Connect with us

ภาพยนตร์

La La Land: หนังเพลงแห่งปี ว่าที่ออสการ์ที่รอการพิสูจน์

La La Land หรือชื่อไทย นครดารา เป็นหนังเพลงแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในขณะนี้ ด้วยทั้งรางวี่รางวัลที่หนังเรื่องนี้เข้าร่วมชิงจากหลากหลายเวทีทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ทั้งกระแสคำวิจารณ์ที่แห่แหนไปทางบวกมากๆ  บางคนถึงกับคาดไว้ว่าหนังจะสามารถดำเนินรอยตาม The Artist (2011) คว้าออสการ์สาขาสำคัญๆได้ในครั้งนี้ ทว่าสิบปากว่าไม่เท่าดูเอง หนังมีดีขนาดไหนสมคำสรรเสริญหรือไม่ เชิญติดตามเลยครับ

หนังเรื่องนี้นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ผู้กำกับขวัญใจเทศกาลหนังอย่าง Damien Chazelle ที่ทำเกี่ยวกับดนตรีแจ๊ส โดยหนังสองเรื่องก่อนหน้านี้ก็มี หนังหาชมยากเพราะตระเวนฉายแค่ตามเทศกาลหนังอย่าง Guy and Madeline on a Park Bench (2009) และหนังที่แจ้งเกิดให้ผู้กำกับดังเปรี้ยงปร้างอย่าง Whiplash (2014) ที่ได้เข้าชิงหลายสาขารางวัลออสการ์นั่นเอง ซึ่งเชื่อว่าคอหนังมากมายที่ตามมาดู ลาลาแลนด์ ก็ด้วยเพราะผลบุญที่ วิปแลช สร้างไว้มากมายนี้เองครับ

ผู้กำกับดาเมี่ยน (กลาง) ระหว่างกำกับ เจ.เค.ซิมมอนส์ (ซ้าย) ในหนัง Whiplash ซึ่งในนครดาราซิมมอนส์ก็มาเล่นบทรับเชิญเล็กๆแต่ทรงพลังด้วย

ลาลาแลนด์ เป็นหนังเพลงแบบเต็มรูปแบบ ถ้า The Artist ทำมาเพื่อบูชาฮอลลีวู้ดยุคหนังเงียบ ลาลาแลนด์ ก็ทำมาเพื่อบูชาหนังเพลงในยุคค่าย MGM รุ่งเรืองนั่นเอง ไม่ว่าจะสไตล์ของงานศิลป์คอสตูมที่จัดจ้านแบบสมัยก่อน การฉายด้วยระบบ CinemaScope (อัตราส่วน 2.55:1) โครรีโอกราฟฟี่ทั้งการออกแบบท่าเต้น มูฟเม้นท์ของนักแสดงในฉากร้องเพลงและฉากต่าง โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่โชว์ของกันสุดๆกับลองเทคด้วยนักเต้นหลายสิบชีวิตบนฉากทางด่วนที่เคยใช้ถ่ายฉากรถบัสเหินหาวในหนัง Speed (1994) และถ้าสังเกตดีๆในโลโก้เปิดเรื่องของค่าย 20th Century Fox ยังนำโลโก้เวอร์ชั่นปี 1953 ที่หนังเพลงรุ่งเรืองมาใช้ด้วย (โหหหห)

ฉากเปิดสุดอลังการ

ความจัดจ้านทางด้านศิลป์อันมีสไตล์

นี่อาจยังต้องรวมไปถึงพล็อตเรื่องที่ว่าด้วย บอยมีทเกิร์ล ชายหนุ่มหญิงสาวตกหลุมรักกันและฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามต่างๆ โดยเฉพาะการไล่ตามความฝันในมหานครแห่งโลกมายาอย่าง L.A. ด้วย หนังเล่าเรื่องสองพาร์ทอย่างเก๋ไก๋ทีเดียวในตอนเปิดเรื่อง หลังจากฉากเต้นสุดหวือหวาบนทางด่วนที่รถติดแน่นขนัด พระเอกกับนางเอกก็ได้พบกันครั้งแรกจากการบีบแตรใส่กันด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะชักนิ้วกลางให้กันและกันเป็นความประทับใจแรกแบบพ่อแง่แม่งอน แล้วหนังก็เริ่มจับไปเล่าชีวิตของ มีอา (Emma Stone) นางเอกที่เป็นเพียงเด็กบ้านนอกที่มาทำงานบาร์เทนเดอร์ร้านกาแฟ และเฝ้าตามความฝันในการเป็นนักแสดงโด่งดังแบบน้าของเธอในฮอลลีวู้ด เธอผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการไปออดิชั่นแคสติ้งงานต่างๆ แต่ก็ไม่เคยท้อใจ จนวันคริสต์มาสที่ทุกอย่างดูไม่เป็นใจเอาเสียเลย เธอก็ได้พบกับชายหนุ่มนักเปียโนแนวแจ๊สในคลับแห่งหนึ่ง ตอนที่เขากำลังบรรเลงเพลงแจ๊สด้นสดอย่างน่าประทับใจ

