Connect with us

บทความ

“นักสร้างสรรค์” ต่างกันกับ “นักธุรกิจ” / ตอนที่ 2

ผู้ชม 1,881 ครั้ง!

โดย แจ๊ค รัสเซล

.. ตอนที่แล้ว เล่าถึงปี 2550 ..แต่หนักกว่านั้น หากย้อนถอยไปสักปี 2545 – 2547 ..ขณะที่โปรดิวเซอร์ หรือนักแต่งเพลงร่วมรุ่นผม – คนอื่นๆ เขาไปไกลกันหมดแล้ว ต่างสนใจ และตามติดในเรื่องไอที ขวนขวาย และลงทุนซื้อหาโปรแกรมการสร้างเพลงแต่งเพลงต่างๆ มาใช้ในงานเพลงของตนเอง

เกือบทุกคนล้วนเป็นผู้ชำนาญ ..แต่ผมยังคงหยุดอยู่ที่การใช้ “ปากกา” เพียงด้ามเดียว ?!

.. ไม่เอาเลยแม้แต่คอมพิวเตอร์ติดบ้าน – สักเครื่อง หรือโน๊ตบุ๊ค จะยี่ห้อ แอ๊ปเปิ้ล , ฝรั่ง , สัปปะรด หรืออะไรที่อยู่ในเทรนด์ ที่คนทำเพลงส่วนใหญ่ – ต้องมี ..สำหรับผม ไม่เคยคิดจะมี ?!

MacBook_Pro_situated_on_a_wooden_table ที่มาของภาพ: en.wikipedia.org

.. เวลาใครถามผมว่า ใช้อีเมลอะไร ขอหน่อย ? ..พอผมตอบไปว่า ไม่รู้จัก อะไรคืออีเมล ผมไม่มี ไม่เคยซื้ออีเมลมาเลย ! 555 ..คนถาม มักคิดว่าผมตอบแบบอำเล่นตลกๆ และคิดว่าผมคงตอบเชิงปฏิเสธ ที่จะไม่ให้อีเมลกับใคร ?!

..ไม่มีใครคิดเลยว่า “คนมาดดีแบบผม” นั้น ไม่รู้และไม่มี “อีเมลแอดเดรส” (.. อ่านถึงตรงนี้ ก็ไม่ต้องไปฝันว่าผมจะรู้จักว่า อะไรคือ MSN ..เวลามีสาวๆมาถามว่า พี่ป๊อก เล่น M (เอ็ม) หรือเปล่าคะ ? ..ด้วยความไม่รู้ว่าอะไร (วะ) คือ M ..แม้จะอ่อนต่อโลกสมัยใหม่ แต่ไม่ได้อ่อนไหวพริบ จึงตอบแก้เกี้ยว กลับไปในทันทีว่า… “.. โทรหากันดีกว่า ไวดี ..” ผิดถูกไม่รู้ ตอบเรื่องเดียวกันหรือเปล่าไม่สน ..แต่ดันถูก (ว่ะ) ครับ

ที่มาของภาพ: www.deeja.net

.. ฝ่ายถาม ก็ขานรับเข้าทางผมว่า ค่ะ ค่ะ ค่ะ แล้วก็ขอเบอร์ผมไป ..ผมก็เลยเดาๆว่า ไอ้เอ็มนี่ คงเป็นอะไรสักอย่างที่ใช้ “สื่อสาร” กันแหงๆ ไม่นานนักก็ได้รู้ จากการแกล้งถามเพื่อนที่ไม่เซอร์และโง่ – เหมือนผม

