Read
| Health
26/09/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 214 days ago
แบคทีเรียที่ผลิตออกซิเจน 1 ใน 3 ของโลกอาจหายไปเพราะอุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น
ภายใต้ผืนน้ำสีครามของมหาสมุทรทั่วโลก มีสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ชื่อว่า โพรคลอโรค็อกคัส (Prochlorococcus) อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นจนนับไม่ถ้วน พวกมันคือแบคทีเรียสังเคราะห์แสงที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก ที่ผลิตออกซิเจนให้เราหายใจกว่า 1 ใน 3 ของออกซิเจนบนโลกมานานนับล้านปี อาจกำลังหายไปจากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อดั้งเดิมในหมู่นักวิทยาศาสตร์ คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและปรับตัวเก่งอย่างแบคทีเรียชนิดนี้ น่าจะอยู่รอดและเติบโตได้ดีท่ามกลางภาวะโลกร้อน แต่งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Microbiology กลับพบผลลัพธ์ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลครั้งใหญ่ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ใช้เวลากว่าทศวรรษวิเคราะห์ข้อมูลจากเซลล์แพลงก์ตอนพืชกว่า 8 แสนล้านเซลล์ ทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก และสิ่งที่ค้นพบก็ได้ลบล้างสมมติฐานเดิมที่เชื่อกันมาอย่างยาวนาน พวกเขาพบว่า โพรคลอโรค็อกคัสจะเติบโตและแบ่งตัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อเดิมที่ว่าโลกร้อนไม่กระทบกับแบคทีเรียชนิดนี้ แถมยังส่งผลดีด้วย แต่พฤติกรรมการเติบโตนี้มีขีดจำกัด เพราะเมื่ออุณหภูมิแตะ 28 องศาเซลเซียส หรือเกินจากนี้ไปเพียงเล็กน้อย อัตราการแบ่งตัวของมันจะเปลี่ยนไป โดยไม่ได้แค่ชะลอลง แต่กลับดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทีมวิจัยนำ ‘กฎ 28 องศา’ ที่เพิ่งค้นพบนี้ ป้อนเข้าไปในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลก โดยสมมติสถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นศตวรรษนี้ แบบจำลองทำให้เห็นว่า มหาสมุทรส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิสูงเกิน 28 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าผลผลิตมวลชีวภาพ (Biomass Production)…28/08/2024
วิจัยชี้ ‘การศึกษาน้อย’ เพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อม
“มีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 ทั่วโลกจะมีจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 125 ล้านคน” ในยุคที่ประชากรโลกมีอายุยืนยาวขึ้น ภาวะสมองเสื่อมกลับกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคนี้เป็นเรื่องของพันธุกรรมหรือความชราที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความจริงแล้ว มีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารถควบคุมได้ และมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร ? ภาวะสมองเสื่อม คือภาวะที่เซลล์ประสาทในสมองเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ความคิด ความจำ และการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก จากข้อมูลล่าสุดของ The Lancet Commission on Dementia 2024 พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะสมองเสื่อม ซึ่งกระจายอยู่ตลอดช่วงชีวิตของเรา ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยชรา โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ๆ ได้แก่ ความเสี่ยงในช่วงต้นของชีวิต ช่วงกลางของชีวิต และช่วงปลายของชีวิต ความเสี่ยงในช่วงต้นของชีวิต : การศึกษาคือกุญแจสำคัญ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในช่วงต้นของชีวิตคือ "การศึกษาน้อย" ซึ่งมีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมถึง 5 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการศึกษาไม่เพียงแต่ให้ความรู้ แต่ยังช่วยฝึกสมองให้คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการสร้าง "cognitive…กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 608 days ago
Read More28/08/2024
เอทิลแอลกอฮอล์ vs เมทิลแอลกอฮอล์: ใช้ผิดเสี่ยงขิต !
“แอลกอฮอล์” ถือเป็นหนึ่งในสารเคมีที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ทั้งในรูปแบบของเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด หรือแม้แต่เชื้อเพลิง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แอลกอฮอล์ที่เราใช้กันอยู่นั้นมีหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติและอันตรายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ? โดยหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การสับสนระหว่าง "เอทิลแอลกอฮอล์" ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในแอลกอฮอล์ที่ใช้ฆ่าเชื้อ กับ "เมทิลแอลกอฮอล์" ซึ่งเป็นสารเคมีที่อันตรายถึงชีวิต หากใช้ผิดชนิด ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจร้ายแรงเกินกว่าจะคาดคิดได้ เอทิลแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์สำหรับการแพทย์และการดื่มด่ำ “เอทิลแอลกอฮอล์” (Ethyl Alcohol) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “เอทานอล” (Ethanol) เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผลิตจากการหมักน้ำตาล มีสูตรเคมีคือ C₂H₅OH ลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี กลิ่นหอมอ่อน ๆ และมีรสเผ็ดเล็กน้อย เอทิลแอลกอฮอล์มีความปลอดภัยเมื่อใช้ภายนอกร่างกาย เช่น การใช้ทำความสะอาดผิวหนัง หรือฆ่าเชื้อโรค เนื่องจากมีฤทธิ์ในการละลายไขมันของเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคตายได้ นอกจากนี้ เอทิลแอลกอฮอล์ยังเป็นส่วนผสมหลักในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย โดยมีความเข้มข้นหรือเปอร์เซ็นต์การใช้งานเอทิลแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันดังนี้ เมทิลแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์สำหรับอุตสาหกรรมและมีพิษร้ายแรง เมทิลแอลกอฮอล์” (Methyl Alcohol) หรือ “เมทานอล” (Methanol) มีสูตรเคมีคือ CH₃OH เป็นสารเคมีที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี…กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 608 days ago
Read More21/08/2024
รู้จักสายพันธุ์ของเชื้อฝีดาษลิง Clade 1 และ Clade 2 พร้อมวิธีลดความเสี่ยง
