Connect with us

บทความเทคโนโลยี

5 ข้อเสียของ iPhone ที่แม้จะได้เครื่องฟรียังตัองคิดว่าจะใช้ไหม (ขายทิ้งไปใช้ Android ดีกว่า)

หลังจากผ่านการรีวิวสมาร์ตโฟนฝั่ง Android มานานหลายเดือนติดต่อกัน ในที่สุดแอดก็ได้กลับมาใช้ iPhone เครื่องส่วนตัวสักที แต่การกลับมาใช้ครั้งนี้ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม มีหลายอย่างที่น่าหงุดหงิดมากเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับจากฝั่ง Android วันนี้จึงเขียนบทความนี้เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ที่ iPhone ทำได้แย่กว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปๆ ของฝั่งแอนดรอยด์มาก ดังนี้

1. iPhone ชาร์จก็ช้า แบตก็หมดเร็ว

ประเด็นเรื่องระบบพลังงานนั้นมีปัญหากับ iPhone มาช้านานนะครับ ซึ่งแอปเปิ้ลก็อินดี้ ไม่คิดจะแก้ไขแบบที่มันง่ายๆ เหมือนกับสมาร์ตโฟนฝั่งแอนดรอยด์ที่เน้นเพิ่มความจุแบต แล้วพอแบตก้อนใหญ่ชาร์จช้าลง ก็พัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จไฟต่อ แต่ฝั่ง iPhone เล่นท่ายาก เน้นปรับปรุงประสิทธิภาพของ CPU ให้กินไฟน้อยลง จึงใช้งานได้นานขึ้น แต่ก็ยังตกม้าตายเรื่องความจุแบตเตอรี่อยู่ดี

ถ้าคุณอยู่ในโลกของ iPhone มาตลอด คุณอาจจะเคยชินว่าพอแบตหมดระหว่างวันก็เสียบชาร์จ หรือเสียบ Power Bank สิ เพราะแบตไอโฟนถ้าไม่ใช่เครื่องใหม่กิ๊กๆ ที่แบตยังจุอยู่ หรือเป็นรุ่นท็อปในตระกูล Max ที่ให้แบตมามากหน่อย มันมีความเสี่ยงจะหมดระหว่างวันได้เสมอครับ ผู้ใช้ iPhone จึงต้องมี Power Bank ติดตัวเอาไว้ตลอด

แล้วฝั่ง Android ล่ะ ในปีนี้ความจุแบตเตอรี่ขั้นต่ำเค้าเริ่มต้นกันแถวๆ 3700 mAh แล้ว ตัวเรือธงก็มักจะใส่มาระดับ 4000 mAh หรือตัวเน้นแบตหน่อยก็อัดมา 5000 mAh ซึ่งเมื่อเทียบกับ iPhone Xs นั้นมีแบตแค่ 2658 mAh หรือ iPhone XR ให้แบตมา 2942 mAh หรือ iPhone Xs Max ก็มีแบตแค่ 3174 mAh ก็จะเห็นว่าความจุนั้นเทียบกันไม่เห็นฝุ่น

ผลก็คือ ตลอดเวลาที่รีวิวเครื่อง Android แอดไม่เคยต้องพก Power Bank ติดตัวเลย เพราะแบตเตอรี่มันไม่เคยหมดระหว่างวัน แถมบางตัวยังมีแบตมากพอที่จะใช้ได้ 2 วันด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อกลับมาใช้ iPhone จึงปวดร้าวมากกับเรื่องนี้ที่แบตหมดเอาๆ ชีวิตไม่มีความซีเคียวในเรื่องแบตเลย

มาที่เรื่องความเร็วในการชาร์จแบตกันบ้างครับ ให้คลิปมันฟ้องเนอะ

iPhone คือสมาร์ตโฟนที่เป็นแชมป์ด้านการชาร์จช้าของโลก เครื่องก็ขายแพงที่สุด แต่ต้องให้ลูกค้าไปซื้อชุดชาร์จเร็วมาใช้เอาเอง เราก็ไม่รู้จะสนับสนุนให้แอปเปิ้ลมีกำไรเพิ่มขึ้นทำไม

