Connect with us

บทความ

“นักสร้างสรรค์” ต่างกันกับ “นักธุรกิจ” / ตอนที่ 2

Published

on

โดย แจ๊ค รัสเซล

.. ตอนที่แล้ว เล่าถึงปี 2550 ..แต่หนักกว่านั้น หากย้อนถอยไปสักปี 2545 – 2547 ..ขณะที่โปรดิวเซอร์ หรือนักแต่งเพลงร่วมรุ่นผม – คนอื่นๆ เขาไปไกลกันหมดแล้ว ต่างสนใจ และตามติดในเรื่องไอที ขวนขวาย และลงทุนซื้อหาโปรแกรมการสร้างเพลงแต่งเพลงต่างๆ มาใช้ในงานเพลงของตนเอง

เกือบทุกคนล้วนเป็นผู้ชำนาญ ..แต่ผมยังคงหยุดอยู่ที่การใช้ “ปากกา” เพียงด้ามเดียว ?!

.. ไม่เอาเลยแม้แต่คอมพิวเตอร์ติดบ้าน – สักเครื่อง หรือโน๊ตบุ๊ค จะยี่ห้อ แอ๊ปเปิ้ล , ฝรั่ง , สัปปะรด หรืออะไรที่อยู่ในเทรนด์ ที่คนทำเพลงส่วนใหญ่ – ต้องมี ..สำหรับผม ไม่เคยคิดจะมี ?!

MacBook_Pro_situated_on_a_wooden_table ที่มาของภาพ: en.wikipedia.org

.. เวลาใครถามผมว่า ใช้อีเมลอะไร ขอหน่อย ? ..พอผมตอบไปว่า ไม่รู้จัก อะไรคืออีเมล ผมไม่มี ไม่เคยซื้ออีเมลมาเลย ! 555 ..คนถาม มักคิดว่าผมตอบแบบอำเล่นตลกๆ และคิดว่าผมคงตอบเชิงปฏิเสธ ที่จะไม่ให้อีเมลกับใคร ?!

..ไม่มีใครคิดเลยว่า “คนมาดดีแบบผม” นั้น ไม่รู้และไม่มี “อีเมลแอดเดรส” (.. อ่านถึงตรงนี้ ก็ไม่ต้องไปฝันว่าผมจะรู้จักว่า อะไรคือ MSN ..เวลามีสาวๆมาถามว่า พี่ป๊อก เล่น M (เอ็ม) หรือเปล่าคะ ? ..ด้วยความไม่รู้ว่าอะไร (วะ) คือ M ..แม้จะอ่อนต่อโลกสมัยใหม่ แต่ไม่ได้อ่อนไหวพริบ จึงตอบแก้เกี้ยว กลับไปในทันทีว่า… “.. โทรหากันดีกว่า ไวดี ..” ผิดถูกไม่รู้ ตอบเรื่องเดียวกันหรือเปล่าไม่สน ..แต่ดันถูก (ว่ะ) ครับ

ที่มาของภาพ: www.deeja.net

.. ฝ่ายถาม ก็ขานรับเข้าทางผมว่า ค่ะ ค่ะ ค่ะ แล้วก็ขอเบอร์ผมไป ..ผมก็เลยเดาๆว่า ไอ้เอ็มนี่ คงเป็นอะไรสักอย่างที่ใช้ “สื่อสาร” กันแหงๆ ไม่นานนักก็ได้รู้ จากการแกล้งถามเพื่อนที่ไม่เซอร์และโง่ – เหมือนผม

.. การไม่สนเรื่องเทคโนโลยี ไม่ลงทุนกับสิ่งนี้ มันดู “น่าหมั่นไส้” ในสายตาคนรอบข้างเหมือนกันนะครับ ..เพื่อนที่เป็นเจ้าของห้องอัดเสียงคนหนึ่ง เคยบอกกับผมในเชิงตัดพ้อว่า.. ไม่แฟร์เลย คนทำดนตรี นักดนตรี หรือคนทำห้องอัด เขาลงทุนซื้อโน่นนี่นั่น หมดเงินเป็นแสนเป็นล้านบาท เพื่อมาใช้อัดเสียง หรือเป็นอุปกรณ์ในห้องอัดเสียง ให้ได้คุณภาพล้ำเลิศ ..แต่ผมลงทุนแค่ปากกาลูกลื่น ราคาไม่กี่บาทเอง เวลาได้เงิน ผมกลับได้มากกว่า แต่ห้องอัดเสียง หรือ นักดนตรี กลับได้เงินน้อยนิดเดียว เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดที่ผมรับจากผู้ว่าจ้างมา ?!

