Connect with us

บทความเทคโนโลยี

สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแส Disrupt ที่กวาดต้อนธุรกิจรูปแบบเก่าให้ล้มหายตายจากไปจากสารบบ ซึ่งเราเห็นเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจนในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และช่องทีวีในปีที่ผ่านมา และปี 2019 นี้ก็คาดว่าจะได้เห็นการ Disrupt เปลี่ยนแปลงอย่างหนักหน่วงในธุรกิจธนาคารและการเงินเช่นเดียวกัน เมื่อเทคโนโลยีการเงินยุคใหม่เริ่มเข้าถึงผู้ใช้และจับต้องได้ง่ายขึ้น แน่นอนว่าธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างกสิกรไทยก็ไม่ยอมตกเป็นผู้ถูกกระทำในการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่เตรียมการกันอย่างหนัก เพื่อนำธุรกิจไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และนี่คือวิสัยทัศน์ของธนาคารกสิกรไทยปี 2562 จาก 5 ผู้บริหารยุคใหม่ครับ

กสิกรไทยประกาศพันธกิจสู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ ต้องแกร่งทั้งในประเทศ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ จัดทัพคน ไอที ดาต้าและพันธมิตร ให้บริการตรงใจ ไปทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ หวังใช้ดาต้าช่วยปล่อยกู้ปีนี้ 30,000 ล้าน สินเชื่อรายย่อยโต 9-12% จับตาตลาด CCLMVI คาดรายได้ธุรกิจในต่างประเทศโตกว่า 8 เท่า ใน 3 ปีข้างหน้า

โดย 5 ผู้บริหารของธนาคารกสิกรไทยที่ขึ้นให้วิสัยทัศน์ปี 2562 ก็พูดถึง 5 เรื่องที่ทำงานไปพร้อมกันในหลากหลายเฉดของ i ตามคอนเซปต์ A Year of i แต่สุดท้ายก็มาส่งเสริมซึ่งกันและกันคือ

(ซ้าย) พัชร สมะลาภา, ปรีดี ดาวฉาย, ขัตติยา อินทรวิชัย, พิพิธ เอนกนิธิ, เรืองโรจน์ พูนผล

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

inCorporate แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน

คุณปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย พูดถึงภาพรวมว่าธุรกิจธนาคารต้องต่อสู้กับความเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากความเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์โลกมาตั้งแต่อดีต เช่นสงครามอ่าว ต้มยำกุ้ง ซึ่งปัจจุบันเรื่องที่ธนาคารกำลังเผชิญคือความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่ผู้เล่นใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นไม่ใช่ธนาคารเข้ามาแข่งขัน จึงกลายเป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญ เมื่อลูกค้าและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

แน่นอนว่าธนาคารกลุ่มก็ไม่นิ่งเฉย มีการร่วมมือกันเพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้อยู่ในธุรกิจได้ หลายเรื่องคือ

  • PromptPay ที่สร้างมาตรฐานการรับจ่ายด้วย QR Code ในไทย ที่ทุกวันนี้มีลงทะเบียนไป 46.5 ล้านบัญชี ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี
    • ตอนนี้มีปริมาณธุรกรรม 4.5 ล้านรายการต่อวัน
    • มีร้านค้าใช้งาน QR Code แล้ว 3 ล้านราย
    • ขยายศักยภาพ ITMX ระบบกลางที่รองรับธุรกรรมข้ามธนาคารให้เป็น 1,000 รายการต่อวินาที
  • ส่งเสริมการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด
    • ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรเดบิตทั้งสิ้น 59 ล้านใบ
    • มีเครื่องรูดบัตร (EDC) รวม 700,000 เครื่อง
  • ตั้ง TB-CERT เพื่อส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยของระบบไอทีในองค์กรสมาชิก

เป้าหมายคือเน้นบุกต่างประเทศมากขึ้น

และโครงการในอนาคต กสิกรไทยร่วมกับกลุ่มธนาคารไทยก็จะเพื่อรุกกลุ่มตลาด CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) มากขึ้นอย่างการใช้ QR Code มาตรฐานไทยในประเทศ CLMV+3 เพื่อให้ผู้ใช้โมบายแอปของธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้

นอกจากนี้ยังมีโครงการในอนาคตที่น่าสนใจ ที่ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับธนาคารไทยพัฒนาขึ้นมาเช่นกันคือ

