Read
| Health
25/08/2025
ธีรภัทร์ ธีระโรจนพงษ์ | 125 days ago
อยากฉลาดขึ้นต้องทำ 3 นิสัยง่าย ๆ ที่ศาสตราจารย์จาก Columbia แนะนำ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเผยว่า การเพิ่มศักยภาพทางความคิดไม่จำเป็นต้องพึ่งความสามารถพิเศษ แต่สามารถเริ่มต้นได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพียงแค่ 3 ข้อนี้ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับสมองได้ หลักการทางประสาทวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าเราสามารถพัฒนาความฉลาดของตนเองได้ด้วยการเลือกทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน และในทางกลับกัน การเลือกทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมก็สามารถบั่นทอนสุขภาพสมองในระยะยาวได้เช่นกัน ดร. ที. อเล็กซานเดอร์ พูทิโอ (T. Alexander Puutio, PhD) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Columbia ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำและผู้ประกอบการ ได้เปิดเผยถึง 3 นิสัยเด่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังสมองได้ และทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที 3 นิสัยเพื่อสมองที่เฉียบคมและทรงพลัง 1. หาเรื่องท้าทายให้กับตัวเองอยู่เสมอ งานวิจัยจำนวนมากชี้ชัดว่า สมองจะได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อเราก้าวออกจากขีดจำกัดเดิม ๆ ของตัวเอง ดร. พูทิโอเปรียบเทียบสมองเหมือนกล้ามเนื้อที่เราสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ การมีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ซึ่งคือความเชื่อที่ว่าความสามารถทางสมองสามารถพัฒนาได้อยู่เสมอ จะช่วยผลักดันให้เรากล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และส่งเสริมให้สมองเติบโตอย่างแท้จริง 2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การนอนหลับ เนื่องจาก ดร. พูทิโอชี้ว่า การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อนธรรมดา…
26/06/2024
Read MoreHurry Sickness: รู้ทันอาการหัวร้อน…ทนไม่ไหว รอไม่ได้
เคยไหม? รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา รอคิวอะไรสักอย่างก็รู้สึกหงุดหงิด อยากจะตะโกนใส่คนข้างหน้าว่า "เร็ว ๆ หน่อยสิ !" หรือทำงานอะไรก็รู้สึกเหมือนเวลาไม่พอ รอดู YouTube ก็ต้องกดข้ามโฆษณา พอมาอ่านหนังสือหรือดูหนัง ดูละคร ก็ทนดูทีละตอนจนจบไม่ไหว ต้องแอบเปิดดูตอนจบ หรือไปหาสปอยล์มาอ่านก่อน อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "Hurry Sickness" หรือ "โรคทนรอไม่ได้" เป็นสภาวะผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในยุคปัจจุบัน และหลายคนอาจกำลังเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัว ยิ่งใช้คอมฯ ยิ่งเป็น Hurry Sickness “ยิ่งคุณใช้คอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่ คุณยิ่งเป็น Hurry Sickness มากเท่านั้น” อ. ธาม เชื้อสถาปนศิริ โรค “ทนรอไม่ได้” หรือ “Hurry Sickness" หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า "หัวร้อน" เป็นภาวะผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในยุคที่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต และมักเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นเวลานาน ไม่ใช่โรคทางจิตเวช อาการคล้าย “โรคสมาธิสั้น” แต่ไม่ใช่สมาธิสั้น โดยบุคคลที่เป็น Hurry Sickness นั้น มักจะมีอาการใจร้อน หงุดหงิด…
กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 550 days ago
26/06/2024
Read MoreBalanced Diet แนวคิดการกินอาหารแบบยืดหยุ่น สมดุล สุขภาพดี โดยที่ไม่ต้องอด
ทุกวันนี้เราเห็นเทรนด์อาหารเกิดขึ้นมากมาย ทั้ง IF คีโต เมดิเตอร์เรเนียน แพลนต์เบส และอื่น ๆ อีกมากมาย จนบางครั้งคนที่เริ่มหันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพผ่านการคุมอาหารอาจสับสนว่าอันไหนดีที่สุด หรืออันไหนเหมาะที่สุดกันแน่ บทความนี้ก็เพิ่มคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารให้คุณอีกคำ แต่บอกเลยว่าคำนี้คำเดียวอาจตอบโจทย์การกินอาหารของคนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน นั่นก็คือ Balanced Diet หรือการกินอาหารแบบสมดุล ที่จะช่วยให้คุณวางแผนสัดส่วนอาหาร และโภชนาการในแต่ละมื้อ และในแต่ละวันได้อย่างตรงจุด ไม่ต้องอดหรือต้องงดเลย Balanced Diet จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และพลังงานที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม น้ำหนักตัว และอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคได้ด้วย Balanced Diet การกินอาหารแบบสมดุลคืออะไร? ในมุมมองของผู้เขียน Balanced Diet แบ่งออกได้ 2 เสาหลักด้วยกัน สัดส่วนการกินอาหารแบบ Balanced Diet โดย Balanced Diet จะให้คุณแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ดังนี้ โปรตีน 25 เปอร์เซ็นต์หรือ 1 / 4 จาน เน้นโปรตีนที่ไม่ผ่านการแปรรูป…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 550 days ago