ฝีดาษลิง (Monkey pox หรือ Mpox) โรคจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ พร้อมกับเกิดตุ่มตามร่างกาย ใบหน้า มือ เท้า อวัยวะเพศ และส่วนอื่น ๆ ซึ่งสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสทางผิวหนังอย่างใกล้ชิด อย่างการกอด จูบ หรือมีเพศสัมพันธ์ โดยจะส่งต่อเชื้อตลอดจนกว่าตุ่มที่ผิวหนังจะแห้ง ตกสะเก็ด และหลุดออก โรคฝีดาษลิงส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง และสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพของคนที่ได้รับเชื้อ อย่างผู้สูงอายุ เด็ก และคนที่มีโรคประจำตัว รวมถึงสายพันธุ์ที่ได้รับด้วย ปัจจุบันเชื้อไวรัสฝีดาษลิงมีอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ Clade 1 (เคลด-วัน) และ Clade 2 (เคลด-ทู)ซึ่งมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน BT Life จะพาคุณมาทำความรู้จักเชื้อฝีดาษลิงทั้ง 2 สายพันธุ์ และวิธีลดความเสี่ยงจากโรคนี้กัน ความแตกต่างของฝีดาษลิง Clade 1 และ Clade 2 เชื้อฝีดาษลิงสายพันธุ์ Clade 1…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 615 days ago
Read More21/06/2023
ควรสระผมทุกวันหรือไม่ ? มาดูแลเส้นผมให้เหมาะกับสภาพผมของตนเอง
คุณอาจเคยได้ยินว่าการสระผมไม่จำเป็นต้องสระทุกวัน เพราะยิ่งสระนาน ๆ ครั้ง ยิ่งดีต่อสุขภาพผม แต่บางคนก็ชื่นชอบการสระผมทุกวันเพราะได้ชำระล้างสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคที่อาจติดมากับเส้นผมระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน Hack for Health จะพาทุกคนมาหาคำตอบกับเรื่องนี้กัน ควรสระผมทุกวันหรือไม่ ? ความจริงแล้วเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับความถี่ในการสระผมขึ้นอยู่กับประเภทเส้นผม ลักษณะหนังศีรษะ ความมันของเส้นผม และความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคล สำหรับบางคนการสระผมบ่อยเกินไปอาจทำให้ผมเสีย หนังศีรษะแห้งและคันได้ หรือสำหรับคนอื่น ๆ การที่นาน ๆ สระผมทีอาจทำให้ผมดูมันเยิ้มและไม่มีชีวิตชีวา ควรสระผมบ่อยแค่ไหน ? ในความเป็นจริงแล้วการทำความสะอาดเส้นผมเพียงล้างผมด้วยน้ำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะสามารถขจัดสิ่งสกปรกได้เกือบทั้งหมด การตัดสินใจเกี่ยวกับความถี่ในการสระผมจึงขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล และปัจจัยอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ 1.ผู้ที่มีผมแห้งเสียมาก ไม่จำเป็นต้องสระผมทุกวันหรือวันเว้นวัน การสระผมให้น้อยลงจะช่วยรักษาน้ำมันตามธรรมชาติในหนังศีรษะและช่วยให้ผมชุ่มชื้นได้ ดังนั้น การสระผมทุกสัปดาห์หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์อาจเพียงพอสำหรับคนที่ผมแห้งเสียมาก โดยการล้างผมด้วยน้ำจะทำให้ผมดูสดชื่นโดยไม่ทำให้เส้นผมขาดความชุ่มชื้น และในบางคนเส้นผมอาจมีแนวโน้มที่จะแห้งมากขึ้นด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 2.ผมมันมาก บางคนเส้นผมอาจดูมันเยิ้มหลังจากสระผมไม่กี่ชั่วโมง โดยเฉพาะในฤดูร้อนหรือหลังออกกำลังกาย ผู้ที่มีผมมันมากอาจเลือกสระผมทุกวันหรือวันเว้นวันก็ได้ นอกจากนี้ สภาพหนังศีรษะของแต่ละบุคคลยังส่งผลต่อสภาพของเส้นผมด้วย โดยปกติแล้วหนังศีรษะของคนเราจะมีต่อมไขมันที่ผลิตไขมันตามธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า “ซีบัม” ออกมา โดยซีบัมจะทำหน้าที่เป็นชั้นปกป้องหนังศีรษะไม่ให้แห้ง และรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ ผู้ที่มีหนังศีรษะแห้งมากซีบัมจะผลิตออกมาน้อย การสระผมให้น้อยลงจึงสามารถช่วยให้หนังศีรษะมีสุขภาพดี ป้องกันอาการคันและหลุดร่วง และทำให้ผมนุ่มสลวยเป็นเงางามได้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1043 days ago
Read More21/06/2023
รับมือกับความเครียดจากการทำงาน ที่ส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ
ความเครียดจากการทำงาน คือ เมื่อความกดดันจากการทำงานมีมากเกินกว่าที่คุณจะรับมือได้ อาจทำให้ไม่สบายทั้งกายและใจ การตระหนักถึงสัญญาณของความเครียดที่เกี่ยวข้องกับงาน และจัดการกับมันอย่างรวดเร็ว อาจช่วยให้ผลกระทบจากความเครียดลดน้อยลงได้ ความเครียดจากการทำงาน ความกดดันในที่ทำงานสามารถกระตุ้นความรู้สึกเครียดของคุณได้ นำไปสู่ปฏิกิริยาด้านลบต่อร่างกายและจิตใจ และถ้าความกดดันมีมากเกินไปไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเท่านั้น อาจทำให้งานของคุณมีประสิทธิภาพน้อยลงด้วย นอกจากนี้ยังทำให้คุณมีความเสี่ยงต่อภาวะสุขภาพจิตอื่น ๆ เช่น ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า ผู้คนมากมายได้รับผลกระทบจากความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าในแต่ละปีพนักงานที่มีความเครียดจากการทำงาน มักประสบกับปัญหาด้านสุขภาพ สาเหตุของความเครียดจากการทำงาน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถนำไปสู่ความเครียดจากการทำงานได้ เช่น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกเครียดกับสิ่งเหล่านี้ ต่างคนต่างรับมือกับความกดดันได้ต่างกันแล้วแต่ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ ประสบการณ์ และความสามารถส่วนตัว อาการเครียดจากการทำงาน ความเครียดจากการทำงานอาจส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณ สัญญาณของความเครียดจากการทำงานอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบุคลิกของแต่ละคนและการตอบสนองต่อแรงกดดัน โดยอาการทางอารมณ์หรือจิตใจที่พบบ่อยจากความเครียดจากการทำงาน ได้แก่ คุณอาจได้รับผลกระทบทางกายภาพ ดังนี้ โดยความเครียดจากการทำงานก็อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของคุณได้เช่นกัน ดังนี้ เมื่องานทำให้คุณเครียด ยิ่งคุณสังเกตเห็นสัญญาณได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งสามารถดำเนินการเพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นได้เร็วเท่านั้น ทุกคนมีวันที่รู้สึกเครียด แต่ถ้ามันส่งผลต่อสุขภาพจิตหรือร่างกายของคุณ ก็ถึงเวลาที่จะต้องแก้ไขมัน จัดการกับความเครียดจากการทำงาน แม้คุณอาจกังวลว่านายจ้างหรือเพื่อนร่วมงานจะมองคุณอย่างไร แต่ความเครียดสามารถส่งผลกระทบต่อทุกคน และไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ นายจ้างที่ดีจะตระหนักถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเครียด และควรมีนโยบายเพื่อช่วยในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1043 days ago
Read More20/06/2023
ลุกนั่ง-สก็อตจัมป์ บทลงโทษโรงเรียนไทยที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่เคยจำ ทำไมถึงอันตราย?