เรื่องนี้เอมม่าสวยมากครับ

หนังตัดขวับกลับไปเล่าถึงฟากชีวิต เซบาสเตียน (Ryan Gosling) ชายหนุ่มนักดนตรีพระเอกของเรา นับตั้งแต่เขาชูนิ้วกลางให้นางเอกตอนต้นเรื่อง จากนั้นเขาก็ไปนั่งมองร้านตำนานแจ๊สที่ปัจจุบันกลายเป็นร้านอาหารดาดๆไปเสียแล้ว เขาใฝ่ฝันว่าสักวันจะเป็นนักดนตรีที่โด่งดังและมีเงินมาเปิดคลับดนตรีแจ๊สที่จะใช้ชื่อ ชิกเก้นแอนด์สติ๊ก ให้แจ๊สกลับมารุ่งเรืองให้จงได้ เราได้ทราบชีวิตอันไร้หลักของเซบาสเตียนสั้นๆผ่านการสนทนากับพี่สาวของเขาว่า เขาเป็นพวกโอตาคุแจ๊สขั้นสุดทั้งการตระเวนไล่เก็บข้าวของเครื่องใช้ของตำนานแจ๊สต่างๆที่มีคนเอามาทิ้งเป็นขยะมาสะสมที่ห้อง ทั้งความลุ่มหลงในการอธิบายความสุดยอดของแจ๊สอย่างลึกล้ำ และตอนนี้เขาถังแตกไร้งานเพราะไปขัดคำสั่งผู้จัดการร้านที่ให้เล่นเพลงปกติๆอย่างที่ร้านอื่นๆเขาทำ ในคืนวันคริสต์มาสนั้นเขาได้รับโอกาสจากร้านให้กลับไปเล่นอีกครั้งโดยมีข้อแม้ว่าห้ามเล่นแจ๊สสดเด็ดขาด และนั่นก็คือคืนที่ มีอา มาพบ เซบาสเตียนอีกครั้งนั่นเอง หลังจากนั้นหนังก็เริ่มเล่าเส้นเรื่องทั้งสองที่มาเชื่อมโยงกัน

นักเปียโนแจ๊สนิสัยอาร์ตตัวพ่อ

ว่ากันตรงๆ หนังในช่วงของ มีอา นั้น แม้ว่าจะโดดเด่นด้วยฉากเต้นต่างๆ และถึงจะมีความหวือหวาขององค์ประกอบในการแสดงมากกว่า ทว่าในส่วนของบทสนทนานั้นออกจะแสนธรรมดา ความรู้สึกจับต้องได้จริงๆของตัวละครก็น้อยมาก มีอา แบบเพียวๆนับว่าเป็นตัวละครที่น่าเบื่อมาก จนเผลอคิดไปเลยว่า แย่ล่ะ นี่ตูต้องดูหนังเพลงแบบนี้ไปอีกสองชั่วโมงเหรอเนี่ย ซึ่งโชคดีที่พอหนังเข้าช่วงของ เซบาสเตียน ด้วยคาแรกเตอร์แบบนายปากร้ายพูดน้อยกัดหนัก มันทำให้หนังดูน่าสนใจขึ้นมาก และพอเมื่อทั้งสองมาประสานกันเซบาสเตียนก็ดึงด้านที่มีชีวิตชีวาของมีอาออกกมาได้มากขึ้นด้วย ทำให้กลายเป็นหนังแนวรอมคอมที่พระเอกนางเอกแกล้งใส่กันได้ตลกมากๆ

แก๊งเพื่อนของมีอา แม้สีสันฉูดฉาด แต่ไม่ได้ทำให้หนังส่วนของมีอาหายจืดชืดแต่อย่างใด

ซึ่งก็น่าแปลกใจ เพราะว่างานก่อนหน้าอย่าง Whiplash ของผู้กำกับดาเมี่ยนนั้นหาช่วงขันแทบไม่ได้ แต่เรื่องนี้กลับวางจังหวะมุกได้โดนและเป็นงานมาก ตรงนี้ก็ยืนยันในความเป็นคนแม่นจังหวะของผู้กำกับอย่างแท้จริง นี่เป็นเหตุผลว่าไม่ว่าเขาจะได้ทำหนังแนวไหน จะฉากลุ้น ฉากดราม่า ฉากน่ารัก ก็คงสามารถดึงอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด จึงไม่แปลกใจเลยที่ได้รับการเชิญชวนไปร่วมเขียนบทหนังที่อาศัยจังหวะสถานการณ์เน้นๆแบบ 10 Cloverfield Lane (2016) ด้วย ใครชอบดูหนังอยากให้จำชื่อของดาเมี่ยนไว้เลย เพราะเขานับเป็นรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองมากๆคนหนึ่งของฮอลลีวู้ดเลยครับ

