแสแรก ท่ามกลางความเวิ้งว้างของน่านน้ำอาร์กติก ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ได้ละลายพุ่งลงสู่มหาสมุทรตามแนวฟยอร์ด (fjords) หรือ ขอบผาที่เป็นเวิ้งน้ำลึกลงไป และเพราะความลึกและความขรุขระตามชายฝั่งที่เข้าถึงยากของฟยอร์ดนี่เอง ที่ทำให้นักวิจัยขาดข้อมูลในเรื่องระดับความลึกของมัน ทำให้ไม่อาจประเมินได้อย่างแม่นยำว่า มีปริมาณน้ำในมหาสมุทรเท่าใดในแต่ละฟยอร์ด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) นั้นส่งผลต่ออุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น ดังนั้น ปริมาณน้ำมหาสมุทรอุ่นที่เข้าถึงฟยอร์ด จึงนำไปสู่การละลายของธารน้ำแข็งในฟยอร์ดนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อ 5 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์จึงได้เริ่มต้นภารกิจ Oceans Melting Greenland (OMG) ศึกษาการละลายของธารน้ำแข็งเหล่านี้จากทางอากาศและทางเรือ ด้วยการวัดฟยอร์ดทีละแห่ง จนสามารถสำรวจธารน้ำแข็งได้ถึง 226 แห่ง และพบว่าฟยอร์ด ‘ลึก’ 74 แห่ง เป็นที่มาของปริมาณน้ำแข็งละลายเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมด ในช่วงปี…วัฒนา ขจัดสารพัดภัย | 1810 days ago
Read More16/08/2020
สายเกินแก้ แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายจนไปสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว
ภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงทุก ๆ ปี และจะยังคงมีต่อไป สถานการณ์ล่าสุดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตระบุว่า แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายไปสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว (to a point of no return) Ian Howat ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอกล่าวว่า "ขณะนี้สถานะของน้ำแข็งในกรีนแลนด์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ต่อให้เราทำสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศให้เหมือนกับ 20-30 ปีก่อนก็ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ และน้ำแข็งจะละลายอย่างรวดเร็วต่อไป" แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายลงสู่มหาสมุทรมากกว่า 280,000 ล้านเมตริกตันในแต่ละปี นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นตามรายงานของ Michalea King หัวหน้างานวิจัยและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าแผ่นน้ำแข็งมีอัตราการละลายที่เร็วขึ้นกว่าเดิม นั่นหมายความว่าน้ำในทะเลจะสูงขึ้นกว่าเดิมเร็วขึ้น หากเกิดเหตุการน้ำทะเลสูงขึ้นกะทันหันย่อมส่งผลให้เกิดผลกระทบแบบไม่ทันตั้งตัวซึ่งยากต่อการคาดเดาได้ด้วย ถึงแม้ว่าน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะไม่สามารถกู้คืนมาได้แล้ว แต่หากเราชะลอภาวะโลกร้อนไม่ให้แย่ลงไปมากกว่านี้ก็จะทำให้น้ำแข็งละลายช้าลง ช่วยชะลอระดับน้ำที่สูงขึ้นได้อีก อ้างอิง CNN พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสวัชรกุล พัฒนาประทีป | 1974 days ago
Read More25/09/2019
นักวิทยาศาสตร์เผย! สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปกำลังส่งผลร้ายแรงต่อมหาสมุทร
การประชุมของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ Monaco ได้ทำการหารือข้อสรุปของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ มหาสมุทร และพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งบนโลกของเรา พวกเขาพบว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนั้นทำให้มหาสมุทรกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลต่อมนุษย์ เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 และรัฐบาลโมนาโก ได้สนับสนุนนักวิจัยจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ให้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่น้ำแข็ง และมหาสมุทร เพื่อเตรียมรายงานถึงผลกระทบต่างๆ จากทะเลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์หลายร้อยล้านคนก่อนสิ้นศตวรรษนี้ รวมทั้งยังรายงานสภาพความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อแนวประการัง และการทำประมง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ เมื่อพื้นน้ำแข็งละลาย จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมาก ทำให้อุณหภูมิโลกทวีความร้อนมากขึ้นไปอีก แล้วคำถามคือทะเลกับสภาพอากาศเกี่ยวข้องกันอย่างไรละ? สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ทะเลช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ถึง 1 ใน 4 ของทั้งหมด ตั้งแต่ปี 1970 มหาสมุทรช่วยดูดซับความร้อนไว้มากถึง 90% นั่นทำให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความเค็มลดลง รวมถึงมีความเป็นกรดมากขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงระดับน้ำทะเลเท่านั้นที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ (อย่างที่เรารู้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมืองชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ โดนผลกระทบนี้เต็มๆแน่) แต่อีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตามองก็คือพายุที่จะเกิดได้มากขึ้นก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ด้วยอัตราการละลายของน้ำแข็งที่สูงขึ้นทำให้วิกฤตินี้เป็นที่น่าจับตามอง และควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด อ้างอิง BBC NEWS…Natnaree TK | 2300 days ago
Read More24/09/2019
คนรุ่นใหม่พร้อมหรือยัง #ClimateStrike การเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์!