ในแต่ละปี ประเทศไทยมักจะมีข่าวการบาดเจ็บหรือแม้แต่การเสียชีวิตจากการถูกทำโทษในสถานศึกษา ไม่ว่าจะโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ หนึ่งในบทลงโทษที่แสนเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยอันตรายหากไม่ได้ผ่านการคิดไตร่ตรองก่อน คือ การทำโทษด้วยการลุกนั่งหรือสก็อตจัมป์เป็นจำนวนหลายครั้ง โดย Hack for Health จะพามาทำความรู้จักกับบทลงโทษนี้กัน FYI: ลุกนั่ง = สควอท (Squat) ต่างจาก สก็อตจัมป์ หรือ สควอทจัมป์ (Squat jump) ที่ทำท่าลุกนั่งคล้ายกัน แต่จะเพิ่มการกระโดดเข้ามาในช่วงลุกขึ้น รู้จักกับการลุกนั่ง/สก็อตจัมป์ให้มากขึ้น ท่าลุกนั่งเป็นท่าการออกกำลังกายแบบบอดีเวท (Bodyweight training) ซึ่งช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลายส่วน ตั้งแต่กล้ามเนื้อสะโพก อุ้งเชิงกราน ต้นขาด้านหน้า น่อง และกล้ามเนื้อลำตัวด้านข้าง หากทำอย่างเหมาะสมจะสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ ดีต่อสุขภาพ กระชับสัดส่วน และช่วยเพิ่มการเผาผลาญ พอท่านี้ได้ชื่อว่าเป็นท่าของการออกกำลังกาย เราจึงเห็นการทำโทษของสถาบันการศึกษาไทยในหลายแห่งตามข่าว ทั้งในอดีตและปัจจุบันใช้การลุกนั่งเป็นการทำโทษ โดยบอกหรืออ้างว่าเป็นการออกกำลังกาย เพราะเมื่อทำติดต่อกันมักจะทำให้รู้สึกเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า และสร้างความทรมานให้กับคนที่ทำได้ ทำไมการทำโทษด้วยการลุกนั่ง-สก็อตจัมป์ถึงอันตราย? การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างที่รู้กันว่าอะไรที่มากเกินหรือทำอย่างไม่ถูกต้องย่อมส่งผลเสียได้ การลุกนั่ง-สก็อตจัมป์ก็เช่นเดียวกัน การทำท่าลุกนั่งอย่างไม่ถูกต้อง การออกกำลังกายอย่างถูกต้องนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนที่ตาเห็น แม้ภาพการลุกนั่งของหลายคนก็เป็นแค่การย่อขาและยืนขึ้น แต่ในการทำจริงนั้นมีรายละเอียดที่ไม่ควรมองข้าม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1043 days ago
Read More19/06/2023
พวงหรีดผ้าห่อศพจากแบรนด์ “นิรันดร์” ลดขยะ ลดโลกร้อน ส่งผู้ล่วงลับอย่างรักษ์โลกมากขึ้น
ในทุกวันนี้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการไม่รับหลอดหรือไม่รับถุงพลาสติกก็สามารถชะลอปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ แต่จะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถลดขยะได้อีกนิดในวันที่คุณตาย กับ "นิรันดร์" พวงหรีดผ้าห่อศพ ในปัจจุบันผู้คนพูดคุยกันเรื่องความตายและวาระสุดท้ายของชีวิตมากขึ้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยได้วางแผนก่อนถึงช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตไว้หลายรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้โลกใบนี้อยู่ได้นานขึ้น คุณอาจเห็นไอเดียเรื่องการฝังแทนการเผาเพื่อลดมลพิษทางอากาศหรือการนำร่างไร้วิญญาณไปเป็นปุ๋ยต้นไม้ ซึ่งพวงหรีดผ้าห่อศพจากแบรนด์นิรันดร์ก็เป็นหนึ่งในการปรับตัวที่เรียบง่ายที่น่าทึ่งสำหรับสังคมศาสนาพุทธอย่างไทยเรา เจ้าของแบรนด์ Niran นิรันดร์ พวงหรีดรักษ์โลก เอิร์น - อรนภัส บุญอนันตพัฒน์ ทายาทโรงงานทอผ้าที่มีความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ไอเดียมาจากการเห็นพวงหรีดในงานศพ แล้วนำไปคิดต่อยอดว่าจะนำไปทำอะไรได้บ้าง โดยปกติพวงหรีดตามงานศพที่ผู้คนเห็นกันมักจะประดับประดาไปด้วยดอกไม้ที่สวยงามและชื่อผู้ส่งเพื่อเป็นตัวแทนของการความเสียใจ แม้จะมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่สุดท้ายปลายทางของดอกไม้เหล่านั้นกลายไปเป็นขยะที่หมดสิ้นซึ่งความสวยงาม และอาจสร้างก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเน่าเสียของขยะอินทรีย์ที่เป็นผลมาจากการคัดแยกขยะที่ไม่เหมาะสมได้ด้วย แบรนด์ Niran นิรันดร์เลยได้มีไอเดียที่จะทำพวงหรีดจากผ้าดิบที่สามารถนำไปส่งต่อและบริจาคให้กับโรงพยาบาลหรือมูลนิธิที่จะนำไปใช้กับผู้เสียชีวิตต่อไป ซึ่งผู้ส่งพวงหรีดรักษ์โลกนี้สามารถแสดงความเสียใจกับผู้ที่ล่วงลับไปและพวงหรีดนี้ก็ยังเกิดประโยชน์ต่อคนอื่น ไม่เหลือทิ้งเป็นขยะให้กับโลกใบนี้โดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งสามารถเข้าไปชมหรือสั่งพวงหรีดรักษ์โลกได้ที่ https://www.facebook.com/niran.officialth พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1044 days ago
Read More18/06/2023
อย.สหรัฐแนะนำให้ผู้ผลิตวัคซีนพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกัน COVID สายพันธุ์ XBB.1.5
ในวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) สหรัฐฯ ได้แนะนำให้ผู้ผลิตวัคซีนพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบสายพันธุ์เดียว (monovalent) สำหรับสายพันธุ์ XBB.1.5ภควัต ขจิตวิชยานุกูล | 1045 days ago
Read More16/06/2023
การศึกษาชี้! การกินของทอดเยอะ เสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล โดยเฉพาะในผู้ชายอายุน้อย
ของทอดเป็นรูปแบบอาหารที่อร่อยและเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ ลูกชิ้นทอด ไข่เจียว และอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ก็รู้กันดีว่าอาหารประเภทนี้ให้พลังงานสูง การกินมากเกินไปอาจสามารถทำให้น้ำหนักขึ้น เกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคอื่น ๆ ตามมาได้ แต่นอกจากปัญหาสุขภาพทางกายแล้ว การศึกษาล่าสุดยังพบว่าการบริโภคของทอดอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลที่เป็นอาการทางจิตเวชด้วย โรคทางจิตเวชเหล่านี้เป็นโรคที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมถึงคนรอบข้างได้ อีกทั้งการรักษาส่วนใหญ่มักเป็นการรักษาระยะยาวและอาจมีความเฉพาะในการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละเคส การศึกษาชี้ การกินของทอดเพิ่มความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล การศึกษาชิ้นนี้เป็นการศึกษาจากประเทศจีน โดยทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากคนกว่า 140,728 คนในช่วง 11.3 ปี ทีมวิจัยพบว่ามีคนที่ได้รับการวินิฉัยภาวะซึมเศร้า 12,735 คนและภาวะวิตกกังวล 8,294 คน จุดร่วมกันของคนเหล่านี้คือการกินของทอด ในคนที่กินของทอดมากกว่า 1 ครั้ง/วันมีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าสูงกว่า 12 เปอร์เซ็นต์และความเสี่ยงของภาวะวิตกกังวล 7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กินของทอดเลย โดยกลุ่มผู้ชายอายุน้อยเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะกินของทอดมากกว่า 1 เสิร์ฟ/ครั้ง คนกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่ต้องเจอกับภาวะดังกล่าวมากกว่า การศึกษานี้ยังบอกด้วยว่าการกินเมนูยอดฮิต อย่างเฟรนช์ฟรายส์เสี่ยงต่อภาวะทางอารมณ์เหล่านี้ได้มากกว่าการกินเนื้อสัตว์ทอดในกลุ่มเนื้อขาว อย่างไก่ทอดหรือปลาทอดราว 2 เปอร์เซ็นต์ ดร.เดวิด แคตซ์ (Dr. David Katz)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1047 days ago
Read More16/06/2023
“ผีอำ” ถูกผีหลอกจริง ๆ หรือว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับกันแน่ ?
หลายคนคงเคยมีอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ร่างกายกลับขยับหรือลืมตาไม่ได้ เรามักจะเรียกอาการนี้ว่า “ผีอำ” ซึ่งเป็นความเชื่อว่าเกิดจากวิญญาณ หรือปีศาจ มาหลอกหลอนโดยการนั่งทับบนตัวเราไว้ จึงทำให้เราไม่สามารถขยับตัวได้ แต่แท้จริงแล้วเรื่องนี้มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายสาเหตุเอาไว้แล้ว! ผีอำ คืออะไร ? ผีอำ หรืออาการอัมพาตจากการนอนหลับ คือ การรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ มักเกิดขึ้นเมื่อคุณอยู่ระหว่างระยะตื่นและหลับ ในระหว่างการเปลี่ยนระยะเหล่านี้ คุณอาจไม่สามารถขยับหรือพูดได้เป็นเวลา 2-3 วินาที หรือบางรายอาจนานถึง 2-3 นาที ซึ่งนอกจากจะเคลื่อนไหวตัวไม่ได้แล้วยังอาจรู้สึกกดดันหรือสำลักได้ โดยอาการผีอำมักมาพร้อมกับความผิดปกติของการนอนหลับอื่น ๆ เช่น โรคลมหลับ เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการง่วงนอนตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนโดยไม่สามารถฝืนให้ตื่นได้ แม้ว่านอนหลับอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่คุณถูกผีอำ ผีอำ มีสาเหตุมาจากอะไร ? ปกติคนเราจะมีวัฏจักรการนอนด้วยกันอยู่ 2 ช่วง ได้แก่ ซึ่งการนอนหลับจะวนเวียนไปมาอยู่ในวัฏจักรนี้ และคนเราไม่สามารถแยกความฝันกับความจริงออกจากกันได้ จึงทำให้เกิดจินตนาการซ้อนกับความจริง เมื่อร่างกายเกิดอาการอัมพาตขณะนอนหลับ หรือ ผีอำ จึงอาจเข้าใจว่ากำลังถูกผีหลอกอยู่ ขณะเดียวกันปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดอาการอัมพาตขณะนอนหลับได้อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้ ป้องกันการเกิด “ผีอำ” หากคุณไม่อยากเจอกับอาการผีอำบ่อย ๆ ให้คุณปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของตนเอง ดังนี้ อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1047 days ago
Read More16/06/2023
ที่วางโน้ตบุ๊ก แกดเจ็ตทำงานสุดเบสิกลดอาการปวดคอ ประโยชน์และวิธีเลือกให้เหมาะสม
ปวดคอ ปวดหลัง ปวดตามร่างกายเป็นปัญหาที่คนยุคนี้เจอกันประจำ สาเหตุที่พบบ่อยคือออฟฟิศซินโดรมที่เป็นผลมาจากลักษณะท่าทางในการนั่งทำงานที่ไม่ถูกหลักสรีรศาสตร์ พูดง่าย ๆ คือ การทำงานในท่าทางที่ไม่ได้เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น นั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง หรือก้มหน้าเพื่อมองจอ ที่วางโน้ตบุ๊กหรือแท่นวางโน้ตบุ๊กเป็นแกดเจ็ตเสริมที่คนใช้โน้ตบุ๊กไม่ควรพลาด เพราะสิ่งนี้จะช่วยปรับสรีระร่างกายในระหว่างนั่งทำงานให้เหมาะสมมากขึ้น และอาจช่วยให้คุณห่างไกลจากการปวดคอ ปวดหลัง ปวดตา หรือปวดหัวจากอาการออฟฟิศซินโดรมที่เป็นผลมาจากการนั่งก้มหน้าเพื่อมองจอ หลายคนน่าจะเคยเห็นโฆษณาที่วางโน้ตบุ๊กตามโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรืออาจจะเห็นเพื่อนในออฟฟิศใช้ ซึ่ง Hack for Health ขอแนะนำให้คุณซื้อมาลองใช้บ้าง มาดูประโยชน์ ข้อจำกัด และวิธีเลือกที่วางโน้ตบุ๊กกัน ประโยชน์ของที่วางโน้ตบุ๊กเพื่อการนั่งทำงาน แม้ที่วางโน้ตบุ๊กจะดูเหมือนเป็นเพียงแค่อุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้พิมพ์งานได้ถนัดขึ้น แต่แกดเจ็ตที่ดูธรรมดานี้กลับส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณได้มากกว่าที่คิด ลดปวดคอ ปวดตา ปวดหัว การมองเห็นที่เหมาะสมกับสรีระของมนุษย์คืออยู่ในระดับสายตา เพราะจะช่วยให้เราไม่ต้องก้มหรือเงยคอมากเกินไป ซึ่งที่วางโน้ตบุ๊กช่วยได้ หากคุณลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเห็นคนที่ใช้โน้ตบุ๊ก โดยส่วนมากมักต้องก้มหน้า ยกไหล่ และงอหลังเพื่อจ้องจอ หากอยู่ท่านี้นาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และหลังตึงจากการเกร็งแบบไม่รู้ตัว อาจทำให้รู้สึกเมื่อยตามมาได้ หากทำบ่อย ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อคออักเสบและเกิดอาการปวดเรื้อรังตามมาทำให้ปวดเรื้อรังได้ ตำแหน่งของหน้าจอที่เหมาะสมกับสรีระร่างกาย คือ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1047 days ago
Read More16/06/2023
“เวย์โปรตีน” อาหารเสริมยอดฮิตดีต่อสุขภาพจริงหรือ ?
ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารที่เป็นโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และในแต่ละวันเราควรกินโปรตีนให้ได้ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งโปรตีนสามารถหาได้จากอาหารทั่วไปที่รับประทานไม่ว่าจะเป็น เนื้อไก่ ไข่ ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น และเนื่องจากบางคนอาจไม่สามารถรับประทานโปรตีนให้เพียงพอต่อที่ร่างกายต้องการ หรือในคนที่อยากเพิ่มน้ำหนักและกล้ามเนื้อของตัวเอง การหันมาบริโภค ‘เวย์โปรตีน’ จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เวย์โปรตีนคืออะไร ? เวย์โปรตีน คือแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่สกัดจากนมวัว นำมาแปรรูปมาเป็นรูปแบบผงชงดื่ม เต็มไปด้วยสารสำคัญและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเวย์โปรตีนเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายและร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน เวย์โปรตีน เรียกได้ว่าเป็นอาหารเสริมที่นิยมในหมู่ของนักเพาะกาย หรือแม้แต่คนที่ออกกำลังกายก็มักจะดื่มผลิตภัณฑ์เวย์โปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ประโยชน์ของเวย์โปรตีน สารอาหารหลักและวิตามินในเวย์โปรตีนมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวย์โปรตีนชนิดไม่หวานเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยมและมีแคลอรีต่ำ ช่วยเสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นผม และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้ เวย์โปรตีนยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย ได้แก่ 1.เพิ่มการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของสุขภาพโดยทั่วไป ไม่ว่าคุณจะต้องการรักษาหรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อด้วยวิธีใดก็ตาม โปรตีนก็มีความสำคัญต่อกระบวนการนั้นอย่างยิ่ง โดยโปรตีนจะให้กรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการเพื่อสร้างเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อที่เสียหายและช่วยสร้างกล้ามเนื้อใหม่ 2.ลดการอักเสบของร่างกาย เวย์โปรตีนจะช่วยลดอาการจากภาวะเรื้อรังต่าง ๆ ได้โดยการลดการอักเสบของร่างกาย ซึ่งการอักเสบเรื้อรังจะเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคลำไส้อักเสบ และโรคข้ออักเสบ โดยมีการศึกษาที่แนะนำว่าการเพิ่มเวย์โปรตีนในอาหารของคุณเป็นประจำสามารถช่วยลดอาการของการอักเสบเรื้อรัง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1048 days ago
Read More15/06/2023
การกินวิตามินซีไม่ได้ป้องกันหวัดแบบที่หลายคนเชื่อ
เรามักจะพูดกันเสมอว่าให้กินวิตามินซีเยอะ ๆ และบ่อย ๆ เพราะช่วยป้องกันโรคหวัดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าการได้รับวิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้ Hack for Health จะมาแฮกเรื่องนี้ให้คุณเข้าใจกันมากขึ้น ประโยชน์ของวิตามินซี วิตามินซีหรือกรดแอสเคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายควรได้รับเป็นประจำทุกวัน ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่าการได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในด้านต่อไปนี้ สรรพคุณที่แท้จริงของวิตามินซีต่อโรคหวัด อย่างที่ได้บอกไปตั้งแต่ชื่อเรื่องว่าการกินวิตามินซีไม่ได้ช่วยป้องกันหวัด แต่นั่นไม่ได้ไม่ความว่าการวิตามินซีไม่มีประโยชน์ และหากได้รับเยอะไปอาจทำให้ปวดท้องและท้องเสียได้ ก่อนเลยอื่นเราไปดูกันก่อนว่าทำไมคนถึงเข้าใจว่ากินวิตามินซีนั้นป้องกันโรคหวัดได้ วิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีการศึกษาหลายชิ้นที่พบว่าการได้รับวิตามินซีอย่างเหมาะสมช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรคและบรรเทาโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันได้จริง อย่างโรคภูมิแพ้ แต่ข้อสรุปของการศึกษาจำนวนหลายชิ้นไม่พบว่าการได้รับวิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้แต่อย่างใด รวมถึงการลดความเสี่ยงด้วย แต่สรรพคุณที่พบ คือ คนที่ได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลาระยะหนึ่งมีอาการของโรคหวัดที่รุนแรงน้อยกว่าและหายจากโรคหวัดได้เร็วกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็เคยมีการศึกษาอีกชิ้นที่ให้คนที่กำลังจะต้องใช้แรงในการฝึกหรืออกกำลังกายอย่างหนัก อย่างการวิ่งมาราธอนหรือการฝึกทหารในพื้นที่ที่หนาวจัด ได้รับวิตามินซีล่วงหน้า 2-3 สัปดาห์ ซึ่งพบว่าอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหวัดในคนเหล่านั้นได้ครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป เลยสามารถสรุปได้ว่า การได้รับวิตามินซีไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ แต่ช่วยให้ร่างกายรับมือกับโรคหวัดได้ดีขึ้น การได้รับวิตามินซีจากอาหารและอาหารเสริมจึงเป็นเรื่องทึ่คุณไม่ควรละเลย เพราะไม่ใช่แค่ช่วยในเรื่องของโรคหวัด แต่ยังดีต่อสุขภาพได้ในอีกหลายด้าน วิตามินซี กินเท่าไหร่ถึงจะดี? โดยปกติผู้ชายวัยผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามิน 90 มิลลิกรัม/วัน และผู้หญิงในวัยเดียวกันควรได้รับ 75 มิลลิกรัม/วัน แต่วิตามินซีเป็นสารอาหารที่ละลายน้ำได้ง่าย…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1048 days ago
Read More15/06/2023
รู้ทันและป้องกันให้ไว กับ 5 โรคที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน
ฤดูฝน เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ควรใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ เนื่องด้วยอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปและเต็มไปด้วยความชื้น ทำให้เกิดเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ส่งผลต่อการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะ อาจเสี่ยงต่อการเปียกน้ำฝนหรือต้องเดินลุยน้ำท่วมขังบ่อย ๆ นี่อาจเป็นจุดกำเนิดโรคบางประเภทได้ และเพื่อให้ทุกคนได้ระมัดระวังตนเอง Hack for Health ได้รวบรวมโรคต่าง ๆ ที่มักแพร่ระบาดได้ง่ายในช่วงฤดูฝนมาฝาก 1.โรคไข้หวัดใหญ่ แน่นอนว่าโรคหวัดเป็นโรคยอดฮิตสำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ โดยทั่วไปคนเราควรจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง ซึ่งในช่วงฤดูฝนนี้ก็เป็นช่วงที่สามารถเกิดโรคได้ง่าย เพราะเชื้อโรคและเชื้อไวรัสจะมีประสิทธิภาพในการแพร่เชื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อาการโดยทั่วไป คือ ไอ จาม เจ็บคอ ปวดหัว เป็นไข้ และปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เป็นต้น 2.โรคไข้เลือดออก ยุงลายเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โดยในช่วงฤดูฝนนั้นจะมีน้ำขังอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ทำให้ยุงลายมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงต่อการถูกกัดนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งหากคุณเพิ่งถูกยุงกัดและมีอาการเซื่องซึม ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไข้ขึ้นสูง ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคทันที เพราะโรคไข้เลือดออกนั้นสามารถนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ จึงควรรีบรักษาให้ทันท่วงที 3.โรคฉี่หนู โรคฉี่หนูเกิดจากแบคทีเรียที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์ เช่น หนู สุนัข โค กระบือ เป็นต้น จะติดต่อผ่านบาดแผล และมีน้ำเป็นตัวนำพา…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1048 days ago
Read More15/06/2023
เคล็ดลับสุขภาพจากชินจังจอมแก่น แค่กลั้วคอก็ป้องกันโรคหวัดได้
หากคุณเคยดูการ์ตูนญี่ปุ่นสุดคลาสสิก อย่างชินจังจอมแก่น อาจเห็นฉากที่ชินโนสุเกะกลั้วคอหลังกลับจากโรงเรียนอยู่บ่อย ๆ หรือแอนิเมชันญี่ปุ่นบางเรื่องก็มีฉากแนวนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ญี่ปุ่นการกลั้วคอหลังกลับถึงบ้านเป็นวัฒนธรรมที่คนญี่ปุ่นหลายครอบครัวทำกันเป็นเรื่องปกติเพื่อป้องกันโรคหวัด ในบทความนี้ Hack for Health เลยจะเอาเคล็ดลับสุขภาพง่าย ๆ และข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกลั้วคอเพื่อป้องกันโรคหวัดของคุณญี่ปุ่นมาฝากกัน โรคหวัด (Common cold) เป็นการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่ทำให้เป็นไข้ ตัวร้อน อ่อนเพลีย ปวดหัว คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ และเจ็บคอได้ ซึ่งประเทศไทยพบได้ตลอดทั้งปี แต่พบบ่อยขึ้นในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เพราะอุณหภูมิต่ำทำให้เชื้อเติบโตได้ดีและลมแรงทำให้เชื้อแพร่กระจายได้มากขึ้น โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรงและหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ทำไมการกลั้วคอถึงช่วยป้องกันโรคหวัดได้? โรคหวัดนั้นเกิดจากไวรัส ซึ่งไวรัสนั้นมีขนาดเล็กสามารถยึดเกาะกับละอองฝอยสารคัดหลั่งและสามารถปลิวไปตามลมได้ เวลาที่เราหายใจเข้าหรืออ้าปากเพื่อพูดคุย ไวรัสพวกนี้สามารถเข้าไปเกาะที่ด้านหลังคอหรือด้านในโพรงจมูก และทำให้คุณเป็นหวัด ซึ่งการกลั้วคอจะช่วยล้างเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดและอาจรวมถึงเชื้อโรคอื่น ๆ ที่เกาะอยู่บริเวณด้านในคอออกมา ทำให้ปริมาณของเชื้อลดลงและป้องกันการเกิดโรคหวัดได้ การกลั้วคอป้องกันโรคหวัดได้จริงไหม? หากมองในแง่ของเหตุผล การกลั้วคอเพื่อนำเอาเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่คอออกมาก็ดูสมเหตุสมผลที่การกลั้วคอจะช่วยป้องกันโรคหวัดได้จริง แต่ในแง่ของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็มีการยืนยันถึงเรื่องนี้ด้วย การศึกษาชิ้นหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดีที่มีอายุระหว่าง 18–65 ปี จำนวน 387 คนในช่วงฤดูหนาว ซึ่งทีมวิจัยได้แบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่ไม่ได้กลั้วคอ 2)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1048 days ago
Read More15/06/2023
เพราะชีวิตติดหวาน…กินน้ำตาลมากไป ระวังหน้าแก่ก่อนวัย!
เชื่อว่าหลายคนเสพติดความหวานไม่ว่าจะจากเครื่องดื่ม ขนม หรือแม้แต่อาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งท้ายที่สุดก็จะถูกย่อยกลายเป็นน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ที่ผ่านมาเราพอทราบกันดีว่าการกินอาหารที่มีน้ำตาลจะส่งผลเสียมากมายต่อสุขภาพกาย ทั้ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น แต่บทความนี้จะพาทุกคนมาทราบอีกหนึ่งข้อเสียจากการบริโภคน้ำตาลเป็นประจำ ที่ไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายเท่านั้น แต่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวของคุณด้วย! กินน้ำตาลเยอะทำให้หน้าแก่ ? ปกติแล้วอาหารจำนวนมากที่เรารับประทานจะมีน้ำตาลอยู่ในนั้น แม้แต่ผักและผลไม้ก็ตาม ขณะเดียวกันน่าเสียดายที่น้ำตาลเป็นอาหารที่ทำให้เกิดการอักเสบ เมื่อคุณมีน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินกว่าที่อินซูลินจะรับได้ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติที่เรียกว่า ปฏิกิริยาไกลเคชัน (Glycation) ที่เป็นสาเหตุของความชราก่อนวัยอันควร หรือ Premature Aging โดยโมเลกุลของน้ำตาลจะเกาะติดกับคอลลาเจนและโปรตีนจนก่อเกิดเป็นสาร AGEs (Advanced Glycation End-Products) หรือสารเร่งแก่ ทำให้คอลลาเจนแข็ง ผิวของคุณอาจแห้งกร้าน ผิวหนังยืดหยุ่นน้อยลง และยังยับยั้งกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ด้วย แม้ว่าปกติแล้วผิวหนังของคนเราจะเริ่มแห้งกร้านและหย่อนคล้อยตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่การกินน้ำตาลในปริมาณมากจนก่อเกิดเป็นปฏิกิริยาไกลเคชัน ก็สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังมีความแห้งเหี่ยวได้เร็วมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัยจากน้ำตาล อาจไม่ได้ไม่รุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และพันธุกรรมอื่น ๆ วิธีดูแลตัวเองเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ 1.ลดของหวานในอาหาร การกำจัดน้ำตาลให้หมดไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่เมล็ดธัญพืช ผลไม้ และผักก็เปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่กระตุ้นกระบวนการไกลเคชัน แต่คุณสามารถจำกัดน้ำตาลในอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ด้วยการระวังน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในอาหาร เช่น อาหารสำเร็จรูปหลายชนิดมีน้ำตาลจำนวนมาก หรือแม้แต่น้ำผลไม้เข้มข้นก็มีน้ำตาลสูงเช่นกัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1049 days ago
Read More14/06/2023
หน้าฝน ฟ้าครึ้ม ครีมกันแดดยังจำเป็นอยู่ไหม?