มาด้านงานแสดงคงหนีไม่พ้นต้องยกหนังทั้งเรื่องไว้ที่ พระเอกนางเอกของเรา ตรงนี้วิจารณ์กันตรงๆว่า ไรอัน กอสลิ่ง นั้นเล่นได้น่าหยิกมาก เราอินไปกับความเป็นเซบาสเตียนได้มาก ในช่วงที่บทของเซบาสเตียนเศร้ามากๆ มันจึงเป็นฉากที่เอาอยู่แบบซัดคนดูตายไปเลย ต้องขอยกย่องความทุ่มเทในการแสดงของเขามากๆด้วย เพราะโจทย์ของเขาคือการต้องเล่นฉากลองเทคในการเล่นเปียโนแบบสดทั้งหมดของหนัง สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเปียโนมาก่อนในชีวิต ไรอันต้องเข้าฝึกวันละ 2 ชั่วโมงอาทิตย์ละ 6 วัน จน จอห์น เลเจนด์ นักร้องนักเปียโนมือฉมังที่ร่วมแสดงในบทเพื่อนของเซบาสเตียน ถึงกับเอ่ยปากซี้ดในความเทพของไรอันตรงนี้เลย และก็เหมือนแกล้งกันนะจอห์นก็โดนผู้กำกับสั่งให้เล่นกีตาร์เช่นกัน แน่นอนว่าเขาเล่นไม่เป็น (ฮา)

จอห์น เลเจนด์ (ซ้าย) ในบทคีท เพื่อนรักเพื่อนชังของเซบาสเตียน

ด้านนางเอกของเรา เอมม่า สโตน ต้องยอมรับว่าเธอแสดงได้เก่งมาก ทว่าอาจด้วยตัวบทที่ใกล้ตัวเธอมากเกินไป หรือเพราะเธอต้องเล่นในการเป็นนักแสดง มันเลยไม่อินในความเป็นมีอาเท่าที่ควร คือหลังฉากการออดิชั่นของเธอในเรื่อง เราแทบแยกไม่ออกระหว่างการเป็นมีอา และการแสดงเป็นมีอา เลย พูดให้ง่ายคือทั้งเรื่องเราเห็นเซบาสเตียนเล่นอยู่กับเอมม่า มากกว่าเซบาสเตียนกับมีอาเสียอีก ตรงนี้ไม่รู้ควรโทษใครดีนะ น่าจะพลาดตั้งแต่การสร้างคาแรกเตอร์เลย แต่ตรงนี้คนอื่นอาจไม่รู้สึกก็ได้น่ะนะ เอาเป็นว่าเทียบกันไรอันเล่นได้ดีกว่าเอมม่าอยู่พอสมควรล่ะ แต่ทั้งคู่ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีทั้งคู่

พาร์ทดนตรีที่เป็นอีกตัวเอกของหนัง ผู้กำกับดาเมี่ยนยังใช้เซ้นส์ด้านเพลงของตนเองได้ดีเช่นเดิม ตรงนี้ยังต้องชื่นชมไปยัง Justin Hurwitz ที่มาทำเพลงทั้งหลายในเรื่องให้ด้วย ไม่ว่าจะเพลงบรรเลงและเพลงร้อง ต่างช่วยส่งเสริมตัวหนังได้ดี เพลงที่น่าจะติดหูมากสุดคงไม่พ้น City of Stars ที่เล่าความฝันเจิดจรัสของหนุ่มสาวในเมืองมายาและยังเป็นเพลงธีมของหนังด้วย อีกเพลงคงเป็น Audition (The Fools Who Dream) ในช่วงท้ายของหนังที่มีอาร้องในการออดิชั่นงาน ส่วนอีกเพลงที่ชอบไม่แพ้กันคงเป็น Someone in the Crowd และ A Lovely Night โดยเฉพาะเพลงหลังนี่เป็นฉากที่พระเอกนางเอกเข้าคู่กันได้น่ารักน่าชังมากครับ คงต้องชื่นชมไปถึงผู้แปลซับไทยอย่าง พลากร ด้วยที่พิถีพิถันมากในการแปลเนื้อเพลงออกมาอย่างงดงามทั้งยังเล่นเสียงตามเพลงด้วย ทำให้ผู้ชมชาวไทยนั้นได้รับอรรถรสเต็มที่สมดังต้นฉบับตั้งใจทีเดียว

คงต้องยอมรับว่าหนังทิ้งห้วงความคิดไว้ในหัวใจเราหลังชมพอสมควร แม้พล็อตใดๆมันจะไม่ได้ใหม่นักก็ตาม โดยอิงจากงานหนังเพลงยุคเก่าที่ทำการคารวะมาทั้ง Singin’ in the Rain (1952) Top Hat (1935)  Swing Time (1936) The Band Wagon (1953) The Young Girls of Rochefort (1967) และ 8 1/2 (1963) โดยเฉพาะ The Umbrellas of Cherbourg (1964) ใครที่นิยมหนังเพลงยุคนั้นน่าจะทราบดีถึงพล็อตขาประจำของหนังแนวนี้ แต่การที่คนรุ่นใหม่ได้มาชม ทั้งยังเจอการเล่าแบบโรแมนติกคอเมดี้น่าติดตามก็คงมีอาการลุ้น และจบแบบฝังหัวไม่ต่างกัน เชื่อว่าพาร์ทหลังของหนังน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้หนังถูกพูดถึงมากเดียว ต้องลองรับชมครับ