.. การไม่สนเรื่องเทคโนโลยี ไม่ลงทุนกับสิ่งนี้ มันดู “น่าหมั่นไส้” ในสายตาคนรอบข้างเหมือนกันนะครับ ..เพื่อนที่เป็นเจ้าของห้องอัดเสียงคนหนึ่ง เคยบอกกับผมในเชิงตัดพ้อว่า.. ไม่แฟร์เลย คนทำดนตรี นักดนตรี หรือคนทำห้องอัด เขาลงทุนซื้อโน่นนี่นั่น หมดเงินเป็นแสนเป็นล้านบาท เพื่อมาใช้อัดเสียง หรือเป็นอุปกรณ์ในห้องอัดเสียง ให้ได้คุณภาพล้ำเลิศ ..แต่ผมลงทุนแค่ปากกาลูกลื่น ราคาไม่กี่บาทเอง เวลาได้เงิน ผมกลับได้มากกว่า แต่ห้องอัดเสียง หรือ นักดนตรี กลับได้เงินน้อยนิดเดียว เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดที่ผมรับจากผู้ว่าจ้างมา ?!

.. 555 จะตอบยังไงดี ?! ..ไม่ถูกทั้งหมดครับ ห้องอัดก็ส่วนห้องอัด นักดนตรี ก็ส่วนของนักดนตรี หากห้องอัดหรือนักดนตรีไม่ใช่ “แม่งาน” ก็ต้องได้รับเงินจาก “ค่าจ้างใช้งาน” ตามจริงเท่านั้น ..ส่วนใหญ่ ผมมักจะได้รับการติดต่อจากผู้ว่าจ้าง ให้เข้าไปรับบรีฟงาน และดูแลการผลิตทั้งโปรเจ็คไปเลย ..ผมต้องรับเงินจากลูกค้า ถือเงิน และบริหารจัดการให้ดี แบ่งปันส่วนต่างๆให้อย่างชอบธรรม

.. แต่ในทางกลับกัน หากงานชิ้นนั้น มาจากการที่ลูกค้าไปว่าจ้างนักดนตรี หรือเจ้าของห้องบันอัดเสียง ให้จัดการจบงานให้ ผมก็จะได้แค่ค่าจ้างจากการ “เขียนเนื้อเพลง” ตามราคาที่ตกลงกันเท่านั้น ซึ่งก็มากบ้างน้อยบ้าง สลับกันไปแล้วแต่งานของใคร ยากง่ายอย่างไร

.. คนใช้ปากกาด้ามละไม่กี่บาทนำทาง เขียนเพลง สร้างเรื่องราว มาตลอด 10 กว่าปี ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็จะมีคนติดต่อมาขอให้ทำงานเฉยๆ โดยไร้ “ความพร้อม และ แม่นยำ” ในเรื่องอื่นๆที่รวมกัน เรียกว่า “ความน่าเชื่อถือ” นะครับ ..นี่ต่างหากที่ใช่ว่ามีเงิน มีอุปกรณ์ มีเทคโนโลยีราคาแพงรายรอบตัว แล้วจะหมายความว่า ภาพที่ใครเห็น จะยืนยันได้ถึง “ความแน่นอน และวางใจ” ได้ในการทำงาน

.. มันมีอะไรมากกว่า และสำคัญกว่านั้น – เสมอครับ

971884_550125541714740_1292907754_n

ที่มาของภาพ: Classy Fanpage

.. หากถามผมว่า สิ่งที่ผมตั้งแง่ซ่อนเป็น “ปริศนา” เอาไว้ ผมมีไหม ? ..ผมต้องรู้ครับว่าผมมี ผมเชื่อว่ามีสิ่งนี้ต่างหาก ที่ทำให้คน (ผู้ว่าจ้าง) กล้าเข้าหา , ไว้ใจ และบอกต่อ จ้างผมให้ทำงานต่างๆมาตลอดอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่มีความคิดในการ “ปรับเปลี่ยน” ตัวเอง ให้กลายเป็นคนทันโลก ทันเทคโนโลยีในการสื่อสาร หรือในการทำงานเพลงของตัวเอง – เสียเมื่อไหร่