2. iPhone มีความสามารถด้านการเชื่อมต่อที่ล้าหลัง

เรื่องนี้แอดเจอมากับตัวครับ เมื่อตอนไปเที่ยวปีใหม่นี้แหละ แอดไปพักต่างจังหวัดโดยใช้ iPhone เป็นสมาร์ตโฟนเครื่องหลัก ไม่ได้ติดเอา Android ไปด้วย ผลก็คืองานเข้าเลย T T

ที่พักที่ไปพักนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ค่ายที่แอดใช้ครับ ทำให้ใช้เน็ตหรือติดต่ออะไรไม่ได้เลย แต่โชคดีที่มี Wifi ของอีกค่ายหนึ่งซึ่งแอดมีรหัสอยู่พอดี แต่ WiFi นั้นใช้ได้ทีละเครื่องครับ ทำให้ต้องสลับการล็อกอิน WiFi กันไปกันมาระหว่างอุปกรณ์ทั้งหลาย เหนื่อยมั่ก ไปหลายคนด้วยไง

ที่นี้ถ้าคนที่ใช้ iPhone มาตลอด ไม่เคยใช้ Android ก็คงต้องยอมรับสภาพนี้ไป และไปย้ายค่ายมือถือให้มันมีสัญญาณครอบคลุมทั่วไทย แต่สำหรับคนใช้ Android มันไม่เป็นแบบนั้นครับ เพราะแอนดรอยด์รุ่นใหม่ๆ หน่อยจะมีความสามารถที่เรียกว่า Wi-Fi Bridge คือให้มือถือรับ WiFi ก่อน แล้วให้มันกระจายสัญญาณนั้นกลับมาเป็นชื่อของเรา เราก็จะใช้อินเทอร์เน็ตที่จำกัดให้ใช้ได้คนเดียวได้อย่างสุขขี แชร์ไปให้อีก 3-4 เครื่องใช้ได้เลย แถมสร้างเป็นเครือข่ายส่วนตัวของเราเอา ทำให้เอา Chromecast ไปต่อกับทีวีของโรงแรม แล้วเปิด Netflix ก็ทำได้

พอคิดได้แบบนี้ แอดได้แต่เศร้าใจว่าทำไมไม่เอา Android ไป

แล้วอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการเชื่อมต่อคือ iPhone นั้นไม่สามารถกระจายสัญญาณ Wifi หรือ Personal Hotspot แบบ 5 GHz ได้ครับ ซึ่งสำหรับการใช้ในเมืองแล้ว Hotspot 2.4 GHz ที่ไอโฟนปล่อยได้นั้นมันโดนรบกวนง่ายมาก และความเร็วก็ตกด้วย!

3. iPhone มีกล้องที่ดี แต่ไม่สุด ในขณะที่ราคาไปสุดทางแล้ว

เราไม่ได้ว่ากล้องของ iPhone นั้นไม่ดีนะครับ แต่เมื่อเทียบกับฝั่ง Android ที่ขายถูกกว่าแล้ว ก็อดนึกในใจไม่ได้ว่า iPhone มีปัญญาทำได้ดีที่สุดได้เท่านี้เหรอ

ปัญหาของกล้อง iPhone คือคู่แข่งฝั่ง Android นั้นพัฒนาเรื่องกล้องไปเร็วกว่ามาก และอุดช่องว่างที่เมื่อก่อนกล้อง iPhone เคยเป็นกล้องสมาร์ตโฟนที่ดีที่สุด จนตอนนี้ Android นั้นแซงไปแล้ว ซึ่งข้อจำกัดของกล้อง iPhone คือ

  • ถ่ายกลางคืนไม่สวย ในขณะที่ Android หลายรุ่นมีเทคโนโลยีเปิดหน้ากล้อง 3-4 วิเพื่อถ่ายภาพกลางคืนโดยไม่ต้องใช้แฟลชแล้ว
  • ไม่มีเลนส์ถ่ายรูปมุมกว้างมาก เชื่อเราเถอะว่าถ้าได้ลองมือถือที่มีเลนส์มุมกว้างแล้ว คุณจะอึดอัดกับการใช้กล้องไอโฟน
  • ถ่าย Selfies ไม่เนียบ จะว่ามันเรียลไปก็ได้ ฝรั่งมันชอบแบบนี้ แต่จะว่า Android ถ่ายหน้าคนแล้วดูหลอก มันก็ไม่ใช่แล้ว เทคโนโลยีการถ่ายหน้าคนของสมาร์ตโฟนจากจีนนั้นน่ากลัวมาก ถ่ายดูดีแบบไม่หลอกได้แล้ว
  • สีสันภาพที่ได้ดูตุ่นๆ แต่ก็เป็นสีแบบ iPhone เนอะ อันนี้คงแล้วแต่คนชอบ

