Tags
| วิทยาศาสตร์
24/06/2026
รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 31 days ago
ปฏิวัติวงการ ! Foundation Alloy สตาร์ตอัปสายวิทยาศาสตร์วัสดุ คิดค้นเทคนิค ‘ผสมโลหะแบบใหม่’ ทนทานระดับซูเปอร์โลหะ ช่วยประหยัดพลังงาน 10 เท่า
พลิกโฉมวงการผลิตโลหะ เมื่อ Foundation Alloy บริษัทสตาร์ตอัปสายวิทยาศาสตร์วัสดุสามารถคิดค้นเทคนิคใหม่ในการผสมโลหะที่แข็งแรงทนทานได้เทียบเท่ากับซูเปอร์โลหะ โดยที่ไม่ต้องหลอมละลาย หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นไอเดียริเริ่มเท่านั้น แต่เทคนิคใหม่นี้กำลังจะถูกสร้างเป็นผลิตภัณฑ์จริง ๆ หลังสามารถปิดดีล การระดมทุนภายนอกรอบแรกจากนักลงทุนเพื่อนำเงินไปต่อยอดธุรกิจ (Series A) รับเงินระดมทุนกว่า 22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 734 ล้านบาท) ได้สำเร็จ ปัจจุบันความต้องการวัสดุขั้นสูงที่พิเศษมากกว่าวัสดุทั่วไปกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมากทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อความมั่นคงทางทหาร (อาทิ โดรน) สินค้าหรู และสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ กระบวนการหลอมใหม่ที่ไม่ได้พึ่งพาความร้อน สำหรับ การผสมโลหะ วิธีที่เราคุ้นกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือการหลอม ที่ต้องนำโลหะมาผ่านความร้อนด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่าจุดหลอมเหลว จนเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้พลังงานสูงและควบคุมได้ยาก อีกทั้งต้นทุนที่สูงจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงและเตาหลอม นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากฝุ่น ควัน และของเสียอันตราย ที่สำคัญเลยคืออาจทำให้เกิดข้อบกพร่องของชิ้นงานที่เป็นรอยร้าวหรือความพรุนของเนื้อสัมผัสได้ แต่ Foundation Alloys จะผสมโลหะด้วยกระบวนการแปรรูปในสถานะของแข็ง ซึ่งการไม่ผ่านการหลอมเหลว ข้อดีคือโลหะที่ได้จะมีความแข็งแรงสม่ำเสมอ และใช้พลังงานน้อยลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า แต่ความทนทานอยู่ในระดับซูเปอร์โลหะ ความท้าทายด้วยชิ้นงานระดับ A+ ของ Foundation Alloy…19/06/2026
นักวิทย์ใช้ “แมลงวันหัวเขียว” เป็นสายลับ ! ติดตามโรคระบาดในสัตว์ป่า ไม่ง้อ AI
อะไรใหม่ ๆ ของวงการติดตามโรคภัยให้สัตว์เลยก็ว่าได้ กับการเฝ้าระวังโรคระบาดร้ายแรงในสัตว์ป่า เช่น ไข้หวัดนก อีโบลา หรือแอนแทรกซ์ มักเผชิญกับอุปสรรคใหญ่หลวง และนักวิทยาศาสตร์มักทราบข่าวก็ต่อเมื่อพบเห็นสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมากแล้ว การบุกป่าฝ่าดงเข้าไปเก็บตัวอย่างเลือดหรือสารคัดหลั่งนั้นเสี่ยงอันตราย มีต้นทุนสูงมาก อีกทั้งยังเป็นการรบกวนสัตว์ป่าโดยไม่จำเป็น แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีล้ำสมัยที่เรียกว่า 'iDNA' (Invertebrate-derived DNA) ได้เปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ด้วยการเปลี่ยนแมลงที่คนทั่วไปมองว่าน่ารังเกียจอย่าง 'แมลงวันหัวเขียว' ให้กลายเป็น 'แมลงวันสายลับ' หรือ 'โดรนชีวภาพ' เทคโนโลยี iDNA ตามธรรมชาติแมลงวันหัวเขียวมักจะบินตอมซากสัตว์ อุจจาระ และบาดแผลเพื่อหาอาหารและวางไข่ พฤติกรรมนี้เองที่ทำให้พวกมันเก็บเอาสารพันธุกรรม (DNA/RNA) รวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งไวรัสและแบคทีเรีย ติดตัวและสะสมอยู่ในระบบทางเดินอาหาร นักวิจัยจึงเพียงแค่วางกับดักจับแมลงวันเหล่านี้ นำมาสกัดสารพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์ดูว่า ในป่าบริเวณนั้นมีสัตว์ป่าชนิดใดอาศัยอยู่บ้าง และสัตว์ในป่ากำลังเผชิญกับโรคระบาดอะไร โดยที่นักวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องลงไปติดตามตัวสัตว์ป่าจริง ๆ เลย จากห้องทดลองสู่การลงพื้นที่จริง ในอดีตแมลงวันหัวเขียวมักถูกใช้ประโยชน์ในงานนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาระยะเวลาการเสียชีวิตจากศพ แต่ ดร. แชริตี้ โอวิงส์ (Charity Owings) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทนเนสซีและนักสำรวจจาก National Geographic ได้ร่วมกับทีมงาน…อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 36 days ago
Read More02/06/2026
คนไทยทำได้ ! ส่งแล็บจิ๋วทดสอบการไหล TIGER-X ขึ้นสถานีอวกาศ ISS คุมตรงจากกรุงเทพฯ สำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ครั้งก่อนเราได้เล่าถึงโปรเจกต์ TIGERS-X (Thailand Innovative G-Force Varied Emulsification Research for Space Exploration) ของไทย ที่เพิ่งเดินทางไปกับยานดรากอน (Dragon) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 และไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ความน่าสนใจต่อจากนั้นอยู่ตรงที่ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.10 น. (ตามเวลาประเทศไทย) นักบินอวกาศโซฟี อาเดโนต์ (Sophie Adenot) จากองค์การอวกาศยุโรป ได้ติดตั้งชุดการทดลองของไทยเข้ากับแพลตฟอร์มไอซ์คิวบส์ (ICE Cubes Facility) บนสถานีอวกาศเป็นที่เรียบร้อย และในคืนเดียวกันนั้นเอง ตอนเวลา 23.38 น. ทีมวิจัยไทยภาคพื้นดินก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการสื่อสารและเชื่อมต่อสัญญาณตรงจาก ศูนย์ควบคุมภารกิจ ณ คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 54 days ago
Read More29/05/2026
ทำไมถึงเรียก Blue Moon ทั้งที่ไม่ใช่สีน้ำเงิน แล้วทำไมต้อง Micro Blue Moon ด้วย ?
คืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2026 นี้ บนท้องฟ้าจะเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ นั่นคือการมาเยือนของ "ไมโครบลูมูน" (Micro Blue Moon) ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนที่มีขนาดเล็กที่สุดในรอบปี หลายคนได้ยินชื่อนี้แล้วอาจจะสงสัยว่า คืนนั้นเราจะได้เห็นพระจันทร์กลายเป็นสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินครามหรือเปล่า ? แล้วคำว่า "ไมโคร" มันจะเล็กแค่ไหนกันแน่ ? เรามาไขข้อข้องใจแบบเข้าใจง่าย ๆ ไปพร้อมกัน ทำไมเรียกว่า บลูมูน (Blue Moon) ทั้งที่ไม่ใช่สีน้ำเงิน ? คำตอบแบบสั้นที่สุดคือ "มันเป็นแค่ชื่อเรียกเชิงปฏิทิน ไม่ใช่สีของดวงจันทร์" ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ พระจันทร์จะยังคงเป็นสีเหลืองนวล หรือสีขาวเงินเหมือนที่เราคุ้นเคยตามปกติ ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่า บลูมูน มีที่มาจากความลักลั่นระหว่างปฏิทินที่เราใช้กับรอบโคจรของดวงจันทร์ ความแตกต่างตรงนี้ทำให้ใน 1 ปี มักจะมีดวงจันทร์เต็มดวง 12 ครั้ง (เดือนละครั้ง) แต่จะมีความล้ำเหลื่อมสะสมไปเรื่อย ๆ จนทำให้ทุก ๆ 2-3 ปี…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 57 days ago
Read More11/05/2026
ก้าวใหม่ของไทยในอวกาศ TIGERS-X ชุดทดสอบการผสมยาบน ISS ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง
เมื่อ "อวกาศ" ไม่ใช่แค่เรื่องของการสำรวจดวงดาว แต่คือห้องทดลองแห่งความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาข้อจำกัดทางการแพทย์บนโลก วันที่ 13 พฤษภาคม 2026 จะเป็นอีกหนึ่งการเคลื่อนไหวสำคัญของไทย เมื่อชุดการทดลอง TIGERS-X ฝีมือคนไทยเตรียมทะยานสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อปลดล็อกความลับของการ "ผสมยา" ในสภาวะไร้น้ำหนัก ทำไมต้องไปผสมยาที่ความสูง 400 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ? โจทย์ใหญ่ของการทดลองนี้คือการศึกษาพฤติกรรม "อิมัลชัน" (Emulsification) หรือการทำให้ของเหลวสองชนิดที่ไม่เข้ากัน (อย่างน้ำกับน้ำมัน) ยอมผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ในสภาวะปกติบนโลก แรงโน้มถ่วงคือตัวแปรที่ทำให้การผสมสารทำได้ยาก เพราะเกิดการแยกชั้นหรือการลอยตัวตามความหนาแน่น แต่ในสภาวะไร้น้ำหนัก (Microgravity) บน ISS แรงรบกวนเหล่านี้จะหายไป นักวิจัยจึงสามารถสังเกตการผสมตัวในระดับโมเลกุลได้อย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งความรู้นี้คือหัวใจสำคัญในการพัฒนาโภชนาการทางหลอดเลือด (Total Parenteral Nutrition : TPN) และเวชภัณฑ์ขั้นสูง TIGERS-X : นวัตกรรม Lab-on-a-Chip ฝีมือวิศวกรไทย ชุดการทดลอง TIGERS-X เป็นชุดการทดลองทางการแพทย์ในอวกาศชิ้นแรกของประเทศไทย ที่มีขนาดเพียง 20 x 20 x…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 75 days ago
Read More03/02/2026
ครั้งแรกของไทย ! ส่ง “CE-7 MATCH” เครื่องตรวจวัดรังสีคอสมิก ไปดวงจันทร์พร้อมยานฉางเอ๋อ 7 ปักหมุดสิงหาคมนี้
นับเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก้าวหนึ่งของวงการวิทยาศาสตร์ไทย เมื่อสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ภายใต้การนำของ ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการคนใหม่ ได้แถลงวิสัยทัศน์ "NARIT Open Talk 2026" ยืนยันความพร้อมในการส่งอุปกรณ์ฝีมือคนไทยมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ไปพร้อมกับฉางเอ๋อ 7 (Chang’e 7) ของประเทศจีน ผ่านโครงการความร่วมมือสำรวจดวงจันทร์ไทย-จีน โดยมีกำหนดปล่อยในช่วงเดือนสิงหาคม 2026 นี้ รู้จัก "CE-7 MATCH" อุปกรณ์ฝีมือคนไทย หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คืออุปกรณ์ที่ชื่อว่า MATCH (Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูงและรังสีคอสมิก ผลงานการออกแบบและพัฒนาโดยนักวิจัยและวิศวกรไทยจาก NARIT ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เหตุผลที่ต้องส่ง MATCH ไปยังดวงจันทร์ ไม่ใช่เพียงเพื่อความภาคภูมิใจ แต่คือความปลอดภัยของมนุษยชาติ เพื่อประโยชน์หลายด้าน รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานสำหรับในอนาคต เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศและไม่มีสนามแม่เหล็กห่อหุ้ม อุปกรณ์ MATCH จึงสามารถวัดค่าอนุภาคพลังงานสูง (High-energy Particles) ได้แบบตรงจุดกำเนิด (In-situ) ข้อมูลที่ได้จึงแม่นยำกว่าการวัดจากพื้นโลกหลายเท่า ทำให้เราเห็นความรุนแรงที่แท้จริงของพายุสุริยะได้ล่วงหน้า เมื่อรู้ก่อน จะได้เฝ้าระวังสถานการณ์ของพายุสุริยะที่พุ่งตรงมายังโลกในปริมาณมหาศาลได้ เพราะอนุภาคเหล่านี้สามารถรบกวนสนามแม่เหล็กโลก…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 173 days ago
Read More11/08/2025
ล้ำเกิน ! Chrysalis แนวคิดยานอวกาศย้ายมนุษย์สู่ดาวดวงใหม่ ในการเดินทาง 400 ปี
