Connect with us

ภาพยนตร์

มาแล้ว! ตัวอย่างเรียกน้ำย่อย Fast 8 : The Fate of the Furious

ภาพยนตร์ Fast & Furious 8 หรือที่เรียกสั้นๆว่า Fast 8 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 8 ในแฟรนไชส์ The Fast and the Furious ของ Universal Pictures นั้น ได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น The Fate of the Furious โดยมีกำหนดการฉายในปี 2017 นี้ ซึ่งทาง Universal Pictures ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาเรียกน้ำย่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ภาพยนตร์ Fast & Furious 8 หรือที่เรียกสั้นๆว่า Fast 8 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 8 ในแฟรนไชส์ The Fast and the Furious ของ Universal Pictures นั้น ได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น The Fate of the Furious โดยมีกำหนดการฉายในปี 2017 นี้ ซึ่งทาง Universal Pictures ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาเรียกน้ำย่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

The Fate of the Furious วางโครงเรื่องไว้ในช่วงที่ Dom และ Letty เดินทางไปฮันนีมูน ส่วน Brian กับ Mia ก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับการซิ่งรถไปแล้ว และสมาชิกคนอื่นๆของทีมก็แยกย้ายกันไปมีชีวิตแบบคนธรรมดา แต่หญิงสาวลึกลับรายหนึ่ง (Charlize Theron) ก็ได้เข้ามาหลอกล่อให้ Dom หวนกลับมาสู่โลกอาชญากรรมอันดำมืดและเต็มไปด้วยการหักหลังอีกครั้ง อันเป็นเหตุให้สมาชิกทุกคนในทีมต้องร่วมกันเผชิญชะตากรรมสุดอันตรายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งสร้างความวินาศสันตะโรครั้งมโหฬาร นับจากชายฝั่งคิวบา ไปจนถึงท้องถนนเมืองนิวยอร์ค และธารน้ำแข็งที่ประเทศไอซ์แลนด์

จากเนื้อเรื่องที่ปรากฏข้างต้นจะเห็นได้ว่า The Fate of the Furious นั้นมีแบ็คกราวน์ของเรื่องระดับใหญ่มาก ซึ่งเป็นแนวทางที่เริ่มทำกันมานับตั้งแต่ Fast Five เป็นต้นมา ซึ่งนอกเหนือจากทีมนักแสดงชุดเดิมแล้ว ยังสมทบด้วย Charlize Theron บทตัวร้าย Cipher, Scott Eastwood จาก Suicide Squad, Helen Mirren นักแสดงรางวัลออสาร์จาก The Queen และ Kristofer Hivju จากซีรีส์ Game of Thrones

Fate of the Furious กำกับการแสดงโดย F. Gary Gray จาก Straight Outta Compton และมีกำหนดฉายวันที่ 14 เมษายน 2017

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant.com

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] Time Freak – พลิกประเด็นย้อนเวลาได้แปลกใหม่แต่กลับไร้เสน่ห์

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

หลังถูกบอกเลิกจากแฟนสาว สติลแมน (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เลือกใช้ความรู้วิชาฟิสิกส์ของตนสร้างไทม์แมชชีนย้อนเวลาเพื่อแก้ไขและรักษาความสัมพันธ์ของเขากับ เดบบี้ (โซเฟีย เทอร์เนอร์) ให้กลับมาดีดังเดิม และเพื่อให้มีเพื่อนคู่คิดเขาจึงหนีบ อีแวน (สกายเลอร์ กีซอนโด) หนุ่มสายเขียวย้อนเวลาไปในอดีตที่เขาเคยทำผิดกับ เดบบี้ ไว้ โดยไม่อาจรู้ได้เลยว่า ไทม์แมชชีน ฉบับ “สติลแมนประดิษฐ์” จะไว้ใจได้แค่ไหน

