Connect with us

คงไม่ต้องสาธยายความกันมากเกี่ยวกับ “คดียูฟัน” เพราะคุณผู้อ่านก็คงอ่านเรื่องราวกันมากว่า 2 เดือนแล้วจากหน้าข่าวหนังสือพิมพ์,ทีวีและทุกๆสื่อ ผมเองในฐานะ “ผู้ประกาศข่าว” อ่านข่าวทุกเช้าที่ไทยรัฐทีวีก็อ่านข่าวนี้มายาวนานต่อเนื่องทุกวันมาตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2558 คำพูดหลายๆคำเป็นคำที่เข้าปากไปแล้วหลับตาอ่านได้ เช่นชื่อ “พลตำรวจโทสุวิระ ทรงเมตตา” ผู้ช่วยผบตร.ที่ทำคดีนี้ หรือจะเป็นคำว่า “ชุดคลี่คลายคดีเครือข่ายยูฟัน” “ศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนและช่วยเหลือเหยื่อในคดีฉ้อโกงประชาชน(ยูฟัน)” ตัวย่อ บก.ปคบ.ที่จำได้ขึ้นใจ “กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค”

image4

ในที่สุด..ชื่อสถานที่และตัวละครทั้งหมดที่เคยอ่านผ่านปากไปก็กลายเป็นสถานที่และบุคคลที่ผมต้องพบเจอจริงๆในวันเสาร์ที่ผ่านมา เริ่มต้นจากเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน เจ้าพนักงานตำรวจโทรศัพท์มาเรียกตัวให้ไปพบในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที ..เมื่อขอต่อรองไปว่าขอไปพบเช้าวันอาทิตย์ เนื่องจากวันเสาร์รุ่งขึ้นนั้นเป็นวันสำคัญของลูกสาวที่นัดเพื่อนโรงเรียนอนุบาลมาทานข้าวร้องเพลงการ์ตูนดีสนีย์กันที่บ้านมีแขกกว่า 20 คนและผมเป็นกำลังหลักทั้งในเรื่องปิ้งย่างอาหารและเอ็นเตอร์เทน ..อาจดูเป็นเหตุผลที่ดูสำคัญน้อยกว่าการออกหมายเรียก คุณตำรวจจึงต้องใช้ยาแรงกับผมคือ “ถ้าไม่มา เราก็จะต้องออกหมายจับ” … ฟังคำนี้ปุ๊บก็ขนลุกซู่เลยครับ ผู้ใหญ่สายข่าวที่เคารพนับถือโทรมาด้วยเสียงซีเรียสว่า “คุณงานเข้าแล้ว… และสถานการณ์ไม่ดี”

เหตุที่ทำให้ประสบก็คือวันนั้นเป็นวันศุกร์สุดท้ายก่อนปิดสำนวนคดีนี้ส่งอัยการในวันจันทร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ปคบ.ได้รับแผ่น DVD บันทึกภาพงาน The Black Night Party By URICH หลักฐานสำคัญโค้งสุดท้ายที่แหกโค้งมาถึงมือตำรวจได้โดยพลเมืองดี เมื่อเปิดวิดีโอดังกล่าวความยาว 1ชั่วโมงครึ่งก็พบกับ “ผม” ผู้ซึ่งรับหน้าที่เป็น “พิธีกร” ของงานในค่ำคืนนั้น (13 ธันวาคม 2557) ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ย่านวิภาวดีรังสิต …ที่ประชุมตำรวจลงความเห็นกันว่า นายพงศ์สุขนั้น “คล่อง” มากพูดจาฉะฉานและได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ยูโทเค่น” สกุลเงินอิเลกทรอนิกของเครือข่ายนี้ คล่องขนาดนี้น่าจะเป็นสมาชิกของเครือข่ายแน่ๆ “ครบองค์ประกอบความผิด” ไหนเรียกลองเรียกมันมาสอบปากคำซิ? …