..ผมเปิดใจรับครับ

.. กลางปี 2550 คือช่วงเวลาที่ผมมี “อีเมลแอดเดรส” ของตัวเองครั้งแรก จากการที่ผมให้ “คนข้างๆ” สมัครให้ เมื่อผมรู้ว่าผมมีอีเมลกับเขาแล้ว ผมโทรไปหาเพื่อนหลายๆคน และพูดว่า.. “.. เฮ้ย ขออีเมลมึงหน่อยสิ กูจะส่งข้อความหามึงหน่อย …” ข้อความอะไรวะ ? เออ เออ เอ้า จดนะ ……. เพื่อนมันคงสงสัยว่าผมเนี่ยนะ “ขออีเมล” จะขอไปทำอะไร ? ..มันคงไม่สนใจข้อความอะไรหรอก ให้มาคงเพราะตัดรำคาญ

.. ผมจดตามที่เพื่อนบอกทีละตัว มาสะดุดตรงที่มันบอกว่าตัว อันเดอร์สกอร์ ( _ ) นึกในใจ อะไร(วะ) คือตัวอันเดอร์สกอร์ ??! .. นี่ถ้ามันยากขนาดนี้ กูเลิกมีอีเมลดีกว่า (ผมคิดในใจ) .. แต่นอกใจ ผมเลิกใช้มันจริงๆ ?!

.. หันกลับไปจ้าง “มอเตอร์ไซค์วิน” ส่งเดโมเพลงตามเดิม ?!

12898840611289884182lที่มาของภาพ: freelanceworkzones.blogspot.com

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Mobile Gamer นักเล่นเกมบนมือถือถึงควรเลือกใช้ Huawei Mate 20 X

Published

on

(Advertorial)

ในบรรดาสมาร์ทโฟนตัวตระกูล Huawei Mate 20 Series ที่วางขายทั่วไป 3 ตัวคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro และ Huawei Mate 20 X เราบอกได้เลยว่า Mate 20 X คือสมาร์ทโฟนที่เหมาะในการเล่นเกมมากที่สุดในตระกูล ถ้าใครเป็นคนใช้สมาร์ทโฟนสายเกมเมอร์ (และต้องการมือถือที่ถ่ายภาพสวยด้วย) นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมสมาร์ทโฟนตัวนี้ถึงเล่นเกมได้ดีจัง

1. ใช้ Kirin 980 ชิปตัวท็อปของหัวเว่ยพร้อม Huawei Cooling System

Kirin 980 เป็นชิปแถวหน้าของโลก Android ในตอนนี้นะครับ ซึ่ง Huawei เป็นแค่ 1 ในสามบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนที่ออกแบบชิปใช้เอง ทำให้ Kirin 980 ถูกออกแบบจากความต้องการของ EMUI และการใช้งานอื่นๆ ที่หัวเว่ยต้องการนำเสนอกับผู้ใช้ ซึ่งพื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อน คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 Kirin 980 ของ Huawei Mate 20 X ได้คะแนน Multi-core ไป 9923 คะแนน จัดว่าสูงเลยทีเดียว

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

ส่วนคะแนนกราฟิก 3 มิติจาก 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ไปราว 4,300 คะแนน

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังสามารถเปิด Performance Mode ภายใน Settings ของเครื่อง (อยู่ในหน้า Battery) เพื่อเร่งประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องได้ด้วย ซึ่งโหมดนี้อาจจะเล่นเกมได้สั้นลงหน่อยเพราะใช้แบตเตอรี่มากขึ้น แต่แบต 5,000 mAh ของ Mate 20 X ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องนี้มากนักนะครับ

ที่ต้องพูดถึงเลยคือ Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง ซึ่งเราก็เทสกับหลายเกมหนักๆ เช่น Shadowgun Legends, Asphalt 9, ROV หรือ Contra: Return แบบต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่มีอาการภาพหน่วงให้เห็น เล่นเกมขึ้น 60 fps ได้สบายๆ เริ่มต้นเล่นเกมลื่นยังไง ก็เล่นลื่นไปอย่างนั้นตลอดเวลา ฟินมาก จะเล่นเกมไป แคสเกมออกโลกออนไลน์ก็ยังไหว เครื่องไม่ร้อนมาก ซึ่งอนาคตหัวเว่ยน่าจะปรับปรุงซอฟต์แวร์ร่วมกับผู้พัฒนาเกมต่างๆ เพื่อให้รองรับประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีต่อไปครับ

