คืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2026 นี้ บนท้องฟ้าจะเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ นั่นคือการมาเยือนของ “ไมโครบลูมูน” (Micro Blue Moon) ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนที่มีขนาดเล็กที่สุดในรอบปี
หลายคนได้ยินชื่อนี้แล้วอาจจะสงสัยว่า คืนนั้นเราจะได้เห็นพระจันทร์กลายเป็นสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินครามหรือเปล่า ? แล้วคำว่า “ไมโคร” มันจะเล็กแค่ไหนกันแน่ ? เรามาไขข้อข้องใจแบบเข้าใจง่าย ๆ ไปพร้อมกัน
ทำไมเรียกว่า บลูมูน (Blue Moon) ทั้งที่ไม่ใช่สีน้ำเงิน ?
คำตอบแบบสั้นที่สุดคือ “มันเป็นแค่ชื่อเรียกเชิงปฏิทิน ไม่ใช่สีของดวงจันทร์”
ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ พระจันทร์จะยังคงเป็นสีเหลืองนวล หรือสีขาวเงินเหมือนที่เราคุ้นเคยตามปกติ ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่า บลูมูน มีที่มาจากความลักลั่นระหว่างปฏิทินที่เราใช้กับรอบโคจรของดวงจันทร์
- ดวงจันทร์เต็มดวง จะเกิดขึ้นในทุก ๆ 29.5 วันโดยประมาณ
- เดือนบนปฏิทิน ของเราส่วนใหญ่มี 30 หรือ 31 วัน
ความแตกต่างตรงนี้ทำให้ใน 1 ปี มักจะมีดวงจันทร์เต็มดวง 12 ครั้ง (เดือนละครั้ง) แต่จะมีความล้ำเหลื่อมสะสมไปเรื่อย ๆ จนทำให้ทุก ๆ 2-3 ปี จะมีอยู่เดือนหนึ่งที่มีดวงจันทร์เต็มดวงโผล่มาถึง 2 ครั้ง ซึ่งดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ที่เบียดเข้ามาในเดือนเดียวกันนี้เองที่เราเรียกว่า “บลูมูน” (Monthly Blue Moon)
แล้วทำไมเรียกว่าบลูมูนทั้งที่ไม่ได้มีสีน้ำเงิน ข้อมูลจาก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ระบุว่าในคืนพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง ในปี 1883 มีเหตุการณ์ภูเขาไฟกรากะตัว (Krakatoa) ประเทศอินโดนีเซีย เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ส่งผลให้ฝุ่นควันหรือเถ้าภูเขาไฟหนาแน่นมาก ๆ ในชั้นบรรยากาศคอยกรองแสงสีแดงออกไป ทำให้ผู้คนเห็นพระจันทร์ในค่ำคืนนั้นเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งต่อมาได้มีการใช้คำว่าบลูมูนมาเรียกพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ในเดือนเดียว เพื่อสื่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากนั่นเอง
นอกจากนี้ ในภาษาอังกฤษยังมีสำนวน “Once in a blue moon” ที่แปลว่านาน ๆ ทีจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่ความพีกที่หลายคนไม่รู้คือ นิยามบลูมูนที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันว่า “ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน” (Monthly Blue Moon) นั้น แท้จริงแล้วเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” ครั้งใหญ่ของนิตยสารดาราศาสตร์ระดับโลกอย่าง Sky & Telescope
โดยย้อนกลับไปในปี 1946 นักเขียนของนิตยสารได้หยิบยกข้อมูลจากปฏิทินเกษตรกรโบราณมาเขียนอธิบาย แต่ดันตีความสูตรคำนวณพลาด จากเดิมที่คนโบราณนิยามบลูมูนในเชิงฤดูกาล (Seasonal Blue Moon) ว่าเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 3 ของฤดูที่มีเต็มดวง 4 ครั้ง นักเขียนท่านนี้กลับไปสรุปสั้น ๆ แบบเข้าใจง่ายแต่ผิดฝาผิดตัวว่า บลูมูนคือดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ที่เบียดเข้ามาในเดือนเดียวกัน
ทว่าด้วยความทรงอิทธิพลและน่าเชื่อถือของนิตยสาร Sky & Telescope ในยุคนั้น ทำให้สื่ออื่น ๆ ทั่วโลกพากันหยิบยกนิยามที่ผิดพลาดนี้ไปอ้างอิงต่อ ๆ กันอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นความรู้ฝังหัวคนทั้งโลกไปโดยปริยาย กว่าที่ทางนิตยสารจะรู้ตัวและตีพิมพ์บทความแก้ไขข้อเท็จจริง ก็ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนานถึง 53 ปี (ในปี 1999) ซึ่งมันสายเกินแก้เสียแล้ว เพราะผู้คนคุ้นเคยกับนิยามนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ในปัจจุบันสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ต่าง ๆ จึงยอมรับและใช้นิยามจากความผิดพลาดของนิตยสารฉบับนี้มาเป็นมาตรฐานในการสื่อสารมาจนถึงทุกวันนี้
แล้วคำว่า ไมโครบลูมูน (Micro Blue Moon) คืออะไร ?