.. 555 จะตอบยังไงดี ?! ..ไม่ถูกทั้งหมดครับ ห้องอัดก็ส่วนห้องอัด นักดนตรี ก็ส่วนของนักดนตรี หากห้องอัดหรือนักดนตรีไม่ใช่ “แม่งาน” ก็ต้องได้รับเงินจาก “ค่าจ้างใช้งาน” ตามจริงเท่านั้น ..ส่วนใหญ่ ผมมักจะได้รับการติดต่อจากผู้ว่าจ้าง ให้เข้าไปรับบรีฟงาน และดูแลการผลิตทั้งโปรเจ็คไปเลย ..ผมต้องรับเงินจากลูกค้า ถือเงิน และบริหารจัดการให้ดี แบ่งปันส่วนต่างๆให้อย่างชอบธรรม

.. แต่ในทางกลับกัน หากงานชิ้นนั้น มาจากการที่ลูกค้าไปว่าจ้างนักดนตรี หรือเจ้าของห้องบันอัดเสียง ให้จัดการจบงานให้ ผมก็จะได้แค่ค่าจ้างจากการ “เขียนเนื้อเพลง” ตามราคาที่ตกลงกันเท่านั้น ซึ่งก็มากบ้างน้อยบ้าง สลับกันไปแล้วแต่งานของใคร ยากง่ายอย่างไร

.. คนใช้ปากกาด้ามละไม่กี่บาทนำทาง เขียนเพลง สร้างเรื่องราว มาตลอด 10 กว่าปี ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็จะมีคนติดต่อมาขอให้ทำงานเฉยๆ โดยไร้ “ความพร้อม และ แม่นยำ” ในเรื่องอื่นๆที่รวมกัน เรียกว่า “ความน่าเชื่อถือ” นะครับ ..นี่ต่างหากที่ใช่ว่ามีเงิน มีอุปกรณ์ มีเทคโนโลยีราคาแพงรายรอบตัว แล้วจะหมายความว่า ภาพที่ใครเห็น จะยืนยันได้ถึง “ความแน่นอน และวางใจ” ได้ในการทำงาน

.. มันมีอะไรมากกว่า และสำคัญกว่านั้น – เสมอครับ

971884_550125541714740_1292907754_n

ที่มาของภาพ: Classy Fanpage

.. หากถามผมว่า สิ่งที่ผมตั้งแง่ซ่อนเป็น “ปริศนา” เอาไว้ ผมมีไหม ? ..ผมต้องรู้ครับว่าผมมี ผมเชื่อว่ามีสิ่งนี้ต่างหาก ที่ทำให้คน (ผู้ว่าจ้าง) กล้าเข้าหา , ไว้ใจ และบอกต่อ จ้างผมให้ทำงานต่างๆมาตลอดอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่มีความคิดในการ “ปรับเปลี่ยน” ตัวเอง ให้กลายเป็นคนทันโลก ทันเทคโนโลยีในการสื่อสาร หรือในการทำงานเพลงของตัวเอง – เสียเมื่อไหร่

..ผมเปิดใจรับครับ

.. กลางปี 2550 คือช่วงเวลาที่ผมมี “อีเมลแอดเดรส” ของตัวเองครั้งแรก จากการที่ผมให้ “คนข้างๆ” สมัครให้ เมื่อผมรู้ว่าผมมีอีเมลกับเขาแล้ว ผมโทรไปหาเพื่อนหลายๆคน และพูดว่า.. “.. เฮ้ย ขออีเมลมึงหน่อยสิ กูจะส่งข้อความหามึงหน่อย …” ข้อความอะไรวะ ? เออ เออ เอ้า จดนะ ……. เพื่อนมันคงสงสัยว่าผมเนี่ยนะ “ขออีเมล” จะขอไปทำอะไร ? ..มันคงไม่สนใจข้อความอะไรหรอก ให้มาคงเพราะตัดรำคาญ

.. ผมจดตามที่เพื่อนบอกทีละตัว มาสะดุดตรงที่มันบอกว่าตัว อันเดอร์สกอร์ ( _ ) นึกในใจ อะไร(วะ) คือตัวอันเดอร์สกอร์ ??! .. นี่ถ้ามันยากขนาดนี้ กูเลิกมีอีเมลดีกว่า (ผมคิดในใจ) .. แต่นอกใจ ผมเลิกใช้มันจริงๆ ?!

.. หันกลับไปจ้าง “มอเตอร์ไซค์วิน” ส่งเดโมเพลงตามเดิม ?!

12898840611289884182lที่มาของภาพ: freelanceworkzones.blogspot.com

แสดงความคิดเห็น

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” คุยกับนักธุรกิจสาวกับการสร้างแบรนด์ออนไลน์ของตัวเอง

Published

on

ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่มีอิสระ และทำงานที่มีเวลาส่วนตัวกันทั้งนั้น และถ้าได้มีเวลาทำกิจกรรมที่ชอบแล้วด้วย มันคือชีวิตในฝันชัดๆ เหมือนกับสาวสวยที่เราจะพูดคุยกับเธอในวันนี้ ที่ตัดสินใจสร้างแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง และเริ่มเปิดขายออนไลน์ จนปัจจุบันมีวางขายในร้านค้าชั้นนำและเป็นที่นิยมไปแล้ว แถมเธอยังมีงานอดิเรกคือการท่องโลกเก๋ๆ ด้วย ว่าแล้วก็ไปคุยกับ ตูน – มาชิตา ภิรมย์ กันเลยดีกว่า