พลอตย้อนเวลากับเรื่องรักโรแมนติกไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ เพราะมันเคยถูกสร้างเป็นหนังดังๆมากมายอย่าง Somewhere in Time (1980) หรือทวิภพฝรั่งที่เคยทำให้รุ่นพ่อรุ่นแม่เราเคลิ้มมาแล้ว หรือกระทั่งหนังโรแมนติกจากอังกฤษ About Time (2013) (เจ้าของเดียวกับ Love Actually (2003)) ที่ประทับใจใครหลายคนเมื่อไม่นาน และสำหรับ Time Freak ก็มีต้นธารมาจากหนังสั้นระดับชิงรางวัลออสการ์จากปี 2011 ของผู้กำกับ แอนดรู โบว์เลอร์ เองที่ใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าหนังฉบับยาวจะได้ออกฉายในวันนี้ โดยขยายพลอตจากแค่การเดินทางย้อนเวลาไปเมื่อวานเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในชีวิตหนุ่มเนิร์ดฟิสิกส์กลายเป็นการเดินทางเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แถมได้นักแสดงดาวรุ่งทั้ง อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ จาก Ender’s Game (2013) และ The Space Between Us (2017) มาประกบคู่กับ โซเฟีย เทอร์เนอร์ จากซีรีส์ Game of Thrones และกำลังจะมีหนัง Dark Phoenix ออกฉายปี 2019 มาเป็นดาราเรียกแขก พ่วงด้วย สกายเลอร์ กีซอนโด ที่มีชื่อมาจาก Santa Clarita’s Diet ซีรีส์ของ Netflix ในบทตัวฮาของเรื่อง

ส่วนหนึ่งจากหนังสั้นต้นฉบับ

โดย Time Freak ยังคงประสบปัญหาแบบเดียวกับหนังที่พัฒนามาจากหนังสั้นที่มีพลอต ไฮคอนเซปต์ โดยเฉพาะการหาทางลงให้กับเรื่องราว ถ้าจำกันได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเรารีวิว KIN ซึ่งก็พัฒนาจาก “ความเจ๋ง” ของพลอตว่าด้วย ปืนเอเลี่ยน ที่แทนอำนาจมหาศาลของคนครอบครองก็ตกม้าตายเมื่อขยายมาเป็นหนังใหญ่ ซึ่ง Time Freak ก็ไม่ต่างกันเพราะ “ความเจ๋ง” อย่างพลอตหนุ่มเนิร์ดฟิสิกส์สร้างไทม์แมชชีน กลับไปแก้ไขเรื่องแย่ๆเมื่อวาน แต่เพิ่มในส่วนของพลอตโรแมนติกว่าด้วยการกลับไปแก้ไขความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดก็กลายเป็นกับดักที่ทำให้ แอนดรู โบเลอร์ หนีไม่พ้นฉากคลีเช่ๆอย่างการกลับไปวันแรกที่ได้เจอกัน หรือการย้อนกลับไปมองเห็นตัวเองของพระเอกเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น (หรือเปล่า เพราะหนังไม่ได้เน้นในจุดนี้) และแก้ไขจุดผิดพลาด ซึ่งทำไปทำมาหนังกลับไม่อาจดึงคนดูให้คล้อยตามความรักของทั้งสติลแมนและเดบบี้ได้เลย เพราะหลังจากฉากเปิดเรื่องที่เดบบี้บอกเลิกสติลแมนในร้านกาแฟ หนังก็ไม่ได้ใส่ใจปูความสัมพันธ์ของทั้งคู่เท่าใดนัก ลำพังจะให้คนดูซึมซับจากจุดผิดพลาดของ สติลแมน หนังก็ดั๊นไม่ได้เลือกปัญหาความสัมพันธ์หรือจุดขัดแย้งใหญ่ๆหนักๆมากไปกว่า รสนิยมดูหนังไม่เหมือนกัน หรือ อาการหึงหวงของฝ่ายชาย โดยที่หนังแทบไม่ได้ให้เราเห็นทัศนคติความรักในฝั่งเดบบี้เท่าใดนัก มิหนำซ้ำคาแรกเตอร์เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเธอยังสร้างความรำคาญมากกว่าชวนให้เห็นใจอีกด้วย