เมื่อพูดถึงการเดินทางระหว่างดวงดาว ภาพในหัวของเรามักเป็นยานอวกาศที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วแสง ที่มีคนระดับหัวกะทิไม่กี่คน พร้อมสเปิร์มและไข่แช่แข็งเพื่อก่อกำเนิดชีวิตใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่โคตรจะล้ำ หรือภารกิจสำรวจดาวใหม่แบบในหนัง Interstellar แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าภารกิจย้ายดาวนั้นสามารถพามนุษยชาติที่ถูกคัดเลือกไปด้วยได้ส่วนหนึ่ง นี่คือแก่นของ Chrysalis โครงการยานอวกาศที่ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือเรือโนอาห์ขนาดยักษ์ ความยาวกว่า 36 ไมล์ (58 กิโลเมตร) ที่ออกแบบมาเพื่อนำพามนุษย์กว่า 2,400 ชีวิต พร้อมอารยธรรมของพวกเราไปด้วย ในการเดินทางเที่ยวเดียวที่ยาวนานถึง 400 ปี สู่ระบบดาวที่ใกล้ที่สุดอย่างแอลฟา เซนทอรี (Alpha Centauri) ซึ่งห่างจากโลก 4.37 ปีแสง Chrysalis เป็นโครงการที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน Project Hyperion Design Competition การแข่งขันออกแบบยานอวกาศระหว่างดวงดาวที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ และมีระยะเวลาเดินทางในอวกาศนับศตวรรษ ซึ่ง Chrysalis ไม่ใช่แค่จินตนาการเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นบนฐานความคิดของทีมผู้ออกแบบกว่า 6 คน ที่ผสมผสานหลากหลายศาสตร์ไว้ด้วยกัน ทั้งฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิศวกรรมอวกาศ จิตวิทยา วิทยาศาสตร์เศรษฐศาสตร์ นวัตกรรมด้านสังคม สถาปัตยกรรม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม โดยไอเดียของ Chrysalis คือความลึกในรายละเอียดที่บังคับให้เราต้องตั้งคำถามใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับเทคโนโลยี…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 349 days ago
Read More06/08/2025
[บทความ] ทำไม 1 วันบนดวงจันทร์ ถึงยาวนานเกือบ 4 สัปดาห์บนโลก ?
หลายคนอาจจินตนาการถึงการใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ แต่เคยสงสัยกันไหมว่า "หนึ่งวัน" บนนั้นยาวนานแค่ไหน ? คำตอบคือ หนึ่งวันบนดวงจันทร์ (นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง) มีระยะเวลายาวนานถึงประมาณ 29.5 วันของโลก หรือเกือบ 4 สัปดาห์เต็ม ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกลไกทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งเรียกว่า "การหมุนสมวาร" (Synchronous Rotation) การหมุนที่ถูกล็อกด้วยแรงโน้มถ่วง สาเหตุหลักที่ทำให้วันบนดวงจันทร์ยาวนาน มาจากการที่ดวงจันทร์ถูก "ล็อก" ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก (Tidal Locking) มาเป็นเวลานับพันล้านปี ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า Synchronous Rotation ซึ่งหมายถึง ดวงจันทร์ใช้เวลาในการหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ เท่ากับเวลาที่ใช้ในการโคจรรอบโลก 1 รอบพอดี ตามข้อมูลจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ดวงจันทร์ใช้เวลาโคจรรอบโลก (Orbital Period) และหมุนรอบตัวเอง (Rotational Period) ประมาณ 27.3 วันเมื่อเทียบกับดาวพื้นหลัง (ดาวที่อยู่ไกลออกไป) ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองเห็นดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเสมอ ซึ่งเรียกว่า "ด้านใกล้" (Near Side)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 354 days ago
Read More26/03/2025
เคมบริดจ์สร้าง Aardvark Weather: AI พยากรณ์อากาศที่เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ รันได้บนเดสก์ท็อป
ปีก่อนหลายคนได้เห็นการเปิดตัว GraphCast AI ของทาง DeepMind ที่ใช้ AI ในการพยากรณ์อากาศ ซึ่งล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้สร้าง Aardvark Weather ปัญญาประดิษฐ์ที่แบบเดียวกันขึ้น พร้อมกับบอกว่า AI ตัวนี้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพเหนือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ การพยากรณ์อากาศแบบดั้งเดิมต้องการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในการประมวลผล ซึ่งใช้พลังงานและเวลาในการประมวลผลสภาพอากาศ ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้สร้าง AI ที่ชื่อว่า Aardvark Weather ด้วยการเรียนรู้แบบ Machine Learning ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาในการประมวลผลสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศให้เร็วขึ้นหลายเท่า จากหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที และใช้ข้อมูลน้อยลงกว่าการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ถึง 9 เท่า โดยที่สามารถรันบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปทั่วไปได้ด้วย ตั้งแต่เริ่มต้นโปรเจกต์ ทีมวิจัยใช้ระยะเวลาเพียง 18 เดือน เพื่อสร้าง Aardvark Weather ให้มีความแม่นยำใกล้เคียงกับระบบพยากรณ์อากาศแบบดั้งเดิมที่ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด อย่าง GFS (Global Forecast System) หรือระบบพยากรณ์อากาศทั่วโลกของสหรัฐอเมริกา Aardvark Weather อาศัยข้อมูลดิบจากดาวเทียม สถานีอากาศ เรือ และบอลลูนพยากรณ์อากาศในการประมวลผล โดยเฉพาะข้อมูลจากดาวเทียมจะช่วยให้ Aardvark Weather สามารถพยากรณ์ได้แม่นยำขึ้นในหลาย…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 487 days ago
Read More10/03/2025
เก่งจริง ๆ เลยนะเม็ดแค่นี้…นักวิจัยพบว่ายาแอสไพรินอาจช่วยป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งได้