สรุป

ลาลาแลนด์ มีองค์ประกอบที่สามารถได้รางวัลเวทีใดๆ แบบครบเครื่องสมราคาคุยมาก อันนี้คนที่ได้ดูคงไม่ปฏิเสธ แม้จะเป็นหนังล่ารางวัลแต่ก็ยังเหมาะกับคนดูหนังทั่วไปด้วยการเล่าที่เข้าใจง่ายและมีสิ่งดึงดูดมากมายทั้งการแสดง ศิลป์ บทสนทนาและเพลง ทว่าในความสมบูรณ์แบบนี้เอง ก็ทำให้เรามองเห็นทุกอย่างในหนังเป็นสูตรไม้ตายที่ผู้กำกับตรองคิดมาอย่างละเอียดเพื่อให้มันทำงานกับนักวิจารณ์สู่ความเป็นหนังรางวัล จนจุดหนึ่งมันมากจนเราอาจรู้สึกประดิษฐ์ และขาดชีวิตและวิญญาณไป กระนั้นเชื่อว่าหนังก็มีดีพอให้ได้ออสการ์ในสาขาที่เข้าชิงอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจนัก ส่วนจะกระแทกใจผู้ชมระดับไหนต้องไปพิสูจน์กันครับ

หนังเข้ารอบพิเศษ 29 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป และจะเข้าฉายรอบปกติในวันที่ 12 มกราคมปีหน้าครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] พี่นาค: หนังผีตลกไทยยังไม่หมดมุก

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

โหน่ง หนุ่มหล่อวัยเบญจเพสสุดซวย ที่ถูกหักอก และตกงานในเวลาเดียวกัน เขาหอบหิ้วความเสียใจขึ้นรถโดยสารเพื่อเดินทางกลับไปพักใจที่บ้านเกิด แต่กลับซวยซํ้าสอง เมื่อไปเจอกับเพื่อนเก่าอย่าง บอลลูน เฟิร์ส และก๊อต แก๊งกระเทยเพื่อนซี้ หอบหิ้วดีกรีแฟชั่นนิสต้า ที่หวังเคลมโหน่งอย่างออกนอกหน้าจนโหน่งเอือมระอา แต่เพื่อนซี้มีอันต้องซี้ไปจริงๆ เมื่อรถโดยสารที่พวกเขานั่งมา เกิดอุบัติเหตุจนทําให้ก๊อตเสียชีวิต ทั้งสามโศกเศร้า และยังหวาดผวาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตกลงปลงใจจับมือพากันไปบวชล้างซวย แต่เคราะห์ซํ้ากรรมซัดขัดใจตุ๊ด เมื่อวัดที่ทั้งสามคนตั้งใจไปขอบวชนั้น มีเรื่องเล่าขานว่าวัดนี้มีผีพี่นาคที่เฮี้ยนแรงขั้นสุด เกิดเป็นอาถรรพ์อันน่าสะพรึงรอคอยอยู่ งานบวชก็ต้องมี เรื่องผีก็โผล่มา กลายเป็นความผวาเลเวลอัพ ทั้งสามจึงรวมพลังตั้งสติวีนวัดแตก เพื่อให้ได้บวชอย่างที่ตั้งใจ แต่การบวชครั้งนี้จะลุล่วงสมปรารถนา หรือพวกเขาจะกลายเป็นผีนาคเฝ้าวัดสานต่อตํานานสยองพี่นาคคนต่อไปต้องติดตามชม

ค่ายไฟว์สตาร์ส่งหนังผีประจำปีมาเสิร์ฟตลาดหนังไทยอีกครั้ง โดยนำผู้กำกับอย่าง ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ เจ้าของผลงานผีตลกบทซับซ้อนอย่าง มอญซ่อนผี (2558) กลับมาทำงานกับพลอตแปลกล้อกับหนังผีไทยระดับตำนานตั้งแต่ชื่อ ซึ่งคงตั้งต้นไอเดียด้วย นางนาก + พี่มากพระโขนง + พลอตผีไม่กลัวพระ + ความเชื่อเรื่องการบวชนาค กลายมาเป็น พี่นาค ได้น่าสนใจดีทีเดียว

หนังขึ้นชื่อว่าเป็นหนังผีตลกอีกเรื่องหนึ่ง แบบว่าทำมายังไงก็ไม่ขาดทุน ในส่วนของความเป็นผีนั้นต้องชื่นชม ผกก. ที่มาจากสายงานกำกับศิลป์หนังไทยมาหลายต่อหลายเรื่อง ลองมาหมดแล้วแทบทุกแนว จึงแม่นในการสร้างบรรยากาศความหลอนได้สะพรึงมาก ทั้งวัดป่ากลางหุบเขาไร้ผู้คน ศาลเพียงตาที่ตั้งให้นาคที่ตายไปก่อนได้บวชจนมีตำนานว่าใครมาบวชวัดนี้ก็มักจะต้องตายไปก่อน ฉากการแห่นาคผีที่ทั้งขบวนเป็นคนไร้หัว และลานรูปปั้นพระอรหันต์เป็นสิบเป็นร้อยที่วัดใหญ่ชอบปั้นรายล้อมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ทั้งที่น่าจะอุ่นใจศักดิ์สิทธิ์ ก็เอามาขยี้ได้น่ากลัวด้วยเช่นกัน

