Connect with us

บทความเทคโนโลยี

5 ข้อดีของ iPhone ที่แม้จะขายแพงกว่าชาวบ้าน เราก็ยังซื้อ!

หลังจากที่แอดเขียนบทความสรุป 5 ข้อเสียของ iPhone ที่เจอในชีวิตจริงจนทำให้ไม่อยากใช้ไอโฟนแล้ว ก็ได้รับเสียงตอบรับ (หรือพูดตรงๆ ก็โดนด่า) มหาศาล แอดมินซึ่งนั่งอ่านทุกคอมเมนต์จึงเรียบเรียงข้อมูลที่เห็นแย้งว่าทำไมถึงเลือก iPhone แม้ว่าจะมีราคาแพงกว่าสมาร์ตโฟนฝั่ง Android มาให้อ่านกันเป็น 5 ข้อดีของ iPhone ในครั้งนี้ครับ

1. iPhone ใช้แล้วภาพลักษณ์ดี ขายต่อได้ราคาดี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า iPhone นั้นครองภาพลักษณ์เรื่องความเป็นสมาร์ตโฟนพรีเมี่ยม เป็นลัญลักษณ์ของความหรูหราในโลกไอทีมาอย่างยาวนาน แม้หลายคนจะปฏิเสธว่าไม่ได้เลือก iPhone เพราะเรื่องภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อถือ iPhone แล้วมันให้ความรู้สึกภูมิใจกับผู้ถือได้จริงๆ ซึ่งคำที่แทนค่านิยมนี้ได้ดีคือ “ทำไมไม่ซื้อ iPhone” ที่มักจะมีคนถามเสมอเมื่อรู้ว่า Android ที่ซื้อมานั้นถูกกว่าไอโฟนไม่เท่าไหร่ (แต่เรื่องนี้ดูจะเห็นได้ชัดในไทยมากกว่า เพราะฝรั่งก็ใช้ iPhone กันเป็นเรื่องปกติ ไม่ค่อยมีเรื่องภาพลักษณ์ว่าใช้แล้วดูดีมาเกี่ยว)

และอีกข้อดีสำคัญที่หลายคนมักจะพูดถึงคือราคาขายต่อมันไม่ลดลงมากนักเมื่อเทียบกับแอนดรอยด์ ทำให้ซื้อแล้วมีความคุ้มค่า เมื่อรุ่นใหม่ออกก็สามารถขายต่อได้ราคาดีอยู่

2. iPhone ได้รับอัปเดตเครื่องยาวนาน

อีกเรื่องหนึ่งที่คนใช้ iPhone ภูมิใจกันมากคือ iPhone นั้นได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ยาวนาน จนล่าสุด iOS 12 ยังอัปเดตได้ย้อนกลับไปถึง iPhone 5s ที่ออกตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งการอัปเดตของไอโฟนนั้นก็เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของผู้ใช้ เพราะแต่ละครั้งที่ได้อัป iOS ครั้งใหญ่ จะมีความสามารถใหม่ๆ เข้ามาเสมอ ต่างจากฝั่ง Android ที่สมาร์ตโฟนราคาถูกหน่อยก็จะไม่ได้รับอัปเดตเลย ราคากลางๆ ก็อาจจะได้อัปข้ามรุ่น Android สักเวอร์ชั่นหนึ่ง ส่วนตัวท็อปบางตัวอาจจะได้อัปข้ามไป 2-3 รุ่น ซึ่งก็เทียบไม่ได้กับ iPhone ที่อย่าง iPhone 5s ก็ได้อัปเดตมา 5 รุ่นแล้ว

3. iPhone มีแอปเยอะ หลากหลาย

แม้ว่าตอนนี้ Google Play Store ของแอนดรอยด์จะมีแอปเยอะมากแล้ว แต่เรื่องความหลากหลายต้องยอมรับว่าสู้ Apple App Store ไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะเรื่องเกมที่ฝั่ง iPhone มีเกมหลากหลายกว่ามาก แอปแต่งรูปก็มีเยอะกว่า แอป AR ก็ดีกว่า ก้าวล้ำกว่า แอปตัดต่อวิดีโอก็มีตัวดีๆ ให้เลือกเยอะกว่า

ถ้าแข่งแอปฟรี Android อาจจะมีเยอะนะครับ แต่แอประดับพรีเมี่ยมที่ต้องเสียเงินใช้ ฝั่งแอปเปิ้ลก็ยังทำได้ดีกว่า แอปเนี๊ยบกว่า เก่งกว่าอยู่ดี