2. หน้าจอใหญ่ สบายตา ออกแบบเครื่องมาให้เหมาะกับการเล่นเกม

หน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก เพราะรองรับการแสดงภาพแบบ HDR ด้วย ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

แต่หน้าจอใหญ่ขนาดนี้จะมีปัญหาในการพกพาไหม ตอนเราเห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

อีกเรื่องที่น่าพูดถึงสำหรับนักเล่นเกมคือการออกแบบเครื่อง จุดเด่นของ Huawei Mate 20 X คือมีลำโพงสเตอริโอจริงๆ อยู่ขอบบนและขอบล่างของเครื่อง ซึ่งเป็นลำโพงที่ให้เสียงดังและดีที่สุดในตระกูล Mate 20 Series เวลาเล่นเกมนี่แยกซ้าย-ขวาสบายๆ เล่นเกมแล้วเสียงดังกังวาลจนตกใจว่ามือถือให้เสียงเล่นเกมดีขนาดนี้เชียว แล้วเมื่อถือเครื่องแนวนอนเจ้าลำโพงคู่นี้จะหลบฝ่ามือที่จับเครื่องอยู่พอดี (ถ้าไม่หลบฝ่ามือก็พลิกเครื่องขึ้นอีกทางหนึ่งนะครับ 555) ส่วนปุ่มปิดจอ เร่งเสียงก็จะไปอยู่ด้านล่างเครื่องถ้าจับแบบนี้ ก็ทำให้มือไม่ไปโดนปุ่มง่ายๆ ดีครับ

3. แบตเตอรี่ เรื่องสำคัญยิ่งยวดของเกมเมอร์

หัวชาร์จ SuperCharge

จะเล่นเกมต่อเนื่องได้นานๆ แบตเตอรี่ก็ต้องทนจริงไหมครับ Huawei Mate 20 X ให้แบตเตอรี่ในเครื่องมา 5,000 mAh ก็มากที่สุดในตระกูล Mate 20 แล้วแหละ ซึ่งเราเทส Huawei Mate 20 X ทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม ถ้าคุณใช้ Mate 20 X แบบใช้งานทั่วไป เปิดเฟซ เปิดไลน์ เล่นเกมบ้าง ไม่ได้เล่นยาวนานเป็นชั่วโมงๆ Mate 20 X ไม่เคยแบตหมดในระหว่างวันให้เราเห็นเลย คนอื่นเค้าพก Powerbank กัน แต่พกแค่โทรศัพท์นี่แหละพอแล้ว ส่วนถ้าใช้เล่นเกมยาวๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้จนจบวันนะครับ อย่างเอาไปเปิดบอทในเกม Ragnorok M สองชั่วโมงแบตลดไปสิบกว่าเปอร์เซนต์ ยกเว้นวันที่เล่นเกมนานจริงๆ ซึ่งถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายเล่นเกมหนัก ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง เราก็แนะนำให้พกหัวชาร์จ SuperCharge ที่ได้มากับเครื่องติดไปด้วยนะครับ

แม้ว่า Huawei Mate 20 X จะไม่ได้มาพร้อม SuperCharge ระดับ 40 W เหมือนตัวพี่ Huawei Mate 20 Pro ที่ชาร์จด้วยสปีดเร็วกว่านรก แต่หัว SuperCharge มาตรฐาน กำลัง 22.5 W ก็เร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไปมากแล้วครับ ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมง ก็สามารถใช้งานเครื่องต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง แต่ถ้าลืมเอาหัว SuperCharge ไป ก็สามารถใช้หัวชาร์จ USB-PD หรือหัว Quick Charge เพื่อชาร์จไฟเครื่องด้วยกำลัง 9v 2a หรือ 18 w ได้ครับ ซึ่งก็ชาร์จได้เร็วใช้ได้เหมือนกัน ก็ถือว่า Huawei Mate 20 X สามารถรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟได้หลายรูปแบบ

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Huawei Mate 20 X เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเล่นเกมตอนนี้นะครับ ด้วยราคาเปิดตัวไม่แรงมากที่ 28,990 บาท พร้อม Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB ซึ่งก็เกินพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบันครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เจาะประเด็น 5G กับ AIS ครั้งแรกของไทย พร้อมเปิดทดสอบ “5G” ก่อนใคร 22 พ.ย. นี้ ที่ AIS D.C.