26/06/2024
Read Moreจำนวนครั้งในการวิดพื้นอาจบอกความเสี่ยงโรคหัวใจในอนาคตของคุณได้
วิดพื้น หรือดันพื้น (Push up) เป็นการออกกำลังกายพื้นฐานที่ทุกคนรู้จัก แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะทำไม่ได้ หรือไม่เคยลองทำก็คงจะพอรู้ว่าการวิดพื้นสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นแขน หน้าอก หัวไหล่ และอีกหลายส่วน นอกจากคุณจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 550 days ago
23/03/2023
Read More3 เหตุผลที่ทุกคนควรใช้ครีมกันแดดทุกวัน และวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับแดดเมืองไทย
แดดประเทศไทยนั้นขึ้นชื่อเรื่องความร้อนและอานุภาพในการทำลายผิว ซึ่งตัวการคือก็รังสียูวี (Ultraviolet Radiation) โดยการสัมผัสกับแสงยูวีจากแดดประเทศไทยที่มีความเข้มข้นสูงเป็นประจำทำให้เกิดผิวคล้ำเสีย แพ้ง่าย และที่อันตรายคือเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง แต่ถึงอย่างนั้นคนไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังละเลยการทาครีมกันแดด Hack for Health เลยจะมาบอกเล่า 3 เหตุผลที่ทุกคน ไม่ว่าจะผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนสูงอายุควรใช้ครีมแดดทุกวัน แม้จะอยู่บ้านก็ตาม 3 เหตุผลที่ทุกคนควรใช้ครีมกันแดดทุกวัน แม้จะมีเพียง 3 เหตุผล แต่บอกเลยว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคุณอย่างแน่นอน เหตุผลที่ 1: ครีมกันแดดลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ปัจจัยสำคัญของโรงมะเร็งผิวหนังคือรังสียูวีจากแสงแดด โดยเฉพาะรังสียูวีบีที่สามารถทำลายผิวชั้นหนังกำพร้าที่อยู่นอกสุดและผิวหนังแท้ชั้นบน การสัมผัสในระยะสั้นจะทำให้ผิวของคุณคล้ำเสีย ผิวไหม้และอักเสบจากแดด ไวต่อแสง และยังเป็นรังสีที่มีความเข้มข้นสูงที่ทะลุไปถึง DNA ของเซลล์ผิวหนัง การสัมผัสกับรังสียูวีบีระยะยาวสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้หลายชนิด ซึ่งการทาครีมกันแดดสามารถลดความเสี่ยงของโรคผิวหนังจากรังสียูวีได้เมื่อใช้อย่างถูกต้อง โดยการใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 เป็นประจำทุกวันช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (Squamous Cell Carcinoma) ที่เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดทั่วไปได้ 40 เปอร์เซ็นต์ และลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (Melanoma) ที่อันตรายมากกว่าได้ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับแดดเมืองไทยแล้ว…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1011 days ago
23/03/2023
Read Moreดื่มน้ำมากเกินไป อันตรายถึงชีวิต!
เราอาจเคยได้ยินมาตลอดว่าการดื่มน้ำเยอะ ๆ เป็นเรื่องที่ดีต่อร่างกาย มีการศึกษามากมายที่นำเสนอข้อดีของการดื่มน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ใน 1 วัน คุณควรดื่มน้ำในปริมาณเท่าไหร่ ? ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยน้ำ 60-70 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ร่างกายเราจะสูญเสียน้ำได้ตลอดทั้งวันผ่านปัสสาวะ และเหงื่อ ซึ่งคุณก็สามารถทดแทนน้ำที่เสียไปด้วยการดื่มน้ำ และการบริโภคอาหารในแต่ละวัน โดยในผู้หญิงควรดื่มน้ำให้ได้ 2.7 ลิตรต่อวัน ในขณะที่ผู้ชายควรดื่มน้ำ 3.7 ลิตรต่อวัน ซึ่งทั้งหมดนี้รวมถึงน้ำจาก ผลไม้ หรืออาหารที่คุณรับประทานเข้าไปด้วย ขณะเดียวกันคุณอาจจะต้องการน้ำมากกว่าคนอื่น ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อมและสภาพร่างกายของตนเอง ดังนี้ ข้อดีของการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณดื่มน้ำมากเกินไป ? เมื่อคุณดื่มน้ำมากเกินไป เช่น ดื่ม 5 ลิตรต่อวัน คุณอาจประสบกับ ‘ภาวะน้ำเป็นพิษ’ มีปริมาณน้ำในเลือดมาก และภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ คุณจะเริ่มมีอาการต่าง ๆ เช่น รู้สึกสับสน ง่วงนอน และปวดศีรษะ นอกจากนี้ หากความดันเพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดภาวะต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง และอัตราการเต้นของหัวใจต่ำ ภาวะหัวใจวาย…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1011 days ago
22/03/2023
Read Moreโซเดียมต่ำ ไขมันต่ำ สเต๊ก และไวน์แดง Diet Routine ฉบับบูกี้แมน ‘คีอานู รีฟส์’