เล่าจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจให้ฟังหน่อยค่ะ                                                                                                       

เริ่มมาจาก Passion ล้วนๆ เลยค่ะ คือตูนเชื่อว่าการที่เราจะทำอะไรให้มันประสบความสำเร็จเนี่ย พื้นฐานของมันต้องเริ่มจากความชื่นชอบและความสนใจเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดค่ะ อย่างผลิตภัณฑ์ที่ตูนทำคือแป้งพัฟ ก็มาจากการที่ตูนเป็นคนผิวแพ้ง่ายมาก แล้วเวลาแต่งหน้าก็จะมีปัญหาในเรื่องของสิวอุดตัน เลยสอบถามจากเพื่อนๆ ด้วย แล้วก็เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ คือเราก็พบว่ามีคนที่มีปัญหาแบบเราค่อนข้างมาก มันเลยเกิดไอเดียในการทำธุรกิจ แป้งผิวแพ้ง่าย Babypuff ขึ้นมาค่ะ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์และก็จะมีต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ถ้าจะเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง  

ตูนคิดว่าในปัจจุบัน Social network เข้ามามีบทบาทในธุรกิจเยอะมาก เลยทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่สำหรับตูนจะคิดถึงคุณภาพมาอันดับ 1 ตูนจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าตูนเป็นลูกค้า ตูนจะคาดหวังอะไรจาก Product นี้ คือเราต้องคิดว่าเราเป็นลูกค้าค่ะ ถ้าคุณเป็นลูกค้าคุณจะได้รับความคุ้มค่าอะไรบ้างจากแป้งตลับนี้ และก็ทำมาออกมาให้ดีที่สุดในแบบฉบับของเราค่ะ รวมถึงการ Start up ของธุรกิจ online ต้องเตรียมตัวให้พร้อมในเรื่องของ marketing ให้ดีค่ะ แต่ว่าตูนเอง บางเดือนก็ยังใช้งบในการทำ marketing เกินงบไปเหมือนกัน เพราะว่าตูนก็ยังไม่เก่งค่ะ ยังต้องศึกษาเรียนรู้อีกเยอะ การวางแผนเลยสำคัญมากค่ะ เราต้องรู้ตัวว่าตรงนี้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และเราจะได้ value อะไรบ้างจากตรงนี้

เคล็ดลับการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ สำหรับตูนคืออะไร

เอาจริงๆ ตูนยังไม่คิดว่าแบรนด์ตัวเอง Success ขนาดนั้นนะคะ (หัวเราะ) เพราะเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่ตูนเริ่มต้นมาเพียงคนเดียว แต่ตูนก็คิดว่า ตูนอยากให้สินค้าของตูนไม่ใช่สินค้าแบบกระแสที่มาแป้ปๆ แล้วหายไป แต่ตูนยึดมั่นในคุณภาพเป็นหลักอย่างที่บอกไปค่ะ รวมถึงจุดเด่นของ product เราก็ต้องดึงออกมาใช้ให้มากที่สุดค่ะ จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ขายไปได้หลายหมื่นตลับ สำหรับตูนคือตูนดีใจที่ลูกค้าแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ประทับใจ ทุกคนกลับมาซื้อซ้ำและมีการส่งรีวิวน่ารักๆ ให้เราชม มันทำให้ตูนมีความสุขมากๆ

ถ้าอยากทำธุรกิจทางออนไลน์ ต้องมีสกิลอะไร             

ในความคิดตูน สำคัญเลยคือ ต้องมีความซื่อสัตย์และจริงใจให้กับลูกค้า รวมถึงลูกจ้างด้วย และมองโลกตามความเป็นจริงค่ะ ตูนคิดว่า ถ้าเราคาดหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป มันเสี่ยงไปมากๆ สำหรับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ฉะนั้นเราต้องเตรียมรับมือให้พร้อมกับทุกเหตุการณ์ รวมถึงต้องมีสติและ fighting ทุกปัญหาไปให้ได้ค่ะ อย่ายอมแพ้ ตอนนี้ตูนเองก็ได้เรียน Master Degree (MBA) เพื่อเพิ่มความรู้ในด้านนี้โดยตรงค่ะ ตอนแรกตูนแทบไม่รู้อะไรเลย แต่พอได้มาเรียนปริญญาโท แล้วรู้สึกว่าได้ประโยชน์กลับไปมากๆ ค่ะ รวมถึงตูนก็อาศัยถามความรู้จากพี่ๆ จากเพื่อนๆ รอบตัวที่ทำธุรกิจค่ะ คือห้ามหยุดพัฒนาตัวเองสักวินาทีเลย ตูนจะชอบมากๆ ถ้าวันไหนตูนงานเยอะ งานยุ่ง ตูนรู้สึกว่าวันนี้เราใช้เวลาคุ้มค่า (หัวเราะ)

มีปัญหาหรืออุปสรรคไหนที่ตูนรู้สึกว่าพีคๆ บ้าง                                                          

ถ้าบอกว่าตูนเป็นคนใจร้อนจะเชื่อมั้ยคะ (หัวเราะ) คือตูนจะบอกเลยว่ามันอาจฟังดูเล็กน้อย แต่มันเป็นปัญหาและอุปสรรคใหญ่มากสำหรับการทำงานของตูน ตูนจะไม่ชอบความผิดพลาด ไม่ชอบอะไรที่ต้องคอยแก้ไข บางครั้งก็ตัดสินใจเร็วไปไม่ทันรอบคอบ เลยทำให้เกิดความผิดพลาด ตูนเองก็ได้เรียนรู้ว่าความใจร้อนมันทำให้พังไปหมดทุกอย่างจริงๆ ค่ะ มันเหมือนเป็นที่ดูดพลังงานเราและพลังงานคนรอบข้าง และมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตูนสะเทือนใจอยู่พอสมควร ตูนเลยปรับและแก้นิสัยตัวเองค่ะ พยายามฟังความคิดคนอื่นมากขึ้นและเรียนรู้ได้ว่าปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงานเป็นเรื่องที่ปกติและธรรมดามากๆ สำหรับทุกธุรกิจค่ะ และก็ฝึกเป็นคนที่คิดช้าลงแต่รอบคอบมากขึ้นค่ะ