จากจุดผิดพลาดที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่น่าเสียดายเท่าส่วนดีของหนัง เพราะหลังจากเราอดทนกับความลำไยของพระเอกที่ต้องคอยย้อนเวลาแก้นู่นแก้นี่ ช่วงองก์สองตอนท้ายหนังกลับพยายามจะพูดประเด็นที่ใกล้เคียงกับหนังสั้นต้นฉบับโดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาในปัจจุบัน โดยหนังดันเสียเวลาไปกับพลอตย้อนเวลาและฉากตลกเหวอๆของเพื่อนพระเอกไปเสียเยอะ แต่กลับพลาดในการใส่พัฒนาการของตัวละคร ซึ่งกว่าเราจะได้เห็นพระเอกได้รับบทเรียนก็ไป 20 นาทีสุดท้ายของหนังซึ่งจุดนี้ถูกบอกเล่าช้าเกินไป

สปอยล์แน่นอน อย่ากดอ่านถ้ายังไม่ได้ดู
ยิ่งมาหลังจากพระเอกย้อนเวลาไปแก้ไขความสัมพันธ์ได้สำเร็จแบบงงๆด้วย

จุดสำคัญที่จะทำให้หนังโรแมนติกเป็นที่น่าจดจำคงหนีไม่พ้นนักแสดงนำของเรื่อง สำหรับ Time Freak แม้การเลือกนักแสดงหน้าตาดีมาเล่นก็ไม่อาจทำให้เรา อิน กับเรื่องราวได้เลย อาซ่า บัตเตอร์ฟิลด์ ไม่อาจทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาคือเนิร์ดฟิสิกส์ที่เก่งพอจะสร้างไทม์แมชชีน และยิ่งไปกว่านั้นสรีระแบบหนุ่มตัวเล็กยังเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งเมื่อเข้าฉากกับ โซเฟีย เทอร์เนอร์ ยิ่งช่างแต่งหน้าแต่ง อาซา ได้สำอางเกินเหตุ ถ้าดูไม่เป็นคนแคระก็น้องชายนางเอกมากกว่า ส่วนโซเฟีย เทอร์เนอร์ นางก็เหมือนทะเลาะกับช่างแต่งหน้าหรือฝ่ายคอสตูมก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีองค์ประกอบไหนที่เอื้อให้เราเห็นเธอเป็นสาวในฝันของพระเอกได้เลย บางช็อตก็ดูเป็นสาวบวมไทรอยด์ บางช็อตก็เหมือนแพ้เครื่องสำอาง ยิ่งประกอบกับอาซานี่ยิ่งเหมือนพี่เลี้ยงเด็กมากกว่าคนรักเข้าไปอี๊ก ส่วน สกายเลอร์ กีซอนโด แม้หนังจะวางบทให้เป็นเพื่อนตลกๆและมีมุกที่เวิร์คอยู่บ้างก็แต่ยังห่างไกลบทเพื่อนบ้านปอดแหกในซีรีส์ Santa Clarita’s Diet อยู่หลายขุม

ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำหรับการขยายเรื่องราวจากหนังสั้นสู่หนังใหญ่ เพราะถ้านำมาขยายแล้วไม่สามารถหา “ทางลง” ให้ดีพอหนังก็คงออกมาวนเวียนกับซีนคลีเช่และการตัดจบฮ้วนๆแบบเดียวกับ Time Freak เรื่องนี้แน่นอน

ตีตั๋วไปย้อนเวลาแย่งเธอกลับมาได้ในโรงคลิกเลย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

แนะนำ 5 หนังสั้นรางวัลสูงสุดจากงาน GPX Presents Cat Film เอาเพลงมาทำเป็นหนัง

Published

on

By

นี่คือโครงการประกวดหนัง โดยรถมอเตอร์ไซค์ GPX และสถานีวิทยุเด็กแมว Cat Radio จัดร่วมกัน ในชื่อ GPX presents “Cat Film เอาเพลงมาทำเป็นหนัง” ซึ่งมีหนังสั้นกว่า 292 เรื่องจากทั่วประเทศส่งเข้าประกวด (รวมแล้วมีคนทำหนังรุ่นใหม่มากกว่า 2,700 ชีวิตเลยทีเดียว) โดยมีโจทย์ว่าให้ทำหนังสั้นที่ใช้แรงบันดาลใจจากเพลงที่ชื่นชอบ