image6

ผมรับทันทีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าผมไปเป็นพิธีกรงานดังกล่าวจริง แต่ในวันที่ 13 ธันวาคม ปีที่แล้วผมและคนทั้งสยามประเทศก็ยังไม่มีใครรู้ได้ว่า “ยูฟัน” คือบริษัทแชร์ลูกโซ่ฉ้อโกงประชาชน ตำรวจยังไม่ได้จับและยังไม่มีการประกาศเป็นความผิด ..ผมมีสัมมาอาชีพเป็นพิธีกรมา 17 ปีแล้ว จึงรับงานตามสายอาชีพเมื่อมีบริษัทผู้จัดออกาไนเซอร์ติดต่อเข้ามาแล้วระบุว่าเป็นงานเปิดตัว “เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ” ตัวใหม่ …แต่เมื่อไปถึงงานก็พบกับบรรยากาศอีกแบบเป็นลักษณณะงานเลี้ยงฉลองชัย ทุกคนใส่สูททักซิโด้,ราตรีสีดำมากันเต็มยศ ผมถูกพาเข้าไปในห้องแต่งตัวเพื่อซักถามสคริปต์งานที่ผมได้รับฉบับสมบรูณ์ทางอีเมลเมื่อเวลา 13.02น. ของวันนั้น (ผู้จัดนัดหมาย 17.00น.) เรียนด้วยความมึนแบบจริงใจเลยว่า “ไม่ได้ค้นข้อมูลประกอบไปก่อน” ปกติผมมีดนัย DriverAEC ขับรถให้ ระหว่างเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานผมจะมีมือว่างและอ่านสคริปต์ทำการบ้านไปได้ก่อนถึงงานอยู่แล้ว แต่งานนี้อ่านๆไปก็รู้สึกแหละว่ามันดูเสี่ยวๆ ใช้ศัพท์ไอทีปนกันมั่วไปหมดเช่น “ระบบ U-Token อันยอดเยี่ยมของเราเป็น E-Money ที่อาศัย E-Marketplace ที่เป็น Internet Platform อันยอดเยี่ยมและเป็น E-Commerce ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกผ่านเว็บไซต์ UBTMall.com” เรียกภาษาบ้านๆ ว่ากระแดะมาก ไทยคำอังกฤษคำ ..แต่ปกติมันก็เป็น “หน้าที่ของผม” อยู่แล้วที่ต้องอธิบายเทคนิคเหล่านี้ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้คน เจ้าภาพ-ผู้จัดต่างๆ ที่จ้างงานก็คาดหวังสิ่งนี้จากผมกันทั้งนั้น ..ผมเก็บความสงสัยบางอย่างในสคริปต์ไปถามกับเจ้าภาพ พบนายอภิชณัฎฐ์ แสนกล้า สมาชิกระดับแถวหน้าของเครือข่ายยูฟัน (ที่ต่อมาโดนจับไปเป็นคนแรกเลย) เขาแสนกล้าสมชื่อเขากล้าทำธุรกิจนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสันและเป็นเจ้าของงานในค่ำคืนนั้น แกเล่าสิ่งที่ผมสงสัยว่า “ยูโทเค่นคืออะไร?” ให้ฟังโดยเรียกแทนตน “อ.นัด” และ “พี่นัด” เวลาพูดกับผม ได้อธิบายว่ามันเป็นสกุลเงินอิเลคทรอนิกส์ ผมเองถามสวนว่าใช่แบบเดียวกับ “บิตคอยน์” หรือไม่? แกส่งสายตามองผมอย่างสนใจ “ใช่เลยคุณหนุ่ยนี่หลักแหลมมากที่เข้าใจบิตคอยน์” ..”แต่บิตคอยน์ไม่ได้รับการยอมรับจากธนาคารแห่งประเทศไทยนี่ครับ?” ผมแย้งต่อด้วยความสงสัย “อ้าว! ก็ของเราได้รับการยอมรับจากประเทศมาเลเซียนี่นา” เขาเสริมให้ผมมั่นใจ “แต่ถึงอย่างไรกฎหมายไทยก็ไม่อนุญาตให้มีการตั้งสกุลเงินเองนี่นา” ผมยังสงสัยอยู่แบบเด็กโลกสวย ..เขาจึงปิดท้ายการอธิบายด้วยประโยคเด็ดว่า “ทุกอย่างอยู่ในโลกไซเบอร์…คุณหนุ่ยก็เข้าใจโลกไซเบอร์ดีมิใช่รึ?” หลังจากนั้นผมก็หันกลับมารับบรีฟจากทีมสตาฟ์จากบริษัทออกาไนเซอร์ที่รับหน้าที่ดูแลงาน

image1

งานดำเนินไปอย่างคึกคักตามที่วิดีโอแผ่นที่ตำรวจได้หลักฐานมาบันทึกไว้ ผมเพิ่งได้ดูไฟล์บันทึกภาพนี้ครั้งแรกที่บก.ปคบ.ไปพร้อมๆกับนักข่าวจำนวนมากที่รุมล้อมรอทำข่าว นึกในใจ “เออ..กุคล่องแคล่วเกินไปอย่างที่คุณตำรวจเค้าบอกจริงๆ” ตำรวจพินิจว่าผมพูดได้เองโดยไม่ได้อ่านสคริปต์เลย.. ผมโชคดีที่ไฟล์สคริปต์ยังถูกรื้อออกมาได้จากอีเมลของภรรยา ทั้งๆที่ผมเพิ่งเคลียร์เมล์บ๊อกซ์แบบยกเข่งไปไม่นานนี้ (ตอนพลตำรวจโทสุวิระบอกกับผมทางโทรศัพท์ว่าให้หาหลักฐานปกป้องตนเองที่เป็นสคริปต์มาแสดงด้วยให้ได้ ผมขนลุกซู่เลย เพราะผมเพิ่งเคลียร์ Gmail ไปเกลี้ยง) งานนี้ก็เรียกว่ารอดได้เพราะภรรยาแหละครับ ภาพบ่งชี้ว่าผมถือ iPad Air2 เครื่องที่ภรรยาผมซื้อให้เป็นของขวัญครบรอบแต่งงานเมื่อปีก่อน ผมถือเครื่องเดิมไปเลยพร้อมบอกคุณตำรวจว่า “นี่..ไง เห็นไหมครับว่าผมมีจังหวะก้มอ่านสคริปต์บ้างเป็นระยะๆ” ..ต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจการทำงานที่คล่องแคล่วเกินไปของผมว่าควรก้มอ่านสคริปต์บ้างอย่าได้อาย

กระบวนการยุติธรรมเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและยากมากต่อการลงรายละเอียดสำนวน ผมเกือบไปแล้วจริงๆ กับเท้าที่เหยียบเข้าตะรางไปแล้วครึ่งหนึ่ง เส้นแบ่งระหว่างการเป็น “ผู้ต้องหา” กับ “พยาน” นั้น “บางมากๆ” .. ตำรวจทั้งคณะเชื่อใจผมว่าผมอ่านและพูดมันออกมาจากสคริปต์งาน และสคริปต์งานชิ้นนี้ก็ดันมี “รายชื่อ” ของผู้ได้รับรางวัลในค่ำคืนฉลองชัยอีก 44 รายนาม (บางรางวัลนั้นซ้ำคนกันบ้าง) ..ตำรวจชุดคลี่คลายคดียูฟันนี้จึงตัดสินใจร่วมกันที่จะกันผมออกไปเป็น “พยาน” และเป็น “พยานปากสุดท้าย” ของคดีนี้ พลตำรวจโทสุวิระ ทรงเมตตา (เมตตาสมชื่อครับ) ได้แถลงต่อหน้าสื่อมวลชนว่าตำรวจทำงานไปได้ 98% แล้วและผมเป็น 2% สุดท้ายให้ตำรวจทำงานครั้งนี้ได้ 100% เต็ม … ท่านอนุญาตให้ผมกลับบ้านได้ชั่วคราวเพื่อไปดูแลงานเลี้ยงของลูกสาว โดยย้ำว่า “ผมเข้าใจความรู้สึกคุณ” และผมกลับสู่บก.ปคบ.อีกครั้งในอีก 3 ชม.ถัดมา และได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจโดยการตอบทุกคำถามให้เหมาะสมกับความรู้ที่มี ผมได้เห็นเอกสารสำนวนกองโตที่ตำรวจทำมาตลอด 3 เดือน แค่เอกสารคำพูดของผมจากแผ่น DVD ที่ตำรวจต้องถอดออกมาก็หนามากเกินกว่าวิทยานิพนธ์ 1 เล่มแล้ว (เวลาชั่วโมงครึ่ง ผมพูดมันอะไรหนักหนานะ?) คุณตำรวจถามผมว่าผมพูดอย่างไรถึงได้ตั้ง 70,000.- คุณตำรวจท่านนี้จบดร.ด้วย บ่นตัดพ้อแบบขำๆว่า เขาถูกราชการเชิญไปพูดให้ผมชั่วโมงละ 300.-เอง บางทีพูดเสร็จให้แค่ “ปากกา” มาด้ามเดียว! (ฮา) … ผมชี้ชัดคุณตำรวจไปว่า ผมแค่รักษามาตรฐานงานของผม ผมรู้สึกแปลกๆบ้างแหละกับงาน พวกเขาพูดบนเวทีว่าชีวิตลำบากมานานพอมาเจอยูฟันก็ร่ำรวยพรวดๆกอดกันร้องห่มร้องไห้ แถมพูดให้ผมสะดุดกึกอย่าง “เงินคือพ่อของพระเจ้า!!” แต่ผมก็มีมารยาทพอที่จะไม่เดินหันหลังออกมาก่อนจบงานในเมื่อความผิดตรงนั้นมันยังมองไม่ชัด (ชัดอย่างเดียวเลยคือ ‘ไอ้พวกนี้เพี้ยนป่าววะ?’) น้องสตาฟออกาไนซ์ฯทั้งชาย-หญิงถามตอนเดินมาส่งผมที่รถว่า “มันเป็นไปได้จริงๆหรือพี่ที่ได้เงินกันขนาดนี้?” ผมทำได้ดีที่สุดตอนนั้นคือตอบไปว่า “เงินที่เห็นขึ้นพรวดๆในแอปมันคือเลขสมมติ มันคงจะสมมติให้เราคิดไปเองว่าได้แล้วๆ แต่แท้จริงแล้วเรายังไม่ได้เบิกเงินมันออกมาใช้จริงต่างหาก! พี่ว่าถ้ามันจริงอ่ะนะ…ก็คงไม่มีใครต้องลำบากประกอบสัมมาอาชีพแบบสุจริตชนกันหรอกนะ” …สู้ๆครับคนทำงานสุจริตชนทุกคน 🙂

image5

แสดงความคิดเห็น

หนุ่ยรู้โลกรู้

หนุ่ย พงศ์สุข #สรุปความรู้ที่ได้จากทริปเชียงใหม่ 1 ธันวาคม 2017

Published

on

‘หนุ่ย พงศ์สุข’ พบ ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ และ ‘กบ อภิพันธ์’ หัวหอกแอป #SCBEasy กับมาดการจ่ายง่ายแบบ #แม่มณี

***บทความนี้พงศ์สุขเขียนจากการถาม พูดคุยแลกเปลี่ยนแบบใกล้ชิดบนโต๊ะอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ และหยิบเนื้อหามาสรุปมวลความรู้ให้เข้าใจง่ายตามสไตล์ #ไม่ใช่การหยิบยกคำพูดจากผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ทั้งหมดที่ท่านกำลังจะได้อ่านเป็นสำนวนจากลีลาพงศ์สุขเอง

เล่าถึง Status ของการพัฒนาแอป SCB Easy และระบบ QR Code Pay

SCB ออกจาก Sandbox (กะบะทดลอง) ของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า (ที่เปิดๆตัวกันมาก่อนหน้านี้คืออยู่ใน Sandbox เท่านั้น) ขณะนี้จึงสามารถรองรับการรับ-จ่าย #QRCodePay โดยสมบรูณ์แบบ อ่าน QR Code ข้ามได้ทุกธนาคาร และขณะนี้ก็มี 5 ธนาคารใหญ่ที่พร้อมแล้วแบบนี้เช่นเดียวกัน

…วิธีนี้ผูกกับภาพของระบบ #PromptPay นโยบายด้านการเงินใหญ่ของประเทศ (ที่คนไทยเสือกกลัว) ทำให้ประชาชนหมดภาระเรื่องค่าธรรมเนียม การโอนต่างธนาคารที่เคยมีมาตั้งแต่อดีตกาล (รัฐบาลสั่งทุบโต๊ะให้ทุกธนาคารพัฒนาระบบหลังบ้านใหม่ร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการโอน) ธนาคารขาดรายได้ด้านค่าธรรมเนียมก็จริง แต่ทุกธนาคารเห็นดีด้วยที่จะทำเพื่อที่มันจะกระตุ้นให้คนไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ได้ ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น เพราะแต่เดิมการจัดการเก็บรักษาธนบัตรก็เป็นคอร์สบริหารจัดการที่มหาศาลของธนาคารเหมือนกัน *ทั่วโลกมีแนวทางเดียกันในด้านนี้ และประสบความสำเร็จมากแล้วในจีน

