Tags
| สุขภาพ
10/03/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 553 days ago
PMAC 2025: พลิกโฉมวงการสุขภาพโลกด้วย AI สู่อนาคตการแพทย์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ การนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุขและการแพทย์ได้กลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ในการประชุม PMAC หรือ Prince Mahidol Award Conference 2025 เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิด นโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับโลก จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้มีหัวข้อประจำปีภายใต้ธีม “Harnessing Technologies in an Age of AI to Build a Healthier World” ที่มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ PMAC 2025 : เวทีนโยบายสุขภาพระดับโลกเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่ทั่วถึงและเท่าเทียม PMAC 2025 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุมวิชาการ แต่เป็นเวทีระดับโลกที่ผู้นำในวงการแพทย์และสาธารณสุข แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ แนวคิด และนโยบายระดับนานาชาติเพื่อกำหนดและยกระดับทิศทางอนาคตวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างยั่งยืน โดยมี Co-Hosts…07/05/2024
การถูกเลือกปฏิบัติส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณได้
การถูกเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination คือ การที่คนคนหนึ่งได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ซึ่งผลกระทบของการถูกกีดกันเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจขึ้นมาได้ และยังเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักการความเท่าเทียมของมนุษย์ด้วย อ้างอิงจากข้อมูลของศาสตราจารย์ Vickie Mays แห่ง UCLA Fielding School of Public Health ในภาควิชานโยบายสุขภาพและการจัดการ ที่ได้ทำการวิจัยร่วมกับ Susan Cochran ศาสตราจารย์ในภาควิชาระบาดวิทยาที่ UCLA พบว่า “มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อคนเราได้รับการปฏิบัติอย่างแตกต่าง ไม่ยุติธรรม อาจสร้างผลกระทบทางจิตใจ ให้กับผู้ที่ถูกกระทำ โดยเริ่มตั้งแต่การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ จนอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลและก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า” การถูกเลือกปฏิบัติมีอะไรบ้าง? ตามหลักการพื้นฐานความเท่าเทียมของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ไม่ควรมีใครที่จะถูกเลือกปฏิบัติ ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้ และในกรณีที่การเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นกับคุณ ให้คุณบอกตัวเองเอาไว้เลยว่า คุณไม่ได้ทำอะไรผิด “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด” หลังจากนั้นค่อยหาทางแก้ไขในสิ่งที่คุณเจอต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน หรืออื่น ๆ ซึ่งมีหน่วยงานให้เปิดให้คุณได้ร้องเรียนอยู่ ตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภูษิต เรืองอุดมกิจ | 860 days ago
Read More30/04/2024
Digital Fatigue โรคอนาคตของคนดิจิทัล
“Digital Fatigue” หรือ “ความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล” เป็นสภาวะความอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่ายทางจิตใจจากการใช้ดิจิทัลมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นจากการใช้คอมพิวเตอร์ การประชุมออนไลน์ การเปิดหลายแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ก่อนไปทำความรู้จักกับเทรนด์ของโรคในอนาคตที่ระบาดไวกว่าที่ทุกคนคิดในชีวิตของคนดิจิทัลอย่าง Digital Fatigue นี้ เรามาเช็กกันหน่อยดีกว่าครับ ว่าทุกวันนี้คุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ ? อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของภาวะ Digital Fatigue หากเช็กแล้วพบว่าคุณมีอาการดังกล่าวเกินกว่า 5-6 ข้อ แสดงว่า คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็น Digital Fatigue แล้วครับ ไม่เคลื่อนไหว แต่ทำไมเหนื่อย ? “Digital Fatigue” หรือ “ความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล” เป็นสภาวะความอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่ายทางจิตใจจากการใช้ดิจิทัลมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นจากการใช้คอมพิวเตอร์ การประชุมออนไลน์ การเปิดหลายแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต เปิดหน้าจอหลายจอ หรือทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกันเป็นระยะเวลานาน ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการพักผ่อนหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน ซึ่งความอ่อนล้าดังกล่าวทำให้เราหมดพลังงาน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน และอาจทำลายสุขภาพร่างกายได้ ความเหนื่อยล้าดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุจากการนั่งทำงานผ่านจอนาน ๆ เท่านั้น บางคนเกิดภาวะ Digital Fatigues จากการการเสพติดเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย เกมออนไลน์ สื่อบันเทิงต่าง ๆ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 867 days ago