แรงบันดาลใจและคติในการทำงาน                                                                                                                                   

แรงบันดาลใจหรือคติในการทำงานของตูนคือ ถ้าคุณเริ่มต้นที่จะทำ คุณก็เป็นคนที่ดีกว่าเมื่อวานแล้วค่ะ ตูนเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่เรารัก เราหวังที่อยากจะทำแต่อาจไม่ได้ทำสักที ตูนว่าแค่เราเริ่มต้นเราก็คือผู้ชนะแล้วค่ะ ในที่นี้ตูนไม่ได้หมายถึงแค่ในเรื่องของการทำงานอย่างเดียวนะคะ มันรวมไปถึงการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย หรือการออกไปท่องเที่ยว การที่ได้ทำอะไรที่เราไม่เคยได้ทำ การฝึกเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ แล้วคือตูนคิดเสมอว่า ทุกวันนี้ตูนทำงานเหนื่อยๆ แต่ตูนกลับรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำงานเลย เพราะตูนมีความสุขกับงานที่ตูนทำ ตูนเลยรู้สึกชิลมาก เวลาผ่านไปเร็วจัง ยังอยากนั่งประชุมต่อ ยังอยากนั่งคิด project ต่อเลย (หัวเราะ)

คุยเรื่องงานอดิเรกกันบ้าง เห็นตูนไปเที่ยวบ่อยมาก                                                                                 

แต่ก่อนตูนไปเที่ยวไม่บ่อยนะ เพราะตูนงก (หัวเราะ) มัวแต่เก็บเงิน เพิ่งมาเที่ยวบ่อยๆ ตอนปีกว่าๆ นี้เองค่ะ ซึ่งไปมาหลายจังหวัด หลายประเทศ เรียกได้ว่าบินทุกเดือนค่ะ (หัวเราะ) ส่วนแรงบันดาลใจในการเที่ยวของตูนคือปกติตูนไม่เคยไปต่างประเทศคนเดียวเลย แต่ปีที่แล้วตูนได้ลองทำ หลังจากนั้นก็มีทริปตามมาเรื่อยๆ ค่ะ คือตูนมาเปลี่ยนความคิดตัวเองว่า ถ้าเรามัวแต่ทำงาน มัวแต่รอคนอื่น เราจะเสียโอกาสหลายๆ อย่างไปเลยนะ แล้วเวลาที่ตูนไปเที่ยว ตูนได้มองเห็นโลกมากขึ้น เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลาย เรียนรู้และนำมาปรับใช้เป็นไอเดียให้ธุรกิจของเราได้ค่ะ บางคนอาจมองว่าการท่องเที่ยวบ่อยจนเกินไปจะเป็นอะไรที่สิ้นเปลือง แต่สำหรับตูนมันคือวิธีชาร์จแบตให้ตัวเองที่ดีที่สุดค่ะ และถ้าเราคิดว่าเราจะเที่ยวเยอะ เราต้องหาเงินให้เยอะกว่าที่เราเที่ยวสิคะ ฟังดูแบบตลก แต่จริงๆ มันเป็นแรงบันดาลใจให้ตูนทำงานหนักเพิ่มขึ้นจริงๆ นะคะ เพราะทริปไปเที่ยวรออยู่อีกเยอะมาก (หัวเราะ)

มีทริปไหนที่ตราตรึงบ้าง                                                                             

ประทับใจที่สุดคือทริปล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วเลยค่ะ เมือง Cappadocia คือมันสวยมากๆ แล้วก็เป็นทริปที่เราอยากไปมานานแล้ว ถึงแม้จะเดินทางเหนื่อยมาก แต่ทุกอย่างมันคุ้มค่าจริงๆ คือทาง ไกด์บอกว่าเนี่ย บอลลูนไม่มี flight ขึ้นมา 2 สัปดาห์แล้วนะ เพราะสภาพอากาศของเขาอะค่ะ ตูนแบบดีใจมาก รู้สึกโชคดีมากที่ไปถึงแล้วได้ขึ้นไปข้างบนนั้น สวยมากค่ะ รู้สึกเวลาผ่านไปไวมาก ยังอยากถ่ายรูปนานกว่านี้เลย ถ้ามีโอกาสคิดว่าอยากไปอีกค่ะ แต่คงไปช่วงซัมเมอร์น่าจะสวยกว่านี้ (ยิ้ม)