ส่วนการตัดสินนั้นก็ได้กรรมการมาจากทั้งสายผู้กำกับอย่าง ผู้กำกับ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง ผู้กำกับจากหนังไทยอารมณ์ดี น้อง.พี่.ที่รัก  รวมถึง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับสารคดีสุดบ้า 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ร่วมด้วยศิลปินดัง อย่าง สอง พาราด็อกซ์, บอย ตรัย ภูมิรัตน, คมสัน นันทจิต พร้อมด้วยเจ้าของโปรเจกต์อย่าง จ๋อง พงศ์นรินทร์ อุลิศ นำทีมเหล่าดีเจแคท เรดิโอ มาร่วมโหวตลงคะแนนให้กับหนังสั้นรางวัล POPULAR VOTE อีกด้วย โดยการประกาศชื่อผู้ชนะและฉายรอบเวิลด์พรีเมียร์ของหนังทั้ง 12 เรื่องสุดท้ายที่เข้ารอบมาด้วย ณ สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ ชั้น 6 สยาม พารากอน เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ธันวาคมนี้เอง

โดยหนังสั้นที่ได้รับรางวัลสูงสุดของงานได้แก่

รางวัลชนะเลิศ และพ่วงด้วย รางวัล POPULAR VOTE

เรื่อง The Only One
ศิลปิน : Part Time Musician
โดยผู้กำกับ ชนาธิป อมรปิยะพงศ์

จุดเด่นของงานชิ้นนี้มาจากความคิดสร้างสรรค์ และพั้นช์ไลน์แท้ ๆ เลย เพราะเมื่อเทียบด้านโปรดักชั่นแล้วยังมีหนังเรื่องอื่นที่ทำได้ดีกว่า แถมบางช็อตของหนังยังหลุดโฟกัสด้วยซ้ำ แต่ผู้กำกับและเขียนบทอย่างชนาธิปก็ใช้ประโยชน์จากความเรียบง่ายได้ดี โดยสะท้อนผ่านเพลง The Only One ที่เล่นคำว่า วัน มาเป็นแมลงวัน เมื่อทีมงานเฟ้นหานักแสดงของกองหนังหนึ่งต้องมาเจอแฟนเก่า ในวันที่เขากลายเป็นมนุษย์แมลงวันที่เวลามองอะไร ๆ จะเห็นเป็นช่องจำนวนมากเหมือนตาแมลงวัน ก็เป็นแฟนซีที่เซอร์ไพร้ส์เราไม่เบา

จุดที่เจ๋งที่สุดมาจากการเขียนบทสนทนาที่คมและบาดลึกมาก ๆ ในช่วงกลางถึงหลังของหนังที่ล้อไปกับ การมองเห็นได้หลายช่อง กับการ อยากมองแค่คน ๆ เดียว ได้อย่างเจ๋งสุด ๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงคว้ารางวัล POPULAR VOTE ไปได้อีกรางวัล

รางวัลรองชนะเลิศ มีจำนวน 3 เรื่อง

เรื่อง จันทร์
ศิลปิน : t_047
โดยผู้กำกับ ภาสวุฒิ สุขบัว

สำหรับ จันทร์ จริง ๆ เรื่องนี้สูสีคู่คี่กับรางวัลชนะเลิศอยู่ไม่น้อย ด้วยคุณภาพงานโปรดักชั่นที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด (น่าจะดูดีสุดในหนังที่รับรางวัลด้วย) การถ่ายภาพและการจัดองค์ประกอบศิลป์ อย่างวางสีตัดในฉากยืนคุยตอนฝนตกกลางซอยเป็นอะไรที่สวยมาก ด้านการเล่าเรื่องที่ว่าด้วยชาย-หญิงที่บังเอิญมาพบกันหลังจากเลิกราไปนาน และก็ได้โอกาสในการสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง ก็มีความโรแมนติกและยียวนเล็ก ๆ ผ่านบทสนทนาและข้อความที่เป็นเหมือนความในใจของตัวละคร แบบในเอ็มวีเพลง ขอ ของ Lomosonic หรือเพลง ซ่อนกลิ่น ของ ปาล์มมี่ แต่เทียบความสร้างสรรค์และจุดจุกของหนังก็ยังแพ้หนังที่ชนะเลิศ หรือเอ็มวีที่ว่ามาอยู่พอสมควร เรียกว่าฮุกเบาไปโดยเฉพาะช่วงท้ายที่เล่นมุกซึ่งหนังรักมีกันเกลื่อนแล้วด้วย