Read More26/04/2024
การเลี้ยงแมวดูแลสุขภาพจิตของเราได้
ในวงการจิตวิทยา มีคำศัพท์คำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการนำสัตว์เลี้ยงมาบำบัดจิต คำ ๆ นี้ ก็คือ “Pet Therapy” หรือก็คือสัตว์เลี้ยงเยียวยาใจ ซึ่งหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่นิยมนำมาฮีลใจมานุดมากที่สุดก็คือ แงว หรือน้องแมวนั่นเอง จากการสำรวจ งานศึกษาวิจัย ปี 2017 หัวข้อ “Depression, loneliness, and pet attachment in homebound older adult cat and dog owners” โดย Sandy M. Branson และทีมงาน ทำให้ทราบว่า ทาสแมวจะมีระดับซึมเศร้าน้อยกว่าทาสหมาอย่างมีนัยสำคัญ การเลี้ยงแมว ช่วยดูแลสุขภาพจิตของเราได้ยังไง? แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลี้ยงแมว ก็ควรสำรวจความต้องการ ความชอบ และภาระหน้าที่ที่คุณต้องรับผิดชอบซะก่อน เพราะว่าการเลี้ยงแมวก็คือการรับอีกหนึ่งชีวิตมาเลี้ยงดู ซึ่งก็ต้องให้ทั้งเวลาและมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ถ้ามีความพร้อมแล้วก็ลุยโลด! เลี้ยงแมวกันได้เลย แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม ทุกวันนี้ก็มีคาเฟ่แมวเปิดให้บริการมากมาย ในวันหยุดถ้าได้เข้าไปนั่งกินกาแฟ และขนมอร่อย ๆ ตากแอร์เย็น ๆ พร้อมได้เล่นกับน้องแมว เพื่อช่วยในการผ่อนคลายจิตใจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 871 days ago
Read More16/01/2023
เถียงกันโลกแตก! มาสก์หน้าบำรุงผิวทุกคืนดีหรือไม่
สาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายคนคงเคยได้ยินเทคนิค ‘มาสก์หน้าทุกคืน’ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น กระจ่างใส เป็นการบำรุงอย่างล้ำลึก แต่พอลองหาข้อมูลดี ๆ กลายเป็นว่าเรื่องนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ บ้างก็บอกว่า มาสก์หน้าทุกคืนทำให้ผิวอักเสบ ควรมาสก์แค่อาทิตย์ละ 1-3 ครั้งก็พอ หรือบ้างก็บอกว่ามาสก์ทุกคืนทำได้ แต่ต้องรู้จักมาสก์แต่ละประเภทก่อน วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจให้รอบด้านเกี่ยวกับเรื่องการมาสก์หน้า และมาหาคำตอบกันว่าสรุปแล้วมาสก์หน้าทุกคืนมันดีจริงหรือ ? ทำความรู้จักมาสก์แต่ละประเภท 1. มาสก์โคลน เหมาะสำหรับคนที่หน้ามันเป็นสิวง่าย เพราะมาสก์โคลนจะช่วยดูดซับสารพิษออกจากใบหน้าทำให้หน้าสะอาดอย่างล้ำลึก เนื้อโคลนจะมีลักษณะเป็นครีม ควรมาสก์ทิ้งไว้เพียง 15-20 นาทีเท่านั้น เพราะหากทิ้งไว้นานเกินอาจทำให้หน้าแห้งและเหี่ยวได้ ที่สำคัญมาสก์ชนิดนี้ควรทำแค่ 1-3 ครั้ง/สัปดาห์เท่านั้น 2. มาสก์ชนิดแผ่นลอกออก เชื่อว่ามาสก์ชนิดนี้เป็นมาสก์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเพราะหาซื้อง่าย ที่สำคัญมีหลายสูตรให้เลือกใช้ตามสภาพผิวของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นสูตรลดความมัน ป้องกันสิว ผิวหน้ากระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย และกระชับใบหน้า ซึ่งมาสก์ชนิดนี้ควรมาสก์ทิ้งไว้ 15-20 นาทีเท่านั้น เพราะหากทิ้งไว้นานเกินหรือข้ามคืนจะทำให้แผ่นมาสก์ดูดความชุ่มชื้นของผิวหน้าออกไป สำหรับมาสก์ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นสามารถมาสก์ได้บ่อยตามต้องการ แต่หากเป็นมาสก์ที่ช่วยเรื่องสิวและผิวหน้ากระจ่างใส ควรมาสก์แค่เพียง 1-3 ครั้ง/สัปดาห์เท่านั้น เพื่อไม่ให้ผิวหน้าเกิดการอักเสบ 3.…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1337 days ago
Read More16/01/2023
QR Code ทางกลับบ้านของผู้ป่วยความจำเสื่อม