คีอานู รีฟส์ หรือ คีอานู ชาลส์ รีฟส์ (Keanu Charles Reeves) นักแสดงชายสายบู๊แห่ง Hollywood ภาพยนตร์ที่เขาเล่นแต่ละเรื่องได้รับความนิยมและถูกพูดถึงทั่วโลก ภาพจำของเขาในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นบทบาท ‘จอห์น วิค’ มือปืนและนักฆ่าในตำนานที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นปีศาจบูกี้แมนในหนังแอ็กชันบู๊ระห่ำที่มีชื่อเดียวกันกับตัวละคร แม้จะเป็นดาราเบอร์ใหญ่ แต่ในหลายฉากรีฟส์แสดงเองโดยไม่อาศัยสตันท์แมน ซึ่งแน่นอนว่าความแข็งแรงและทักษะในชีวิตจริงของรีฟส์คงไม่ต่างจากนักฆ่ามือพระกาฬในบทบาทที่เขาเล่นสักเท่าไหร่ หลายปีก่อนรีฟส์เคยให้สัมภาษณ์กับ Men's Journal ในหลาย ๆ แง่มุม รวมถึงการดูแลสุขภาพและรูปแบบอาหารที่เขากินเป็นประจำ ซึ่งเรียบง่ายและดีต่อสุขภาพ Hack for Health ได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ Diet Routine ของคีอานู รีฟส์ พร้อมอธิบายว่าการกินอาหารของเขาส่งผลดีต่อร่างกายและสุขภาพในด้านไหนบ้างเพื่อให้ทุกคนได้อ่านกัน Diet Routine ฉบับ 'คีอานู รีฟส์' Point Blank (1991) เป็นผลงานภาพยนตร์ที่ทำให้รีฟส์ได้รู้จักกับการฝึกซ้อมเพื่อความแข็งแรงอย่างแท้จริง ซึ่งผู้สัมภาษณ์ได้ถามถึงความแตกต่างระหว่างขณะที่ให้สัมภาษณ์และในช่วงปีที่ Point Blank ออกฉาย รีฟส์ได้ให้สัมภาษณ์ในเชิงที่ว่า ความทนทานและความฟิตของร่างกายยังคงเดิม แต่สิ่งที่ต่างที่สุดคือ เขามีปัญหาเรื่องเข่าที่ทำให้เดินขึ้นบันไดได้ไม่เร็วและคล่องแคล่วนัก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเมื่อเขาต้องถ่ายทำ เพราะเขาบอกว่า…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1012 days ago
22/03/2023
Read More‘โรคขาอยู่ไม่สุข’ ขยับขา/สั่นขา บ่อย ๆ จนเสียบุคลิก
เคยไหม ? นั่งอยู่เฉย ๆ ก็รู้สึกอึดอัดอยากขยับขา หรือสั่นขาตลอดเวลา บางครั้งอาการเหล่านี้มักมาตอนกลางคืนจนแทบนอนไม่หลับ คุณอาจกำลังเป็น 'โรคขาอยู่ไม่สุข' โรคขาอยู่ไม่สุขคืออะไร? โรคขาอยู่ไม่สุข (RLS) เป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายหรืออึดอัดที่ขา และกระตุ้นให้เคลื่อนไหวอย่างไม่สามารถห้ามได้ อาการมักเกิดขึ้นในช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงเย็น และมักจะรุนแรงที่สุดในตอนกลางคืนขณะที่คุณกำลังนอนหลับ โดยอาการนี้จะรบกวนการนอนหลับของคุณ ทำให้หลับยากหรือนอนหลับไม่สนิท ซึ่งการขยับขาจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัว แต่ความรู้สึกไม่สบายตัวก็จะเกิดขึ้นได้อีกเมื่อคุณหยุดการเคลื่อนไหวขาของตนเอง มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรในสหรัฐอเมริกา พบว่าโรคขาอยู่ไม่สุขสามารถเกิดขึ้นกับคนทุกช่วงอายุ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย แต่บุคคลที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป อาการมักจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นและยาวนานขึ้นตามอายุ อาการของโรคขาอยู่ไม่สุข อาการโรคขาอยู่ไม่สุขอาจแตกต่างกันไปในแต่ละวัน ความรุนแรง และความถี่ในแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน หากอาการของคุณเกิดขึ้นเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือว่าเป็นความรุนแรงระดับปานกลาง แต่หากคุณมีอาการนี้มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หมายความว่าอาการโรคขาอยู่ไม่สุขของคุณเข้าขั้นรุนแรง ผลกระทบจากโรคขาอยู่ไม่สุข อาการของคุณอาจทุเลาลง และหายไปเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งปกติจะเป็นในช่วงระยะเริ่มต้นของโรค อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วอาการมักจะเกิดขึ้นอีกและรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป บุคคลที่เสี่ยงเป็นโรคขาอยู่ไม่สุข แม้สาเหตุของโรคขาอยู่ไม่สุขจะไม่ชัดเจนนัก แต่หากคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเป็นโรคนี้คุณก็อาจจะเป็นได้เช่นกัน และอาจเกิดจากสารโดปามีน (dopamine) ในสมองมีปริมาณน้อยลง โดยอาจเป็นจากภาวะของโรคอื่น…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1012 days ago
22/03/2023
Read Moreขี้หึงจนบั่นทอนความสัมพันธ์! ทำอย่างไรให้อาการนี้หายไป
อาการหึงหวงคู่รัก เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์ที่ไปได้ดี ย่อมทำให้เกิดความกังวลใจ และท้ายที่สุดอาจทำให้คุณหึงหวงคู่รักของคุณเมื่อยามที่เขาใกล้ชิดกับผู้อื่น และจากผลสำรวจระบุว่า คนเรามักจะมีประสบการณ์หึงหวงเกี่ยวกับอดีตของอีกฝ่าย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าหึงเรื่องแฟนเก่าของคนรักนั่นเอง โดยการหึงหวงเรื่องอดีตของคนรัก มีตั้งแต่พยายามไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีต ไปจนถึงการหมกมุ่นเรื่องดังกล่าวทั้งวันจนกระทบกับความสัมพันธ์ของคุณกับคนรัก ซึ่งอาการหึงเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของและเสี่ยงภาวะซึมเศร้าได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำวิธีที่ทำให้คุณหลุดพ้นจากวงจรเหล่านี้เพื่อสุขภาพจิตที่ดี ทำไมถึงหึงกับเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตของคนรัก ? การหึงหวง อิจฉา ริษยา เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคนและเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ในกรณีที่คุณรู้สึกหึงหวงคู่รักของคุณกับคนรักเก่านั้น อาจมาจากพฤติกรรมของคนรักคุณที่ยังคงเก็บของเก่า ๆ ที่อดีตคนรักมอบให้ หรือยังหวงแหนของบางอย่างที่เป็นความทรงจำในอดีต ซึ่งทำให้คุณเกิดความกังวลใจว่าคนรักของคุณอาจกำลังคิดถึงคนรักเก่าอยู่นั่นเอง โดยจากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความหึงหวงเชิงโรแมนติก พบว่าอารมณ์เหล่านี้มักมีรากฐานมาจาก ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในความสัมพันธ์, ความนับถือตนเองต่ำ, ประสบการณ์ถูกนอกใจจากคนรักเก่าหรือจากคนรักในปัจจุบัน, การใช้สารเสพติด, ความผันผวนทางฮอร์โมน เป็นต้น ยอมรับและรู้เท่าทันความรู้สึกของตนเอง สิ่งที่จะทำให้คุณก้าวผ่านความรู้สึกหึงหวง หรืออิจฉาริษยาไปได้นั้น อย่างแรกคือคุณต้องยอมรับตนเองก่อนว่าคุณกำลังเกิดความหึงหวง หรืออิจฉาคนรักเก่าของคู่คุณจริง ๆ แม้จะรู้สึกยากลำบากที่ต้องยอมรับมันในบางครั้ง แต่การที่คุณรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตนเองก็จะทำให้คุณหาทางแก้ไขความรู้สึกเหล่านั้นได้ไวมากขึ้น นักจิตวิทยาได้แนะนำว่า ให้คุณถามตนเองว่าความรู้สึกอิจฉานั้นมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณอาจจะรู้สึกว่าอดีตของคนรักกำลังจะเป็นตัวทำนายความสัมพันธ์ปัจจุบันของคุณ หรือคุณรู้สึกไม่ไว้ใจความสัมพันธ์ของพวกเขาเพราะอะไร เมื่อคุณเข้าใจตนเองแล้วคุณก็จะสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวเหล่านั้นได้ แม้ว่าการหึงหวงสามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป และไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าคุณเป็นคนดีหรือคนไม่ดี แต่การที่คุณหึงหวงเรื่องราวในอดีตที่ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก และหมกมุ่นกับเรื่องนั้น อาจทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของคุณกับคนรัก และกลายเป็นปัญหาตึงเครียดในชีวิตคู่ของคุณได้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1012 days ago
22/03/2023
Read Moreความฉลาดที่ซ่อนในพันธุกรรมสู่ธุรกิจซื้อขายสเปิร์ม ทางเลือกของคนยุคใหม่
ความฉลาดและสติปัญญาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทางชีวิตของคนส่วนมากบนโลกใบนี้ เพราะสติปัญญาที่ดีสามารถนำมาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง การถูกนับหน้าถือตา ความสำเร็จ และความสุข แต่นอกจากการศึกษาที่ดีและความพยายามของแต่ละคนแล้ว พันธุกรรมที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ยังส่งผลถึงความฉลาดของแต่ละคนด้วยเหมือนกัน บทความนี้จะพาคุณไปรู้เรื่องราวพันธุกรรมความฉลาด การคัดสรรสเปิร์มเพื่อการตั้งครรภ์ และธุรกิจการซื้อขายสเปิร์มที่มีมูลค่ามหาศาล ความฉลาดส่งต่อทางพันธุกรรมได้จริงไหม? การศึกษาจำนวนไม่น้อยพบว่าลักษณะทางพันธุกรรมสามารถส่งผลต่อความฉลาดได้ในหลายด้าน อย่างการศึกษาขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันในยุโรปและออสเตรเลียที่ศึกษาความแตกต่างกันของพันธุกรรมต่อทักษะด้านต่าง ๆ อย่างกระบวนการคิด การใช้เหตุผล และทักษะอื่นที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดผ่านการวิเคราะห์ตัวอย่าง DNA ของคนกว่า 3,500 คน ร่วมกับการให้เจ้าของ DNA ทำแบบทดสอบสติปัญญา ทีมวิจัยสรุปได้ว่าสัดส่วนความต่างของคะแนนราว 40–50 เปอร์เซ็นต์เป็นผลมาจากความแตกต่างทางพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาอื่น ๆ ที่ให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยนอกจากความได้เปรียบทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อความฉลาดและสติปัญญาแล้ว การเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม และการศึกษาที่ดีก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ความฉลาดที่ซ่อนในพันธุกรรมสู่ธุรกิจมูลค่าสูง หากคุณจะตกหลุมรักใครสักคนแล้วหวังที่จะสร้างครอบครัวร่วมกัน นอกจากรูปร่างหน้าที่ดูดี ฐานะหรือหน้าตาทางสังคมแล้ว ความฉลาดอาจเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะครอบครัวในอุดมคติของหลายคนนั่นหมายถึงการมีลูก และเมื่อความฉลาดสามารถส่งต่อผ่านพันธุกรรมได้ ทำไมเราถึงจะไม่คัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกจะเกิดมาในอนาคตด้วยการเลือกสเปิร์มที่ช่วยเพิ่มความได้เปรียบทางพันธุกรรม และในโลกยุคใหม่ มุมมองการมีลูกของผู้คนเปลี่ยนไป บางคนเลือกที่จะมีลูกโดยไม่มีคู่ครองหรือคู่รักเพศเดียวกันที่อยากมีลูกก็สามารถมีได้ผ่านการจ่ายเพื่อคัดสรรสเปิร์มจากพ่อที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่สุดเพื่อให้เด็กที่เกิดมาใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบมากที่สุดหรืออย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็ก ธนาคารอสุจิ (Sperm Bank) หรือธนาคารสเปิร์มจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ลูกค้าที่เป็นคู่รักชายหญิงที่ไม่ประสบความสำเร็จในการมีลูกจากปัญหาของทางฝ่ายชายหรือฝ่ายชายอาจมีข้อจำกัดทางสุขภาพที่สามารถส่งต่อไปยังลูกน้อยผ่านทางพันธุกรรม ธนาคารอสุจิในต่างประเทศมีผู้เข้ารับบริการกลุ่มใหญ่คือคู่รักหญิง-หญิง 60 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยผู้หญิงโสดที่ต้องการมีลูกและคู่รักชาย-หญิงในสัดส่วนที่เท่ากันคือ…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1012 days ago
21/03/2023
Read Moreกินอาหารปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 เป็นเวลานาน เสี่ยงมะเร็ง!