ตัวผีพี่นาคได้ ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน มารับบทผีอาฆาตที่มีเป้าหมายแน่นอน แต่ก็ยากจะทำให้พึงพอใจ ซึ่งไอ้ความไม่ชัดเจนนี้ก็เป็นสูตรของผีแค้นที่เหมือนไร้เหตุผล คุยกันไม่รู้เรื่อง แถมหยิบพระพุทธรูป เดินในวัดวาแบบไม่เกรงกลัวใด ๆ ก็ทำให้เราต้องเอาใจช่วยฝั่งมนุษย์กับพระพอสมควร นับว่าดึงสูตรสำเร็จที่ดีในการเป็นหนังผีมาใช้ได้ลงตัวทั้งบรรยากาศ และตัวผีเอง

ในด้านความบันเทิงก็ใช้สูตรตุ๊ดสูตรคำสบถ ตามแนวหนังผีที่ไฟว์สตาร์ถนัดมาก่อนจากพวก หอแต๋วแตก  มาใช้ แต่ข้อดีคือหย่อนลงตามเหมาะสมไม่ได้ถึงกับยอมเสียแกนเรื่องเพื่อสร้างสถานการณืตลกอย่างที่หนังไทยบางเรื่องทำ และการได้ เอม-วิทวัส  รัตนบุญบารมี หรือ เอม ตามใจตุ๊ด มาจับคู่ปล่อยฮากับ เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ที่คนหลังปรับลุคเป็นตุ๊ดบ้าผู้ชายได้ลืมภาพเดิมไปมาก ก็เรียกว่าลงตัวมากกว่าที่คาด แม้จะมีบ้างที่ดูบทต่อล้อต่อเถียงจะต่อไม่ติดเป๊ะแต่เคมีโดยรวมถือว่าพยุงหนังได้ไม่น่าเบื่อ

ในขณะที่ฝั่งดราม่าแกนหลักเป็นหน้าที่ของ ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ ที่มีดราม่าเรื่องพ่อบีบบังคับ และตัวเขาไม่มีความต้องการบวชไม่ได้ศรัทธา ซึ่งจะเป็นตัวที่ต้องนำพาผู้ชมเรียนรู้ผ่านการพัฒนาตัวละครนี้ให้ซาบซึ้งกับความหมายของการบวช โดยมีดอกไม้หนึ่งเดียวอย่างพลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกล มาเป็นตัวเสริมให้พระเอกเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนทางผู้สร้างก็มีทัศนคติและความตั้งใจดีในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าแห่งผ้าเหลือง ผ่านกิมมิกนาคในตำนานพุทธศาสนาที่ปรารถนาจะบวชแต่บวชไม่ได้ เช่นเดียวกับผีนาคที่อยากบวชแต่ก็บวชไม่ได้ ในขณะที่คนที่บวชได้อย่างพระเอกกลับไม่ได้มีความใส่ใจเล็งเห็นผลในสิ่งที่เขามีสิทธิ์อย่างสบาย ๆ นี้เลย

แต่กระนั้นการเล่าเรื่องผ่านเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงนี้เองที่เป็นเรื่องน่าติง เพราะครึ่งเรื่องแรกดูปูหลายอย่างมาดีทั้งมู้ดความน่ากลัว ความตลก ปมดราม่าของตัวละคร และปมปริศนาของเรื่องราว แต่ทว่าพอหนังเข้าครึ่งหลัง กลับเล่นง่ายด้วยมุกที่คนดูเดาได้จนจบแต่ตัวละครยังใบ้อึ้งจับต้นชนปลายไม่ถูกอย่างน่าเวทนา ทั้งความแข็งแรงของการเล่าเรื่องก็เริ่มล้าไอเดียและพึ่งพิงการใช้แฟลชแบ็กขยายความเอาง่าย ๆ อย่างไม่จำเป็น ซึ่งส่วนมากเป็นฉากสำคัญในพัฒนาการความคิดของพระเอกด้วย ยิ่งหนังเดินเรื่องไปมากขึ้น ๆ เราก็ยิ่งเห็นบาดแผลในการจะประสานฉากจบที่คิดไว้ การหาแลนดิ้งสวย ๆ ให้ตัวเองเป็นความพยายามที่เราในฐานะคนดูเหนื่อยอยู่พอสมควร แต่กระนั้นฉากหลังไคลแม็กซ์ที่หนังยังเก็บมุกเด็ดไว้ ก็ถือว่ามาได้เหนือคาดหมายพอสมควร แม้จะไม่มีหักมุมใหญ่ให้น่าจดจำ แต่หนังก็เก็บเล็กประสมน้อยจนพอผ่านมาตรฐานหนังไทยที่พอไปวัดไปวาได้เช่นกัน (ก็แน่ล่ะทั้งเรื่องเล่นกันอยู่ในวัดนี่นะ 55) เป็นอีกหนึ่งหนังที่บันเทิงน่าจะถูกใจคอหนังผีตลกไทยครับ

นาคไม่ไปเกิดเพราะอดบวช คนดูหนังไทยอย่าชวดรีบจองตั๋ว กดที่รูปโดยไว เดี๋ยวคาใจอดดูจะหาว่าไม่เตือน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Cafe’ Funiculi Funicula เพียงชั่วเวลา กาแฟยังอุ่น – ไม่ใช่แค่ย้อนเวลาแต่ให้บทเรียนอันมีค่าจนน้ำตารื้น