ความจำเสื่อม (Memory loss) เป็นอาการทางสมองที่พบได้ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ผู้ป่วยจะหลงลืมสิ่งต่าง ๆ เช่น ลืมว่าตัวเองเป็นใคร ลืมคนในครอบครัว ลืมว่าจะทำอะไร ลืมว่าจะไปที่ไหน หรือลืมหนทางที่จะกลับบ้าน อาการความจำเสื่อมพบได้ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาวขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคนและความรุนแรงของโรค ซึ่งอาการหลงลืมสามารถนำไปสู่เหตุการณ์ที่ผู้ป่วยหายตัวออกไปจากบ้าน สร้างความเป็นห่วงและความกังวลใจให้กับครอบครัว ตัวผู้ป่วยเองก็อาจเสี่ยงต่ออันตรายจากอุบัติเหตุได้ และเนื่องจากผู้ป่วยสูญเสียความทรงจำทำให้กลับบ้านเองไม่ได้และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหลงออกไปโดยไม่ได้มีข้อมูลติดตัวทำให้คนที่พบเห็นให้ความช่วยเหลือได้อย่างยากลำบาก ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นและเพิ่มโอกาสในการพาผู้สูงอายุที่ความจำเสื่อมกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หนึ่งในนั้น คือ QR Code โดยบทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ QR Code ที่จะพาผู้ป่วยความจำเสื่อม ซึ่งอาจเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นคนรัก หรือคนสำคัญของใครสักคนกลับสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัวของเขากัน QR Code ทางกลับบ้านของผู้ป่วยความจำเสื่อม แนวคิดการแก้ปัญหาผู้ป่วยความจำเสื่อมหายออกจากบ้านด้วย QR Code มีการพัฒนามาหลายปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องติดตามในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สร้อยคอ ริสต์แบนด์ หรือการนำ QR Code ไปติดตามเสื้อผ้า ทั้งเสื้อ กางเกง หรือรองเท้า ซึ่งใน QR Code…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1337 days ago
Read More16/01/2023
เด็กติดมือถือ… เรื่องใหญ่กว่าที่คิด
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ไม่ว่าใครก็เข้าถึงสมาร์ตโฟนได้ แม้แต่เด็ก ๆ การให้ลูกเล่นมือถือคงเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายบ้านเคยทำ อาจเพื่อความสนุกของเด็ก บ้างก็เปิดวิดีโอสอนภาษาให้เด็กดู แต่หลายครั้งที่เราเห็นผู้ปกครองใช้สมาร์ตโฟนเป็นเครื่องทุ่นแรงในการเลี้ยงเด็ก จนเด็กติดมือถือ โดยขาดความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ปัญหาเด็กติดมือถือจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของเด็กเห็นตรงกันว่าพฤติกรรมติดมือถือนำไปสู่ปัญหาพัฒนาการในเด็ก มากแค่ไหนถึงเรียกติดมือถือ? จากสถิติปัจจุบันพบว่าเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับมือถือเฉลี่ย 5 ชั่วโมง/วัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเด็กไม่ควรใช้เวลาไปกับหน้าจอเกิน 1 ชั่วโมง/วัน หรือมากสุดไม่เกิน 2 ชั่วโมง/วัน หากเกินกว่านี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นการใช้มือถือมากเกินไป นอกจากเรื่องเวลาแล้ว หากเด็กเริ่มไม่สนใจเรียน ทำกิจกรรมอื่นน้อยลง ใช้เวลากับมือถือมากขึ้น โมโหหรืองอแงเมื่อไม่ให้เล่นมือถือ ปวดหัว ปวดคอ หรือมีปัญหาด้านการนอนหลับก็เรียกว่าติดมือถือได้แล้ว เกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กติดมือถือ? การให้เด็กเล่นมือถือเพียงครั้งคราวไม่ได้ส่งผลเสียที่น่ากังวลใจ แต่เมื่อเด็กเริ่มมีพฤติกรรมติดมือถือและใช้เวลาอยู่กับมือถือมากขึ้นอาจส่งผลกระทบในด้านต่อไปนี้ได้ พัฒนาการช้า การให้เด็กใช้เวลาอยู่กับมือถือวันละหลายชั่วโมงเป็นการปิดกั้นเด็กจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่เขาควรได้ทำตามช่วงวัย อย่างการออกไปวิ่งเล่น พูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน และการเสริมสร้างจินตนาการและการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาการของเด็ก โดยผลลัพธ์ของพัฒนาการที่ช้าลงพบได้ดังนี้ อาการสมาธิสั้น เราได้ยินกันมานานว่าพฤติกรรมติดมือถือทำให้เกิดอาการสมาธิสั้น ซึ่งเป็นเรื่องจริง แม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมติดมือถือยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น ใจร้อน หงุดหงิดง่าย แต่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่อาจทำให้เรายับยั้งชั่งใจได้ แต่หากสิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังจนเป็นความเคยชินอาจส่งผลเสียที่รุนแรงให้กับตัวเด็กตั้งแต่ช่วงอายุนั้นดังกล่าวจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จากการสำรวจในโรงเรียนมัธยมปลาย 2,500…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1337 days ago
Read More
16/01/2023
ดูแลผิวอย่างไรเมื่อเข้าใกล้เลข 3 ? เทคนิคหน้าเด็ก ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย
หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยเลข 3 อาจจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในของร่างกายตนเอง เช่น บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น ระบบเผาผลาญเริ่มทำงานไม่ดี และเริ่มรู้สึกร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนสมัยที่ยังเป็นเด็ก โดยอาการเหล่านี้เราสามารถดูแลได้ด้วยการใส่ใจกับเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญต้องตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ในบทความนี้ เราไม่ได้จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายเมื่ออายุมากขึ้นเท่านั้น แต่เราจะพูดถึงริ้วรอย หรือสภาพผิว ที่แสดงออกให้เห็นชัดที่สุดว่า คุณเริ่มอายุมากขึ้นแล้ว! เพราะเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็จะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ทำให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น ไม่กระชับนั่นเอง ขณะเดียวกันบางคนอาจจะแย้งว่า แล้วทำไมบางคนที่อายุมากแล้วแต่กลับมีใบหน้าที่ดูเด็กกว่าวัยได้ ? ทำไมบางคนถึงหน้าเด็กกว่าวัย ? เหตุผลข้อแรกคงต้องยกให้เรื่องของพันธุกรรม เพราะเราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าพันธุกรรมเป็นเรื่องที่ส่งต่อกันมาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ บางคนพื้นฐานมีผิวพรรณที่ดี ชุ่มชื้น อิ่มฟู ก็จะทำให้ใบหน้าดูสดใสราวกับยังอายุยี่สิบต้น ๆ แต่หากพันธุกรรมมาดีแต่ไม่ดูแลตนเองเพิ่มเติมก็สามารถมีผิวที่ดูแก่ก่อนวัยได้เช่นกัน หากลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากลุ่มคนที่มีรูปหน้าทรงกลม มักจะมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์มากกว่าคนที่มีหน้าทรงรูปไข่ เพราะคนรูปหน้าทรงกลมจะมี Baby Fat หรือ ไขมันบริเวณหน้าแก้มมากกว่ากลุ่มคนที่มีใบหน้ารูปไข่ ทำให้เมื่ออายุมากขึ้น Baby Fat เหล่านี้จะทำให้ดูผิวพรรณเต่งตึง ในขณะที่คนทรงหน้ารูปไข่เมื่อร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง ใบหน้าก็จะยิ่งดูเล็ก หน้าตอบขึ้น และทำให้ผิวเหี่ยวย่นได้มากกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสวย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1337 days ago
Read More10/01/2023
แดดแรงแค่ไหนก็ไม่กลัว ด้วยแอปพลิเคชัน UVLens
แสงแดดและรังสียูวีเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผิวได้โดยตรง ตั้งแต่ปัญหาผิวหมองคล้ำ ผิวอ่อนแอ ผิวไหม้แดด เสี่ยงต่อโรคผิวหนัง และที่น่ากังวลที่สุดคือรังสียูวีเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังได้ ซึ่งแดดเมืองไทยก็ร้อนแทบตลอดทั้งปี การปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสียูวีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อเลี่ยงปัญหาผิว UVLens เป็นแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้การป้องกันผิวจากรังสียูวีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแอปพลิเคชันนี้จะบอกความเข้มข้นของรังสียูวีในแต่ละช่วงเวลา พร้อมให้คำแนะนำในการปกป้องผิวและอีกหลากหลายฟีเจอร์ที่คนรักผิวไม่ควรพลาด UVLens ใช้งานอย่างไร มีฟีเจอร์อะไรบ้าง? คุณสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน UVLens ลงบนสมาร์ตโฟนได้ทั้ง iOS และ Android ส่วนวิธีใช้งานก็ง่ายมาก เมื่อเข้าไปในแอปพลิเคชันจะมีการขอเข้าถึงโลเคชันหรือสถานที่ของคุณเพื่อความแม่นยำในการระบุความเข้มข้นของแสงยูวีในแต่ละพื้นที่ พอกดตกลงแอปพลิเคชันจะดึงข้อมูลสถานที่ให้อัตโนมัติ หน้าแรกด้านบนสุดคุณจะเห็น (1) ข้อมูลโดยรวม ทั้งอุณหภูมิ ปริมาณก้อนเมฆ ช่วงเวลาที่คุณควรระวังแสงยูวี และตำแหน่งที่คุณอยู่ โดยตรงตำแหน่งที่ตั้ง คุณสามารถแตะเพื่อเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่นที่คุณต้องการได้ (2) ถัดมาคือฟีเจอร์ไฮไลต์ของ UVLens ซึ่งก็คือนาฬิกายูวีที่ทำหน้าที่ในการบอกว่าในแต่ละช่วงเวลามีความเข้มข้นของรังสียูวีมากน้อยแค่ไหน คุณสามารถใช้นิ้วแตะเพื่อนเลื่อนเพื่อดูความเข้มข้นของรังสียูวีได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ระดับด้วยกัน ส่วนด้านล่าง สามารถเลือกดูความเข้มข้นของรังสียูวีในส่วนของวันนี้และวันพรุ่งนี้ได้ เมื่อใช้รวมกับฟีเจอร์เปลี่ยนสถานที่ในข้อ (1) จะเหมาะมาก ๆ สำหรับใครที่มีแพลนเดินทางหรือไปเที่ยวต่างสถานที่ เพราะช่วยให้คุณเตรียมตัวรับมือกับแสงแดดและสภาพอากาศได้มากขึ้น (3) My Skin เป็นฟีเจอร์ที่ให้คุณกรอกข้อมูลเกี่ยวกับผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นเพศ สีตา…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1343 days ago
Read More29/12/2022
4 วิธีดูแลผิวให้ชุ่มชื้นตลอดหน้าหนาว