รังสียูวีสามารถทำลายผิวคุณได้ตั้งแต่ผิวชั้นนอกจนถึงผิวชั้นใน ทำให้ผิวคล้ำเสีย เกิดริ้วรอย ฝ้า หน้าแก่ก่อนวัย ผิวอ่อนแอ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง เมืองร้อนอย่างประเทศไทย การทาครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่งหลายคนอาจทาเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เอ๊ะ…ช่วงหน้าฝนที่ฟ้าครึ้ม เมฆมาก ไม่มีแดด เรายังจำเป็นต้องทากันแดดอยู่ไหม? คำตอบ คือ ต้องทา! เพราะแม้จะไม่มีแสงแดดร้อน ๆ ส่องลงมา แต่รังสียูวีสามารถทะลุความหนาของมวลเมฆส่องมาถึงผิวของเราได้ แม้คุณไม่รู้สึกร้อนก็ตาม รังสียูวีสามารถทำร้ายเข้าไปถึง DNA ของผิว ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่าการสัมผัสกับรังสียูวีมากเกินไป การสัมผัสกับแสงยูวีเป็นเวลานานอาจทำให้ DNA เกิดการกลายพันธุ์จนกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ สำนักวิจัยโรคมะเร็งของสหราชอาณาจักรให้ข้อมูลว่าคนที่เกิดผิวไหม้แดด 1 ครั้งในทุก ๆ 2 ปีมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนที่ไม่เคยมีผิวไหม้แดดเลยถึง 3 เท่า แม้ว่าในช่วงหน้าฝนผิวคุณจะไม่ได้ไหม้แดด แต่รังสียูวีก็คงยังทำร้ายผิวคุณแบบไม่รู้ตัว นอกจากนี้ เรายังได้รับแสงยูวีจากแสงไฟอื่น ๆ เช่น หลอดไฟในห้อง แสงจากหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพผิวเราได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะหน้าไหน ฤดูอะไร การทากันแดดจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ Hack for Health แนะนำว่าอย่าชะล่าใจเมื่อเห็นเมฆหนา ฟ้าครึ้ม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1049 days ago
Read More14/06/2023
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า: สัญญาณ อาการ และทางเลือกในการรักษา
ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยตั้งแต่ปัจจัยทางชีวภาพ ปัจจัยทางจิตวิทยา ไปจนถึงปัจจัยทางสังคมที่อาศัยอยู่ แต่หากมองในมุมของการแพทย์ภาวะซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่เรียกว่าเซโรโทนิน ที่มีปริมาณลดลงจนทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความคิด โดยมีหลายปัจจัยเป็นตัวกระตุ้น เช่น สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความเสี่ยงทางด้านพันธุกรรม การสูญเสียครั้งใหญ่ หรือความเครียดสะสม แต่ลักษณะอาการและสัญญาณเตือนจะเป็นยังไงหรือมีแนวทางรักษาอย่างไรไปดู สัญญาณบ่งบอกอาการ หากคิดว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าแต่ยังไม่แน่ใจลองเช็กอาการต่อไปนี้เบื้องต้นดู อย่างไรก็ตามหากพบสัญญาณข้างต้นถือว่าเข้าข่ายการเป็นโรคซึมเศร้าแต่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แบบ 100% ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ ดังนั้นไปดูอาการเพิ่มเติมที่พบเห็นได้ ดังนี้ โดยผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการดังกล่าวมากจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม รู้สึกเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ กลัวการอยู่กับคนเยอะ ๆ เป็นต้น แนวทางการรักษา สำหรับแนวทางในการรักษาภาวะซึมเศร้านั้นมีหลายวิธี คนไข้แต่ละคนจำเป็นต้องปรับการรักษาให้เหมาะสมกับระยะอาการ ดังนี้ 1. จิตบำบัด มีหลายรูปแบบ ดังนี้ 2. รักษาโดยใช้ยา ส่วนใหญ่การรักษาภาวะซึมเศร้าจะรักษาด้วยยา 2 กลุ่ม ดังนี้ 3. การรักษาด้วยไฟฟ้า TMS ใช้รักษาผู้มีภาวะซึมเศร้าที่มีอาการเรื้อรังมานาน รักษาไม่หาย และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหรือวิธีอื่น ๆ วิธีการรักษา คือ ผู้ป่วยต้องได้รับการกระตุ้นด้วย TMS…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1050 days ago
Read More13/06/2023
‘กินแล้วนอน’ พฤติกรรมเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ
การรับประทานอาหารก่อนเข้านอนอาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าที่คุณคิด เพราะหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ร่างกายของเราจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเคลื่อนย้ายอาหารจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็ก ซึ่งหากร่างกายอยู่ในท่านอนราบก็จะทำให้กระบวนการเหล่านี้ยากลำบากมากขึ้น ควรกินอาหารก่อนเข้านอนหรือไม่ ? การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอนอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารก่อนนอนมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้แก่ นอกจากนี้ การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารตอนดึกทำให้อิ่มน้อยลง และนำไปสู่ปริมาณแคลอรีที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารในช่วงเช้าของวัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การกินก่อนนอนอาจทำให้คุณรู้สึกอิ่มน้อยลง แม้จะกินมากกว่าเวลาอื่น ๆ ในระหว่างวันนั่นเอง เมื่อเวลาผ่านไป การรับประทานอาหารมากเกินไปเรื้อรังอาจนำไปสู่กลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอน เว้นแต่ว่าคุณจะมีเหตุผลทางการแพทย์ในการทำเช่นนั้น แต่ก็ต้องระวังอย่ากินมากเกินไป และเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพของตนเอง ควรหยุดกินก่อนเข้านอนกี่ชั่วโมง ? ตามหลักการทั่วไปนักโภชนาการจะบอกให้คุณรอประมาณ 3 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารถึงจะเข้านอนได้ เช่น หากคุณรับประทานอาหารเย็นตอน 18.00 น. พยายามรอเวลาเข้านอนจนถึง 21.00 น. จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ระบบ circadian ของร่างกายหรือที่เรียกว่าจังหวะการหลับ-ตื่น จะเตรียมร่างกายของคุณให้มีประสิทธิภาพในการย่อย ดูดซึม และเผาผลาญอาหารในช่วงตอนเช้าของวันมากขึ้น ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารมื้อใหญ่ขึ้นในช่วงครึ่งแรกของวัน จากนั้นรับประทานอาหารมื้อเล็กที่มีคุณค่าทางโภชนาการในตอนเย็น 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ผลเสียที่ได้รับหากคุณกินแล้วนอนทันที การรับประทานอาหารก่อนนอนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันกลายเป็นนิสัย บางคนอาจมีแนวโน้มที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพจากการรับประทานอาหารตอนดึกมากกว่าคนอื่น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1050 days ago
Read MorePR Partners
See All29/04/2026
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 1 hours ago