มีที่ไหนที่ยังไม่เคยไป แต่ต้องไปให้ได้สักครั้งมั้ย

ทริปที่เป็น To die for ของตูนเลยคือ Santorini ประเทศกรีซค่ะ คือจะบอกว่าไงดี คืออยากไปทริปนี้มากค่ะ แต่มันดูเป็น Honeymoon Trip มาก ซี่งถ้าเราได้ไปกับคนที่เรารักคงแฮปปี้มาก แต่ตูนยังไม่มีแฟนอะค่ะเหตุผลหลักๆ (หัวเราะ) เลยต้องพับเก็บทริปในฝันนี้ไว้ก่อน ส่วนเหตุผลที่อยากไปคือ ตูนชอบบรรยากาศของพระอาทิตย์กำลังจะตกดินมาก แล้วได้ยินมาว่าที่ Santorini นี่ เวลานั้นสวยสุดๆ รวมถึง ชายหาด white beach ของที่นั่นเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งตูนว่ามันน่าสนใจมากค่ะ อยากไปมากที่สุดแต่รอมีคนไปด้วยก่อนนะคะ (หัวเราะ)

การท่องโลกให้อะไรกับตูนบ้าง                                                                                                                                             

มันทำให้ตูนรู้ว่าโลกของเรามันสวยงามมาก มีอะไรอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ เปิดทั้งความคิดและประสบการณ์ของเราค่ะ และเสน่ห์ของการท่องโลกคือความเป็นมิตรของผู้คนที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป น่ารักดีค่ะ แต่ไม่ว่าจะทริปไหนตูนมักหลงทางทุกทริปค่ะ แม้กระทั่งที่ไทย (หัวเราะ) แต่นั่นก็ถือว่าเป็นสเน่ห์ของการไปเที่ยวจริงมั้ยคะ (ยิ้ม)

ขอแอปเจ๋งๆ ที่ใช้ประจำหน่อยสิ                                                               

แอปที่ตูนคิดว่ามันเจ๋งมากคือ Goals on Track ค่ะ สามารถนำมาใช้ได้ทั้งการทำงานและการท่องเที่ยวเลยค่ะ เหมือนเราตั้งเป้าหมายของเราเอาไว้ว่าเราจะทำอะไรบ้าง ภายในเวลาเท่านี้ แล้วก็ให้เราอัพเดท คอยเป็นแรงกระตุ้นในการทำเป้าหมายนั้นๆ มันอาจจะดูเป็นแอปที่เบสิคมาก แต่สำหรับตูนมัน classy ที่สุดเลยค่ะ (หัวเราะ)

ดาวน์โหลด

ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราอยากใช้ชีวิตคุ้มๆ เพราะสาวคนนี้ได้ทำให้เราเข้าใจคำว่า Work hard, play harder จริงๆ ว่าแล้วก็อยากจะตั้งใจทำงาน หาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วออกไปท่องโลกบ้างแล้ว!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[บทความพิเศษ] เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คุ้มค่าหรือไม่หากเล่นภาคหลักมาแล้ว !!

มาดูกันว่าเกม final fantasy 15 pocket edition จะคุ้มค่าแค่ไหน

Published

on

เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition หรือไฟนอล 15 ฉบับย่อส่วน ถือว่าเป็นการมาที่สร้างความประหลาดใจเพราะมันคือเกมภาคหลักที่โดนไฟฉายย่อส่วนลงมา เพื่อให้เล่นบนสมาร์ทโฟนได้ และหลังจากรอกันมานานแสนนานในที่สุดค่ายก็ปล่อยออกมาให้เล่นบน ios และ android แต่มันก็มีข้อสงสัยว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่เพราะเกมแทบจะถอดมาจากต้นฉบับแต่จะแตกต่างที่กราฟิก วันนี้ทางทีมงาน Beartai จึงอยากบอกเล่ากันว่าภาคนี้จะคุ้มค่าหรือไม่

กราฟิกเปลี่ยนใหม่แต่เพลงเหมือนเดิม

สัมผัสแรกกราฟิกในเกมก็อย่างที่เห็นในตัวอย่าง เพราะมันทำออกมาแนวการ์ตูนหัวโตๆ ที่ดูน่ารักแต่ก็จำลองตัวละครในเกม Final Fantasy 15 ออกมาได้แบบที่รู้ในทันทีว่าคือตัวไหน และคุณภาพของกราฟิกอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับเกมมือถือด้วยกันเอง เพลงประกอบก็ยกเอาของเดิมมาทั้งหมด รวมทั้งเกมยังใส่เสียงพากย์แบบจัดเต็มมา แต่ก็มีข้อเสียเพราะเกมกินสเปกมือถือพอสมควร และยังต้องมีเนื้อที่มหาศาลเพื่อลงเกม แต่เกมจะไม่ได้โหลดมาในครั้งเดียว แต่จะค่อยๆทยอยโหลดซึ่งแต่ละครั้งก็กินความจุมหาศาล ซึ่งใครมีมือถือความจุน้อยๆอาจจะเล่นไม่ได้