แม้หน้าหนาวเมืองไทยจะอยู่ไม่นานและไม่ได้หนาวอย่างที่เราหวังไว้ทุกปี แต่ปัญหาผิวแห้งก็เกิดขึ้นได้ เพราะความชื้นในอากาศลดลง พอความชื้นในอากาศต่ำกว่าผิวเรา น้ำในผิวจะถูกดึงออกไปจากผิวชั้นนอก การเผชิญลมหนาวในช่วงปลายปีหรือการอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ อาจพรากความชุ่มชื้นในผิวหนังออกไปจนเกิดปัญหาผิวแห้งแตก เป็นขุย เกิดอาการคันและระคายเคืองง่ายจนส่งผลต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตได้ การดูแลผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอเลยเป็นเรื่องที่ทุกคนควรใส่ใจและทำเป็นประจำไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวแบบไหนก็ตาม และหากคุณผิวแห้งเป็นทุนเดิมก็ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ บทความนี้เลยเอา 4 วิธีดูแลผิวให้ชุ่มชื้นเพื่อป้องกันผิวแห้งที่ใช้ได้ทั้งในช่วงหน้าหนาวและตลอดปีมาฝากกัน 4 วิธีดูแลผิวให้ชุ่มชื้น การเติมความชุ่มชื้นไม่ให้ผิวแห้ง ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแค่ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและเลือกสกินแคร์ให้เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว 1. อาบน้ำอุ่นได้ แต่อย่านานเกิน การอาบน้ำอุ่นเป็นทางรอดในหน้าหนาวที่หลายคนเลือกใช้เมื่อเผชิญกับน้ำและอากาศที่เย็นขึ้น อีกทั้งยังทำให้รู้สึกสบายตัว แต่การอาบน้ำอุ่นเพลินเกินไปอาจทำให้ผิวแห้งได้ รวมถึงคนที่ชอบการอาบน้ำที่ร้อนจัด เพราะน้ำที่อุณหภูมิสูงจะชะล้างไขมันบนชั้นผิวออกมากเกินไป รวมถึงไขมันบนชั้นผิวที่ช่วยเคลือบผิวเพื่อป้องกันน้ำในชั้นผิวระเหยด้วย โดยเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะนำคือ 5–10 นาทีสำหรับการอาบน้ำแต่ละครั้งไม่ว่าจะน้ำอุณหภูมิไหนก็ตาม และอีกหนึ่งเคล็ดลับคือการใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิว หากสบู่ที่ใช้อยู่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังใช้ แนะนำว่าไปหาซื้อสบู่หรือครีมอาบน้ำใหม่จะดีกว่า เพราะความรู้สึกแห้งตึงหลังทำความสะอาดนั้นหมายถึงสารทำความสะอาดที่แรงต่อผิวเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อปัญหาผิวแห้งและระคายเคืองได้ 2. ทาสกินแคร์หลังอาบน้ำทันที อาบน้ำเสร็จแล้วใช่ว่าจะจบ เพราะต่อให้คุณอาบน้ำตามเวลาหรือแม้แต่อาบน้ำเย็น สบู่ที่ฟอกผิวก็กำจัดไปทั้งสิ่งสกปรกและไขมันบนผิวบางส่วนออก หลังอาบน้ำจึงเป็นช่วงเวลาที่น้ำในชั้นผิวเสี่ยงต่อการระเหยออกมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาทองของการเติมความชุ่มชื้นและสารบำรุงให้ผิว การทาครีมหลังอาบน้ำขณะที่ผิวยังหมาด ๆ จะช่วยให้น้ำที่หลงเหลือบนผิวและมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ซึมสู่ผิวและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ยิ่งถ้าสกินแคร์ของคุณมีสารบำรุง ช่วงเวลานี้แหละที่คุณไม่ควรพลาด 3. เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ตามสภาพผิว ไม่ว่าผิวแบบไหนก็ต้องการความชุ่มชื้น แม้ว่าคุณจะเป็นคนผิวมันก็ตาม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1355 days ago
Read More29/12/2022
บอกเทคนิค กิน ‘หมูกระทะ-ชาบู’ ยังไงให้สุขภาพดี!
ไหนใครสายหมูกระทะ-ชาบูบ้าง ? เชื่อว่าการกินบุฟเฟต์ปิ้ง ย่าง หมูกระทะ ชาบู กลายเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับปาร์ตี้สังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน แต่สำหรับใครที่กำลังคุมน้ำหนักเห็นทีคงโอดครวญ เพราะการกินบุฟเฟต์แทบจะเป็น ‘สิ่งต้องห้าม’ สำหรับคนที่กำลังอยากลดน้ำหนักเลยก็ว่าได้ แต่หากคุณอยากกินนาน ๆ ครั้ง ยิ่งช่วงเทศกาลแบบนี้ขอสักหน่อยคงไม่เป็นไร เรามีเทคนิคการกินหมูกระทะ-ชาบู แบบไม่ต้องกลัวอ้วน และบอกเลยว่าเมนูนี้กินแล้วสุขภาพดีกว่าที่หลายคนคิด! 1. ไม่กินเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารแปรรูป ทราบกันดีว่าเมนูที่ติดมันมักจะอร่อยเสมอ ทั้ง หมูสามชั้น ทั้งเบคอน ให้ห้ามคงยาก แต่ถ้าเป็นไปได้ให้ควบคุมปริมาณการกินน่าจะดีกว่าการหักดิบไม่กินเลย หรือลองเปลี่ยนมาสั่งเนื้อที่ไขมันน้อย เช่น เนื้อไก่ หรือเนื้อปลา ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ส่วนพวกลูกชิ้นและไส้กรอกต่าง ๆ ที่เป็นอาหารแปรรูปเลี่ยงได้เลี่ยง เพราะมีทั้งแป้งและโซเดียมทำให้เกิดอาการตัวบวมน้ำได้ ที่สำคัญเนื้อไก่มีโปรตีนสูงเหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้ออีกด้วย 2. สั่งซุปน้ำใส เดี๋ยวนี้เวลาไปกินชาบูแต่ละร้านก็มักจะมีน้ำซุปให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นซุปน้ำใส ซุปน้ำดำ หรือซุปต้มยำ ทางเลือกสำหรับสายสุขภาพก็คือ ควรเลือกซุปน้ำใส เพราะมักเป็นซุปที่มีการปรุงแต่งน้อยที่สุด ปริมาณโซเดียมไม่เยอะเท่าน้ำซุปชนิดอื่น แต่ถามว่าพอสั่งซุปน้ำใสแล้วเราจะมาสามารถซดน้ำได้อย่างสบายใจหรือไม่ บอกเลยว่าถึงอย่างไรในน้ำซุปใสก็มีโซเดียมอยู่ดี เพราะฉะนั้นควรเลี่ยงการซดน้ำเยอะ ๆ เพราะโซเดียมจะทำให้ตัวบวมได้ เกร็ดเล็ก ๆ วิธีแก้ตัวบวมจากโซเดียมง่าย ๆ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1355 days ago