  • Thailand Blockchain Community Initiative เป็นการนำเทคโนโลยี ฺBlockchain ไปให้บริการด้านหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) โดยมีสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ 22 ธนาคาร กลุ่มภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจ 7 กลุ่มเข้าร่วม คาดว่าในปีนี้จะมียอดธุรกรรมประมาณ 40,000 รายการ
  • Blockchain เพื่อใช้รับรองเอกสารทางการศึกษา (E-Transcript) ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจ เพิ่มความสะดวก ให้แก่นิสิต นักศึกษาที่จบใหม่ รวมทั้งบุคคลที่ต้องการหาตำแหน่งงานและองค์กรที่กำลังเปิดรับบุคลากร
  • National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ ทำให้สามารถเปิดบัญชีและทำธุรกรรมต่างๆ เช่นการขอสินเชื่อ ได้โดยไม่ต้องไปธนาคาร เพราะมีการเก็บข้อมูลการยืนยันตัวแบบดิจิทัลไว้
  • โครงการเอทีเอ็มสีขาว (White-Label ATMs) ที่จะช่วยให้ธนาคารบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ก็กำลังคุยและทำกันอยู่ แต่ก็ไม่ง่าย

เรื่องร้อนในสังคม ค่าธรรมเนียมกดเงินสด จะฟรีต่อไหม

เรื่องนี้ต้องคุยกันอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งค่าธรรมเนียมกดเงินสดมันอาจจะมีได้ ถ้าสามารถทำดิจิตอลให้ชำระเงินได้เต็มตัว เมื่อนั้นการใช้เงินสดก็จะลดลง ทำให้ต้นทุนการให้บริการเงินสดสูงขึ้น เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็ต้องคิดกันอีกรอบว่าค่าธรรมเนียมจะเป็นยังไง ซึ่งแน่นอนว่าจะยังไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมในปีนี้

insight เมื่อธนาคารจะชนะด้วยข้อมูล

คุณขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เล่าถึงเรื่องข้อมูลในปัจจุบันว่า ข้อมูลที่เกิดเยอะขึ้นรวมกับเทคนิคด้านข้อมูลที่มีมากขึ้น ทำให้สามารถแปลงข้อมูลมาเป็น insight เพื่อให้รู้ใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น รู้จักตัวลูกค้าดีขึ้น ธนาคารจึงสามารถตัดสินใจเรื่องทางการเงินได้เร็วขึ้น เช่น

  • อนุมัติบัตรเครดิตเร็วขึ้น อนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง
  • ถ้าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ใช้บริการของ kbank อย่าง kplus SME ก็จะสามารถเก็บข้อมูลเพื่ออนุมัติการขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
  • การเก็บข้อมูลธุรกรรมหรือการใช้บัตรเครดิต จะทำให้สามารถปรับการชำระหนี้ที่แตกต่างไป ให้เหมาะสำหรับช่วงของรายรับรายจ่ายต่างๆ

ข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากของธนาคาร เพื่อใช้วิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ และสามารถนำเสนอบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้คือ

  1. สร้างประสบการณ์ที่สะดวกไร้รอยต่อ ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งก็มีเทคโนโลยีหลายตัวที่กสิกรไทยกำลังพัฒนาอยู่ เช่น Face Pay หรือการใช้ใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ก็สามารถใช้ใบหน้าเพื่อจับจ่ายซื้อของ หรือถอนเงินโดยไม่ต้องใช้บัตรหรือโทรศัพท์มือถือ
  2. ตอบสนองลูกค้าได้เฉพาะเจาะจง และเข้าถึงทุกคน เมื่อธนาคารรู้จักลูกค้ามากขึ้น ความเสี่ยงในการให้บริการก็ลดลง โดยช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่ม Unbanked และ Underbanked ที่มีการเดินบัญชีผ่านธนาคารน้อย หรือไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ที่สม่ำเสมอ
  3. บริการที่กระชับ อัตโนมัติ และใช้เอกสารน้อย เพราะข้อมูลจะอ้างอิงถึงกันได้ง่ายขึ้น

แต่เรื่อง Privacy หรือความเป็นส่วนตัวก็เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด

ธนาคารก็รับรองรับว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ซึ่งข้อมูลที่เอามาวิเคราะห์จะดึงเอาการระบุตัวตนออก และจะไม่แชร์ข้อมูลถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากลูกค้าก่อน พนักงานทุกคนจะต้องถือปฏิบัติตามกฎระเบียบเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด

แน่นอนว่าการจัดการข้อมูลเยอะขนาดนี้ เรื่องคนก็สำคัญ ตอนนี้กสิกรไทยมี Business Analytics กว่า 500 คน และ Machine Learning Analytics จำนวน 284 คน ซึ่งสำหรับพนักงานธนาคารที่เจอกับลูกค้า ก็มีการเอา AI มาเสริม เพื่อสนับสนุนการทำงานของคน เรียกว่า Augmented Intelligence หนึ่งสาขาจะมีคนที่ได้รับการรับรองประมาณ 7-8 คน

ปีนี้ยังไม่ปลดพนักงาน สาขาที่ปิดก็จะมีการให้ความรู้ re-skill กันใหม่ โดยวางแผนปิด 80 สาขาในปี 2562 แต่ก็มีเปิดเพิ่ม 30 สาขา

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายปี 2562 ของ Data-Driven Lending เป็นวงเงิน 30,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจจนสร้างรายได้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งก็เป็นการตั้งเป้าที่หนักหน่วงพอสมควรเพราะปัจจุบันตัวเลขในส่วนนี้มีสัดส่วนเพียง 5% เท่านั้น

ignite ตั้งเป้าธุรกิจต่างประเทศโต 8 เท่าใน 3 ปี

คุณพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เริ่มต้นการนำเสนออย่างน่าสนใจ เมื่อทักทายผู้ชมด้วยภาษาจีน และใช้เครื่องแปลภาษากลับมาเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง เพื่อสื่อให้เห็นว่าทุกวันนี้ อุปสรรคเรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหาสำคัญอีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีสามารถช่วยให้สื่อสารได้ง่ายขึ้น แต่เรื่องที่ต้องคิดถึงตลอดเวลาในการทำธุรกิจคือ “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน”

คุณพิพิธ เล่าเรื่องราวของเรือ Peak Pegasus ที่ขนถั่วเหลือง 70,000 ตัน มูลค่ามากกว่า 20 ล้านเหรียญจาก Seattle สหรัฐอเมริกาไปจีนตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2561 แต่ถึงบริเวณท่าเรือ ช้าไปเพียง 5 ชั่วโมงหลังจากที่จีนตั้งกำแพงภาษีใหม่ในวันที่ 6 กรกฏาคม 2561 โดยขึ้นภาษีขาเข้าจากเดิมอีก 25% ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าเข้าจีนได้ ต้องวนเรืออยู่ในน่านน้ำ Dalian เป็นเดือนกว่าจะเคลียร์ปัญหากันได้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 ซึ่งก็เกิดความเสียหายด้านธุรกิจทั้งเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแล้ว

จากความท้าทายเรื่องความไม่แน่นอนทางธุรกิจ ทำให้ธนาคารกสิกรไทยเริ่มใช้แนวทาง “เศรษฐกิจผสานมิติ (Augmented Economy)” หรือเศรษฐกิจผสมผสานการเชื่อมต่อโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งทำให้ธนาคารปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจใหม่ใน 3 ด้านคือ

  1. Beyond Frontier (ไกลกว่าเส้นคั่นประเทศ) คือ มองถึงโอกาสในตลาดภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง ด้วยขนาดเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในปี 2573 กลุ่มประเทศ CCLMVI จะมีจีดีพีรวมอยู่ที่ 28.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่กว่าเศรษฐกิจไทยถึง 41 เท่า และมีประชากรรวมมากกว่าไทยถึง 28 เท่า
  2. Beyond Banking (ไกลกว่าเรื่องธนาคาร) มองโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นและวางเป้าหมายที่จะอยู่ในทุก ๆ ช่องทางที่ลูกค้าใช้ชีวิต
  3. Beyond Competition (ไกลกว่าแค่คู่แข่ง) คือ มองหาโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ ๆ ทั้งฟินเทค สตาร์ทอัพ ข้ามประเทศ ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการให้บริการของธนาคารและเสริมศักยภาพให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าสู่ตลาด CCLMVI ได้

เพื่อให้แผนงานบุกธนาคารไปสู่พรมแดนใหม่ๆ เติบโตได้ กสิกรไทยจึงตั้งบริษัทลูกอย่าง KVision เพื่อแสวงหาเทคโนโลยีใหม่และลงทุนในฟินเทค หรือ สตาร์ทอัพที่เหมาะสม ด้วยเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท โดย KVision ได้จัดตั้ง Innovation Lab ขึ้น ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อิสราเอล จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อเฟ้นหา Innovation, Tech Partner, และ Tech Talent ใหม่ ๆ เพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนาบริการของธนาคารใน CCLMVI

ซึ่งในปีนี้ธนาคารกสิกรไทยจะเชื่อมโยงลูกค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคใน CCLMVI ได้ด้วยการนำเสนอ 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

  1. ให้คำแนะนำและเชื่อมโยงพันธมิตรในท้องถิ่น (Local Partnership & Insight) ให้กับลูกค้าจากช่องทางและพันธมิตรที่มีอยู่ครบทุกประเทศ ทำให้เข้าใจบริบทของการทำธุรกิจในแต่ละประเทศ
  2. ให้บริการทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงการค้าระหว่างลูกค้ากับคู่ค้า (Cross-Border Value Chain Solution) ในต้นปีนี้ธนาคารจะเริ่มให้บริการ Solution ดังกล่าวในลาวและกัมพูชาก่อน โดยการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยให้การชำระค่า​สินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. สร้างแพลตฟอร์มการชำระเงินแห่งภูมิภาค (Single Regional Payment Platform) เริ่มต้นที่โครงการ “QR KBank” แอปฯ กระเป๋าเงินออนไลน์สำหรับชาวเวียงจันทน์ใน สปป.ลาว ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ใช้เงินสด สนองนโยบายรัฐบาล สปป.ลาว นำร่องให้บริการที่ตลาดหนองจัน หรือ “ตลาดขัวดิน” เป็นพื้นที่แรก ตั้งเป้าปี 2562 นี้ จะมีธุรกรรมผ่าน “QR KBank” ประมาณ 2 ล้านรายการ มูลค่ากว่า 36,000 ล้านกีบหรือประมาณ 115 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ธนาคารเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้จ่ายด้วยระบบดิจิทัล (Digital Spender) ในลาวอีกด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายขยายการให้บริการและเชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันทั่ว CCLMVI ในอนาคต

อยากจุดประกายผู้ประกอบการไทย กล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะปรับ และมาร่วมทางกับกสิกรไทย เพื่อออกสู่ตลาดโลกพร้อมกัน

integrate หาลูกค้าใหม่ พร้อมมุ่งรายย่อยโต 9-12%

คุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่าในปี 2562 มีภารกิจสำคัญเพื่อให้ธนาคารกสิกรไทยก้าวไปอย่างมั่นคง พร้อมผลการดำเนินการที่เติบโตขึ้นคือ

  1. จับมือพันธมิตรเพื่อขยายฐานลูกค้า ทั้งการนำบริการพันธมิตรมาอยู่ในแอป K PLUS เพื่อให้คนใช้แอปธนาคารนานขึ้น หรือนำ K PLUS ไปอยู่บนแพลทฟอร์มอื่นๆ เช่นการจ่ายเงินผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ให้บริการได้ราบลื่นขึ้น เรียกว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ในที่ๆ ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ disrupt ยากขึ้น เพราะมีอยู่ในทุกที่
  2. เดินหน้าธุรกิจเพื่อหารายได้ใหม่ โดยแผนธุรกิจปีนี้จะเน้นที่การให้สินเชื่อลูกค้าบุคคลที่มีจำนวนผู้กู้ยืมในตลาดนี้ประมาณ 31.3 ล้านราย ซึ่งปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 7% และตั้งเป้าหมายจะดันส่วนแบ่งตลาดเป็น 16% รวมถึงสร้างช่องทางใหม่ๆ ผ่านพันธมิตรเพื่อไปอยู่ที่ที่ๆ ลูกค้าอยู่ และเปิดช่องทางใหม่ๆ อย่างการนำเสนอสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้ชดเชยรายได้ที่ธนาคารเคยได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ยกเลิกไป รวมถึงประกันที่ขายได้ลดลง
  3. บริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำสินทรัพย์ที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการปรับพอร์ตเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น การปรับปรุงกระบวนการติดตามหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างเหมาะสมต่ออัตราการฟื้นตัวของสินเชื่อ

โดยคุณพัชรเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2562 ที่วางไว้คือ

  • อัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อรวม 5-7%
    • สินเชื่อธุรกิจบรรษัทเติบโต 3-5%
    • สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 2-4%
    • สินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโต 9-12%
  • อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ 3.3-3.5%
  • อัตราการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย -5% ถึง -7%
  • อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม 3.3-3.7%

และสุดท้ายคือเรื่องราวของคุณกระทิงเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ที่เตรียม 5,000 ล้านบาทลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง ซึ่งสามารถติดตามได้จากบทความที่ทีมงานของเราได้พูดคุยกับคุณกระทิงครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!