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือหนังมีกิมมิกที่คิดมาละเอียด อย่างการที่ตัวละครมี 2 ตัว คือ ฟ้า กับ ต่าย (น่าจะมาจาก กระต่ายบนดวงจันทร์) แต่ในข้อความที่เป็นความคิดจะมี ตัวละครชื่อ Moon มาแจมด้วย ประหนึ่งว่า จันทร์ ตามชื่อเพลงนั้นคืออีกคนที่จับจ้องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ผ่านบทเพลงด้วย


เรื่อง อีสาวเห้อ
ศิลปิน : บอยจ๊อส Feat. ยาวีแมน
โดยผู้กำกับ อัมรินทร์ ทองชูใจ

อีสาวเห้อ เป็นหนังซื่อ ๆ ที่ใช้สำเนียงใต้เล่าเรื่องได้อย่างซื่อตรงเหมือนนิสัยคนใต้เช่นกัน ทำเอานึกถึงหนังตระกูลไทบ้านที่กินใจผู้ชมภาคไหน ๆ ก็ได้ด้วย หนังว่าด้วยชาย-หญิงที่บังเอิญมาเจอกัน โดยฝ่ายหญิงเหมือนจะหลอกให้ฝ่ายชายซื้ออาหารเสริม อาหารหมา และทำธุรกิจขายตรงด้วย ด้านฝ่ายชายเองก็ใจซื่อเหลือเกินยอมสาวเจ้าไปหมด หากแต่มีอุปสรรคคือพี่ชายของฝ่ายชายที่จะไม่ยอมให้น้องชายโดนหลอก ก็เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องง่าย ๆ ตรง ๆ จุดด้อยก็มีเรื่องโปรดักชั่นที่ไม่หลุดจากกรอบหนังนักศึกษา รวมถึงการแสดงซึ่งยังต้องพัฒนาให้คนเชื่อขึ้นอีก แต่ส่วนที่ต้องชมเลยคือเทคนิคการตัดต่อที่เล่นบีทแรงเหมือนดูหนังของ เอ็ดการ์ ไรท์ ทีเดียว และยังมีมุกตอนจบที่น่ารักอยู่ไม่น้อยด้วย เป็นอีกหนึ่งทีมที่อยากเชียร์ให้เป็น ไทบ้านแห่งเมืองใต้ ในอนาคต


เรื่อง คำสุดท้าย
ศิลปิน : The Caption
โดยผู้กำกับ คณิน พรรคติวงษ์

คำสุดท้าย เป็นหนังที่ดูจริงที่สุดในบรรดาหนังที่ได้รางวัล ผู้กำกับดึงจุดเด่นนี้มาใช้ได้จนเราเริ่มลังเลว่ากำลังดูความจริงหรือการแสดงกันแน่ (ไม่เฉลยนะครับให้ดูเอง) และถ้าหากว่ามองว่ามันคือการแสดงก็ต้องบอกว่าถ้าโครงการนี้มีรางวัลนักแสดง หนังเรื่องนี้ก็ควรได้ไปครองอย่างไม่ต้องสงสัยเลย หนังว่าด้วยน้องผู้ชายคนหนึ่งที่ป่วยระยะสุดท้ายก่อนตายเขาเลยโทรไปหาที่บ้าน ด้วยความคิดว่า ก่อนจะจากไป จะขอพูดความจริงทุกอย่าง และแม้หนังจะเพียงตั้งกล้องนิ่ง ๆ เท่านั้น แต่บทสนทนาที่เป็นธรรมชาติมาก กับรอยน้ำตาเปื้อนหน้าตลอดเวลา นี่เป็นหนังดราม่าที่ได้ใจคนดูไปมากที่สุดในเทศกาลอย่างไม่ยากลำบากเลย

และข้อดีอีกอย่างคือน่าจะเป็นหนังที่ใช้ประโยชน์จากตัวเพลงที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจได้ผลที่สุดเรื่องหนึ่งด้วย เพราะช่วงท้ายของหนังที่เปิดคลอไปกับเพลงนั้นส่งพลังออกมามากจริง ๆ