… วิธีนี้ดีมากๆ และคงโง่มากหากใครจะมัวหลงเชื่อข้อความหลอกลวงทาง LINE ที่กล่าวว่าจะโดนแฮกง่ายหากเปลี่ยนเบอร์มือถือ (แม่งไม่ได้เกี่ยวเล๊ย~! เพราะเบอร์โทรเราเอาไว้ “รับเงิน” ไม่ใช่เอาไว้ Log In เข้าระบบ ซึ่งนั่นก็ต้องใช้รหัสลับอันยาวเหยียดที่เรากำหนดเองอยู่ดี (หรือสแกนนิ้วหากมือถือคุณรองรับ)

การสมัคร QR Code Pay ง่าย ๆ เพียง 3-4 จิ้ม

.. การสมัคร QR Code Pay ทำได้เพียงกด 3-4 จิ้ม บนแอป มันสัมพันธ์กับการเปิด PromptPay เลือกผูกบัญชีกับเบอร์โทรศัพท์ หรือ เลขบัตรประชาชน (เอาที่สบายใจ) จบเลย! รอ ‘รับการจ่าย’ ง่าย คนจ่ายไม่มีค่าธรรมเนียม คนขายไม่ถูกตัดเปอร์เซ็นต์ใดๆ ได้เงินเต็มๆ เพราะมันคือการ “โอนไว” ไม่ใช่บริการบัตรเครดิตนี่นะ

คุณโจ้ ธนายอมรับว่าการทำแอปใช้งานง่ายประเภทนี้ทำให้ธนาคารขาดรายได้จาก SMS Alert ไปเป็นหลักพันล้านบาท/ปี แต่ต้องทำ ไม่งั้นธนาคารอาจสูญพันธ์เหมือน Kodak® และ Nokia® ถ้าไม่ปรับตัวเดี๋ยวนี้

SCB สร้าง Users จากมหาวิทยาลัยก่อนเพราะเด็ก Gen Z เขาไวต่อการรับเทคโนโลยี พอเด็กใช้กันมาก แม่ค้าแม่ขายก็จะยอมเปิดบัญชีรับจ่ายด้วย QR Code นี้เอง (หลักการเดียวกับ AliPay®ในไทย คือพอนักท่องเที่ยวจีนทะลักเข้ามามาก ใครๆก็อยากได้เงินจากนักท่องเที่ยวจีน ก็ยอมเปิดบัญชี AliPay® ใช่ไหมล่ะ!)

โมเดล Cashless Society ของจีนแข็งแรงมาก มากซะจน SCB มั่นใจว่าจะเกิดในไทยด้วย แม้จังหวะเวลานี้อาจไม่สวยนักเนื่องจากคนยังติดใจกังวล(ไปเอง) ในสมองด้วยข้อความสับขาหลอกทางไลน์เกี่ยวกับพร้อมเพย์ ทำให้เกิดความกังวลใจและไม่กล้าใช้ แต่ยังไงก็แล้วแต่

ถ้าธนาคารไทยไม่ทำ มันก็จะเป็นการปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาทุ่มตลาดทำ

สุดท้ายเราก็จะสูญเสียตลาดนี้ให้กับต่างชาติเหมือนกับที่สูญเสียตลาดเพลงให้แอปจีน ตลาดหนังให้กับแอปอเมริกา/มาเลย์ฯ หรือตลาดรายการทีวี-บันเทิงให้เฟซบุ๊ก ยูทูป ฯลฯ จะเอางั้นกับเรื่องการเงินด้วยหรือ??? มันคือเรื่องเสถียรภาพของประเทศเลยนะจ้ะ

การที่ SCB เข้ามาเชียงใหม่และโหมโรงโปรโมตแรงกับระบบที่พัฒนามาอย่างดีครั้งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันอนาคตของธนาคารไทยที่จะต้องไม่สูญเสียตลาดการเงินให้กับ FIN Tech ข้ามชาติ .. ซึ่งจำเป็นมาก และเราคงไม่อยากเห็นวันที่เราสูญสิ้นธุรกิจในประเทศไทยให้กับเทคโนโลยีต่างชาติไปซะทั้งหมด (มีบ้างได้ครับ เป็นสีสัน แต่ไม่ใช่จะไม่มีที่ยืนให้แอปไทยที่แข็งแกร่งเลย)

ขณะนี้ SCB ใช้เงินลงทุนกับการกระตุ้นตลาดตรงนี้เกิน 100 ล้านบาทแล้ว

…เปิดใช้กันเยอะๆนะครับ #SCBEasy

—— ข้อฉุกคิด ——-

ปัจจุบันธนาคารน่าจะได้เปรียบคนทำแอป eWallet ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เพราะว่าธนาคารเองมีบัญชีออมทรัพย์ของลูกค้าอยู่แล้ว แค่ Convert มันมาเป็น eWallet ได้เลยด้วยหน้าตาใช้งานที่เข้าใจง่ายโดยไม่ต้องให้ผู้คนไปโอนใส่ หรือไปเติมเงิน