ซีเซียม-137 คือสารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่ง เมื่อเกิดการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในสิ่งแวดล้อมจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ สารนี้จะตกค้างตามแหล่งน้ำ ดิน พืช อากาศ สัตว์ ตลอดจนการเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการบริโภคอาหาร และหากคนเราบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนซีเซียม-137 เป็นเวลานานย่อมส่งผลเสีย และก่อให้เกิดโรคได้ เมื่อสารซีเซียมกระจายอยู่ทั่วทั้งในดิน น้ำ จึงง่ายต่อการเข้าสู่วงจรอาหาร และอาหารที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ผัก ผลไม้ นม อาหารทะเล และอาหารที่แปรรูปจากวัตถุดิบทางการเกษตร หากเราบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนซีเซียม-137 เข้าสู่ร่างกาย สารบางส่วนจะถูกขับออกทางเหงื่อและปัสสาวะ ในขณะที่สารบางส่วนจะตกค้าง และสะสมในกล้ามเนื้อ ตับ ไขกระดูก หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความผิดปกติในระดับโครโมโซมหรือพันธุกรรม และมีโอกาสก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ โดยปกติแล้วทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะกำหนดให้ตรวจปริมาณการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในอาหาร 3 ชนิด คือ ไอโอดีน-131 (Iodine-131) ซีเซียม-137 (Cesium-137) และซีเซียม-134 (Cesium-134) หน่วยวัดปริมาณสารกัมมันตรังสีในเครื่องดื่มหรือของเหลวจะใช้หน่วย “เบคเคอเรลต่อลิตร” ส่วนอาหารหรือของแข็งจะมีหน่วยเป็น “เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม” เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดคือ อาหาร ต้องมี Iodine-131 ไม่เกิน 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม, ซีเซียม-134…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1013 days ago
20/03/2023
Read Moreเปลี่ยนยกแผง! กางเกงบ็อกเซอร์เพิ่มคุณภาพสเปิร์มได้มากกว่ากางเกงในปกติ
กางเกงบ๊อกเซอร์ (Boxer shorts) เป็นกางเกงชั้นในที่ผู้ชายคุ้นเคยกันดี แต่อาจไม่นิยมเท่ากางเกงชั้นในแบบปกติที่กระชับและโอบอุ้มน้องชายมากกว่า แต่การศึกษาในผู้ชายหลายร้อยคนพบว่าการสวมกางเกงบ๊อกเซอร์ดีต่อคุณภาพสเปิร์มหรืออสุจิมากกว่า
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1014 days ago
20/03/2023
Read Moreไม่ต้องเศร้าก็ร้องไห้ได้…น้ำตาสื่อถึงอะไรบ้าง ?
คุณเสียน้ำตาครั้งสุดท้ายด้วยสาเหตุอะไร ? จริง ๆ แล้วการเสียน้ำตาไม่ได้บ่งบอกว่าคุณกำลังอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น การร้องไห้หรือเสียน้ำตายังสะท้อนความคิด ความรู้สึก หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของร่างกายด้วย โดยปกติแล้วผู้ชายมักจะร้องไห้น้อยกว่าผู้หญิง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหลายวัฒนธรรมมักมองว่าการร้องไห้เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ และมักจะสอนเด็กผู้ชายไม่ให้ร้องไห้ นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบทางชีววิทยาที่บอกว่า ผู้หญิงจะมีฮอร์โมนโปรแลคตินมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดปัจจัยการร้องไห้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันผู้ชายมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในระดับที่สูงกว่า และฮอร์โมนดังกล่าวทำให้ผู้ชายร้องไห้ได้ยากขึ้น ‘น้ำตา’ ถูกผลิตโดยต่อมน้ำตาเหนือดวงตาของคุณประกอบด้วย เกลือและน้ำ ซึ่งช่วยให้พื้นผิวของดวงตามีความชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ชะล้างฝุ่น ละออง หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปดวงตาออกมาผ่านน้ำตา ทั้งนี้ หลายคนมักจะเข้าใจว่าการเสียน้ำตาเป็นสัญญาณของความเจ็บปวด เสียใจ แต่ความจริงแล้วสาเหตุที่ทำให้คนเราร้องไห้มีด้วยกันหลายสาเหตุ และคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกอับอายหากตนเองอยากร้องไห้ขึ้นมา น้ำตาช่วยบรรเทาอาการปวด หากคุณบังเอิญถูกประตูหนีบมือ อาการปวดอย่างรุนแรงอาจทำให้คุณน้ำตาไหลได้ และมีแนวโน้มที่จะร้องไห้จริง ๆ มากขึ้นเมื่อคุณต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเพื่อบรรเทาทุกข์ ยกตัวอย่าง อาการปวดที่รุนแรงต่อเนื่อง เช่น ปวดไมเกรน กระดูกหัก การคลอดบุตร โดยมีงานวิจัยระบุว่าเมื่อคุณร้องไห้ร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินและออกซิโทซิน เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ทางอารมณ์พร้อมกับความเจ็บปวดทางร่างกาย จึงเรียกได้ว่าการร้องไห้เป็นพฤติกรรมที่ปลอบประโลมตนเองจากความเจ็บปวดนั่นเอง น้ำตาช่วยประมวลผลทางอารมณ์ เมื่อความรู้สึกของคุณรุนแรงจนคุณไม่รู้ว่าจะจัดการหรือรับมือกับมันอย่างไร การร้องไห้อาจเป็นวิธีหนึ่งในการแสดงความรู้สึกและบรรเทาทุกข์ ดังนั้น ความรู้สึกเศร้า ความรู้สึกผิด หรือความกังวลอย่างท่วมท้นอาจทำให้น้ำตาไหลได้ แม้ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเป็นพิเศษก็ตาม หากคุณเคยรู้สึกสะเทือนใจจนน้ำตาไหล…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1014 days ago
17/03/2023
Read MoreWorld Sleep Day! เพิ่มประสิทธิภาพการนอนด้วย Galaxy Watch