รางวัลพิเศษ GPX Film Rider

เรื่อง ตัดสินใจ
ศิลปิน : Safeplanet
โดยผู้กำกับ พีรพัฒน์ คำสาริรักษ์

รางวัลพิเศษจากสปอนเซอร์หลักอย่าง GPX ที่นอกจากโจทย์ว่าต้องมีเพลงเป็นแรงบันดาลใจแล้ว หนังทุกเรื่องต้องไทอินเจ้ามอเตอร์ไซค์ GPX นี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ใช้ประโยชน์ของ GPX ได้เกี่ยวกับหนังที่สุด (ชื่นชม) หนังยังมีพลังครีเอทีฟในการเล่าเรื่องของ เพื่อนสองคนที่อยากจะทำหนังส่งประกวดโครงการนี้ โดยหนังที่จะทำเกี่ยวกับชายอ้วนคนหนึ่งที่ไม่อยากเป็นทหารเลยจะทำทุกวิธีทางเพื่อการนั้นโดยที่ยังนึกตอนจบของหนังไม่ออก และหนังยังติดปัญหาหลายอย่างจน ตัวละครที่เป็นผู้กำกับเองต้องใช้การตัดสินใจว่าจะยังทำต่อหรือหยุด หนังมีลักษณะความเป็นหนังซ้อนหนังที่มีฉากจริงกับฉากหนังในความคิดปนเปกันไปทั้งในการตัดต่อและในฉากเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนที่ต้องพัฒนาก็เป็นเรื่องของการแสดงและจังหวะการสนทนาที่ยังไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่จากเท่าที่ดูหนังที่ได้รางวัลมาทุกเรื่อง (และน่าจะรวมถึงส่วนใหญ่ของหนังระดับนักศึกษา) ที่อาจขาดการแคสติ้งนักแสดงอย่างจริงจัง (ส่วนใหญ่อาศัยเพื่อนคนรู้จักเสียมากกว่า) นอกจากนี้ยังขาดการฝึกแอ็กติ้งโค้ชก่อนการเล่นจริงทำให้จังหวะหรือเคมีในการต่อบทยังตะกุกตะกัก นอกจากนั้นตัวบทหนังส่วนที่เป็นบทสนทนาเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้และพัฒนากันให้มากด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Mowgli: เมื่อ แอนดี้ เซอร์คิส เจ้าพ่อโมชั่นแคปเจอร์ทำหนัง

Published

on

By

แอนดี้ เซอร์คิส คือเจ้าพ่อแห่งการแสดงผ่านโมชั่นแคปเจอร์ หรือการแสดงเพื่อจับการเคลื่อนไหวสีหน้าท่าทางแล้วนำไปทำซีจีตัวละครทับอีกครั้ง ตัวละครขึ้นชื่อของเซอร์คิสได้แก่ กอลลั่ม ในหนังตระกูล The Lord of The Rings ทั้ง 3 ภาค  ซีซาร์ ในหนังตระกูล Rise of the Planet of the Apes  ทั้ง 3 ภาค เป็นต้น และสำหรับ Mowgli หรือเมาคลี ที่บ้านเรารู้จักดีจากวิชาลูกเสือ (แต่เมาคลีเป็นลูกหมาป่า ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน) เป็นเรื่องเล่าในหนังสือของ รุดยาร์ด คิปลิง โดยปรากฏครั้งแรกในเรื่องสั้น In the Rukh ก่อนจะเป็นตัวละครหลักในนิยายรวมผลงานเรื่อง The Jungle Book ซึ่งหลังจากดิสนีย์เอามาทำเป็นแอนิเมชั่นครั้งแรกในปี 1967 เรื่องราวของเมาคลีก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปพร้อม ๆ กับเพื่อพ้องเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลาย ซึ่งเมื่อปี 2016 นี้เองก็เพิ่งมีหนังฉบับคนแสดงร่วมกับซีจีของดิสนีย์ในชื่อเดียวกัน กำกับโดย จอน แฟฟโรว์ ผู้กำกับจาก Iron Man ออกฉายได้รับความนิยมอย่างสูงจนน่าจะมีภาคต่อได้