แต่ธนาคารเองก็ต้องทำโปรโมชั่นหรือจับใส่บริการจอง-จ่าย-จบ ง่ายๆไว้ในแอป เช่น ซื้อตั๋วหนัง จองร้านอาหาร ซื้อของเล็กๆน้อยๆ ผมเสนอไอเดียซื้อล็อตเตอรี่ออนไลน์ ถ้าทำได้น่าจะกระฉูดนะ แต่กฎหมายต้องปรับตัวไวกว่านี้ ไม่ต้องไปกลัวคนมอมเมา เพราะทุกวันนี้เป็นฉลาก ก็ลุ้นกันเยี่ยวเหนียวเยี่ยวแตกกันอยู่แล้ว สถานีข่าวไหนไลฟ์ถ่ายทอดการออกรางวัลนี่วิวท่วม! แต่ถ้าเป็นการซื้อผ่านแอป มันตรวจให้เลยไง เสียเวลาชีวิตน้อยลงด้วยต่อการไปลุ้น …ดูแอปธนาคารออมสินเป็นตัวอย่าง GSB MyMo™ ซื้อสลากดิจิทัลออมสิน เวิร์คมากอย่างผิดหูผิดฟอร์มรัฐ

พี่โจ้ ธนา และพี่กบ อภิพันธ์ ฟันธงว่าปีหน้า 2018 จะเป็น ‘ปีแห่งแบงค์’ การตลาดจะทุ่มอีกมาก ฟาดฟันกันอีกบาน ด้วยงบการตลาดมหาศาล เหมือนยุคเรียกลูกค้าเข้าค่ายของบริษัทโทรคมนาคมตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งพอมาถึงวันนี้ คนเคยสร้าง dtac ให้เติบโตมากับมืออย่างพี่โจ้ ก็สลับหน้าที่มาเหนื่อยด้วยอีกครั้ง!

องค์กร SCB เองปีหน้าก็น่าเร้าใจมาก เพราะได้ “วิลาสินี พุทธิการันต์” หรือพี่แอ๊ว มือสร้าง AIS Serenade Call Center ที่เกษียนอายุแล้วแต่ยังไฟเธอยังแรง (ทำงานหนักมาตลอดชีวิต จะให้หยุดคงเหงา) มาช่วยสร้างวัฒนธรรมความเนี๊ยบแห่งการให้บริการภายใต้แบงก์ใบโพธิ์ม่วงนี้ด้วย

เอาใจช่วยครับ …มีอะไรก็ให้บอก เพราะผมชอบบอกต่อผู้คน 🙂 ขอบคุณทีมงานทุกฝ่ายที่ชวนไป

หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ : ผู้บันทึก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

feature

พาจับของจริงโน้ตบุ๊ก Starwars ที่คุณต้องเลือกด้านมืดด้านสว่าง? และ VR ใหม่ให้คุณเป็นเจไดสมจริง!

Published

on

หนุ่ย พงศ์สุข บินลัดฟ้าไปสู่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เข้าร่วมงาน Internationale Funkausstellung Berlin หรืองาน IFA 2017 เป็นงาน Consumer Electronic ที่เทียบเท่ากับทางงาน CES 2017 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ โดยผู้ผลิตสินค้าและบริการด้าน IT ทั้งหมดก็จะขนเอาเทคโนโลยีมากมายมาให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกันแบบเต็ม ๆ ในวันที่ 1 – 5 กันยายนนี้

แน่นอนว่าปีนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากมายมาเปิดตัวในงานนี้โดยเฉพาะทาง Lenovo ก็ได้มีการขนเอาเทคโนโลยีเด่น ๆ มาให้เราได้รับชมกันอย่างเต็มที่ โดยที่เขาได้เปลี่ยนแปลงสโลแกนใหม่เป็น “Different is Better” หรือ ความแตกต่างคือสิ่งที่ดีกว่า โดยเน้นการสร้าง Look and feel ให้ดูมีความทันสมัย มีสีสันสวยงามเอาใจวัยรุ่นยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการเปิดตัวครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเขาก็ได้จัดเต็ม จับมือกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Star Wars มาร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ในงานนี้แบบเต็ม ๆ !!

Project VR by Lenovo

ซึ่งสิ่งแรกที่ทาง Lenovo เปิดตัวแล้วเรียกเสียงฮือฮาให้กับสื่อทั้งโลกที่เดินทางมาในงาน IFA 2017 นี้คือ JEDI Challenges ซึ่งเป็นระบบ VR ที่ทาง Lenovo พัฒนาขึ้นมาใหม่โดยเอาธีมของ Star Wars มาดึงความรู้สึกของผู้เล่นให้ได้รับประสบการณ์เหมือนเข้าไปอยู่ในโลกของ JEDI ผ่านแว่น VR ตัวนี้ ซึ่งโปรเจ็ค JEDI Challenges ตัวนี้ก็ได้มีการร่วมมือกับทาง Disney® เพื่อพัฒนาขึ้นมาอีกด้วย

โดยแว่น VR ของ Lenovo จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกันคือ

  • Lenovo®Explorer™ เป็นรุ่นใหญ่ แนว StandAlone มีจอมาให้ในตัว (เหมือน Occulus Riff และ HTC VIVE) ไม่ต้องพึ่งพามือถือ แต่พึ่งพาคอมพิวเตอร์ระดับ VR Ready สามารถใช้งานได้ทุกรูปแบบของ VR และรองรับซอฟต์แวร์อื่นๆในอนาคต จุดแตกต่างคือเป็น Mix Reality ด้วยสามารถนำมามองจริงซ้อนทับกราฟฟิกได้ในนิยามของ AR … ต้องลุ้นว่าโลกจะตอบรับดีแค่ไหน
  • Lenovo® JediChallenges™ ใช้สมาร์โฟนหลากหลายยี่ห้อเสียบเข้าไป โดยลงแอปเกมนี้ มีเซ็นเซอร์วางไว้กับพื้นจับการเคลื่อนไหวดาบ Lightsaber ได้โดยไม่ต้องติดตั้งเยอะ ตัวดาบเองเชื่อมกับสมาร์ทโฟนด้วย Bluetooth