Read More28/12/2022
สุดเหวี่ยงกับวันหยุด แล้วกลับมาเศร้าสุด ๆ กับ Post-Holiday Blue
ช่วงวันหยุดยาวคงหลายคนคงได้ใช้เวลากับสิ่งที่ชอบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะกิน จะนอน ไปท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมอื่นกันแบบสุดเหวี่ยง แต่เคยสังเกตไหมว่า พอกลับมาทำงานหลังจากวันหยุดยาวมักจะรู้สึกไม่ค่อยอยากทำงาน หมดไฟ ทำงานไม่เสร็จ บางคนถึงกับดูซึมลงจนเพื่อนร่วมงานเข้ามาทัก ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจมาจากภาวะซึมเศร้าหลังหยุดยาวที่เรียกว่า Post-Holiday Blue หรือ Post-Vacation Blue Post-Holiday Blue คืออะไร? Post-Holiday Blue เป็นภาวะทางอารมณ์ที่พบได้หลังช่วงวันหยุดยาว เหตุผลก็มาจากการที่ในช่วงหยุดยาวเราได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ได้ทำสิ่งที่ชอบ เกิดความทรงจำและความรู้สึกที่ดีมากมาย ซึ่งสมองและความรู้สึกยังคงต้องการและผูกติดกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ แต่พอตัดภาพมาวันถัดไปที่ต้องทำงาน บางคนต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด เจอรถติด บางคนอาจจะต้องทำงานเดิมซ้ำ ๆ หรือต้องทำงานภายใต้ความเครียดหรือความกดดัน ซึ่งแตกต่างจากโมเมนต์ดี ๆ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาลิบลับ ผลลัพธ์เลยอาจออกมาเป็นความเศร้า ความเครียด ไม่สดชื่น ไม่มีสมาธิ คิดงานไม่ออก หรืออารมณ์ไม่ดี แต่ความรู้สึกเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่นอกจากการกลับมาทำงานหลังหยุดยาวแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ก็อาจเพิ่มโอกาสของภาวะนี้ได้ด้วย เช่น บรรยากาศช่วงปลายปี ฟ้าครึ้ม อากาศที่เย็นลง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจผลต่อกลไกบางอย่างของสมอง พักผ่อนน้อยจากการสังสรรค์หรือเดินทาง หรืองบการไปเที่ยวนั้นบานปลายกว่าที่คิดไว้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1356 days ago
Read More28/12/2022
ดื่มยังไงให้ตื่นไหว? 5 เคล็ดลับไม่กลัวแฮง พร้อมฉลองปีใหม่
เทศกาลสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กำลังจะมาถึงอีกปี หลายคนคงกำลังมองหาสถานที่เฉลิมฉลอง หรือบางคนก็อาจจะกินเลี้ยงและพักผ่อนกับครอบครัวตนเอง ส่วนสายดื่มทั้งหลายอาจจะตั้งใจเมาข้ามปีกันไปเลย แต่หากคุณรู้ตัวว่าวันรุ่งขึ้นยังมีภารกิจต้องทำ และอาจไม่ชอบความรู้สึกเวลาแฮงหรือเมาค้าง เรามีเคล็ดลับดื่มได้นาน เมาช้า และไม่เมาค้างในวันรุ่งขึ้นมาฝาก 1. อย่าปล่อยให้ท้องว่าง เคยสังเกตไหมว่าเวลาดื่มแอลกอฮอล์ทีไร หากปล่อยให้ท้องว่างไม่ได้รับประทานอาหารก่อน มักจะรู้สึกมึนเมาง่ายและไวมากกว่าปกติ นั่นเพราะว่าการปล่อยให้ท้องว่างแล้วดื่มแอลกอฮอล์นั้นจะทำให้ระบบทางเดินอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากในกระเพาะไม่มีอาหารให้ดูดซึมนั่นเอง การรับประทานข้าวหรือของว่างก่อนดื่มก็จะทำให้ร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ช้าลง และไม่เมาไว 2. ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ต่อให้ตั้งใจว่าจะดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มหลักของคืนนี้ แต่น้ำเปล่าก็ยังจำเป็นต่อร่างกายเสมอ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ การดื่มน้ำระหว่างดื่มแอลกอฮอล์ก็จะช่วยเติมน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป อีกทั้ง น้ำเปล่ายังเข้าไปทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดจางลง ดังนั้น หากอยากเน้นดื่มสนุกไม่เมาไว หรือเมาค้างในวันรุ่งขึ้นก็อย่าลืมหันมาจิบน้ำเปล่าบ้าง 3. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หลายชนิดผสมกัน ทุกคนที่เคยผ่านประสบการณ์ ‘ดื่มผสม’ ก็คงจดจำความรู้สึกได้ดี เพราะการดื่มผสมไม่เพียงแต่ทำให้เมาเร็วกว่าปกติเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบตอนตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นอีกด้วย เพราะในแอลกอฮอล์มีสาร Congeners ที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างการหมักแอลกอฮอล์ หากดื่มในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการเมาค้าง และการดื่มแอลกอฮอล์หลายประเภทผสมกัน ไม่ว่าจะเป็น ไวน์ เหล้า เบียร์ หรือโซจู ก็อาจทำให้คุณดื่ม Congeners ในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้รู้สึกเมาง่าย และเมาค้าง คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรงในเช้าวันรุ่งขึ้นนั่นเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1356 days ago
Read More22/12/2022
ขับรถ เสี่ยงหลับในเวลาไหนมากที่สุด?