Published

on

5G จะมาเมื่อไหร่?, ตอนนี้เน็ต 4G ก็เร็วมากแล้ว แล้ว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรอีก?

หลากคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจผู้ใช้เกี่ยวกับเรื่อง 5G เทคโนโลยีการเชื่อมต่อยุคใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทน 4G เร็วๆ นี้ เพื่อเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับ 4G, 5G ให้ถึงแก่น แบไต๋ได้พูดคุยกับ คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส ถึงเรื่องวุ่นๆ ของ 4G และ 5G เพื่อเรียบเรียงให้อ่านกันครับ

ว่าด้วยเรื่อง AIS-T ก่อน มันคือ 4G ใช่ไหม?

ช่วงตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการ AIS อาจแปลกใจว่าบางครั้งเครือข่ายที่โทรศัพท์ตัวเองจับได้นั้นไม่ได้ขึ้นชื่อ AIS แต่ขึ้นเป็น AIS-T ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง AIS กับ TOT เพื่อใช้คลื่น 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) มาให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนถามกันเยอะว่าขึ้น AIS-T แล้วสัญญาณแรงเท่าสัญญาณที่เป็น AIS ไหม? จับได้แค่ 3G ไหม?

 

ซึ่งคุณวสิษฐ์ให้ข้อมูลว่า AIS-T ให้ความแรงสัญญาณเท่ากับ สัญญาณที่เป็น AIS แน่นอน เนื่องจาก AIS-T ก็คือ การที่ AIS นำคลื่น 2100MHz(TOT) มากระจายสัญญาณอยู่บนเสาสัญญาณเดิมของ AIS ที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ต้องกังวล เรื่องสัญญาณว่าจะแรงไม่เท่ากัน

และวันนี้ AIS ได้มีการปรับคลื่น 2100 MHz (TOT) จากการให้บริการ 3G อย่างเดียว จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) เปลี่ยนมาเป็น 4G จำนวน 20 MHz (10 MHz x 2) และ 3G จำนวน 10 MHz (5 MHz x 2) โดยดูจากพื้นที่การให้บริการ ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 3G อยู่เยอะ ก็จะเก็บ 2100 MHz (TOT) ไว้ใช้สำหรับ 3G ก่อน ยังไม่ได้ทำ 4G ต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน แต่ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 4G อยู่เยอะ เช่นในเมือง ส่วนใหญ่ก็ถูกปรับให้เป็น 4G แล้ว

ทำให้ตอนนี้ AIS เป็นค่ายที่มีคลื่นให้บริการ 4G มากที่สุด มีคลื่นใช้งาน 4G (900MHz+1800MHz+2100MHz) ถึง 100 MHz (50 MHz x 2) เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20 MHz ซึ่งจะทำให้ความเร็วโดยรวมเพิ่มขึ้น 20-30% และรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นอีกราว 25%

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยเติบโตขึ้นมาก AIS ก็ปรับปรุงเครือข่ายตลอด ตอนนี้ AIS เป็นผู้นำเรื่องคลื่นในไทย มีมากกว่าทุกเจ้า

ว่าด้วยเรื่อง 5G บ้าง มันดีกว่า 4G อย่างไร?