อุปกรณ์เสริมแว่น VR

  • ดาบ Light Saber ที่เป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงกับ VR สามารถเปลี่ยนสีได้ตามสิ่งที่ตาเราเห็น
  • Sensor จะใช้เป็นอุปกรณ์รับสัญญาณวางไว้ตรงกลางพื้น แล้วจะทำการส่งสัญญาณไปรอบ ๆ เพื่อมองหาว่าตัวแว่นอยู่ทางไหน ลดความวุ่นวายในการติดตั้งได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องใช้การรับสัญญาณตรงมุมแบบเดียวกับ HTC Vive
  • ส่วนของ Joystick ก็ทำออกมาในรูปแบบคล้าย ๆ HTC Vive แต่ก็ออกแบบมาให้สัมพันธ์กันได้เป็นอย่างดี

ซึ่งทาง Lenovo เชื่อว่ามันจะขายดีมากในเทศกาลคริสต์มาสที่จะถึงนี้ โดยคุณ Matt Bereda ผู้อยู่เบื้องหลังงานสร้างนี้ตอบคำถาม ‘หนุ่ย พงศ์สุข’ ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน? เขาตอบว่า เขาตัดสินใจทำให้แว่น VR ตัวนี้ทำงานได้บน Application เดียวเพราะเขารู้ว่าคนทั่วไปไม่ได้ต้องการอะไรจาก VR มากไปกว่านี้นอกจากเพื่อความสนุก เขาจึงเลือกสร้างแว่น VR ตัวเล็กที่กระชับและเปิดแว่นมองออกได้ เพื่อทำให้โลก VR เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยคอนเทนต์ของ Disney® และ Lucas Film® ที่ร่วมมือกันมาเป็นพิเศษ ในอนาคตดีสนีย์อาจไปจับมือกับใครอีกก็ได้ ไม่สามารถคาดเดา แต่เขามั่นใจว่าจะปล่อยอัปเดตแอปอีกเป็นสิบๆ ครั้งหลังจากเครื่องนี้วางจำหน่ายเพื่อให้ผู้ใช้ได้ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากวันแรกที่ซื้อ อย่างไรก็ตามทาง Lenovo ยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางจำหน่ายของแว่น VR ทั้ง 2 รุ่น

Notebook Star Wars

อีก 1 ความเจ๋งของทาง Lenovo เขาก็ได้มีการเปิดตัว Notebook ตัวล่าสุดในชื่อรุ่น YOGA® 920 Glass™ ที่มี Logo ของฝ่าย Light Side และฝ่าย Dark Side ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ใครจะเลือกสีไหนคิดให้ดี ระวังจะเจอเพื่อนรุมไม่รู้ตัว บอกเลยว่า ‘May the Force be with You’ส่วนของสเปค ราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด

ซึ่งคลิปต่อไปทางหนุ่ย พงศ์สุข จะพาคุณมาชม Motorola X4 มือถือเรือธงจาก Lenovo ตัวล่าสุดที่บอกเลยว่าสเปคจัดเต็มให้สาวกแน่นอน !

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

หนุ่ยรู้โลกรู้

หัวเว่ยเดินหน้าขับเคลื่อนโลกด้วย “คลาวด์ 2.0” หวังสร้างโลกอัจฉริยะ

หัวเว่ยใจป้ำเชิญผู้นำในแวดวงไอทีกว่า 20,000 คนจาก 120 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมงาน “HUAWEI CONNECT 2016” จัดขึ้นภายใต้ธีม “Shape the Cloud” งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกและถือเป็นการประชุมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่หัวเว่ยเคยจัดขึ้น เรียกว่าล้อมทั้งเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ไหนจัดงานได้จะมีป้ายดอกบัวแดงหัวเว่ยหมด เพื่อแสวงหาแนวทางสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมต่างๆให้ก้าวทันการปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ 2.0 ที่ใหม่และให้การสนับสนุนต่อการสร้าง “ระบบนิเวศน์คลาวด์” เพื่อทุกๆ คนบนผืนโลก

Published

on

รายงานสดโดย หนุ่ย พงศ์สุข ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-2 กันยายน 2016 จากนครเซี่ยงไฮ้

exhibition02

หัวเว่ยใจป้ำเชิญผู้นำในแวดวงไอทีกว่า 20,000 คนจาก 120 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมงาน “HUAWEI CONNECT 2016” จัดขึ้นภายใต้ธีม “Shape the Cloud” งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกและถือเป็นการประชุมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่หัวเว่ยเคยจัดขึ้น เรียกว่าล้อมทั้งเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ไหนจัดงานได้จะมีป้ายดอกบัวแดงหัวเว่ยหมด เพื่อแสวงหาแนวทางสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมต่างๆให้ก้าวทันการปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ 2.0 ที่ใหม่และให้การสนับสนุนต่อการสร้าง “ระบบนิเวศน์คลาวด์” เพื่อทุกๆ คนบนผืนโลก

หัวเว่ยมีวัฒนธรรมองค์กรที่จะดึงคนเก่งๆ ขึ้นมาเป็นซีอีโอหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ

มร. เคน หู Rotate CEO ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ (ขอเล่าก่อนนิดครับว่าหัวเว่ยมีวัฒนธรรมองค์กรที่จะดึงคนเก่งๆ ขึ้นมาเป็นซีอีโอหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ โดยจะดำรงตำแหน่งไม่กี่เดือนและส่งต่อให้คนใหม่ๆต่อไปขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก ใครเคยขึ้นมาแล้วก็จะกลับไปทำงานด้านที่ตนเองสนใจ บริษัทนี้มีพนักงานถึง 1 แสน 7 หมื่นคนเลยใช้ระบบสมบัติผลัดกันชมนี้ และความน่าทึ่งอีกอย่างคือ “ถือหุ้นทั้งหมดโดยพนักงานด้วยกัน” เป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ยอมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และไม่ได้ถูกถือหุ้นโดยรัฐบาล …รัฐบาลเป็นเจ้าของบริษัทคู่แข่งคนสำคัญของหัวเว่ยนั่นคือ ZTE® และใช้กลยุทธขายแบบ G2G รัฐต่อรัฐกับประเทศที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของเครือข่าย)

มร. เคนหูได้กล่าวในงาน HUAWEI CONNECT 2016 ถึงกลยุทธ์ของหัวเว่ยที่จะขับเคลื่อนโลกด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ที่ใช้งานอย่างกว้างขวางขึ้น จริงจังขึ้น และทุกคนบนโลกจะใช้มันผ่านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัว(แบบไม่รู้ตัว)จำนวนมากในยุค IoT ที่กำลังจะมาถึงนี้

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกที่หัวเว่ยได้แสดงให้สาธารณชนได้เห็นถึงการพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ให้ครอบคลุมรอบด้านจริงๆ

“หัวเว่ยมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ขับเคลื่อนและผลักดันโลกอัจฉริยะ บริษัทจะยึดมั่นในวิถีปฏิบัติขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที ให้บริการเทคโนโลยีระบบคลาวด์ 2.0 ที่คิดค้นขึ้นใหม่ หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับผู้ให้บริการทั่วโลกที่สามารถตอบสนองการขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคดิจิทัลและคลาวด์ 2.0 โดยอาศัยหลักการดังกล่าว ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศคลาวด์อย่างจริงจังด้วยการเปิดกว้างทางความคิด การให้ความร่วมมือ และแบ่งปันความสำเร็จเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะเป็นเสาหลักของโลกอัจฉริยะในยุคต่อไป” มร. หู กล่าว

มร. เคนหู ได้เปรียบเทียบอุปกรณ์ต่างๆในยุคหน้าว่าเป็น “เครื่องมือถ่ายทอดความรู้สึก” (Feeler) ที่ทำให้สิ่งต่างๆ สามารถรับรู้ได้ถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ เครือข่ายจะเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน โดยมีระบบคลาวด์เป็นหัวใจหลักที่สร้างความอัจฉริยะให้กับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น องค์ประกอบทั้งสามนี้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมในการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ ช่องทางรับส่งข้อมูล และระบบคลาวด์ และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่หัวเว่ยจะลงทุนในภายภาคหน้าอีกด้วย

S__8904712

“ในช่วงห้าถึงสิบปีข้างหน้า เราจะได้เห็นอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิดที่สามารถปรับการทำงานให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ ทุกคนและทุกสิ่งจะสามารถรับรู้ได้ถึงสภาวะรอบข้าง โดยมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นจุดป้อนข้อมูลเข้าสู่โลกอัจฉริยะ ทั้งเครือข่ายใยแก้วและเครือข่ายไร้สายจะสามารถให้บริการเชื่อมต่อผ่านอัลตร้าบรอดแบนด์ได้อย่างทั่วถึงทั้งโลก ในขณะเดียวกัน คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงถึงกันอยู่ทั่วโลกก็จะสามารถรวบรวมข้อมูลมหาศาล เกิดเป็น ‘มันสมองดิจิทัล’ ในระบบคลาวด์ มันสมองดิจิทัลนี้จะมีการพัฒนาแบบเรียลไทม์ และไม่มีวันเสื่อมสภาพ เพื่อสร้างความอัจฉริยะที่ผู้คนและเครื่องจักรสามารถดึงออกมาใช้เมื่อใดก็ได้เพียงเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ในระบบไฮสปีด” มร. หู กล่าว

มร. หู ให้ความเห็นว่าองค์กรต่าง ๆ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในยุคคลาวด์ 2.0 เนื่องจากนวัตกรรมด้านโซลูชั่นจะปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการใช้งานที่จำเพาะขององค์กร เมื่อพิจารณาในแง่นี้ หัวเว่ยจึงมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ โดยทำความเข้าใจถึงความต้องของลูกค้าอย่างเจาะลึก เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ผสานนวัตกรรมได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า หัวเว่ยให้บริการโซลูชั่นระบบคลาวด์แบบผสมผสานที่สามารถส่งมอบและใช้งานได้ง่ายตามหลักสถาปัตยกรรมแบบเปิดที่รวมเป็นระบบเดียว

โซลูชั่นสำหรับองค์กรยุคใหม่

others05

โซลูชั่นเหล่านี้เปิดให้ใช้งานในวงกว้าง มีความปลอดภัยสูง และมีประสิทธิภาพการทำงานในระดับองค์กรที่ครบวงจรในจุดเดียว ทั้งยังมีคุณสมบัติด้านการใช้งานที่ออกแบบมาให้สามารถตอบสนองจุดบกพร่องที่ลูกค้าต้องการแก้ไขได้อย่างตรงจุด นอกจากโซลูชั่นที่เน้นการใช้งานเฉพาะด้าน หัวเว่ยยังเน้นย้ำด้วยว่าระบบนิเวศคลาวด์จำเป็นต้องพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า และทุกองค์กรที่อยู่ในระบบนิเวศนี้จะต้องสร้างคุณค่าที่มีลักษณะเฉพาะขององค์กร มร. หู ย้ำด้วยว่าหัวเว่ยจะไม่เผยแพร่เทคโนโลยีคลาวด์ที่มีอยู่ในมือด้วยตนเอง ในฐานะของผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศน์คลาวด์ หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกรายสร้างสรรค์เทคโนโลยีคลาวด์ในทุกรูปแบบ