แม้ว่าในไทยแอสไพริน (Aspirin) จะไม่ได้รับความนิยมเทียบเท่าพาราเซตามอล แต่ก็เป็นยาที่หาง่าย ราคาถูก ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นแค่ยาแก้ปวด แต่จริง ๆ แล้ว ยาแอสไพรินยังใช้ป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือใช้รักษาโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ด้วย และในตอนนี้แอสไพรินอาจกลายเป็นกุญแจดอกใหม่ในการยับยั้งมะเร็ง เพราะการศึกษาใหม่ของทีมนักวิจัยระดับนานาชาติ พบว่ายาแอสไพรินปลดล็อกภูมิคุ้มกันของร่างกายในหนูทดลองที่เป็นมะเร็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง (Metastasis) ยาแอสไพรินออกฤทธิ์กับเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดอาการปวด บวม อักเสบ ซึ่งกลไกนี้นี่แหละ ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าอาจช่วยให้ร่างกายทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะยาจะไปยับยั้งการสร้างสารที่ทำให้เลือดเกาะตัวกัน (Thromboxane A2: TXA2) สารตัวนี้นอกจากจะทำให้เลือดเกาะตัวกันแล้ว ยังกดการทำงานของ “T-Cell” ที่มีหน้าที่ในการทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อ TXA2 ลดลงเลยทำให้ T-Cell และระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยโจมตีและทำลายเซลล์ผิดปกติในร่างกายอย่างเซลล์มะเร็ง เหมือนกับการทำลายเกราะป้องกันตามธรรมชาติของเซลล์มะเร็งนั่นเอง หากนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกทั้งหมดอาจนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจาย เพื่อช่วยให้ยับยั้งการแพร่ของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะหรือระบบอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น แต่ก็ต้องบอกว่า ลำพังยาแอสไพรินไม่สามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยตัวมันเอง ยังคงต้องอาศัยการรักษาด้วยการรักษาหลัก อย่างยา และการบำบัดอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับระยะของโรค และบอกอีกครั้งว่าเป็นการค้นพบในงานวิจัยและการทดลองในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีการยืนยันว่าแอสไพรินช่วยในการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้จริง ดังนั้นไม่ควรซื้อมาใช้เพื่อหวังผลในเรื่องนี้ หรือแม้แต่การใช้เพื่อรักษาอาการปวด บวม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 503 days ago
Read More13/01/2025
ย้อน ‘เซลล์มะเร็ง’ ให้กลับเป็น ‘เซลล์ปกติ’ นักวิจัยเกาหลีคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ในการรักษามะเร็ง
โรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดยังคงครองอันดับต้น ๆ ของโรคที่คร่าชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบันเรารู้จักกับมะเร็งมากขึ้น ทั้งองค์ความรู้ การตรวจคัดกรอง และเทคโนโลยีในการรักษาก็ก้าวหน้ามากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสหายขาด และลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต ล่าสุดทีมวิจัยสถาบัน KAIST (Korea Advanced Institute of Science and Technology) ประเทศเกาหลีใต้ได้ค้นพบเทคโนโลยีการรักษาโรคมะเร็งรูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้กลับมาเป็นเซลล์สุขภาพดี บทความนี้เราจะมาแบไต๋กัน รู้จักกับโรคมะเร็ง และการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ก่อนจะไปรู้จักแนวทางการรักษาใหม่ที่ว่านี้ มาทำความเข้าใจกันคร่าว ๆ ก่อนว่า ‘เซลล์มะเร็ง’ เกิดได้อย่างไร ? โรคมะเร็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่กลไกเกิดในภาพรวมคือ DNA ของเซลล์กลายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการเสื่อมของ DNA ที่มาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และการที่เซลล์เสียหายจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างบุหรี่ แสงแดด การติดเชื้อ สารก่อมะเร็ง หรือแม้แต่พันธุกรรม ผลลัพธ์ คือ ทำให้เซลล์นั้นเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกมะเร็งนั่นเอง การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายแสง หรือเคมีบำบัดที่เรียกกันว่าคีโม ซึ่งบางเคสอาจเจอกับการดื้อยาของเซลล์มะเร็ง การกลับมาเป็นซ้ำ รวมถึงผลข้างเคียงรุนแรงที่เกิดจากการทำลายเซลล์ปกติไปพร้อมกัน ปัจจุบันเราเลยจึงอาจเห็นวิธีรักษามะเร็งแบบใหม่ อย่างยามุ่งเป้า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 559 days ago
Read More30/08/2024
ทฤษฎี Terminal Lucidity เฮือกสุดท้ายของคนป่วยก่อนจากโลกนี้ไป
หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวสุดแสนลึกลับ เกี่ยวกับภาวะที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่อาการหนักกลับฟื้นคืนสติ กลับมาพูดคุย หรือแม้แต่เดินเหินได้หลังจากนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยเป็นเวลานาน ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะจากโลกนี้ไปหลังจากนั้นไม่นาน ภาวะนี้มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า Terminal Lucidity หรือความชัดแจ้งสุดท้าย หรือแสงที่ปลายทางของชีวิต แม้จะมีชื่อเรียกแต่ที่มาที่ไปของภาวะนี้ยังคงเป็นปริศนาทั้งในทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ บ้างก็ว่าเป็นพลังใจเฮือกสุดท้ายของผู้ป่วยเพื่อที่จะล่ำลาโลกนี้ไปอย่างสดใส BT beartai ขอชวนคุณมาสำรวจทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องของ Terminal Lucidity กัน Terminal Lucidity มาจากไหน? ในภาพรวม เราอาจเรียกว่าฟื้นคืนก่อนจะเสียชีวิตในลักษณะนี้ว่าเป็น Terminal Lucidity แต่ในเชิงของข้อมูลแล้ว