แต่จุดเด่นของกล้อง iPhone คือมีแอปแต่งภาพเยอะมาก มีให้เลือกหลากหลายกว่า Android แต่แอดเป็นคนขี้เกียจแต่งภาพ อยากได้ภาพแบบถ่ายแล้วสวยเลย Android จึงตอบโจทย์กว่าครับ (ถ้าจะถ่ายไปแต่ง Android ก็ถ่ายเป็น RAW ไปแต่งต่อได้อีกเพียบนะ)

4. iPhone มีเรื่องระบบเสียงที่จัดว่าแย่ในกลุ่มเรือธง

เรื่องนี้อาจจะไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก ถ้าคุณเป็นคนที่ฟังเพลงทั่วไป ที่ใส่หูฟัง Bluetooth ฟังเพลงแบบชิวๆ ไม่ได้สนใจเรื่องพวก Hi-Res Audio นัก แต่สำหรับนักฟังเพลงแบบ Audiophile เราใช้ไอโฟนไม่ได้!

  • มันไม่มีช่องหูฟัง อันนี้ก็หงุดหงิดมากแล้ว โดยเฉพาะกับแอดที่รถไม่ได้มี Bluetooth นิน่า เวลาฟังเพลงในรถก็จะต่อสาย AUX จากมือถือเอา เวลาใช้ iPhone นี่เลิกฟังเพลงในรถจากมือถือเลย ต่อ Walkman ฟังเอาก็ได้
  • Bluetooth ไม่รองรับมาตรฐานเสียงดีๆ อย่าง aptX หรือ LDAC ทำให้เวลาซื้อหูฟังไร้สาย ก็ต้องดูรุ่นที่จูนมาสำหรับใช้กับ iPhone ด้วยถึงจะให้เสียงที่ดี แต่ก็ไม่ใช่คุณภาพเสียงสูงสุดที่ Bluetooth จะทำได้
  • ม่รองรับ Hi-res Audio ก็ไม่รู้จะเอาไฟล์ชนิดนี้ไปเล่นใน iPhone ยังไง เอาใหม่ มีคนเถียงว่ามันเล่นไฟล์ Hi-Res ได้ ก็ต้องเขียนลงรายละเอียดลึกลงไปอีก
    • การรองรับ Hi-Res Audio ของ iPhone นั้นจะรองรับโดยพื้นฐานที่ความละเอียดเสียง 48 kHz 24 Bit ถ้าไฟล์ที่ความละเอียดสูงกว่านี้จะเล่นบนแอปปกติของเครื่องไม่ได้ ต้องใช้ท่ายากเล่น
    • การใช้ตัวแปลง Lighting เป็น 3.5 mm ก็ให้ความละเอียดเสียงสูงสุดที่ 48 kHz เท่านั้น ถ้าไฟล์ความละเอียดสูงกว่านี้จะถูก Downsample ลงมา เพราะฉะนั้น ถ้าคุณฟังเพลงด้วย iPhone ให้ซื้อไฟล์ความละเอียดสูงสุดแค่ 48 kHz 24 bit ก็พอ ถ้าซื้อไฟล์ความละเอียดสูงกว่านี้ก็จะเสียเปล่า แพงโดยใช่เหตุ เว้นว่าคุณจะใช้ท่ายาก
    • คือหา DAC แบบ Lighting ที่รองรับความละเอียดสูงกว่านั้นมาเสียบกับ iPhone แล้วใช้แอปเล่นไฟล์แบบ Hi-Res คุณถึงจะเล่นเพลง 96 kHz หรือ 192 kHz ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
  • สำหรับคนชอบเสียงอลังการ iPhone ก็ไม่มีระบบเสียงพิเศษ พวก Dolby Atmos หรือ DTS ให้เลือกทั้งนั้น ฟังเสียงเพียวๆ อย่างเดียว ซึ่งเสียงก็ยังดีสู้มือถือ Android ที่มี DAC แยกไม่ได้