Published

on

ณ.คาเฟ่ ฟูนิคูลิ ฟูนิคูล่า จะมีที่โต๊ะหนึ่งที่สามารถพาคุณย้อนเวลากลับไปยังอดีตในชั่วเวลาเพียงกาแฟยังอุ่นและต้องดื่มให้หมดก่อนกาแฟเย็นหากไม่อยากติดอยู่ที่โต๊ะนี้ไปตลอดกาล และสิ่งที่ทำในอดีตไม่อาจเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้ นี่คือกฎที่ คาสุ (คาซูมิ อาริมูระ) บาริสตาของร้านพร่ำบอกกับผู้คนที่ต้องการกลับไปยังอดีตที่มีทั้ง ฟูมิโกะ (ฮารุ) หญิงสาวที่ไม่เคยได้รู้ความในใจของเพื่อนสนิทในวันที่เขากำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา, ยาสุโนริ (ยูทากะ มัตซุชิเกะ) บุรุษพยาบาลผู้ไม่เคยรับรู้ความลับของ คาโยะ (ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ) ภรรยาของเขาก่อนเป็นอัลไซเมอร์ และ ฮิราอิ (โย โยชิดะ) สาวใหญ่สุดซ่าผู้ไม่เคยรับรู้ความในใจของน้องสาว และตลอดเวลาที่ได้ช่วยให้ใครต่อใครได้ย้อนเวลา คาสุ กลับเป็นคนเดียวที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปหาคำตอบว่าทำไมแม่ถึงทิ้งเธอไปและความรู้สึกที่เธอมีต่อ เรียวสุเกะ (เคนทาโร อิโต) จะลงเอยเช่นไร 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

บทประพันธ์ต้นธารอย่าง Coffee ga Samenai Uchi ni ของ โทชิคาสุ คาวากูชิ ได้สั่งสมความประทับใจของนักอ่านมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว และบ้านเราก็เพิ่งมีฉบับแปลภาษาไทย วางขายเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ซึ่งโดยรายละเอียดแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร โดย ซาโตโกะ โอกูเดระ ได้ดัดแปลงเรื่องราวครึ่งหนึ่งทั้งโดยรายละเอียดอย่างการเปลี่ยนแปลงเรื่องของ โคตาเกะ พยาบาลสาวใหญ่ ให้กลายเป็นเรื่องราวของบุรุษพยาบาลอย่าง ยาสุโนริ ซึ่งก็ถือว่าให้ความหนักแน่นของอารมณ์ดราม่าได้ดีทีเดียว เนื่องจากได้นักแสดงยอดฝีมืออย่าง ยูทากะ มัตซุชิเกะ ในบทบุรุษพยาบาลผู้อดทนดูแลภรรยาที่เป็นอัลไซเมอร์ และได้ ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ หญิงสาวผู้จำสามีตัวเองไม่ได้ ยิ่งทั้งคู่อยู่ด้วยกันทั้งซีนอดีตและปัจจุบันมันยิ่งสร้างเมจิกโมเมนต์สอนคนดูให้สัมผัสได้ถึงรักแท้ที่โรคร้ายก็ไม่อาจปิดกั้นทั้งคู่ได้จนคนดูยอมเสียน้ำตาเลยทีเดียว และอีกส่วนคือการดัดแปลงเรื่องราวของภรรยาเจ้าของร้านกาแฟที่ตั้งครรภ์โดยร่างกายอ่อนแอ ให้กลายเป็นเรื่องราวของ คาสุ บาริสตานางเอกของเรื่องที่มีปมเรื่องแม่แทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดมาก เพราะตัวนิยายจะเล่าเป็นบทๆแต่หากดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพลอตแกนกลางที่เชื่อมร้อยเรื่องราวย่อยๆมากมายให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นทำให้ Cafe’ Funiculi Funicula มีบทภาพยนตร์ดัดแปลงที่แข็งแรงจนสามารถทำให้คนดูติดตามเรื่องราวต่างๆได้โดยไม่สะดุดเลย

ส่วนใครดูตัวอย่างแล้วกลัวหนังมาทางดราม่าจัดๆ ต้องบอกว่าตัวหนังเองเล่าเรื่องผสนผสานความเป็นแฟนตาซีได้ลงตัวเลย โดยเฉพาะการยึดกฎในการย้อนเวลาทั้งการที่กำหนดให้เหตุการณ์ต้องเกิดขึ้นในร้านกาแฟร้านนี้โดยที่บุคคลที่จะย้อนเวลาไปหาต้องเคยมานั่งที่คาเฟ่แห่งนี้ หรือการกำหนดช่วงเวลาในการย้อนเวลาเองก็สามารถสร้างทั้งความตื่นเต้นและความสะเทือนใจให้คนดูได้เป็นอย่างดีเพราะเราต้องลุ้นให้ตัวละครดื่มกาแฟให้ทันก่อนติดอยู่ในกาลเวลา แถมหนังยังมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กพอหอมปากหอมคอระหว่างคาสุ กับ เรียวสุเกะ ให้ได้อารมณ์หวานๆอยากทานกาแฟกันแบบพอดิบพอดีไม่เบียดบังประเด็นหลักของเรื่องแต่อย่างใด อีกทั้งหนังยังมาพร้อมงานวิช่วลตอนย้อนเวลาที่แปลกใหม่และเปี่ยมศิลปะอีกด้วย