คุณวสิษฐ์เล่าเรื่อง 5G ให้เราฟังว่า การออกแบบมาตรฐาน 5G นี้คำนึงถึง 3 แกนที่จะต้องดีกว่า 4G คือ

3 แกนที่ปลาย 3 มุมของ 5G

  1. ความเร็วที่สูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Massive MIMO ซึ่งปัจจุบัน AIS ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีความเร็วสูง 4G Massive MIMO 32T 32R อยู่แล้วเพื่อรองรับการใช้บริการความเร็วสูงและผู้ใช้จำนวนมาก
  2. Low Latency เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญเลยที่การเชื่อมต่อระหว่างกันจะต้องไม่แลค มีความหน่วงระหว่างต้นทางกับปลายทางน้อยลง ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับงานที่ต้องเชื่อมต่อตลอดเวลา ซึ่ง AIS ก็ปรับปรุงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แม้จะยังอยู่ในยุค 4G ก็เถอะ ซึ่งลูกค้าจะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เมื่อมี Latency ลดลงด้วย เช่นถ้า Latency ลดลง 10 ms ประสิทธิภาพ Thoughput จะเพิ่มขึ้นถึง 20-30%
    1. เรื่องที่ใกล้ตัวหน่อยก็การเล่นเกมที่จะทำได้ลื่นไหลขึ้น โดนยิงหัวโดยไม่รู้ตัวน้อยลง
    2. ถ้ายกตัวอย่างงานสเกลใหญ่ๆ อย่างการควบคุมระบบขนส่งมวลชนที่ทุกเสี้ยววินาทีก็สำคัญต่อความปลอดภัย เมื่อสั่งหยุดรถไฟก็ต้องหยุดได้ทันที
    3. หรืองานอันตรายเช่นการควบคุมหุ่นยนต์กู้ภัย หรือการควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ระบบต้องทำงาน Real-time จากระยะไกลจริงๆ ซึ่งก็จะเป็นจริงได้ในยุค 5G
  3. รองรับ machine type communication (mMTC) หรือการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเมื่อเครือข่าย 5G รองรับ MTC เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ทำให้เก็บข้อมูลจาก IoT ได้เยอะขึ้น เพราะเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกันมากขึ้น (พูดแบบกีกๆ คือรองรับ Endpoint สูงขึ้น) ซึ่ง NB-IoT และ eMTC ที่ AIS ลงทุนพัฒนาอยู่ตอนนี้ก็สามารถเข้าสู่ระบบ 5G ได้ทันทีเมื่อเริ่มใช้

คุณวสิษฐ์ย้ำว่าแม้ 5G จะยังไม่ได้เริ่มให้บริการจริงๆ แต่ผู้ใช้ก็สามารถใช้เทคโนโลยีส่วนหนึ่งของ 5G ได้บนเครือข่าย 4.5G ของ AIS ได้ในตอนนี้เลย และเมื่อ 5G มาถึงจริงๆ ก็จะยิ่งดีกว่านี้อีก

5G ต้องใช้คลื่นอะไรในการให้บริการ?

(คนกลาง ยืดกอดอก) วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

คุณวสิษฐ์อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังว่า ความต้องการใน 3 เรื่องของ 5G คือ 1. ความเร็วที่สูงขึ้น 2. Low Latency และ 3. รองรับ mMTC ทั้ง 3 เรื่องนี้ ต้องการคลื่นที่แตกต่างกันในการทำงานเพื่อให้ได้ผลที่ดี เช่นถ้าต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงขึ้นก็ต้องใช้คลื่นความถี่สูงและ Bandwidth ที่มีขนาดใหญ่ แต่การใช้งานกับระบบขนส่งมวลชน หรือรถยนต์ไร้คนขับก็ต้องการคลื่นความถี่ต่ำเพื่อให้ครอบคลุมระยะทางกว้างกว่าคลื่นความถี่สูงหรือการทำ Low latency ก็ต้องใช้ความถี่กลางๆ เพื่อให้ได้ทั้งความเร็วและระยะทาง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่จะออกแบบเครือข่ายและรูปแบบการใช้คลื่นให้เหมาะกับงานและบริเวณที่นำไปใช้ แต่ที่บอกได้คือผู้ให้บริการก็ต้องมีคลื่นทั้งความถี่ต่ำ กลาง สูงเพื่อให้บริการได้ครอบคลุม