และหากมองตรงกราฟิกแล้วคอเกม Final Fantasy ที่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคอเกมที่ใส่ใจในกราฟิกอยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยถูกใจ เพราะแม้เกมจะพยายามถ่ายทอดฉากในคอนโซลมาสู่หน้าจอเล็กๆของมือถือได้ดีที่สุดแล้ว แต่กราฟิกแบบนี้น่าจะไม่ถูกใจแฟนเกมที่บ้ากราฟิกแน่นอน ดังนั้นหากมองว่ามันต้องเสียเงินปลดล็อกฉากเพื่อเล่นถือว่าอาจจะไม่คุ้มในจุดนี้ (เกมให้ลองเล่นฉากแรกฟรี)

รูปแบบการเล่นปรับให้เข้ากับมือถือ และใช้เนื้อเรื่องเดิม

แน่นอนว่าเมื่อมันมาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ต้องมีการปรับเปลี่ยน และตามคาดที่เกมใช้การสัมผัสไปที่หน้าจอเพื่อบังคับให้ตัวละครเดินไป และเมนูก็ใช้การสัมผัสที่ย่อลงมาให้ดูง่ายมาก ส่วนการต่อสู้ก็จิ้มไปที่ศัตรูแล้วกดรัวๆได้เลย แต่หากเรากำลังจะโดนศัตรูโจมตีจะมีสัญลักษณ์ที่เมื่อจิ้มไปเราจะหลบหลีกและโจมตีสวนกลับได้ รวมทั้งประเภทอาวุธก็ยังคงมีโดยเราสามารถใส่ได้ 4 ชนิดเหมือนเดิม แต่ด้วยมุมกล้องที่นำเสนอด้านบน ทำให้ฉากในเกมดูแคบลงมาก แม้ว่าผู้สร้างจะพยายามจะทำให้เหมือนบนคอนโซลมากที่สุดแต่ยังไงก็ไม่เหมือน อีกทั้งฉาก แบ่งเป็นส่วนๆไม่ได้กว้างเท่ากับต้นฉบับ

แต่โดยรวมฉากต่อสู้ถือว่าทำได้สนุกดี และดูดีกว่าเกมบนมือถือทั่วๆไป มีระบบที่เหมือนกับภาคหลักบนคอนโซล แต่ย่อจนสามารถเล่นบนหน้าจอสัมผัสเล็กๆได้ อย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องเป็นของเดิม แต่ย่อความยิ่งใหญ่จนแทบไม่มีความอลังการ ซึ่งหากคุณเล่นบนคอนโซลมาจนทะลุแล้วจะเห็นได้ว่าแต่ละฉากจะมีความเหมือนกัน แต่จะตัดออกไปหลายส่วน แถมการแสดงสีหน้าของตัวละครก็แทบจะไม่มีเรียกว่าเล่นไปผ่านๆพอขำๆเท่านั้น

คุ้มหรือไม่ ลองโหลดไปเล่นก่อนได้

อย่างที่บอกว่าเกมโหลดไปเล่นฟรีเฉพาะ Chapter แรก ตัวเกมเต็มๆจะขายในราคาเหมารวม 699 บาท หรือจะเลือกปลดล็อกเฉพาะตอน โดยมีราคาขายแยกที่แตกต่างกันโดย Chapter 2 และ 3 ในราคา 35 บาท แต่ตอนที่เหลือจะมีราคาตอนละ 139 บาท ถือว่าสูงพอสมควรสำหรับเกมมือถือ (เกมมีทั้งหมด 10 Chapter)

บอกตรงๆว่าเกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คือภาคหลักที่สามารถเล่นได้จริงๆเหมือนกับต้นฉบับ มีการเพิ่มเกมเพลย์ใหม่ๆเข้าไปที่เหมาะกับการเล่นบนมือถือ แต่บอกตรงๆหากคุณรักความเป็น Final Fantasy ที่ความอลังการงานสร้างบอกได้เลยว่าข้ามไปเล่นเกมอื่นได้เลย เพราะมันเหมือนทำออกมาตอบสนองคนที่อยากเล่น Final 15 แต่ไม่มีเครื่องเกมคอนโซล หรืออยากเล่นในอีกรูปแบบที่ย่อส่วนลงมาแต่ยังคงเรื่องราวเดิม แต่ราคาขาย 699 บาทแบบเต็มๆเกมถือว่าแพงไปหน่อย และไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไรนัก

สเปกของสมาร์ทโฟน

iOS

  • ios 10.0 หรือสูงกว่า รองรับ iPhone, iPad และ  iPod touch

Android

  • Android 5.0 ขึ้นไป
  • CPU:1.5GHz
  • RAM:2GB
  • ต้องการเนื้อที่ 5GB และ 8GB เพื่อความละเอียดสูงกว่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

Unichat สัมภาษณ์ “น้ำฝน” สาวออกแบบนิเทศศิลป์ กับการเรียนในคณะที่สนุกสุดๆ

Published

on

ใครคิดว่าตัวเองติสส์ๆ รักงานศิลปะมาทางนี้ เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึง 1 ในสาขาวิชาที่คนรักศิลปะใฝ่ฝันอยากจะเรียน นั่นคือ “สาขาออกแบบนิเทศศิลป์”  โดยเราจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับสาวน้อยผู้รักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ อย่าง น้ำฝน – พรสายชล วนทอง สาวคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาค่ะ มาดูกันดีกว่าว่าสาขานี้เค้าเรียนอะไรกันบ้าง 

เล่าที่มาของการเลือกเรียนสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ให้ฟังหน่อย