(17/03/65) การนอนหลับเป็นการพักผ่อนร่างกายที่ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเราได้รับการฟื้นฟู คนที่นอนน้อยหรือมีการนอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึมในยามเช้าเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย ดังนั้น หลายคนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการนอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเนื่องในวันนอนหลับโลก หรือ World Sleep Day วันที่ 17 มีนาคม และ Sleep Awareness Week® วันที่ 12-18 มีนาคม ชวนทุกคนมาเพิ่มประสิทธิภาพการนอนผ่านนวัตกรรมสุดล้ำ Galaxy Watch5 Series ช่วยติดตามการนอนหลับของคุณ โดยผู้ใช้ Galaxy Watch มากกว่า 50% ติดตามการนอนหลับอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และ 40% ติดตามมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้เข้าใจรูปแบบการนอนหลับของตัวเองได้ดีขึ้น พร้อมปรับการนอนตามคำแนะนำเพื่อพัฒนาการนอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สร้างพฤติกรรมการนอนที่ดียิ่งขึ้นด้วยการเข้าใจรูปแบบการนอนของตนเอง เนื่องจากรูปแบบการนอนหลับของทุกคนแตกต่างกัน สิ่งสําคัญคือต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะของตนเอง ซัมซุงช่วยให้การติดตามและการเข้าใจรูปแบบการนอนเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้น โดยใช้เซนเซอร์ BioActive ของ Galaxy Watch ที่สามารถตรวจสอบรูปแบบการนอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น การตื่น…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1017 days ago
17/03/2023
Read MoreWeekend Effect จันทร์เศร้า เสาร์-อาทิตย์ร่าเริง กับเบื้องหลังจากปัญหาในที่ทำงาน
Weekend Effect เป็นภาวะที่เรารู้สึกร่าเริงในช่วงสุดสัปดาห์และรู้สึกแย่ในเช้าวันจันทร์หรือตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่คนทำงานส่วนใหญ่ถวิลหา แต่บางคนอาจเฝ้ารอวันหยุดอย่างกระวนกระวายมากกว่าคนอื่น พร้อมกับเกลียดวันที่ต้องทำงานแบบเข้าไส้ โดยเฉพาะวันจันทร์ ซึ่งก็มีเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกแบบนั้น Weekend Effect กับความสุขในการทำงานที่น้อยลง แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานจะอยากให้ถึงวันหยุดเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้พักผ่อนหรือใช้เวลาไปกับสิ่งที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ แต่บางคนที่รู้สึกเศร้า ผิดหวัง หงุดหงิด หรือท้อแท้อย่างมากทุกเช้าวันจันทร์ และใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงในช่วงสุดสัปดาห์อาจเป็นผลกระทบของ Weekend Effect ที่เป็นสัญญาณของปัญหาในการทำงานและอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟหรือ Burnout Syndrome และปัญหาสุขภาพอื่นได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาเรื่องราวของบริบททางสังคมภายใต้ Weekend Effect และภาวะอารมณ์ในกลุ่มคนทำงาน ซึ่งได้สัมภาษณ์คนทำงานชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนเป็นเวลากว่า 4 ปี โดยคนกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีสภาพแวดล้อมและสังคมที่ทำงานดี ทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ที่มีความเปิดกว้างและไว้วางใจกันได้รับผลกระทบจาก Weekend Effect น้อยจนถึงแทบไม่รู้สึก ส่วนคนกลุ่มที่ 2 ที่มีสภาพแวดล้อมและสังคมที่ทำงานในขั้วตรงข้ามกลับกลุ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่จู้จี้และชอบใช้อำนาจ รวมทั้งความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเพื่อนร่วมงาน คนในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจาก Weekend Effect มากกว่ากลุ่มแรกถึง 3 เท่า โดยคนกลุ่มนี้มักมีความสุขในช่วงวันหยุดมากกว่าคนอื่น แต่ในวันทำงานก็ทุกข์มากกว่าด้วยเช่นเดียวกัน แล้ว Weekend…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1017 days ago
17/03/2023
Read Moreเรื่องจริงหรือความเชื่อ ? กินอาหารที่มีผงชูรสทำให้ผมร่วง
“กินอาหารที่มีผงชูรสจะทำให้ผมร่วง” หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการจะเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรสนั้นเป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะผงชูรสมีส่วนช่วยให้รสชาติอาหารดีขึ้น Hack for Health จะพาทุกคนมาหาคำตอบว่าสรุปแล้วกินผงชูรสเยอะ ๆ เสี่ยงผมร่วงจริงไหม ? และการกินผงชูรสบ่อย ๆ ส่งผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ผงชูรส มีสารสำคัญคือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) เป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะจัดให้ผงชูรสเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่มีความปลอดภัย แต่มีการศึกษาหลายชิ้นที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่าการกินผงชูรสบ่อย ๆ อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ ผลกระทบจากการกินผงชูรส ผงชูรสมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบประสาทอย่างช้า ๆ เช่น ความจำและการเรียนรู้ การกินผงชูรสเป็นเวลานานทำให้เซลล์ประสาทตาย นำไปสู่อาการตื่นตระหนก ชัก และเวียนศีรษะ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะพบได้บ่อยในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่จะพบปัญหาสมาธิสั้น การศึกษาวิจัยพบว่าการกินผงชูรสเป็นเวลานานทำให้เกิดไขมันสะสมในตับ ซึ่งอาจลุกลามไปสู่โรคตับอักเสบอย่างช้า ๆ การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยบางรายมีรอยโรคเป็นก้อนกลมและมีพฤติกรรมกินผงชูรสเป็นประจำ มีการศึกษาระบุว่า ผงชูรสในอาหารทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเมตาบอลิกซินโดรมและโรคอ้วน นอกจากนี้ การกินผงชูรสในปริมาณมากจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน แม้ว่าการกินอาหารที่มีผงชูรสจะไม่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่ก็เสี่ยงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและปวดศีรษะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บุคคลที่บริโภคผงชูรสประมาณ 150 มก./กก. ของน้ำหนักตัวพบว่าจะมีผลข้างเคียงคืออาการปวดศีรษะ …
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1017 days ago
15/03/2023
Read Moreระวัง! ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูร้อน
เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน นอกจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว แสงแดดจ้าที่ชวนให้ต้องหยิบครีมกันแดดมาทาเพื่อปกป้องผิวแล้ว สิ่งที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังก็คือปัญหาสุขภาพหรือโรคต่าง ๆ ที่มักจะเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ เพราะความร้อนส่งผลต่อร่างกายทั้งหมด ทั้งผิวหนัง ดวงตา ระบบย่อยอาหาร หากไม่ระวังหรือป้องกันอาจนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บในฤดูร้อนได้ โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน 1.โรคลมแดด โรคลมแดดเป็นโรคที่พบบ่อยในฤดูร้อน เกิดจากการสัมผัสกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน เนื่องจากอุณหภูมิสูงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียจากความร้อน เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และอ่อนแรง ก่อนเกิดอาการฮีทสโตรก (Heat Stroke) ตามมา และทำให้อวัยวะล้มเหลว หมดสติ นำไปสู่การเสียชีวิตได้ 2.อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษเป็นหนึ่งในโรคที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนได้ง่ายที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่าย และอาจนำไปสู่การปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไป 3.ปวดดวงตา การจ้องแสงแดด หรือการที่ดวงตาต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความรู้สึกปวดรอบดวงตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง เรียกว่า อาการเจ็บตา นอกจากนี้ อาจรู้สึกดวงตาขุ่นมัว เจ็บ หรืออ่อนล้าได้ 4.ภาวะขาดน้ำ โรคที่เกิดในช่วงฤดูร้อนที่พบบ่อยคือภาวะขาดน้ำ เกิดจากสภาพอากาศร้อนชื้นในช่วงฤดูร้อน เพราะร่างกายเราสูญเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมากผ่านทางเหงื่อโดยไม่รู้ตัว เมื่อปริมาณน้ำที่ออกจากร่างกายมากกว่าปริมาณน้ำที่รับเข้าไป จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำและมีอาการปากแห้ง ลิ้นแห้ง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม และกระหายน้ำ ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้มาก ๆ 5.ปวดศีรษะ…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1019 days ago
15/03/2023
Read Moreอย่าหาทำ! ลดน้ำหนักให้ได้ในหนึ่งอาทิตย์ เสี่ยงโยโย่
เชื่อว่าหลายคนคงอยากมีหุ่นหรือรูปร่างที่สมส่วน และสำหรับบางคนที่กำลังหันมาดูแลรูปร่างของตนเองอาจเคยได้ยินวิธีการลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ หรือบางคนอาจจะตั้งเป้าหมายของตนเองภายในหนึ่งอาทิตย์จะต้องลดน้ำหนักให้ได้ทีละหลายกิโลกรัม ซึ่งแน่นอนว่าหากคุณกินอาหารน้อยลง คุณก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย แต่รู้หรือไม่ว่าการลดน้ำหนักโดยคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วแบบนี้ส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณไม่น้อย ลดน้ำหนักภายในหนึ่งอาทิตย์ทำได้แต่ไม่ยั่งยืน ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่ทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีการกินที่เรียกได้ว่าแทบจะหักดิบและต่อสู้กับความอยากของร่างกาย เน้นที่ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่มีแคลอรีต่ำ และกินในปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายควรได้รับ คุณก็จะสามารถลดน้ำหนักได้แล้ว หรือบางคนอาจหันไปพึ่งการดื่มน้ำผลไม้ที่เป็นโปรแกรมดีท็อกซ์ร่างกาย โดยดื่มแทนอาหาร 3 วัน วิธีนี้น้ำหนักของคุณก็จะลดลงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเข้าไปนั่นเอง แต่ขอบอกก่อนเลยว่า ไม่ว่าคุณจะมีเหตุจำเป็นอะไรที่ต้องลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน แต่วิธีเหล่านี้หรือการคาดหวังผลลัพธ์ในเวลาอันรวดเร็วไม่ใช่ผลดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน เพราะแม้คุณจะลดน้ำหนักได้จริง แต่เมื่อคุณกลับมากินอาหารตามปกติ คุณก็สามารถกลับมาน้ำหนักมากเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมในระยะเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน ดังนั้น วิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่กดดันตนเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและมาพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดี ข้อควรระวังของการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่มาจากการลดน้ำหนักในระยะสั้น เช่น ทำให้เกิดความหิวและทรมาน, เกิดความเหนื่อยล้า, หงุดหงิดง่าย, รู้สึกหนาว ร่างกายขาดความอบอุ่น, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, วิงเวียนศีรษะ, ท้องผูกหรือท้องเสีย และภาวะขาดน้ำ เป็นต้น ลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี แม้ว่าการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข แต่อย่างที่บอกว่ามันไม่คุ้มเอาเสียเลยกับการต้องแลกมาด้วยการมีสุขภาพที่แย่ลง หนำซ้ำยังทำให้น้ำหนักกลับมาพุ่งได้ง่าย ดังนั้น…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1019 days ago