ออมสิน เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำคนใหม่ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในการแถลงวิสัยทัศน์การนำองค์กรและนโยบายการดำเนินงานในฐานะผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ลำดับที่ 18 โดยเปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้เป็นวาระโอกาสครบรอบ 113 ปี ของธนาคารออมสิน ที่ได้ดำเนินภารกิจตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในการส่งเสริมการออมทรัพย์ของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ขยายผลสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม และนับจากนี้ไปธนาคารพร้อมเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับการดำเนินงานมุ่งเป้าหมายการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของคนไทย ภายใต้บริบทปัจจุบันของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ สะท้อนผ่านตัวเลข29/04/2026
ซีพี จับมือ SEGA เจ้าของเกมระดับโลกจากญี่ปุ่น ลงนาม MOU สำรวจธุรกิจความบันเทิงในไทย–อาเซียน
27 เมษายน 2569 – บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (C.P. Group) กลุ่มธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เซก้า คอร์ปอเรชัน (SEGA CORPORATION) ผู้นำด้านธุรกิจเกมและความบันเทิงระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อสำรวจโอกาสทางธุรกิจด้านความบันเทิงในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในระยะต่อไป ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดย SEGA ซึ่งมีทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ระดับโลกและความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จะทำงานร่วมกับเครือซีพี ซึ่งมีระบบนิเวศทางธุรกิจที่หลากหลายและเครือข่ายที่แข็งแกร่งในภูมิภาค เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ MOU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินความร่วมมือเป็นระยะ โดยในระยะแรกจะมุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจจากทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลกของ SEGA อาทิ Sonic the Hedgehog และ Angry Birds ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างความร่วมมือเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเชื่อมโยงศักยภาพด้านคอนเทนต์เข้ากับระบบนิเวศทางธุรกิจแบบครบวงจรของเครือซีพี ซึ่งครอบคลุมกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร…กานต์สิรี บัววิชัยศิลป์ | 1 hours ago
Read More28/04/2026
ทรู คอร์ปอเรชั่น x OYMotion ผุด Neuro AI Tech นวัตกรรมใหม่ ดึงเทคโนโลยี BCI เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายทรู ยกระดับการทำกายภาพบำบัด
ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือกับ OYMotion ผู้นำนวัตกรรมระดับโลกด้านเทคโนโลยีระบบประสาท พัฒนานวัตกรรม Neuro AI Technology มุ่งยกระดับวิถีการทำกายภาพบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ผสานองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ชั้นนำของไทย เข้ากับเทคโนโลยี BCI (Brain-Computer Interface) ที่ทำงานร่วมกับ AI และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล (Data Platform) เพื่อสั่งการอุปกรณ์หรืออวัยวะเทียมอัจฉริยะ ผ่านเครือข่ายทรู เปลี่ยน "ความคิด" ให้เป็น "คำสั่ง" ช่วยกระตุ้นวงจรประสาทสมองสั่งงานกล้ามเนื้อให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้สมองเกิดการเรียนรู้ใหม่และฟื้นตัวได้เร็วกว่ากายภาพบำบัดแบบเดิม ซึ่งจะบรรเทาภาระของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดที่ขาดแคลน และลดข้อจำกัดด้านต้นทุนการรักษาในระบบสาธารณสุข ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงบริการฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและผู้ที่มีความจำเป็นในการฟื้นฟูสมรรถภาพแขนและขา อาทิ ผู้ป่วยอัมพาต หรือผู้ที่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว พร้อมฟื้นคืนการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยมีอิสระและคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยนวัตกรรม Neuro AI Tech อยู่ระหว่างการพัฒนาและต่อยอดทดลองใช้งานจริงกับผู้ป่วยในโรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทย เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผลสำเร็จของนวัตกรรมจะสามารถขยายผลใช้งานในสถานพยาบาลและเครือข่ายระบบสาธารณสุขในวงกว้างได้ในอนาคต สร้างมาตรฐานใหม่ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เพิ่มศักยภาพการเป็นศูนย์กลางด้าน NeuroTech ของประเทศไทย การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผสานความแข็งแกร่งของทั้งสององค์กรอย่างลงตัว ทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับสูงของ OYMotion ที่เป็นหัวใจสำคัญทางเทคโนโลยีในการถอดรหัสสัญญาณระบบประสาทจากเซนเซอร์ตรวจวัดคลื่นสมองและสัญญาณกล้ามเนื้อ ทำงานร่วมกับระบบนิเวศดิจิทัลของทรู คอร์ปอเรชั่น…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 1 days ago
Read More27/04/2026
เขย่าวงการ ! เปิดตัว “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย” ดัน 9 ล้านชีวิตสู่ ‘อาชีพครีเอเตอร์’ มุ่งเป้ามูลค่าตลาดทะลุ 45,000 ล้าน
ตลาด Creator Economy (เศรษฐกิจครีเอเตอร์) ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากจำนวนครีเอเตอร์กว่า 9 ล้านคน สู่มูลค่าตลาดราว 45,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ย 25–30% ต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจะมีขนาดใหญ่และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ “ครีเอเตอร์” ยังไม่ได้รับการยอมรับในฐานะอาชีพอย่างเป็นทางการ การขาดการกำหนดมาตรฐาน ส่งผลให้ต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การไม่มีหลักประกันทางการเงิน เช่น การขอสินเชื่อหรือที่อยู่อาศัย การขาดระบบสนับสนุนและแหล่งทุนไปจนถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังไม่คุ้มครองรูปแบบการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ช่องว่างดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะครีเอเตอร์ แต่ส่งผลต่อทั้งแบรนด์ เอเจนซี และ Ecosystem ที่กำลังเติบโต ล่าสุด คณะผู้ริเริ่มจัดตั้ง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (Thailand Content Creator Association : TCCA)” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ SCBX ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อทำหน้าที่เป็น “สมาคมวิชาชีพ” และองค์กรกลางในการยกระดับมาตรฐาน…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 1 days ago
Read More