สำหรับหนังเมาคลีของแอนดี้ เซอร์คิส นั้นจริง ๆ แล้วควรจะได้ออกฉายชนโรงกับของดิสนีย์หรืออย่างน้อยก็ไล่เลี่ยกัน แต่ก็ประสบปัญหาในการพัฒนาจนสุดท้ายค่ายวอร์เนอร์ก็ขายให้เน็ตฟลิกซ์แทน โดยเซอร์คิสวางตัวหนังไว้แตกต่างจากฉบับดิสนีย์ว่า เมาคลีของเขาจะเป็นหนังที่จริงจังกว่า ใกล้เคียงกับตัวหนังสือกว่า ดาร์กกว่า และไม่มีฉากสัตว์มาร้องเพลงแน่นอน ด้วยบารมีระดับเซอร์คิสเขาจึงได้ทีมนักแสดงมาให้เสียงเหล่าตัวละครแบบคับคั่งเช่น คริสเตียน เบล ในบท เสือดำบากีร่า, เคท แบลนเชตต์ ในบท งูยักษ์คา, เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบทช์ ในบท เสือร้ายเชียร์คาน และแอนดี้แสดงเองในบท หมีใหญ่บาลู ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้หนังน่าจะทำเงินได้มากในระดับที่น่าพอใจเลยล่ะ

แต่กระนั้นตัวหนังกับเล่าเรื่องได้ไม่น่าตื่นเต้นพอ และยังไม่สามารถเล่าได้ลื่นไหลนัก เช่นการรับเมาคลีเข้าฝูงหมาป่านั้นก็เป็นไปแบบพลิกฉับพลันจนไม่สมจริง เพราะตอนแรกเหล่าสัตว์ยังถกเถียงกันที่จะให้ลูกมนุษย์มาอยู่ด้วยแต่พอเชียร์คานโผล่มาปุ๊บ ทุกตัวก็ต่างประสานเสียงยอมรับเมาคลีเสียอย่างนั้นทั้งที่ไม่ได้ให้เหตุผลอะไรมากพอ ซึ่งก็จะเห็นแผลในการเล่าลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งเมื่อหนังเน้นความสมจริงของตัวเรื่องมากเข้าก็ยิ่งดูขัดแย้งกับโปรดักชั่นไปอีก เพราะซีจีตัวละครนั้นดูไม่ใช่สัตว์เท่าไหร่ ออกจะเป็นผสมคนแบบแฟนตาซีเสียมากกว่า โดยเฉพาะเชียร์คานนี่ดวงตาเป็นการ์ตูนเลย จะว่าไปหนังฉบับดิสนีย์ยังทำออกมาเป็นสัตว์ได้มากกว่าด้วย อีกประการก็คือเหล่าฉากต้นไม้ใบหญ้าในป่าก็ดูเป็นฉากเซ็ตในสตูดิโอชัด ๆ ประหนึ่งเหมือนการจัดสวนมากกว่าจะเป็นป่าจริง ๆ เหล่านี้ก็บั่นทอนความสมจริงของหนังลงไปเรื่อย ๆ

ด้านนักแสดงนำอย่าง โรฮาน แชนด์ ที่รับบทเมาคลีก็ถือว่าทำได้ดีเลยล่ะถ้าไม่เทียบกับดิสนีย์ แต่ก็คงแล้วแต่ใครชอบอีกล่ะ เพราะส่วนตัวชอบฉบับดิสนีย์ที่ดูน่ารักน่าชังกว่านิดหน่อย

หนังยังมีข้อดีมาก ๆ อยู่ตรงที่ไม่ใช่หนังเด็ก จึงมีฉากชวนช็อกมาก ๆ ได้ (ไม่อยากสปอยล์) ทั้งยังขยี้ประเด็นเรื่องของมนุษย์กับสัตว์ในตัวเมาคลีได้ดีอีกด้วย เอาเป็นว่าหนังเหมาะกับผู้ใหญ่แต่เด็กก็ดูได้สนุก สมกับโปรดักชั่นฉายสตรีมมิ่งครับ

ใครเป็นสมาชิกแล้วดูได้ที่ลิ้งก์นี้เลย https://www.netflix.com/watch/80993105

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!