Connect with us

ภาพยนตร์

Sky On Fire ทะลุจุดเดือด : หนังบู๊แอคชั่นที่ดูจบแล้วเดือดปุด ๆ ๆ !!!

Published

on

ผลงานล่าสุดจากหนึ่งในสุดยอดผู้กำกับแอ็คชั่นฮ่องกง Ringo Lam ผู้มีสไตล์หนังเป็นเอกลักษณ์ ดุดัน และทรหด แถมยังขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องการถ่ายจริง ไม่ใช้เทคนิคพิเศษหรือใช้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดงานที่ทรงพลังเรื่องนี้ริงโก้ทั้งเขียนบทและกำกับ พร้อมด้วยนักแสดงนำชื่อดังอย่าง Daniel Wu, Zhang Jingchu & Joseph Chang ซึ่งเราจะได้เห็นพวกเขาเล่นทั้งเป็นพวกเดียวกันและเป็นศัตรูกัน ที่สำคัญ “เดือด” แน่นอน!

Ringo Lam สัญลักษณ์แห่งการทำลายล้าง

Sky On Fire ทะลุจุดเดือด เข้าฉายวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นี้ !

ตามที่หนังเคลมไว้ว่า “ทะลุจุดเดือดเต็มพิกัด” เรื่องนี้ทำได้จริงในเรื่องของ ฉากบู๊แอคชั่น มันส์ถึงใจ ไม่ผิดหวังยี่ห้อผกก. Ringo Lam แม้แต่น้อย นอกจากฉากต่อสู้ที่มีมาให้ตื่นเต้นเกือบตลอดทั้งเรื่องแล้ว ยังมีตัวร้ายที่เลวสะใจ อย่าง Fan Guang-yao รับบทนายทุนหน้าเลือดคลั่งเงินและเห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง

Fan Guang-yao ในบทนายทุนหน้าเลือดและสุดยอดแห่งความทรยศของมนุษย์

เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ Daniel Wu มาให้เราดูความแน่นตึงของพระเอกที่เหมือนโดนหยุดเวลาไว้เท่านั้น ตัวร้ายนี่ก็อภิมหาแห่งความเหี้ยมที่พ่วงมาด้วยความเลวระดับ 10+ เผามันทุกอย่างแม้กระทั่ง คน เออเอาดิ ! แอดมินเองไม่ได้เห็นฉากเผาคนในหนังบู๊แอคชั่นมานานแล้วเหมือนกัน พอมาดูเรื่องนี้ต้องแอบกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ ๆ เลยทีเดียว แล้วเฮียเขาไม่ได้เผาแค่คนเดียวไง…

บอกล่วงหน้าเลยว่านี่ไม่มีได้โดนเผาแค่คนเดียว แต่แอดจะไม่บอกนะคะว่าเผาใคร อิอิ

ซึ่งนอกจากไอ้เรื่องของการเผาที่ Ringo Lam จับอัดเข้ามาในหนังให้มันดูดุเดือดเลือดพล่านขึ้นแล้ว ยังมีดีกรีความเลวทะลุพิกัดต่อจากนั้นคือการกดวีดีโอคอลไปหาอีกคนนึงให้ดูฉากที่คนรู้จักกำลังถูกเผาทั้งเป็น เห้ย ! อะไรจะต้องเหี้ยมกันเบอร์นี้เล่า !? แต่แอดมินว่าถ้าไม่มีตาลุงนี่เรื่องนี้ก็คงไม่ต้องมาสู้กันห้ำหั่นกันขนาดนี้

Joseph Chang กระโดดข้ามตึกแบบไม่คาดคิด

ปกติฉากกระโดดข้ามตึกข้ามภูเขาอะไรก็ตามในหนังเอเชียไม่น่าใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่ฉากนี้แหละค่ะเรียกเสียงฮาในโรงได้ดังพอสมควร ไม่ใช่แค่ Joseph Chang ที่กระโดดหนีผู้ร้าย แต่ผู้ร้ายที่ไล่ตามมานี่สิทำให้ฉากนี้มันหวาดเสียวยิ่งขึ้น แอดมินก็เล่าไม่ถูกเหมือนกันบอกได้แค่ว่า Sky On Fire ใส่สารพัดฉากวิ่งหนีพร่ำเพรื่อมาให้รู้สึกว่าการไล่ล่าของจริงอยู่นี่ไงพวก !