4. iPhone ใช้กับ Apple Watch ได้

เรื่องที่อาจจะงงหน่อยสำหรับผู้ใช้ Android คือ Apple Watch นั้นเป็นข้อดีด้วยเหรอ ใช่ครับ มันเป็นจุดเด่นมากๆ ของ iPhone เลย คือการที่มันเป็นระบบเดียวที่ใช้ Apple Watch ได้ ซึ่งแม้ว่าเราจะด่า Apple Watch ว่าแย่แค่ไหนในช่วงแรกๆ ที่มันออกมา แต่ผ่านมา 4-5 ปีมันก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามันคือ Smart Watch ที่ดีกลมกล่อมที่สุดในตลาดจริงๆ แม้หลายคนจะเถียงว่า Garmin ออกกำลังกายดีกว่า, Samsung ทำนาฬิกาสวยกว่า แต่นาฬิกาที่เป็นมาตรฐานในวงการคือ Apple Watch ที่แม้ไม่เน้นเรื่องการออกกำลังกายหนักแบบ Garmin แต่ก็มีฟังก์ชั่นออกกำลังกายมากพอให้คนทั่วไปใช้ แถมยังสามารถตรวจคลื่นหัวใจ และที่สำคัญมันเป็น Smart Watch ที่รองรับภาษาไทยได้สมบูรณ์ (Fitbit สอบตกเรื่องนี้ ใช้ภาษาไทยไม่ได้สักที)

ทำให้ผู้ใช้ iPhone เมื่อซื้อ Apple Watch มาใช้แล้ว ก็ยิ่งย้ายค่ายมาใช้ Android ยากเข้าไปใหญ่ครับ

5. iPhone มีประสิทธิภาพเครื่องแนวหน้า

แม้ว่าเรื่องแบตเตอรี่และการชาร์จไฟของ iPhone จะไม่พัฒนา, กล้องจะไม่ดีเท่าคู่แข่ง, การเชื่อมต่อเครือข่ายก็เป็นรอง Android แต่เรื่องที่ทุกคนซูฮกให้แอปเปิ้ลคือความจริงจังในการพัฒนาชิป Apple Ax Series ที่ทุกครั้งที่ออกมา จะได้คะแนนประสิทธิภาพดีที่สุดในตลาดเสมอ ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมา Apple A11 ก็ทำผลงานได้ดีมากจนฝั่ง Android นั้นตามไม่ทันมาตลอดทั้งปี ซึ่งก็เพิ่งมีกระแสข่าวกว่า Snapdragon 855 จะแรงกว่า Apple A12 ตัวล่าสุดได้สักทีในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งเราก็รอดูในปี 2019 ว่ามือถือที่ใช้ Snapdragon 855 จะแรงได้สักแค่ไหน ซึ่งเรื่องความแรงนี้ก็เป็นความภาคภูมิใจของคนใช้ไอโฟนครับ

ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียของ iPhone

5 ข้อดีของ iPhone

  1. iPhone ใช้แล้วภาพลักษณ์ดี ขายต่อได้ราคาดี
  2. iPhone ได้รับอัปเดตเครื่องยาวนาน
  3. iPhone มีแอปเยอะ หลากหลาย
  4. iPhone ใช้กับ Apple Watch ได้
  5. iPhone มีประสิทธิภาพเครื่องแนวหน้า

5 ข้อเสียของ iPhone

  1. iPhone ชาร์จก็ช้า แบตก็หมดเร็ว
  2. iPhone มีความสามารถด้านการเชื่อมต่อที่ล้าหลัง
  3. iPhone มีกล้องที่ดี แต่ไม่สุด ในขณะที่ราคาไปสุดทางแล้ว
  4. iPhone มีเรื่องระบบเสียงที่จัดว่าแย่ในกลุ่มเรือธง
  5. ลืมเรื่อง iOS มีแอปดี ระบบเสถียรไปได้เลย นั้นมันอดีต

ใครให้น้ำหนักเรื่องไหน ก็เลือกสมาร์ตโฟนที่เหมาะกับตัวเองดูนะครับ ส่วนแอดคงไปด้วยกันกับไอโฟนไม่ได้แล้ว T T

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

บก. The STANDARD เล่าให้ฟัง อนาคตสื่อเป็นยังไง คนทำสื่อควรทำอย่างไรบ้าง?

Published

on

เป็นอีกหนึ่ง Session ในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ที่น่าสนใจ เมื่อ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ Editor-in-Chief ของสื่อยุคใหม่ที่เติบโตเร็วอย่าง THE STANDARD พูดในหัวข้อ “The Future of Content Creation” ซึ่งในฐานะของคนทำสื่อยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในไทย เราก็ต้องอยากฟังอยู่แล้วว่าคุณเคนมีแนวคิดอย่างไรบ้าง

ปัญหาของการสื่อสารใน Social Media ตอนนี้คือสารพัดสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอด

เรื่องแรกที่คุณเคนพูดถึงคือเรื่อง Disruption ที่มาเป็นระลอกๆ กลุ่มแรกที่โดนคือเพลงที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ส่วนปี 2018 คือสื่อหรือแบงค์ และปี 2019 น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่มา Disrupt คือ Platform ซึ่งแพลทฟอร์มหมายถึงตัวกลางที่แลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน เมื่อก่อนผู้ผลิตกับผู้บริโภคเนื้อหาแยกกันอย่างชัดเจน ผู้อ่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตได้ง่ายนัก แต่ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด มีโอกาสแสดงตัวให้คนอื่นได้ไถผ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทุกคนเป็นสื่อได้หมด

ตอนนี้บรรณาธิการกลายเป็นหุ่นยนต์ (อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก) ข่าวที่ผ่านตาเราใช้หุ่นยนต์เลือกทั้งหมด

การจะสร้างเนื้อหาที่ดีได้ต้องเข้าใจ 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร เช่น The Standard ทำนิตยสารมาก่อน ก็เก่งเรื่องการทำให้สวย หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ เราก็มุ่งทางนี้
  2. ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่าน หรือกลุ่มที่อ่านสื่อของคุณเป็นใคร เราทำกำลังทำเนื้อหาให้ใครเสพ
  3. เข้าใจโลก เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เข้าใจอัลกอริทึมว่าคิดยังไง

มองภาพ Social Media แทนอะไรในไทยตอนนี้

  • facebook คือสังคมเสมือนของไทย ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมด เหมือนโลกเสมือนออนไลน์
  • Twitter คือเทรนด์ตอนนี้ เป็นตัวจุดกระแส กระแสหลายอย่างมาจาก # ทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปร่วมกับประเด็นนั้นๆ แตกต่างจาก facebook ที่คนจะบอกเรื่องของตัวเองออกมา
  • Instagram คือ Lifestyle Magazine
  • Youtube คือทีวี อย่างในต่างจังหวัดเปิดค้างไปเรื่อยๆ เลย วิ่งไปทั้งวันแทนช่องทีวีไปแล้ว
  • LINE Today เป็นหนังสือพิมพ์

ซึ่งเนื้อหาของเราก็เหมือนเป็นไข่ ที่เอาไปทำได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นการจะไปอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ต้องปรุงให้เหมาะกับแพลทฟอร์มนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาเดียวกันไปอยู่ในทุกแพลทฟอร์ม ได้รับการปรุงแบบเดียว มันก็ไม่เกิด

สื่อระดับโลกจึงมี Social Media Editor เพื่อปรุงเนื้อหาเดียวกันให้แตกต่างกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน สื่อยุคเก่าคือ Lean back คนดูเหมือนนั่งชิวๆ พิงไปกับเบาะ แล้วรับสิ่งที่สื่อจะนำเสนอออกมาอย่างเดียว ส่วนปัจจุบันคนเสพสื่อเป็นแบบ Lean forward คือผู้บริโภคเป็นคนเลือกเนื้อหาได้ทันที และมีสิทธิโวยวายเมื่อทำเนื้อหาไม่ถูกใจ และเปลี่ยนได้ทันที

ทำให้คนทำสื่อไม่ใช่ผู้เลือกนำเสนอเนื้อหาอีกต่อไป คนทำสื่อเป็นผู้ถูกเลือกโดยผู้เสพสื่อ คนทำสื่อต้องถ่อมตัว เพราะเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น ทำให้โฆษณาใน social น่ารำคาญมาก ในขณะที่โฆษณาทีวีไม่น่ารำคาญเท่า ซึ่งเรามีเวลาเพียง 1.7 วินาทีในการดึงคนให้สนใจ

เนื้อหาที่ดีคืออะไร

  1. มันน่าสนใจรึเปล่า เช่นข่าวดารา แมว พวกนี้น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ผู้เสพก็ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่มันจะน่าเบื่อๆ หน่อย
  3. แต่ถ้าทำข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าสนใจไปด้วย ก็จะได้ดียิ่งกว่า คือ เรื่องดี และ เล่าดี
    1. เรื่องดี มันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จว่า เรื่องที่มีประโยชน์คืออะไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องดี เนื้อหาดี มันก็มีรูปแบบตายตัวของมัน
    2. แต่เล่าดีมันเปลี่ยนไปตามสื่อที่ไปอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้เครื่องมือที่มีทั้งหมด เพื่อให้เล่าดี ตื่นตาตื่นใจ

สรุปพฤติกรรมผู้ใช้ตอนนี้

  1. ทุกอย่างต้องตอนนี้ Generation Now ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  2. ไม่สนใจว่าจะฉายเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะคนดูจะดูย้อนหลังเอาในเวลาที่เหมาะ Anywhere anytime
  3. รูปภาพและวิดีโอจู่โจมได้มากกว่าตัวอักษรอย่างเดียว
  4. คนแชร์เพราะเนื้อหาบอกตัวตนของตัวเอง

“ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!