มาจากความชอบล้วนๆ เลยค่ะ เพราะน้ำฝนเป็นคนชอบวาดรูป ชอบงานเกี่ยวกับกับศิลปะ งานออกแบบหนังสือ งานออกแบบกราฟฟิค ต่างๆ ค่ะ เลยลองหาข้อมูลดูว่ามีคณะไหนที่ตรงกับสิ่งที่เราสนใจบ้าง พอหาข้อมูลได้แล้วก็เลยเลือกเรียนสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ค่ะ ตรงกับสิ่งที่เราชอบที่สุดแล้ว (ยิ้ม)

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์จะเรียนคลอบคลุมและหลากหลายมากๆ ค่ะ ตั้งแต่เข้ามาเรียนปี1ก็จะมีเรียน การดรออิ้งพื้นฐาน จิตรกรรมพื้นฐาน ภาพพิมพ์ ประติมากรรม พวกประวัติศาสตร์ศิลป์ หลักการออกแบบ รวมไปถึงการเขียนแบบพื้นฐาน ด้วยค่ะ

พอขึ้นปี 2 ก็จะเริ่มลงลึกในส่วนของนิเทศศิลป์มากขึ้นนะ ก็จะมี เรียนถ่ายภาพด้วย เป็นวิชาที่แบบเราจะได้ออกไปถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆ ตามที่อาจารย์เขากำหนดมา วิชานี้สนุก ฝนชอบมาก (หัวเราะ) มีการเรียนทำโลโก้ ทำฟอนต์ตัวอักษร ด้วยวิชานี้ก็สนุกนะ เราสามารถเอาไปต่อยอดได้หลายอย่างเลย ส่วนวิชาที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยในปี2 ก็คือ วิชาออกแบบคาแรกเตอร์ ซึ่งเป็นวิชาที่หรรษามากๆ ค่ะ (หัวเราะ) คืออาจารย์จะให้แต่งตัวมาเรียนในแต่ละสัปดาห์ไม่เหมือนกัน คือตามแต่คาแรกเตอร์ที่อาจารย์ได้กำหนดมาของแต่ละสัปดาห์ อย่างสัปดาห์นี้ให้แต่งเป็นลุคส์บุพผาชน แบบชาวอินดี้ ก็ต้องแต่งมา มีเป็นลุคส์คนบ้ามาก็มีค่ะ (หัวเราะ) ได้ทำมาสคอตส่งขนาดเท่าตัวเอง ซึ่งเป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อนอันนี้สนุกสุดๆ

พอขึ้นปี 3 ก็จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ การทำบรรจุภัณฑ์ โฆษณา ทำกราฟฟิค โมชั่น ที่สนุกก็ทำหนังค่ะ ได้ออกกอง ได้ทำจริง ทำทั้งหนัง ทั้งโฆษณา ทั้งมิวสิควิดิโอ สุดยอดมาก (หัวเราะ) งานเยอะสุดก็ปี 3 นี่แหละค่ะ

พอมาปี 4 เทอม 1 เราก็จะมาเข้าสู่โหมดตะลุยกับ Thesis หรือ Art Thesis นั่นเองก็คือการทำศิลปนิพนธ์จบของนักศึกษา ใครชอบอะไรถนัดทางไหนก็ต้องงัดสิ่งนั้นออกมาโชว์กับ Thesis ของตัวเองนั่นเองค่ะ จะใช้เวลาทำเกือบทั้งเทอมนะ ซึ่งของเรา นี่พึ่งผ่านไปหมาดๆ เลยจ้า (หัวเราะ) แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เล่นเอาลากเลือดเหมือนกัน

วิชาโปรดของน้ำฝน

ชอบเรียนหมดทุกวิชานะ เลือกไม่ถูกจริงๆ (หัวเราะ) คือสำหรับฝน ฝนว่าทุกวิชาสนุกหมดเลย มีความท้าทายในตัวเองหมดเลย เลือกไม่ถูก หรืออาจเป็นเพราะเราเรียนสิ่งที่ชอบด้วยมั้ง เลยกลายเป็นว่าเราสนุกกับการเรียนในทุกๆ วิชาค่ะ

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ค่อนข้างจะมีความเฉพาะทางพอสมควร น้ำฝนคิดว่า ทักษะและพรสวรรค์ที่ต้องมีในการเรียนสาขานี้คืออะไร

สำหรับน้องๆ ที่อยากจะเข้าในสาขานี้ ก่อนอื่นเลยนี่ต้องมีความรัก มีความชอบกับงานศิลปะก่อนเลย เวลาเรียนก็จะไม่ฝืนตัวเอง และเราจะมีพลังในการเรียนมากๆ แต่ทักษะที่ต้องมีใช้ในการเรียนแน่ๆ เลยคือ ดรออิ้งค่ะ ใช้ตั้งแต่สอบเข้าเลย ต้องพอมีพื้นฐานในการวาดรูปบ้าง ซึ่งของแบบนี้สามารถฝึกกันได้ค่ะ ไม่ได้ยาก อยู่ที่การฝึกฝน พรสวรรค์ไม่ใช่สิ่งจำเป็นค่ะ ใช้พรแสวงล้วนๆ (หัวเราะ) ลองดูผลงานของคนอื่นๆ  ฝึกดรออิ้งเยอะๆ ฝึกการใช้สีพื้นฐาน แสงเงา องค์ประกอบภาพ การใช้โปรแกรมตกแต่งภาพพื้นฐานอย่าง photoshop และ illustrator อันนี้อินโฟเดธพูลที่เราทำตอนเรียนค่ะ

จบสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ ทำอาชีพอะไรดี

สาขาออกแบบนิเทศศิลป์สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายมากเลย เช่น Graphic Designer ประจำบริษัทหน่วยงานต่างๆ ,Web Graphic Designer นักออกแบบเว็บไซด์ ,Advertising Graphic Designer นักออกแบบที่ทำเกี่ยวกับออกแบบสิ่งพิมพ์ทุกอย่าง เช่น ออกแบบบูท บรรจุภัณฑ์ สินค้าต่างๆ ,Art Director นักออกแบบโฆษณา อันนี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนวหน่อย ,Animator นักออกแบบอนิเมชั่น สายการ์ตูนมาทางนี้จ้า (หัวเราะ) ,Motion Graphic Designer นักออกแบบโมชั่น , Illustrator / Digital Artist นักออกแบบหนังสือ ภาพประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะนิยาย หรือนิตยสารต่างๆ ในส่วนของฝนเรียนจบไปก็อยากทำงานเกี่ยวกับด้านกราฟฟิคเพราะที่บ้านก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านนี้ค่ะ  ก็สานต่อกันไปเนอะ (หัวเราะ)

เล่ากิจกรรมที่คณะให้ฟังหน่อย

ที่คณะจะมีกิจกรรมแวะเวียนตลอดทั้งปีค่ะ เช่น การจัดนิทรรศการ โชว์ผลงานของนักศึกษาในแต่ละสาขา สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ เช่น “นิทรรศการบ้านใครบ้านมัน” ค่ะ จะจัดทุกปี อย่างปีของฝนจะแสดงเกี่ยวกับการได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อ ตัวงานนั้นจะมีการสร้างสรรค์โมเดลกระดาษในรูปทรงเรขาคณิต พร้อมด้วยแสงไฟที่เปรียบเสมือนคำสอนของพ่อที่คอยเป็นแสงสว่างให้กับปวงชนชาวไทย เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ค่ะ

โดยงานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ จะจัดที่ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ชั้น1 ค่ะ ชื่องานว่า PLAY TONE – Special Project Exhibition จะมีงานโชว์หลากหลายประเภทเลย อาทิ CORPORATE IDENTITY, MULTIMEDIA, ADVERTISING, BOOK & ILLUSTRATION ในส่วนของฝนที่เคยทำมาจะอยู่ใน MULTIMEDIA ค่ะ งานที่ทำตอนนั้นเป็นงานออกแบบเว็บไซด์ของชุมชนบ้านบาตรค่ะ เพื่ออนุรักษ์บาตรพระทำมือของไทยค่ะ ก็เป็นอีกงานที่ฝนตั้งใจทำและรู้สึกสนุกกับมัน พองานออกมาดี เราก็ดีใจค่ะ (ยิ้ม)

กิจกรรมนอกคณะ หรือนอกมหาลัย ที่น้ำฝนชอบทำคืออะไร

ของฝนจะมีแต่นัดกันกิน มากกว่านะ 5555 เรียนเสร็จ ชาบูหน้ามอ ชาบูหน้ามอกันตลอดเลยหลังๆ ขึ้นปี4 มายิ่งบ่อยเลย (หัวเราะ) จริงๆ แล้วมีรับงานวาดรูป งานออกแบบด้วย เพราะที่บ้านก็ทำพวกนี้อยู่แล้วก็ถือเป็นการทำงานและฝึกฝีมือไปในตัว และก็มีออกไปถ่ายรูปเล่นบ้าง ตอนนี้เรารับถ่ายอยู่นะ เป็นแบบให้พี่ๆ ตากล้องถ่าย ฝนว่าก็สนุกดีได้ประสบการณ์ ได้ลองอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ  

มาคอลัมน์นี้ทั้งที ต้องแนะนำแอปซะหน่อยแล้ว

News in Levels ค่ะ เป็นแอปพลิเคชั่นข่าวภาษาอังกฤษ ฝึกทักษะทางด้านการอ่านและฟังภาษาอังกฤษค่ะ ชอบตรงที่ มันมีแบ่งเป็น 3 ระดับ ง่าย ปานกลาง ยาก และคำศัพท์ไม่ได้ยากเวอร์เกิน เรียนแล้วไม่ปวดหัว ไม่กดดัน เก็บเอาไว้ฝึกภาษาอังกฤษค่ะ ใครอยากฝึกก็ลองโหลดดูเด้อ มีทั้ง iOS และ Android เลย

ดาวน์โหลด

น้องๆ คนไหนอยากเรียนสาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ แล้วมาเจอบทความนี้พอดี ก็คงยิ้มด้วยความมั่นใจพร้อมก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยแน่ๆ เลย เพราะสาวคณะนี้เค้าคอนเฟิร์มมาแล้วว่าเรียนสนุกและท้าทายมาก ใครอยากเข้าก็ไปแจมโลดดด..

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!