ในปัจจุบันนี้เรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้องเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถร่วมมือกันดูแล และช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้ ภายใต้การดูแล และ รณรงค์ของหลายภาคส่วนทำให้เกิดโครงการต่างๆมากมายขึ้นมา แต่เมื่อไม่นานมานี้มีกระแสการดูแลสิ่งแวดล้อมกระแสหนึ่งที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นมาส่งอิทธิพลไปทั่วโลก และที่สำคัญโครงการนี้มีแกนนำเป็นเยาวชนทั้งสิ้น! จุดเริ่มต้นของ #ClimateStrike จุดเริ่มต้นของ #ClimateStrike นั้นเกิดขึ้นมาจากการประท้วงของเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียว ย้ำว่าคนเดียว! เกรตา ธันเบิร์ก เธอเป็นเด็กหญิงวัย 16 ปี ที่โดดเรียนในวันศุกร์ เพื่อมานั่งประท้วงที่หน้ารัฐสภาสวีเดนภายใต้ชื่อการประท้วง 'Friday For Future' เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนหาทางทำอะไรสักอย่างกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น เธอใช้เวลาร่วมปีตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2561 เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบอกเสียงจากเด็ก ๆ ที่ไม่ยินดีจะเติบโตไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สิ้นหวัง 'จะเรียนไปทำไมในเมื่อในอนาคตโลกของเรากำลังจะพัง!' จากจุดเริ่มต้นเล็กๆสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ การกระทำของเกรตา ส่งผลให้เด็กนักเรียนในหลายพื้นที่เข้าร่วมการหยุดเรียนประท้วงเพิ่มมากขึ้น จนทำให้เกิดการนัดหมายการเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น 2 วัน ในปี 2562 นั่นคือวันที่ 20 กันยายน 2562 หรือเรียกว่าวัน 'Climatestrike' ซึ่งเป็นสามวันก่อนการประชุมเร่งด่วนเพื่อภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UN Climate Action Summit 2019) ที่นครนิวยอร์ก และอีกวันคือวันที่ 27…Natnaree TK | 2301 days ago
Read More20/06/2019
ภาพถ่ายดาวเทียมเผย! หิมะบนเทือกเขาหิมาลัยละลายอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปีที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าไม่มีภาพถ่ายดาวเทียมที่ทันสมัยคุณก็สามารถเข้าใจสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ในวันนี้นักวิจัยได้ตีพิมพ์ภาพธารน้ำแข็งที่เกิดจากการละลายของหิมะบนเทือกเข้าหิมาลัย ที่เก็บสะสมไว้เป็นเวลากว่า 40 ปี จากดาวเทียมสอดแนม KH-9 Hexagon (ที่ถ่ายมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น) ออกสู่สายตาประชาชนแล้ว ภาพถ่ายนี้แสดงพื้นที่และปริมาณน้ำแข็งที่ละลายลงจากเทือกเขา ช่วงปี 1970-1980 ข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่แสดงพื้นที่ 1,240 ไมล์ที่ธารน้ำแข็งครอบคลุม แต่สามารถนำข้อมูลไปสร้างแบบจำลอง 3 มิติ เพื่อดูปริมาณน้ำทะเลที่จะถูกหนุนขึ้นสูงในภายหลังได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นการเก็บข้อมูลอุณหภูมิในอดีตก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะนำมาคาดการณ์ปริมาณนำแข็งที่ถูกละลายในอนาคตได้ ในปี 2000-2016 ธารน้ำแข็งมีอัตราการละลายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากปี 1975-2000 ในขณะที่ตะกอนและเขม่า ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำแข็งละลายเช่นกัน ข้อมูลดงักล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำความเข้าใจกับสภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญ ไม่ช้าก็เร็วอัตราการละลายน้ำแข็งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเล และทะเลสาปในหลายพื้นที่ทั่วโลก และปริมาณน้ำสะอาดในเอเชียได้ อ้างอิงNatnaree TK | 2397 days ago
Read MorePR Partners
See All26/12/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago
