ใครได้ดู Cafe’ Funiculi Funicula คงอดที่จะหลงรัก คาซูมิ อาริมูระ ที่เคยทำคนดูหลงรักจากบทซอมบี้กินอาหารใน I AM A HERO เมื่อปี 2016 ก็กลับมาด้วยลุคที่น่ารักและโดนใจคอกาแฟอย่างผมเป็นพิเศษ ทั้งๆที่ในเรื่องก็ใส่ชุดที่ไม่ได้เย้ายวนหรือดูน่ารักแบบจงใจ แต่สเน่ห์ของ คาซูมิ ก็ยังหอมกลมกล่อมในทุกฉาก แถมแอ็คติ้งของน้องยังทำให้เราเข้าใจถึงความผิดบาปและภาระหนักอึ้งในใจทุกครั้งที่ต้องรินกาแฟพาคนย้อนเวลากลับไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]The Upside : เลือกเก็บของเก่าได้สวยงาม เติมใหม่ได้พอดี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

รีเมคจากหนังฝรั่งเศส The Intouchables ปี 2012 เป็นหนังฝรั่งเศสที่ฮิตที่สุดในประวัติศาสตร์ จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญ แต่ทำรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 426 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ โอมาร์ ซี กลายเป็นดาราชื่อดัง และก่อนหน้า The Upside อินเดียก็ชิงรีเมคไปก่อนหน้าแล้วในชื่อเรื่อง Oopiri ออกฉายเมื่อปี 2016 เป็นหนังพูดภาษาทมิฬ และเวอร์ชั่นภาษาฮินดีก็กำลังอยู่ในระหว่างงานสร้าง แล้วก็ยังจะมีเวอร์ชั่นของประเทศอาร์เจนตินาอีกด้วย

the intouchables หนังฝรั่งเศสต้นฉบับ

หนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของ ฟิลลิป ปอซโซ ดิ บอร์โก นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสผู้ประสบความสำเร็จแต่ประสบอุบัติเหตุเครื่องร่อนทำให้เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เขาเลือกจ้าง อับเดล เซลลู ผู้ดูแลส่วนตัวคนใหม่ท่ามกลางเสียงคัดค้านของผู้คนรอบด้าน เพราะอับเดลเป็นขี้คุกและไม่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยอัมพาต กลายมาเป็นเรื่องราวของนายและบ่าวที่ต่างกันสุดขั้วทั้งพื้นฐานครอบครัว การศึกษา และรสนิยมการดำเนินชีวิต ซึ่งทั้งเวอร์ชั่นต้นฉบับและเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดต่างก็ถ่ายทอดหัวใจของหนังตรงนี้ออกมาได้ดี ในช่วงเวลา 6 เดือนที่ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันต่างก็ซึมซับมุมมองการดำเนินชีวิตของกันและกัน ซึ่งล้วนทำให้โลกของทั้งคู่มีชีวิตชีวาขึ้นมาก อับเดล ซึมซับการฟังเพลงคลาสสิกมาจากฟิลลิป เริ่มมองเห็นคุณค่าของชีวิต สนใจเรื่องการทำธุรกิจอยากจะมีชีวิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น ส่วนฟิลลิปก็สนุกไปกับการได้ลองใช้ชีวิตโลดโผนดูบ้าง ได้ลองดูดกัญชาขับรถซิ่ง ฟังเพลงโซลอเมริกัน ซื้อบริการโสเภณี ทำให้ชีวิตซังกะตายของผู้ป่วยกลับมามีสีสันมากขึ้น

เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดเป็นผลงานกำกับของ นีล เบอร์เกอร์ ที่ไม่ค่อยมีงานกำกับออกมาบ่อยนัก เรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูกันก็คือ Divergent (2014) กำกับจากบทภาพยนตร์ของ จอน ฮาร์ตเมีย มือเขียนบทหน้าใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนบทจากเวอร์ชั่นฝรั่งเศสไปไกลลิบ แต่ด้วยเนื้อหาที่มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนใจนีล เบอร์เกอร์ ที่ได้อ่านบทร่างแรกแล้วบอกปฎิเสธไป แต่เมื่อได้อ่านบทของจอน ฮาร์ตเมีย แล้วประทับใจตกลงกำกับ บทมหาเศรษฐี ฟิลลิป ลาคาส ของไบรอัน แครนสตัน ดูมีความใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นต้นฉบับมากสุด ส่วนบทอื่นถูกปรับแต่งใหม่เสียมาก