หลับในระหว่างขับรถเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้ของอุบัติเหตุบนท้องถนน แม้สถิติจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมจะระบุว่าพบอุบัติเหตุจากการหลับในแค่เพียง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่คนขับหลับในอาจทำให้เกิดการสูญเสียได้ไม่ต่างจากสาเหตุอื่น ทั้งทรัพย์สิน อวัยวะ และชีวิต ทั้งต่อตัวคนขับและคนอื่น ๆ ปัจจัยที่ทำให้หลับในระหว่างขับรถเกิดได้ทั้งจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โรคเกี่ยวกับการนอน การใช้ยาที่ทำให้ง่วงซึม การดื่มแอลกอฮอล์ ไปจนถึงความเหนื่อยล้าสะสม แต่นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เวลาในช่วงที่ขับขี่ก็ส่งผลอาจเพิ่มความเสี่ยงของการหลับในได้เช่นเดียวกัน Hack for Health จะพาคุณไปดูช่วงเวลาที่คนมักจะหลับในกัน ขับรถ เสี่ยงหลับในเวลาไหนมากที่สุด? คุณเคยมีประสบการณ์ง่วงตอนขับรถ ขณะทำงาน หรือขณะเรียนไหม? หากมีก็คงจะพอรู้ว่าสติ สมาธิ และความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็ลืมตาไม่ขึ้น หรือบางคนก็ถึงขั้นสัปหงก แต่เคยสังเกตไหมว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงไหนของวัน ซึ่งจากข้อมูลพบว่าคนมักจะหลับในได้บ่อยใน 2 ช่วงเวลาด้วยกัน ช่วงเวลาแรก: เที่ยงคืน ถึง 6 โมงเช้า การจะรู้สึกง่วงในช่วงเวลานี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาของการนอนหลับ เดิมทีร่างกายมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่านาฬิกาชีวภาพ (Circadian rythm) อยู่ พอตกกลางคืนขึ้นร่างกายก็จะเริ่มเข้าสู่โหมดพักผ่อน หลั่งสารที่ชื่อ เมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยให้ร่างกายและสมองผ่อนคลายพร้อมนอนหลับเลยทำให้คุณรู้สึกง่วงแบบสุด ๆ จึงไม่แปลกที่อุบัติเหตุจากการหลับในจะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเวลานี้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1362 days ago
Read More22/12/2022
Holiday Heart Syndrome โรคฮิตช่วงหยุดยาว
ทุกเทศกาลและวันหยุดยาว อย่างช่วงปีใหม่และสงกรานต์ การเฉลิมฉลองด้วยอาหารและการตั้งวงสังสรรค์ดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทย และไม่ใช่แค่คืนเดียวเท่านั้น หลายคนอาจฉลองด้วยต่อเนื่องกันหลายคืน Hack for Health เลยอยากพาคุณไปรู้จักกับ Holiday Heart Syndrome หรือ โรคหัวใจในวันหยุด ที่อาจถามหาเมื่อคุณปาร์ตี้มากเกินไป Holiday Heart Syndrome คืออะไร? Holiday Heart Syndrome เป็นชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเรียกง่าย ๆ ว่าภาวะ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิดหนึ่งก็ได้ แต่ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Holiday Heart Syndrome ก็เพราะว่าในช่วงหยุดยาวและหลังหยุดยาว คนมักมาโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดนี้กันบ่อยขึ้น แม้เดิมทีจะพบได้ตลอดปีอยู่แล้วก็ตาม ปัจจัยก็มักมาจากการที่ผู้คนเฉลิมฉลองด้วยการกินดื่มในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพราะเป็นช่วงเทศกาล โดยเฉพาะอาหารที่รสเค็มจัดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บวกกับบางคนได้มาเจอครอบครัวหรือเพื่อนที่มีเรื่องราวให้คุยกันมากมาย ทำให้พักผ่อนน้อยก็อาจเสี่ยงต่อภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้ง่ายขึ้น เพราะหัวใจทำงานหนักขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือคนที่นอนน้อย ปาร์ตี้หนักก็อาจเจออาการของภาวะนี้ได้ เช่น อาการ Holiday Heart Syndrome มักไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หากใครมีอาการติดต่อกันนานหรือดูรุนแรงกว่าปกติ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1362 days ago
Read More18/11/2022
Chris Hemsworth ตรวจพบยีนเสี่ยง มีแนวโน้มเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าคนปกติ 8-10 เท่า!