องค์กรต่าง ๆ ที่กำเนิดขึ้นในยุคเทคโนโลยีคลาวด์ได้กลายเป็นผู้นำการพัฒนายุคแรกของคลาวด์ และสร้างกระแสปั่นป่วนให้กับหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก มร. เคน หู เชื่อว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นยุคคลาวด์ 2.0 ซึ่งเป็นจุดรุ่งเรืองของเทคโนโลยีคลาวด์เชิงอุตสาหกรรมอันมากมายนับไม่ถ้วน

exhibition16

และในปี 2025 หัวเว่ย คาดการณ์ว่าโชลูชั่นไอทีสำหรับองค์กรทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นเทคโนโลยีคลาวด์ และมากกว่าร้อยละ 85 ของแอพลิเคชั่นสำหรับองค์กรจะใช้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นพื้นฐาน ทุกบริษัทจะผสานธุรกิจของตนเข้ากับคลาวด์ และจะคอยเสาะหาโซลูชั่นคลาวด์ที่เหมาะสมกับองค์กรของตนมากที่สุด นอกจากนี้ มร. เคน หู ยังได้แชร์ประสบการณ์ของหัวเว่ยในด้านการเปลี่ยนโฉมไปสู่เทคโนโลยีคลาวด์ เน้นย้ำความสำคัญในการสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีคลาวด์ รวมทั้งแนะนำ 3 มาตรการสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถเปลี่ยนโฉมองค์กรและสร้างมูลค่าจากคลาวด์ได้

ประการแรก องค์กรต่าง ๆ จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและความเชื่อที่พวกเขามีต่อบทบาทของเทคโนโลยีไอซีที และหันมามองเทคโนโลยีไอซีทีในฐานะระบบการผลิตแทนที่จะเป็นเพียงระบบสนับสนุน ตลอดจนใช้เทคโนโลยีในเชิงรุกในการออกแบบขั้นตอนการผลิตเสียใหม่ ประการที่สอง องค์กรจะต้องหันมาพิจารณาพนักงานบุคลากร และเสริมทักษะความรู้เทคโนโลยีไอซีทีพื้นฐานให้แก่พวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องปรับใช้กับเทคโนโลยีคลาวด์ ประการที่สาม องค์กรจะต้องคิดการให้ใหญ่และทำตามแผนการที่วางไว้ทีละขั้น ๆ อย่างต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงความสำเร็จที่เทคโนโลยีเหล่านั้นจะนำมาให้ด้วย มร. เคน หู กล่าว

“คลาวด์กำลังเปลี่ยนโฉมทุกสิ่ง” มร. เคน หู กล่าว “เรามองความเปลี่ยนแปลงเป็นดั่งกระบวนการของการเกิดใหม่ สำหรับธุรกิจในยุคคลาวด์ 2.0 แล้ว การเปลี่ยนแปลงจะนำมาซึ่งความหวัง และเราก็จะสามารถสร้างอนาคตผ่านการลงมือทำได้”

ในงานหัวเว่ย คอนเน็ค ประจำปีนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหมุนเวียนตามวาระ ของหัวเว่ย ทั้งสามท่าน ได้แก่ มร. เคน หู มร. อีริค ซวี และมร. กัว ผิง จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานในแต่ละวัน วิทยากรท่านอื่นๆ ที่จะมาร่วมบรรยายในงานนี้ ได้แก่ ไบรอัน เคอซานิทช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเทล คอร์ป, วิสชาล ซิคคา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโฟซิส เทคโนโลยี, โทมัส เซาเออร์เอสสิค รองประธานอาวุโส บริษัท เอสเอพี เอจี และ แอนดรูว์ แมคอาฟี หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์และวิจัยแห่งสถาบัน MIT Sloan School of Management

 

งานหัวเว่ย คอนเน็ค 2016 เป็นงานที่บรรดาองค์กรบริษัทชั้นนำในระบบนิเวศอุตสาหกรรมไอซีทีต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ อาคารนิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟขนาด 18,000 ตารางเมตร ของศูนย์การประชุม Expo Center ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยบริเวณครึ่งหนึ่งของชั้นนิทรรศการจะจัดแสดงนวัตกรรมความก้าวหน้าของพันธมิตรในอุตสาหกรรมของหัวเว่ย ซึ่งประกอบด้วยกว่า 80 องค์กรและผู้สนับสนุนในอุตสาหกรรมของหัวเว่ยและในระบบนิเวศอุตสาหกรรมไอซีที

พันธมิตรชั้นนำที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้แก่ Intel®, HGST, SAP, Accenture, Infosys, OpenStack, และสมาคม GSMA สำหรับการประชุมสัมมนา หัวเว่ยจะพูดเน้นย้ำเรื่อง 4 เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คลาวด์, บิ๊กดาต้า, เครือข่าย Software Defined Networking (SDN) และเทคโนโลยี IoT รวมทั้งเปิดตัว 8 โซลูชั่นเรือธงสำหรับสตอเรจคลาวด์ บริการคลาวด์ และคอนโทรเลอร์เครือข่าย SDN ของหัวเว่ยด้วย โซลูชั่นเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ระเบียบวาระดิจิทัลของลูกค้าทั้ง 9 กลุ่ม เช่น รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ การเงิน โทรคมนาคม พลังงาน และสื่อ ให้สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานหัวเว่ย คอนเน็ค 2016 สามารถเข้าไปที่เว็บ huawei.com ได้เลยครับ

หนุ่ย-พงศ์สุข รายงาน

หนุ่ย-พงศ์สุข รายงาน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!