โดยเฉพาะตัว “ดริส” ในเวอร์ชั่นฝรั่งเศส ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เดล สก็อตต์” แล้วก็เลือกให้เควิน ฮาร์ต มารับบท ซึ่งนับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของดาราตลกร่างเล็กคนนี้ไปพอควร เมื่อต้องมารับบทในหนังดราม่าแบบนี้ เควิน ถ่ายทอดภาพลักษณ์ขี้คุกของ เดลออกมาดูน่าเชื่อ กับการไว้หนวดไว้เครา แต่ในฉากฮา เควิน ก็ปล่อยตัวตนเดิมออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้สร้างเลือกเควิน ฮาร์ต มาแทน เจมี่ ฟ็อกซ์ และ ไอดริส เอลบ้า เพราะว่าบทหนังเพิ่มฉากฮาเข้าไปเยอะมาก หลาย ๆ ฉากขำมาก โดยเฉพาะฉากที่เดลจะต้องใส่ท่อยางกับจุ๊ดจู๋ของฟิลลิป ซึ่งเราขำได้แรง ๆ กับลีลาท่าทางของเควิน ฮาร์ต ที่เป็นงานถนัดของเขา แต่บทก็ปรับเปลี่ยนเรื่องราวส่วนตัวของเดลให้หนักมากขึ้น ด้วยการเขียนฉากหลังครอบครัวของเดลเสียใหม่ จากเดิมที่อยู่กับแม่และน้องอีก 5 คน ให้เป็นขี้คุกที่พยายามสานความสัมพันธ์กับลูกและมีย

นอกจากบท เดล ที่ถูกปรับเปลี่ยนแล้ว “อีวอน” บทเลขาส่วนตัวของฟิลลิปที่เวอร์ชั่นนี้ได้ นิโคล คิดแมน มารับบท ก็ถูกยกระดับให้เป็นตัวละครนำ จากเดิมที่เป็นแค่ตัวประกอบ ก็นับว่าการยกระดับบทของเธอช่วยเพิ่มสีสันให้หนังได้อย่างมาก กับการเป็นเลขาที่รักและผูกพันกับฟิลลิปอย่างมาก เธอไม่พอใจที่ฟิลลิปเลือกเดลมารับงานนี้ และตั้งกฏเหล็กขึ้นมาเพื่อหาทางกำจัดเดลออกไป ซึ่งเดลก็สามารถพิสูจน์ความสามารถและความจริงใจให้อีวอนยอมรับได้ในท้ายที่สุด

ผู้กำกับ นีล เบอร์เกอร์ และ เควิน ฮาร์ต

เวอร์ชั่นนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มฉากฮา แต่กับสัดส่วนดราม่าของหนังก็ถูกยกระดับขึ้นมาให้ตึงเครียดมากขึ้นเช่นกัน ด้วยการเขียนให้ฟิลลิปและเดลมีปากเสียงกันถึงขั้นโบกมือลา ซึ่งในเวอร์ชั่นต้นฉบับนั้นคู่นี้จากกันด้วยดี ก็เป็นการเสริมเข้าไปได้ถูกจังหวะจะโคน ทำให้เรื่องราวของหนังมีจุดวิกฤตและน่าติดตามว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร ไม่เพียงแต่การปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นอเมริกันมากขึ้น ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้ห่างจากต้นฉบับถึง 7 ปี ก็เลยเพิ่มเรื่องราวของเทคโนโลยีเข้าไป อย่างเช่นเรื่องราวของกูเกิ้ล ที่ต่อยอดไปถึงจุดดราม่าของหนังได้ รถหรูของฟิลลิปก็เป็นแบรนด์อเมริกันล้วน สั่งให้เล่นเพลงด้วยคำสั่งเสียงพูด

ฟิลลิป รอซโซ และ อับเดล เซลลู นายและบ่าวตัวจริงจุดกำเนิดเรื่องราว

หนังเลือกใช้ อาเรธา แฟรงคลิน ดีว่าหญิงระดับตำนานมาเป็นตัวแทนของบทสรุปที่รสนิยมของทั้งคู่จูนมาหาจุดกึ่งกลางกันได้อย่างสวยงาม แม้จะชอบกับการปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างในเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดนี้ แต่ผู้เขียนก็ยังประทับใจกับฉากจบของต้นฉบับมากกว่า กับภาพที่”ดริส” (ชื่อในเวอร์ชั่นต้นฉบับ) เดินจากฟิลลิปไป กับภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือนายกำลังยิ้มมีความสุขกับแขกเซอร์ไพรส์ที่ดริสจัดมาให้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน เรื่องราวของ ฟิลลิป และ อับเดล ตัวจริง ก็เป็นมิตรภาพที่สวยงาม จากคนต่างขั้วที่เลือกรับและถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน เป็นเรื่องราวที่สมควรเล่าต่อไปอีกหลาย ๆ เวอร์ชั่น ถ้ายังคงหัวใจของความสัมพันธ์นี้ไว้และสื่อออกมาได้อย่างต้นฉบับ

ก็ยอมรับว่า The Upside เป็นการรีเมคที่ฉลาด เลือกคงบางฉากที่เป็นหัวใจหลักของเรื่องราวจากต้นฉบับไว้ และเลือกเสริมเติมแต่งที่ทำให้หนังมีสีสันมากขึ้น ลงเอยเป็นหนังที่ครบรสชาติ ทั้งมุกฮาที่หัวร่อได้ถี่ ๆ ทั้งเรื่อง ดราม่าแรง ๆ เครียด ๆ แต่ยังคงสาระเรื่องการให้โอกาส ไม่ตัดสินคนแค่ภายนอก ที่เล่าออกมาได้อย่างมีสีสัน ดาราที่คัดมา ก็ระดับยอดฝีมือในวงการทั้งสิ้น สมควรที่หนังประสบความสำเร็จตังแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว ไม่ควรพลาดครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!