นักแสดงหนุ่ม คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) เปิดเผยในสารคดี ‘Limitless with Chris Hemsworth’ ว่าตรวจพบยีนที่มีแนวโน้มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์มากกว่าคนทั่วไป 8-10 เท่าประภาส อยู่เย็น | 1396 days ago
Read More26/08/2022
กลับมาอีกแล้ว! ‘ไข้หวัดมะเขือเทศ’ กำลังระบาดในอินเดีย โดยเฉพาะในเด็ก
ประเทศอินเดียกำลังพบเจอกับไวรัสตัวใหม่ที่เรีกยว่า 'ไข้หวัดมะเขือเทศ' ซึ่งเริ่มระบาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่เด็กเล็ก จนทำให้กระทรวงสาธารณสุขอินเดียเร่งศึกษาเพื่อออกคำแนะนำด้านสุขภาพ หลังพบเคสติดเชื้อกว่า 100 รายในประเทศแล้วศิวกร ปล้องใหม | 1480 days ago
Read More22/08/2022
ไม่ใช่แค่เบาหวานแล้ว! นักวิจัยทดลองให้หนูกินน้ำอัดลม 2 เดือน พบว่าหนู ‘ฉลาดน้อยลง’
เรารู้กันดีว่าการดื่มน้ำอัดลมจำนวนมากอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ แต่จริง ๆ มันอาจส่งผลถึงสมองด้วย ในการศึกษาไม่นานมานี้ ทีมวิจัยค้นพบว่าการให้น้ำอัดลมแก่หนูอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองของพวกมันได้รับความเสียหายมากพอจนเกิดปัญหาด้านความจำ สติปัญญา และความเครียดได้ศิวกร ปล้องใหม | 1484 days ago
Read MorePR Partners
See All14/09/2026
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 14 hours ago
WORKTech Asia 2026 ชู ‘Build the Autonomous Enterprise’ จุดกระแสองค์กรไทยเร่งปรับโครงสร้างสู่ยุค AI ทำงานร่วมคน
งาน WORKTech Asia 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Build the Autonomous Enterprise’ ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ณ BHIRAJ HALL 2–3, BITEC บางนา โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้นำองค์กร และคนทำงานด้านเทคโนโลยีจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมด้วยบูทจัดแสดงโซลูชันจากพันธมิตรธุรกิจกว่า 80 บูท เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Workforce องค์กร งาน WORKTech Asia 202611/09/2026
บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รุก Co-Brand ดัน “T1 Dynamic Points” หวังกระตุ้นยอดใช้จ่ายโต 7% แตะ 1.4 แสนล้านบาท
บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เดินหน้ารุกตลาดบัตรเครดิต Co-Brand ด้วยการต่อยอดสิทธิประโยชน์ผ่านฟีเจอร์ “T1 Dynamic Points พอยท์แบบใหม่ ให้ได้มากกว่า” ชูจุดเด่นการมอบคะแนน The 1 พิเศษตามหมวดสินค้าและแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม โดยเน้นจัดแคมเปญทุกวันที่ 15 ของเดือน เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้จ่ายและผลักดันให้บัตรกลายเป็นบัตรหลักในชีวิตประจำวัน บริษัทตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 2026 ที่ 140,000 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน นายชีวิน ปราชญานุพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน กล่าวว่า การพัฒนาสิทธิประโยชน์ในช่วงที่ผ่านมาอิงจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก ซึ่งพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ที่นำไปใช้ได้จริง มีความคุ้มค่า และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลังเปิดตัว บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน โฉมใหม่ ซึ่งมอบคะแนน The 1 สูงสุด 4 เท่า และส่วนลดสูงสุด…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 3 days ago
Read More10/09/2026
Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore ก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Creator Economy ไทย บนเวทีรางวัลระดับประเทศ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “Creator Economy” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ทางเลือกของการทำสื่อหรือการตลาดอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นการเชิดชูและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการนี้ Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore (TIA 2026) เวทีประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 จึงเตรียมกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสะท้อนแรงขับเคลื่อนและศักยภาพอันไม่สิ้นสุดของเหล่าผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ แบรนด์ชั้นนำ และเอเจนซีในประเทศไทย ในปีนี้ งาน TIA 2026 จัดขึ้นภายใต้ธีม “CREATOR PULSE – ชีพจรนำทางในยุคแห่งความซับซ้อนอันสร้างสรรค์” สื่อถึงบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ที่เป็นเปรียบเสมือน “จังหวะชีพจร” คอยนำทางและเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภคท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีประกาศรางวัล แต่ยังเป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้คนและภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ และผลักดันวงการการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไปสู่ระดับสากล ไฮไลต์และกิจกรรมสำคัญภายในงาน งาน Thailand Influencer Awards 2026 รวบรวมกิจกรรมและประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกมิติของวงการไว้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ช่วงเช้าจรดค่ำ เพื่อตอบโจทย์ทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และความบันเทิง 1. เวทีเสวนาและอัปเดตเทรนด์แห่งปี (Talks & Discussion…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 4 days ago
Read More






