จุดเริ่มต้นของ Terminal Lucidity มักถูกผูกโยงกับภาวะทางสมอง อย่างภาวะสมอง โรคอัลไซเมอร์ และโรคทางอารมณ์ที่ส่งผลให้สูญเสียความทรงจำ สติ และตัวตนไป ความชัดแจ้งสุดท้ายจึงหมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านความจำ หรืออารมณ์ขั้นรุนแรงกลับมาจำคนรอบตัว หรือฟื้นคืนสติได้ราวกับปาฏิหาริย์ ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง หรือไม่กี่วันให้หลัง อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาก็พบ Terminal Lucidity ในผู้ป่วยขั้นรุนแรงจากโรคอื่นได้ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างโรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และโรคสมองที่ส่งผลต่อสมอง ความจำ และการรับรู้ของผู้ป่วย ทฤษฎีสาเหตุของ Terminal Lucidity…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 694 days ago
Read More22/08/2024
ปลาออร์ฟิช: ปลาวันสิ้นโลก สัญญาณแห่งภัยพิบัติ หรือจำเลยทางความเชื่อ
ปลาออร์ฟิช (Oarfish) หรือปลาออร์ หนึ่งในสัตว์ใต้ท้องทะเลสุดลึกลับที่มักผูกโยงกับเรื่องราวในตำนาน และปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา อย่างแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ขนานนามปลาออร์ฟิชว่าเป็นผู้ส่งสารจากวังของเทพเจ้าแห่งท้องทะเล (Ryugu no tsukai) เพราะเชื่อกันว่าทุกครั้งที่ปลาออร์ฟิช ซึ่งปกติอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกขึ้นมาเกยชายฝั่ง มักจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติตามมา ด้วยลางร้ายที่ผูกติดมากับปลาออร์ฟิช ทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ถูกเรียกในอีกชื่อว่า ‘ปลาวันสิ้นโลก’ (Doomsday Fish) แต่ในความจริง เจ้าปลาออร์ฟิชที่สุดแสนจะลึกลับชนิดนี้ กำลังถูกตีตราและเป็นจำเลยให้กับเหตุการณ์ทางธรรมชาติจากเหล่ามนุษย์อยู่หรือเปล่า BT beartai จะพาคุณดำดิ่งลงไปใต้ผืนสมุทร และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์กัน มารู้จักกับปลาออร์ฟิชกัน ปลาออร์ฟิช มีชื่อแบบไทย ๆ ว่า ‘ปลาพญานาค’ ด้วยลำตัวสีเงินสะท้อนแสง ที่มีลักษณะแบนคล้ายริบบิ้น และยาวได้มากถึง 9 เมตร พร้อมดวงตากลมโต และหนามสีแดงสดบนหัวที่ดูคล้ายกับหงอนของพญานาค ซึ่งทำให้เกิดเรื่องเล่าในไทยมากมายด้วยเช่นกัน ปลาออร์ฟิชเป็นปลาที่กินด้วยการกรองแพลงก์ตอน และกุ้งขนาดเล็กเป็นอาหาร อาศัยอยู่ในมหาสมุทรชั้นเมโซเพลาจิก หรือลึกลงไปใต้ผิวน้ำกว่า 200-1,000 เมตร ซึ่งเป็นส่วนของมหาสมุทรที่ยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง โดยปกติมนุษย์มักพบเห็นปลาออร์ฟิชเมื่อมันขึ้นมาโซนน้ำตื้นในสภาพที่อ่อนแอ ตาย หรืออยู่ในสภาพที่ไม่ปกติเท่าไหร่ แถมการสำรวจมหาสมุทรชั้นเมโซเพลาจิกที่เป็นที่อยู่ของมันก็ยังไม่ค่อยพบเห็นปลาออร์ฟิชด้วย เลยยิ่งทำให้ปลาตัวยาวชนิดนี้ดูลึกลับขึ้นไปอีก เหตุการณ์ที่ทำให้ปลาออร์ฟิชกลายเป็นลางร้ายแห่งภัยพิบัติ หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ฉายาปลาวันสิ้นโลกแพร่กระจายไปทั่วโลก มาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมปี…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 702 days ago
Read More17/06/2024
‘สืบพันธุ์’ สู่ ‘สูญพันธุ์’ ? ยีนที่ทำให้กอริลลาจุ๊ดจู๋สั้นอาจเชื่อมโยงกับปัญหามีลูกยากในผู้ชาย
ทฤษฎีวิวัฒนาการมนุษย์กระแสหลักที่เราเชื่อกันปัจจุบันคือ มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ ซึ่งก็คือเราในทุกวันนี้ วิวัฒนาการมาจากต้นตระกูลที่เป็นลิง ส่งผ่านสู่มนุษย์วานร โดยมนุษย์และกอริลลามีดีเอ็นเอที่ใกล้เคียงกันถึง 98 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แม้เราจะไม่ได้วิวัฒนาการมาจากกอริลลาโดยตรงก็ตาม นั่นทำให้เราและสัตว์ตระกูลวานรมีความคล้ายกันในหลายด้าน การศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กที่เมืองบัฟฟาโล (University at Buffalo) พบยีนสืบพันธุ์ในกอริลลาที่ทำให้กอริลลาตัวผู้นั้นมีอวัยวะเพศที่สั้น และมีสเปิร์มคุณภาพต่ำ โดยกอริลลาตัวผู้นั้นมีความยาวอวัยวะเพศเฉลี่ยเพียง 3 เซนติเมตร หรือ 1.1 นิ้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ ในทางการแพทย์ก็พบยีนแบบเดียวกันในผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องการมีลูกยาก ยีนที่ว่านี้คือ HMGA2 ซึ่งเป็นยีนกลายพันธุ์ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกอริลลาตัวผู้ ส่งผลให้กอริลลามีอวัยวะเพศที่เล็ก และยังส่งผลต่อคุณภาพสเปิร์ม ทั้งในด้านความแข็งแรง จำนวน อัตราการว่าย รวมไปถึงรูปร่างของสเปิร์มที่ส่งผลต่อการปฏิสนธิ การพบยีนกอริลลาในผู้ชายที่มีลูกยาก ภาวะมีลูกยาก (Infertility) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และส่งผลต่อคู่รักทั่วโลก โดยมาได้จากทั้งฝั่งผู้ชายและผู้หญิง ในฝั่งผู้ชายสาเหตุก็ไม่ใช่แค่ยีนที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษวานรของเรา ซึ่งยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด แต่ที่แพทย์พบในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น มักจะเริ่มพบช่วง 50 ปีขึ้นไป การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด โรคเบาหวาน โรคเรื้อรัง และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่หาสาเหตุไม่ได้ เลยมีความเป็นไปได้ว่ายีนที่เราสืบทอดต่อกันมาอาจเกี่ยวข้อง และมีส่วนสำคัญด้วยเหมือนกัน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 769 days ago