เมื่อเอาคำว่า Micro มารวมกับ Blue Moon มันจึงกลายเป็นปรากฏการณ์พิเศษสองอย่างในคืนเดียว
คำว่า “ไมโครมูน” (Micro moon) หรือที่ในทางดาราศาสตร์เรียกว่า ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้จุดไกลโลกที่สุด (Full Moon at Apogee) เกิดจากการที่วงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกไม่ได้เป็นวงกลมดิ๊ก แต่เป็นวงรีรูปไข่ ย่อมมีช่วงที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุด (ทำให้เห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่ หรือ Supermoon) และช่วงที่ดวงจันทร์ถอยห่างจากโลกไปไกลที่สุด
ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ดวงจันทร์จะโคจรไปอยู่ห่างจากโลกประมาณ 406,127 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นดวงจันทร์เต็มดวงที่อยู่ไกลโลกที่สุดและมีขนาดปรากฏเล็กที่สุดในรอบปี 2026 นี้
เมื่อดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือน หรือ Blue Moon มาประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่อยู่ไกลโลกที่สุดพอดี นักดาราศาสตร์จึงเรียกพระจันทร์ในคืนนี้ว่าไมโครบลูมูนนั่นเอง
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูความแตกต่างระหว่างดวงจันทร์เต็มดวงในแต่ละช่วงวงโคจร
| ประเภทของดวงจันทร์เต็มดวง | ระยะห่างเฉลี่ยจากโลก | ขนาดและความสว่างปรากฏ |
| ซูเปอร์มูน | ~357,000 กิโลเมตร (ใกล้โลกที่สุด) | ดวงใหญ่ที่สุดและสว่างที่สุด |
| ดวงจันทร์เต็มดวงปกติ | ~384,400 กิโลเมตร | ขนาดมาตรฐานทั่วไป |
| ไมโครมูน | ~406,000 กิโลเมตรขึ้นไป (ไกลโลกที่สุด) | ขนาดเล็กกว่าปกติราว 6-7% และสว่างลดลงราว 10% |
ถ้าเรามองด้วยตาเปล่าในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม เราอาจจะไม่รู้สึกว่าพระจันทร์ดวงเล็กลงจนผิดสังเกต เพราะไม่มีดวงจันทร์ขนาดปกติมาตั้งเทียบข้าง ๆ แต่สำหรับนักถ่ายภาพดาราศาสตร์หรือผู้ที่ใช้กล้องสองตา (Binoculars) จะสามารถสังเกตเห็นและบันทึกภาพความแตกต่างของขนาดดวงจันทร์ที่ย่อมลงกว่าเดิมได้อย่างชัดเจน
คืนวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ หากฟ้าเปิดไร้เมฆ ลองแหงนมองท้องฟ้าทางทิศตะวันออกในช่วงหัวค่ำ อาจจะได้เห็น “ไมโครบลูมูน” ดวงจันทร์เต็มดวงส่งท้ายเดือน