5. ลืมเรื่อง iOS มีแอปดี ระบบเสถียรไปได้เลย นั้นมันอดีต

คนที่ใช้ iPhone มาตลอด ไม่เคยใช้ Android อาจจะชอบพูดว่า iPhone มีแอปที่ดีกว่า เสถียรกว่า แต่ขอโทษครับ นั้นมันความคิดเมื่อ 2-3 ปีก่อน และปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว

ถ้าคุณลองลิสรายการแอปที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นหลักมา มันก็หนีไม่พ้น facebook, LINE, Instagram, Messenger, WhatsApp, Web Browser ซึ่งแอปทั้งหมดนี้ทั้ง iOS และ Android นั้นมีเหมือนกันครับ แถม Android ให้ประสบการณ์ดีกว่า iPhone ด้วย

  • facebook ของฝั่ง Android ไม่มีปัญหากด See more แล้วไม่ขึ้นนะจ๊ะ
  • Browser ของ Android ก็เปิดหน้าเว็บได้เยอะกว่า ไม่ต้องรีโหลดบ่อยๆ เพราะแรมในเครื่องเยอะกว่า
  • ผู้ใช้ฝั่ง Android เปิดแอปได้ 2 ตัวพร้อมกันได้ด้วย บางรุ่นลง LINE ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว
  • ฟีเจอร์จำเป็นอย่างการบันทึกเสียงสนทนา หรือการแคปภาพตามแนวยาว iPhone ก็ทำไม่ได้

ส่วนเรื่องความเสถียร แอดก็ใช้ Android มายาวนาน หลายรุ่น ก็ไม่เห็นมันจะค้าง หรือแฮงค์มากกว่า iPhone ตรงไหนเลย เรื่องเดียวที่ iPhone จะดีกว่าจริงๆ คือมีแอปให้เลือกเยอะกว่า พวกแอปกล้องมีหลากหลาย หรือเกมก็มีเกมอินดี้เยอะนั้นแหละ

สุดท้ายจึงอยากจะบอกว่า ถ้าคุณยังคิดว่า iPhone ดีกว่าทุกอย่างโดยที่ยังไม่เคยใช้ Android ดีๆ สักรุ่น (เช่น Huawei Mate 20 X, OPPO R17Pro, OnePlus 6T, Asus Zenfone 5) ขอให้ได้ลองใช้ก่อนสักเดือนหนึ่งครับ แล้วกลับมาคุยกันใหม่เนอะ

ปล. ถ้าอ่านแล้วหงุดหงิด แอดรวบรวม 5 ข้อดีของ iPhone ที่ทำให้เรายังซื้อกันอยู่ จากคอมเมนต์ของบทความนี้มาให้แล้ว ลองอ่านดูครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

บก. The STANDARD เล่าให้ฟัง อนาคตสื่อเป็นยังไง คนทำสื่อควรทำอย่างไรบ้าง?

Published

on

เป็นอีกหนึ่ง Session ในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ที่น่าสนใจ เมื่อ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ Editor-in-Chief ของสื่อยุคใหม่ที่เติบโตเร็วอย่าง THE STANDARD พูดในหัวข้อ “The Future of Content Creation” ซึ่งในฐานะของคนทำสื่อยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในไทย เราก็ต้องอยากฟังอยู่แล้วว่าคุณเคนมีแนวคิดอย่างไรบ้าง

ปัญหาของการสื่อสารใน Social Media ตอนนี้คือสารพัดสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอด

เรื่องแรกที่คุณเคนพูดถึงคือเรื่อง Disruption ที่มาเป็นระลอกๆ กลุ่มแรกที่โดนคือเพลงที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ส่วนปี 2018 คือสื่อหรือแบงค์ และปี 2019 น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่มา Disrupt คือ Platform ซึ่งแพลทฟอร์มหมายถึงตัวกลางที่แลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน เมื่อก่อนผู้ผลิตกับผู้บริโภคเนื้อหาแยกกันอย่างชัดเจน ผู้อ่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตได้ง่ายนัก แต่ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด มีโอกาสแสดงตัวให้คนอื่นได้ไถผ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทุกคนเป็นสื่อได้หมด