Read More14/02/2024
แบคทีเรียที่พบในลำไส้ของมนุษย์อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยมากชนิดหนึ่งในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์สมองเสื่อม และฝ่อลงส่งผลให้เกิดอาการหลงลืม คิดช้า พูดช้า เกิดปัญหาด้านอารมณ์ และส่งผลต่อการใช้ชีวิต แพทย์รู้ว่าปัจจัยเสี่ยงบางอย่างเพิ่มความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันสาเหตุของโรคนี้ โดยล่าสุดข้อมูลพบว่าแบคทีเรียที่พบในลำไส้มนุษย์สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ เชื้อชนิดนี้ชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) หรือเอชไพโลไร คุณอาจไม่คุ้นกับชื่อนี้ แต่แบคทีเรียชนิดนี้พบได้ทั่วไป ‘ในลำไส้ของมนุษย์!’ ในช่วงที่เชื้อโรคในลำไส้สมดุล เชื้อชนิดนี้อาจไม่ได้ส่งผลเสียอะไร แต่เมื่อลำไส้เสียสมดุล อาจเกิดการติดเชื้อชนิดนี้ และทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะ และยังสัมพันธ์กับโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งการศึกษาชิ้นนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการของสมาคมอัลไซเมอร์ เขาได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาการที่เกิดจากเอชไพโลไร กับความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของชาวสหราชอาณาจักรกว่า 4 ล้านคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ตั้งแต่ช่วง 1988 ถึง 2019 จากการวิเคราะห์ข้อมูล พวกเขาพบว่าคนที่มีอาการในระบบทางเดินอาหารจากการติดเชื้อชนิดนี้มีความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นราว 11 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอื่น อย่างมีโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน สูบบุหรี่ หรือคนในครอบครัวมีประวัติโรคอัลไซเมอร์ก็อาจเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นไปอีก แต่ทีมนักวิจัยยังไม่ทราบกลไกแน่ชัดว่าทำไมคนที่ติดเชื้อชนิดนี้ถึงเกิดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ตามมาด้วย ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม ในเบื้องต้น ถ้าคุณไม่อยากเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไพโลไร…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 893 days ago
Read More14/02/2024
การดัดแปลง ‘ทีเซลล์’ ทำให้หนูทดลองแข็งแรง ย้อนวัย และอายุยืนยาวขึ้นจากการบำบัดครั้งเดียว
ชีวิตนิรันดร์เป็นคอนเซ็ปต์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าของมนุษย์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำพุแห่งความเยาว์วัยเป็นเรื่องเล่าปรัมปราจากดินแดนอเมริกาใต้ หรือน้ำอมฤทธิ์จากฝั่งเอเชีย สิ่งวิเศษที่จะดลบันดาลชีวิตที่ยืนยาวให้กับผู้ที่ได้ดื่มมัน ซึ่งปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยอาจทำให้เราเข้าใกล้น้ำพุแห่งความเยาว์วัยบนโลกแห่งความเป็นจริงนี้มากขึ้น งานวิจัยในหนูที่จะเล่าต่อไปนี้ก็เช่นเดียวกัน ทีเซลล์ (T-cell) เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งที่จะคอยโจมตีสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา หรือเกิดขึ้นภายในร่างกาย ตั้งแต่เชื้อโรค ไปจนถึงเซลล์ผิดปกติ อย่างเซลล์ โดยทีเซลล์เป็นเซลล์ที่มหัศจรรย์ที่ปกป้องร่างกายของเราอย่างดี เพราะมันมีลักษณะที่หลากหลายนับล้านแบบที่ทำหน้าที่ตรวจจับ และกำจัดเชื้อหรือเซลล์ผิดปกติที่แตกต่างกันไป วัคซีนที่เราฉีดกันเข้าไปจะช่วยกระตุ้นทีเซลล์ให้จับเชื้อได้ดีขึ้น ซึ่งทีเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงตามเชื้อจะอยู่ในร่างกายเราไปอีกสักระยะ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี หรือวัคซีนบางอย่างก็อยู่ได้ชั่วชีวิต ด้วยความสามารถที่พิเศษของทีเซลล์ เซลล์ชนิดนี้จึงได้รับการศึกษาเพิ่มอีกมาก อย่างการศึกษาที่จะเล่าถึงนี้เข้าได้ใช้วิธีดัดแปลงทีเซลล์แบบ Chimeric Antigen Receptor (CAR) อธิบายง่าย ๆ คือการเทรนทีเซลล์ให้โจมตีเซลล์ที่ต้องการ ซึ่งในที่นี้ คือ เซลล์ชรา (Cellular Senescence) ในหนูทดลอง ปัจจุบันก็มีการใช้วิธีนี้ในการรักษามะเร็ง ปกติแล้ว เซลล์ของมนุษย์จะแบ่งตัวอยู่เสมอทำให้เซลล์สดใหม่ และทำงานได้ดี แต่เมื่อร่างกายแก่ขึ้น หรือได้รับปัจจัยภายนอก เซลล์จะเริ่มเสื่อม ทำงานได้ไม่ดี ไม่แบ่งตัว และสะสมอยู่ในร่างกายอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ตั้งแต่ผิวพรรณ ไปจนถึงโรคมะเร็ง นักวิจัยทีมนี้ได้ใช้ทีเซลล์ทีผ่านการดัดแปลงนี้ให้เข้าไปโจมตีเซลล์ชราภายในร่างกายของหนู ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด เพราะทีเซลล์ที่ดัดแปลงเข้าไปทำลายเซลล์ชราในหนู ส่งผลให้หนูน้ำหนักลดลง สุขภาพดีขึ้น…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 893 days ago
Read More08/02/2024
สำเร็จ! แพทย์รักษาโรคทางพันธุกรรมที่หายากด้วยการตัดต่อแก้ไขพันธุกรรมได้แล้ว