ซึ่งการเริ่มใช้ 5G ผู้ให้บริการน่าจะมุ่งไปที่คลื่นความถี่ใหม่ๆ ก่อน เพื่อทำความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล จึงจะยังไม่ได้ดึงคลื่นเดิมที่ใช้กับบริการเก่าๆ อย่าง 3G มาใช้ จึงทำให้มีเวลาพักหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 5G ที่ต้องรอความพร้อมของหลายๆ ด้านด้วย

การจะไปถึง 5G ได้ก็ต้องมีการปรับปรุงสถาปัตยกรรมของเครือข่ายใหม่ ซึ่ง AIS ได้นำสถาปัตยกรรมของ 5G มาใส่ใน 4.5G แล้ว ตัวแกนของเครือข่ายคือพร้อมสำหรับใช้งาน 5G แล้ว

5G จะได้ใช้กันเมื่อไหร่ แล้ว AIS พร้อมแค่ไหนในตอนนี้?

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

สำหรับประเด็นนี้คุณวสิษฐ์เล่าย้อนไปถ้า Roadmap ของ 3GPP (3rd Generation Partnership Project) ที่กำหนดความเป็นไปของโทรคมนาคมโลก โดยแผนของ 3GPP ระบุว่าปีหน้าในปี 2019 เครือข่าย 5G จะเกิดแน่นอนในโลก โดยเฉพาะในประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีน อเมริกา หรือญี่ปุ่น-เกาหลี แต่อย่างญี่ปุ่นคือมีแผนชัดอยู่แล้วว่าปี 2020 จะต้องมี 5G ใช้เต็มตัว เพื่อรับกีฬาโอลิมปิก

การมาของ 5G นั้นแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เมื่อครั้ง 3G คือในอดีตตอนที่ทำ 3G เป็นเครือข่ายที่พัฒนาไปรอก่อน แต่อุปกรณ์ต่างๆ รองรับ 3G ช้า การเปลี่ยนผ่านเลยต้องใช้เวลารอคนซื้ออุปกรณ์ใหม่ (อันนี้ทีมงานแบไต๋เสริมว่าเฉพาะในต่างประเทศนะ เพราะในไทย 3G เกิดค่อนข้างช้าจนอุปกรณ์พร้อมใช้กันไปหมดแล้ว เมื่อเกิด 3G คนไทยเลยใช้งานได้ทันที) แต่ในรอบ 5G นี้สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงต่างๆ ก็เริ่มใส่เทคโนโลยีเพื่อให้พร้อมรองรับ 5G กันแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมีสมาร์ทโฟนแบบ plug-in ที่ใช้อุปกรณ์เสริมทำให้ใช้ 5G ได้ สำหรับใครที่ไม่อยากเปลี่ยนมือถือ หรือแบบที่รองรับ 5G ในตัวก็น่าจะออกสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้ ทำให้เมื่อ 5G พร้อม คนส่วนหนึ่งก็จะใช้งานได้ทันที

ส่วนในไทย 5G จะมาเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะกสทช. ก็กำลังวางแผนการใช้คลื่นความถี่กันอยู่ แต่ AIS ก็ไม่ได้รอ ทำ 4.5G ที่พร้อมสำหรับ 5G เมื่อ 5G เกิดก็พร้อมให้บริการได้ทันที

สถาปัตยกรรมเครือข่ายของ AIS พร้อมแล้วสำหรับ 5G เพราะมาตรฐานโลกฟรีซแล้ว เมื่อถึงเวลาของ 5G ก็ใช้งาน AIS 5G ได้ทันที