ตอนนี้บรรณาธิการกลายเป็นหุ่นยนต์ (อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก) ข่าวที่ผ่านตาเราใช้หุ่นยนต์เลือกทั้งหมด

การจะสร้างเนื้อหาที่ดีได้ต้องเข้าใจ 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร เช่น The Standard ทำนิตยสารมาก่อน ก็เก่งเรื่องการทำให้สวย หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ เราก็มุ่งทางนี้
  2. ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่าน หรือกลุ่มที่อ่านสื่อของคุณเป็นใคร เราทำกำลังทำเนื้อหาให้ใครเสพ
  3. เข้าใจโลก เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เข้าใจอัลกอริทึมว่าคิดยังไง

มองภาพ Social Media แทนอะไรในไทยตอนนี้

  • facebook คือสังคมเสมือนของไทย ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมด เหมือนโลกเสมือนออนไลน์
  • Twitter คือเทรนด์ตอนนี้ เป็นตัวจุดกระแส กระแสหลายอย่างมาจาก # ทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปร่วมกับประเด็นนั้นๆ แตกต่างจาก facebook ที่คนจะบอกเรื่องของตัวเองออกมา
  • Instagram คือ Lifestyle Magazine
  • Youtube คือทีวี อย่างในต่างจังหวัดเปิดค้างไปเรื่อยๆ เลย วิ่งไปทั้งวันแทนช่องทีวีไปแล้ว
  • LINE Today เป็นหนังสือพิมพ์

ซึ่งเนื้อหาของเราก็เหมือนเป็นไข่ ที่เอาไปทำได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นการจะไปอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ต้องปรุงให้เหมาะกับแพลทฟอร์มนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาเดียวกันไปอยู่ในทุกแพลทฟอร์ม ได้รับการปรุงแบบเดียว มันก็ไม่เกิด

สื่อระดับโลกจึงมี Social Media Editor เพื่อปรุงเนื้อหาเดียวกันให้แตกต่างกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน สื่อยุคเก่าคือ Lean back คนดูเหมือนนั่งชิวๆ พิงไปกับเบาะ แล้วรับสิ่งที่สื่อจะนำเสนอออกมาอย่างเดียว ส่วนปัจจุบันคนเสพสื่อเป็นแบบ Lean forward คือผู้บริโภคเป็นคนเลือกเนื้อหาได้ทันที และมีสิทธิโวยวายเมื่อทำเนื้อหาไม่ถูกใจ และเปลี่ยนได้ทันที

ทำให้คนทำสื่อไม่ใช่ผู้เลือกนำเสนอเนื้อหาอีกต่อไป คนทำสื่อเป็นผู้ถูกเลือกโดยผู้เสพสื่อ คนทำสื่อต้องถ่อมตัว เพราะเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น ทำให้โฆษณาใน social น่ารำคาญมาก ในขณะที่โฆษณาทีวีไม่น่ารำคาญเท่า ซึ่งเรามีเวลาเพียง 1.7 วินาทีในการดึงคนให้สนใจ

เนื้อหาที่ดีคืออะไร

  1. มันน่าสนใจรึเปล่า เช่นข่าวดารา แมว พวกนี้น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ผู้เสพก็ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่มันจะน่าเบื่อๆ หน่อย
  3. แต่ถ้าทำข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าสนใจไปด้วย ก็จะได้ดียิ่งกว่า คือ เรื่องดี และ เล่าดี
    1. เรื่องดี มันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จว่า เรื่องที่มีประโยชน์คืออะไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องดี เนื้อหาดี มันก็มีรูปแบบตายตัวของมัน
    2. แต่เล่าดีมันเปลี่ยนไปตามสื่อที่ไปอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้เครื่องมือที่มีทั้งหมด เพื่อให้เล่าดี ตื่นตาตื่นใจ

สรุปพฤติกรรมผู้ใช้ตอนนี้

  1. ทุกอย่างต้องตอนนี้ Generation Now ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  2. ไม่สนใจว่าจะฉายเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะคนดูจะดูย้อนหลังเอาในเวลาที่เหมาะ Anywhere anytime
  3. รูปภาพและวิดีโอจู่โจมได้มากกว่าตัวอักษรอย่างเดียว
  4. คนแชร์เพราะเนื้อหาบอกตัวตนของตัวเอง

“ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!