มนุษย์เราเหมือนเข้าใกล้ภาวะปลอดโรคหรือเป็นอมตะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้รักษาผู้ป่วยโรคพันธุกรรมหายากด้วยยาสุดพิเศษที่เข้าไปช่วยปรับแต่งพันธุกรรมของผู้ป่วยได้สำเร็จ โรคทางพันธุกรรมโรคนี้ชื่อว่าแองจีโออีดีมา (Angioedema) ชื่อแปลกใช่ไหมล่ะ เพราะโรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ยากมาก โดยอัตราการเกิด คือ 1 ใน 50,000 คนเท่านั้น เกิดจากการที่พันธุกรรมของร่างกายไม่สามารถผลิตโปรตีนที่ชื่อ C1-INH ขึ้นได้ เมื่อร่างกายขาดก็จะทำให้เกิดอาการขึ้น โรคนี้ทำให้เกิดอาการบวมตามร่างกาย ปวด และคันคล้ายผื่นบวมแดงในคนที่เป็นลมพิษ แต่จะรุนแรง และใหญ่กว่า ร่วมกับอาการหายใจติดขัด แม้ส่วนมากไม่อันตราย แต่ทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตลำบาก เช่น ไปเจอกับสารก่อภูมิแพ้ ผิวหนังใบหน้า ใต้ตา หรือปากก็บวมเป่ง ส่งผลต่อรูปลักษณ์ทำให้ไม่มั่นใจในตัวเองไปอีก นอกจากนี้ บางเคสที่มีอาการบวมในทางเดินหายใจอย่างรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยก็มี ด้วยความที่เป็นโรคทางพันธุกรรมเลยไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การรักษาปกติ คือ ควบคุมอาการ อย่างเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ใช้ยาแก้แพ้ ยาสเตียรอยด์ หรือยาอื่น ๆ เพื่อรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น แต่การทดลองรักษาด้วยวิธีแก้ไขพันธุกรรมจากทีมวิจัยสามารถรักษาโรคแองจีโออีดีมาในผู้ป่วย 10 รายให้หายได้จากการรักษาเพียงแค่ครั้งเดียว (อ้างอิงจากการติดตามการศึกษาในปัจจุบัน) โดยเขาใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เรียกว่า CRISPR/Cas9 หรือ ‘คริสเปอร์/แคสไนน์’ ซึ่งเป็นการแก้ไขพันธุกรรมที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 898 days ago
Read More05/02/2024
ไขความลับดีเอ็นเอของค้างคาวเพื่อการรักษาเบาหวานในมนุษย์
ค้างคาวผลไม้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หากินในเวลากลางคืน โดยอาหารหลักของค้างคาวชนิดนี้ คือ ผลไม้ตามชื่อของมัน ซึ่งผลไม้เป็นอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก แต่นักวิทยาศาสตร์กลับไม่พบว่าค้างคาวผลไม้ที่กินผลไม้เป็นอาหารหลักนั้นเกิดโรคเบาหวาน น้ำตาลอาจเรียกได้ว่าเป็นยาเสพติด และยาพิษที่ถูกกฎหมาย และได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะการศึกษาพบว่ามนุษย์สามารถเสพติดน้ำตาลได้จริง แถมการได้รับน้ำตาลมากเกินไปยังส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงระดับภัยพิบัติทางสุขภาพ อย่างฟันผุ โรคอ้วน ความเครียด ปัญหาผิว โรคหัวใจ และโรคอื่นมากมาย แต่ที่ขาดไปไม่ได้ คือ โรคเบาหวาน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราได้รับน้ำตาลปริมาณมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยที่ร่างกายจะเริ่มตอบสนองต่ออินซูลิน (Insulin) ฮอร์โมนที่ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้กลายเป็นพลังงานได้น้อยลง จนร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ และต้องใช้ยารักษาโรคเบาหวาน แต่จะดีแค่ไหน ถ้าคุณ และเราสามารถบริโภคน้ำตาลได้มากขึ้นโดยที่ไม่มีผลกระทบตามมา ไขความลับดีเอ็นเอของค้างคาวเพื่อการรักษาเบาหวานในอนาคต ทีมนักวิทยาศาสตร์เลยต้องการไขความลับว่ากลไกอะไรที่ซ่อนอยู่ในดีเอ็นเอของค้างคาวผลไม้ที่ทำให้พวกมันสามารถกินน้ำตาลได้แบบไม่อั้นโดยที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน ในขณะที่มนุษย์ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มมากขึ้นทั่วโลกราวกับเป็นโรคติดต่อทั้งที่ไม่ใช่ก็ตาม ปัจจุบันมนุษย์ราว 530 ล้านคนป่วยด้วยโรคเบาหวาน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสร้างผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาลทั้งในระดับบุคคล และระดับประเทศ ผลลัพธ์วิวัฒนาการต้านโรคเบาหวานจากค้างคาวผลไม้ การศึกษาดีเอ็นเอ และกลไกในการจัดการกับน้ำตาลของค้างคาวผลไม้อาจเป็นการค้นพบที่ช่วยกู้วิกฤตสุขภาพจากการหลงใหลในน้ำตาลของมนุษย์ให้กลับมาเป็นปกติ จากการศึกษาตับอ่อนของค้างคาวผลไม้ ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตอินซูลินพบว่าตับอ่อนของค้างคาวผลไม้มีเซลล์ผลิตอินซูลินมากกว่ากว่าค้างคาวที่กินแมลงเป็นอาหาร ทั้งยังมีเซลล์ผลิตกลูคากอน (Glucagon) ที่มีส่วนในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ค้างคาวผลไม้สามารถนำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการกินผลไม้ไปใช้พลังงานได้มากกว่า นอกจากนี้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 902 days ago
Read More22/01/2024
นักวิทยาศาสตร์เตรียมทดสอบยาโรคหัวใจตัวแรกของโลกที่มาจากพิษแมงมุม
ปกติแมงมุม หรือสัตว์มีพิษต่าง ๆ ดูเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายกับมนุษย์ แต่ในหลายครั้งที่ความกระหายใครรู้ของมนุษย์ ประกอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนขั้วของพิษร้ายที่อันตรายถึงชีวิตให้กลายมาเป็นยารักษาโรค ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ค้นพบว่าพิษจากของแมงมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริ (K'gari funnel-web spider) ประเทศออสเตรเลียมีคุณสมบัติในการรักษาโรคหัวใจ จากการศึกษาก่อนหน้า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารเคมี Hi1a ในพิษของแมงมุมใยกรวยชนิดนี้ว่ามีฤทธิ์ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอาการหัวใจวาย รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในการศึกษาครั้งใหม่ที่ทดสอบในเซลล์ทดลอง และสัตว์ทดลองก็พบว่า Hi1a มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหัวใจได้เทียบเท่ากับยารักษาโรคหัวใจอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากทำให้เกิดผลข้างเคียงในมนุษย์ จากการทดสอบในเซลล์ทดลอง สารจากพิษของแมงมุมชนิดนี้ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่หัวใจเสียหายจากโรคหัวใจ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ไม่ได้รับความเสียหาย รวมถึงช่วยลดความเสียหาย และอัตราการตายของเซลล์หัวใจ และสมองจากการขาดออกซิเจน ที่เป็นผลจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ของโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง อาจเป็นไปได้ว่าจะช่วยภาวะแทรกซ้อน และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ ปัจจุบันการศึกษาในการใช้สาร Hi1a จากพิษของแมงมมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริในการรักษาโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองยังคงอยู่ระหว่างการทดสอบในสัตว์ และเปลี่ยนผ่านไปสู่การทดสอบในมนุษย์ ซึ่งอาจต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไก ประโยชน์ และผลกระทบของสารชนิดนี้ในมนุษย์อย่างถ่องแท้ ก่อนจะนำมาผลิตเป็นยา หากยาจากพิษของแมงมุมชนิดนี้สำเร็จ จะเป็นยารักษาโรคหัวใจจากแมงมุมชนิดแรกของโลก โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่มีคนป่วยเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก การค้นพบครั้งนี้จึงอาจช่วยเพิ่มตัวเลือกในการรักษาโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเหล่านี้ได้ ที่มา: Sciencedailyภูษิต เรืองอุดมกิจ | 916 days ago
Read More12/01/2024
ค้นพบดีเอ็นเอโบราณที่เป็นต้นตอของโรคยุคปัจจุบัน
กลุ่มนักวิจัยในโครงการการศึกษาดีเอ็นเอโบราณขนาดใหญ่ได้ค้นพบข้อมูลใหม่ที่สามารถอธิบายที่มาของโรคทางระบบประสาทในเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน อย่างโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และโรคอัลไซเมอร์ได้ ทีมนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจำนวนกว่า 175 คนได้ร่วมกันศึกษาดีเอ็นเอจากกระดูก และฟันของมนุษย์โบราณทั่วทวีปยูเรเซียจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ในแต่ละประสาท ซึ่งแต่ละชิ้นมาจากแต่ละยุคสมัยต่างกัน ตั้งแต่สมัยยุคกลาง (ค.ศ. 500-1,500) ย้อนกลับไปถึง 34,000 ปีในช่วงยุคหินเก่า แล้วนำข้อมูลดีเอ็นเอที่พบมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของมนุษย์ยุคปัจจุบันจำนวน 400,000 คน จนพบความเป็นไปได้ที่บ่งบอกว่าโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นผลจากการวิวัฒนาการเพื่อรับมือกับเชื้อโรคในยุคโบราณที่มาจากสัตว์ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งจัดเป็นหนึ่งในโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติชนิดหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีปลอกประสาท และเส้นประสาทจนทำให้เกิดการอักเสบ ส่งผลต่ออวัยวะหลายระบบ ทั้งสมอง ดวงตา การกลืนอาหาร ลำไส้ กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาได้ และเป็นต่อเนื่องกันตลอดชีวิต สมมติฐานของนักวิจัยคาดว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีปลอกประสาทเป็นผลมาจากดีเอ็นเอโบราณชนิดหนึ่งที่มนุษย์ในอดีตนั้นวิวัฒนาการมาเพื่อจัดการกับเชื้อโรคบางชนิด เพราะการดำเนินชีวิตในสมัยโบราณ มนุษย์ทั่วโลกนั้นอยู่อาศัยแบบชนเผ่าเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรค ร่างกายจึงพัฒนาภูมิคุ้มกันนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันร่างกาย โดยผลการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณกับมนุษย์ยุคปัจจุบันพบว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันมีร่างกายที่อ่อนแอกว่า ซึ่งดีเอ็นเอในการต่อต้านเชื้อโรคที่สืบทอดมานี้จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการด้านภูมิคุ้มกัน และการโจมตีเซลล์ของร่างกายจนเกิดการอักเสบขึ้นได้ กลุ่มนักวิจัยคาดว่าดีเอ็นเอโบราณนี้เป็นของกลุ่มยัมนายา (Yamnaya) ชนเผ่าเร่ร่อนในแถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงแถบเอเชียกลางในอดีต เพราะจากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์พบว่าชาวยัมนายาเป็นชนเผ่าที่เริ่มขี่ม้าเป็นกลุ่มแรก ที่มีการเลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิต โดยนักวิจัยก็คาดว่าชนเผ่านี้วิวัฒนาการภูมิคุ้มกันขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มีสัตว์เลี้ยง อย่างแกะ และวัวเป็นพาหะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 926 days ago
Read MorePR Partners
See All24/07/2026
กานต์สิรี บัววิชัยศิลป์ | 1 days ago
สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global
ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น23/07/2026
รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน
เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 3 days ago
Read More13/07/2026
มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่
มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 13 days ago
Read More13/07/2026
ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026
ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส - ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 13 days ago
Read More