เอไอเอสก็ได้เริ่มศึกษาและเป็นรายแรกที่เริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค (AIS Core Network Architecture Ready for 5G) ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลางซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการตอบสนองได้เร็วขึ้น เพราะค่า Latency ต่ำ ทำให้เมื่อประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ทุกครั้งที่โลกการสื่อสารเปลี่ยนยุค ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลงไปมาก อุตสาหกรรมก็เปลี่ยน เช่น ตอนเข้าสู่ยุค 2G เรามี SMS ใช้ ก็ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ เมื่อเข้าสู่ยุค 3G เราเริ่มใช้ Video Call ได้ การสื่อสารก็เปลี่ยนไป ชีวิตเปลี่ยนไป ส่วน SMS ก็ค่อยๆ ตายในยุคนี้ และในยุค 4G เราทำไลฟ์ได้ ก็ทำให้รูปแบบธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปอีก ซึ่งธุรกิจก็ต้องตามความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน ซึ่ง 5G น่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมมากกว่าผู้ใช้ทั่วไปอีกวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

และพบกับ 5G the First LIVE in Thailand by AIS” การแสดง 5G ครั้งแรกของไทย วันที่ 22 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2561 ที่ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เข้าไปดูความล้ำของ 5G ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

7 การปรากฎตัวในเกมของ Stan Lee ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง Marvel

Published

on

Stan Lee ได้เสียชีวิตลงในวัย 95 ปีเมื่อวัน 12 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเขานั้นได้ฝากผลงานให้กับโลกใบนี้ไว้อันเป็นเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ให้คนทั่วโลกอย่าง Spider-Man, Fantastic Four, Captain America ฯลฯ ที่ยังได้ถูกนำไปดัดแปลงออกมาในรูปแบบของสื่อประเภทต่างๆ และตัวเขาเองก็มักจะแวะเวียนไปปรากฎตัว (Cameo) อย่างบ่อยครั้งไม่ว่าจะในรูปแบบภาพยนตร์หรือไม่ว่าจะในรูปแบบ “วิดีโอเกม”

ด้วยเหตุนี้ แบไต๋ของเราจึงอยากจะขอพาเกมเมอร์ไปร่วมระลึกถึงคุณปู่มหัศจรรย์ในสื่อประเภทเกมกันครับ ซึ่งจะมีผลงานใดบ้างเชิญรับชมกันต่อจากนี้ได้เลย


1. ปรากฎตัวในรูปแบบเสียงบรรยายบนเกม Spider-Man (2000), Spider-Man 2: Enter Electro (2001) และ Spider-Man: Shattered Dimensions (2010)

2. Marvel Ultimate Alliance 2

เขาปรากฎตัวในในรูปแบบของ NPC ที่มีชื่อว่าผู้วุฒิสมาชิก Stan Lieber แถมทั้งยังเป็นการปรากฎตัวครั้งแรกบนวิดีโอเกมของเขาอีกด้วย

3. The Amazing’s Spider-Man

ปู่ของเราในเกมนี้จะมาในรูปแบบของตัวละครที่เราสามารถเล่นได้บน DLC โดยถ้าว่ากันตรงๆ คือเป็นสกินหนึ่งของสไปเดอร์แมนนั่นแหละครับ แต่จะพิเศษตรงที่ DLC นี้จะมีโหมดเนื้อเรื่องให้เล็กๆ น้อยๆ และปู่ของเราจะพากย์เสียงให้ด้วยครับ

4.  Lego Marvel Super Heroes

ปู่ของเราจะปรากฎมาเป็นตัวละครที่สามารถเล่นได้ครับ แถมพิเศษกว่าเกมไหนๆ ก็ตรงที่กลายร่างเป็นเดอะฮัลค์เวอร์ชั่นพิเศษในชื่อ Stan-Hulk ได้

5. The Amazing Spider-Man 2

เกมนี้ปู่ของเราปรากฎตัวในรูปแบบของ NPC ในร้านขายคอมมิคและของเล่นครับ

6. Lego Marvel Avenger 1 & 2

ปู่ของเราในเกมนี้จะมีความสามารถเหมือนในเกม Lego Marvel Super Heroes แต่จะมีความพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาคือกลายร่างเป็น Iron Stan (Iron Man) และ Stanbuster (Hulkbuster) ได้

7. Marvel’s Spider-Man

ปู่ของเราโผล่มาในเกมฉบับนี้ในรูปแบบของ Cameo ครับ

อ้างอิง: Wikipedia, Gamingdatabase, Wikia, Youtube

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!