14/03/2023
Read Moreปวดเมื่อยคอ /คอเคล็ด ไม่เกี่ยวกับนอนตกหมอน
ใครเคยมีอาการปวดต้นคอ หรือคอเคล็ดตอนตื่นนอนบ้าง ? อาการเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย หลายคนเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากตอนที่เรานอนแล้วนอนตกหมอนเลยทำให้ปวดที่ต้นคอ แต่ความจริงแล้วคอเคล็ดไม่เกี่ยวกับนอนตกหมอน! Hack for Health จะพาทุกคนไปหาสาเหตุที่แท้จริง อาการคอเคล็ดคืออะไร อาการคอเคล็ด คืออาการกล้ามเนื้อบาดเจ็บเฉียบพลัน เมื่อร่างกายของเราบาดเจ็บสมองจะสั่งให้กล้ามเนื้อส่วนรอบ ๆ หยุดการทำงาน สมมุติว่าเรามีการอักเสบของกล้ามเนื้อบริเวณใดบริเวณหนึ่ง กล้ามเนื้อรอบ ๆ ก็จะเกร็งเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว ซึ่งเราต้องมาดูอีกทีว่าอะไรคือกลไกที่ทำให้กล้ามเนื้อหรือข้อต่อของเราเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลัน สาเหตุของอาการคอเคล็ด สาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อคอของเราเกิดการอักเสบเฉียบพลัน หรือคอเคล็ด ส่วนใหญ่มักสอดคล้องกับกิจวัตรประจำวันก่อนที่เราจะเข้านอน ยกตัวอย่าง หากทั้งวันของเรามีการนั่งทำงาน และต้องก้มหน้า หรือหันหน้าไปทางด้านขวาเพื่อดูเอกสารสลับกับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ กล้ามเนื้อด้านขวาของเราก็จะถูกใช้งานเยอะ เริ่มรู้สึกตึง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้านอนกล้ามเนื้อฝั่งขวาที่ตึงมากก็จะดึงเข้าหาตัวเอง พอเรานอนเราก็จะเอียงไปด้านขวา กล้ามเนื้อก็จะเข้าสู่ภาวะหดตัวเพราะมีการล้าสะสมมาทั้งวัน จากนั้นเมื่อเรานอนหลับไปสักพัก ส่วนอื่นของร่างกายก็เริ่มเมื่อยล้าและอยากพลิกตัว หรือขยับตัว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วในหนึ่งคืนคนเราจะขยับตัว 60 ครั้ง และเมื่อเราพลิกตัว คอของเราก็จะต้องหมุนตามไปด้วย แต่กล้ามเนื้อคอด้านขวาของเราหดรั้งอยู่จากอาการล้าและไม่ยอมคลายตัวออก ทำให้เกิดการบิดและฉีกขาดของกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน จากนั้นสมองก็จะสั่งให้กล้ามเนื้อกลุ่มอื่น ๆ เกร็งตัว และเกิดการล็อก จึงเป็นสาเหตุที่ตอนตื่นมาหันคอไม่ได้และรู้สึกเจ็บ คอเคล็ดไม่เกี่ยวกับนอนตกหมอน อาการเจ็บหรือปวดที่ต้นคอ ไม่ได้เกี่ยวกับการนอนตกหมอน หากคุณมีอาการคอเคล็ดลองสังเกตจะเห็นว่าตอนตื่นคุณไม่ได้ตกหมอน…
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1020 days ago
14/03/2023
Read Moreสวย เก่ง สุขภาพดีแบบกวาดรางวัล วิธีดูแลสุขภาพและผิวแบบ ‘มิเชล โหย่ว’
'มิเชล โหย่ว' นักแสดงหญิงมากความสามารถจากวงการ Hollywood ในช่วงต้นปี 2023 ผู้คนต่างคุ้นหน้าคุ้นตาเธอมากกว่าช่วงเวลาไหน เพราะเธอกวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลหลายเวที อย่างรางวัลลูกโลกทองคำและสร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในการเป็นนักแสดงหญิงชาวเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัล Oscar ในนามของหนัง ‘ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส’ หรือ ‘Everything Everywhere All at Once’ ซึ่งนักแสดงหญิงชาวมาเลเซียผู้คร่ำหวอดด้านการแสดงวัย 60 ปีคนนี้ได้เคยเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพและผิวไว้ในหลายการสัมภาษณ์ Hack for Health ได้รวบรวมตำราความสวย เก่ง และสุขภาพดีฉบับซือเจ๊มาไว้ให้คุณแล้ว 1. ออกกำลังกายทุกวัน มิเชล โหย่ว เป็นหนึ่งในนักแสดง Iconic ด้านศิลปะการต่อสู้แบบจีนที่โลดแล่นอยู่บนจอมากว่า 40 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งภาพจำสำคัญของเธอ แม้ว่าจุดเริ่มต้นของเธอไม่ใช่การเรียนศิลปะการต่อสู้ แต่เป็นการเต้นบัลเลต์ก็ตาม จึงไม่แปลกที่เธอจะออกกำลังกายเพื่อรักษาความฟิตอยู่เสมอ เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าการออกกำลังกายเป็นการดูแลสุขภาพที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ โดยเธอมักออกกำลังกายด้วยการคาร์ดิโอ 2 ชั่วโมง/วัน อย่างการเดินเร็ว 6–9 กิโลเมตร เธอยังบอกด้วยว่านอกจากการออกกำลังกายจะทำให้เธอแข็งแรง มันยังเป็นการทำสมาธิที่ดี และช่วยให้ผิวของเธอเปล่งปลั่งมากขึ้นด้วย 2. กินมื้อย่อยหลายมื้อแทนมื้อใหญ่ มิเชล โหย่ว เน้นการกินผักและผลไม้เป็นหลัก…
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1020 days ago
PR Partners
See All26/12/2025
Meechok Dechpokasup | 2 days ago
Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม
กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)

