บันเทิงด้วยเหล่ารถหรูที่ยกขบวนกันมาเพื่อถูกทำลาย

ด้วยเหตุที่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับการแย่งชิง ซูเปอร์สเต็มเซลล์ ที่เหล่าผู้มีอำนาจก็หวังจะได้มันมาเป็นยาอายุวัฒนะ ตามเรื่องนี่ถึงขั้นเม็ดเดียวรักษาทุกโรค เมื่อเป็นเรื่องราวของคนรวยจึงทำให้เราได้มีโอกาสเห็นสุดยอดรถหรูอย่าง Maserati Quattroporte ราคาหลักสิบล้าน (Daniel Wu เล่าว่าประมาณ 2 ล้านหยวน) ขับเหาะถากเอาหลังคารถคันอื่นบี้หลุดหายไปจากสายตา นอกจากนี้ก็มี Lexus BMW (Toyota ก็มีจ้ะ) คือน่าจะได้สปอนเซอร์มามากโขอยู่เพราะพี่ Daniel ขับ Maserati ทั้งเรื่องเลยนี่หน่า

Amber Kuo และ Ruoyun Zhang ในฉากดราม่า

ความดราม่าแบบหนังสไตล์ ฮ่องกง ที่ดูแล้วยังแบ่งปันความอบอุ่นที่แม้จะรู้สึกพื้น ๆ แต่แอดมินก็แอบเสียน้ำตาให้เรื่องนี้ไปเล็กน้อย Amber Kuo เล่นเป็นน้องสาวของ Joseph Chang ที่เป็นโรคร้ายและมีเรื่องให้ต้องมาพัวพันกับเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เพียงแค่เพราะพี่ชายอยากให้น้องได้รับการรักษาเพื่อที่จะได้มีชีวิตต่อ และได้บังเอิญมาเจอกับ Ruoyun Zhang จากนั้นก็มีปัญหาหลายอย่างตามเข้ามาให้มันพัวพันกันมากกว่าเดิม และสุดท้ายมะรุมมะตุ้มก็ทำให้เรื่องนี้ ต่อสู้กันมันส์หยดติ๋ง ๆ จนวินาทีสุดท้าย

Sky On Fire มีดีตรงฉากบู๊สะใจจนเล่าไม่หมด !

ใช่ค่ะ.. ถ้าจะไปดูแค่ฉากบู๊ของ Ringo Lam ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะทั้ง CG และ บทพูด ที่ผกก.เค้าไม่ถนัดนี่เรียกได้ว่าพังยับเยิน ยังดีที่พากย์ไทยเป็นทีมพันธมิตรก็ช่วยเรียกสีสันคืนมาได้หลายจังหวะทีเดียว

มีภาพแบบนี้ใน Sky On Fire ก็พาให้ฟอร์มหนังดูอลังการขึ้นโข

สรุปรวม ๆ คือหนังเองไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นวิกฤติ แต่ก็ไม่ได้สนุกทั้ง ๆ ที่อัดทุกฉากและกระบวนท่าต่อสู้มาให้แฟนหนังบู๊ได้รู้สึกสะใจจนอยากเก็บเข้าคลังหนังที่ข้าสะสม มาถึงตรงนี้ยังบอกตัวเองไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบเรื่องนี้กันแน่ อยากให้ดีก็คงต้องไปดูเองแล้วกันนะคะ Sky On Fire น่าจะหลุดออกจากโรงเป็นเรื่องแรกในสัปดาห์นี้ และไม่น่ามีให้ดูครบทุกโรงแต่ก็ไม่น่าพลาดค่ะ แนะนำแบบสับสนในตัวเองเล็กน้อยเอาเป็นว่าขาบู๊แอคชั่นที่ไม่สนอะไรเลยมันส์แน่นอน !

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ Sky On Fire

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement

What The Fact

[รีวิว] When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead

Published

on

สนับสนุนโดย

เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีหน้าหนังเด่นแปลกตามาก เรียกว่าใคร ๆ ต่างก็ฮือฮากับทีเซอร์ของ When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead หรือชื่อไทย ผมล่ะเพลีย..เมียแกล้งตาย!? ฟอร์มหนังรอมคอมญี่ปุ่นที่มีที่มาจากกระทู้ไวรัลของยูเซอร์ที่ชื่อ K.Kajunsky  ใน Yahoo! Answer ซึ่งกระทู้ตำนานนี้มีคนตามกว่า 4 ล้านคน ว่าด้วยเรื่องของคุณภรรยาสุดเพี้ยนที่ทำตัวแปลก ๆ คือแกล้งตายเวลาสามีกลับถึงบ้าน ก่อนที่จะมาทำเป็นการ์ตูน ต่อยอดมาไกลเป็นหนังโรงได้!

หนังซ่อนเมสเซจที่แท้จริงเอาไว้ ภายใต้หน้าหนังติงต๊องและความโก๊ะของ จิเอะ (นานะ อิกุระ) ที่อยู่กินฉันสามีภรรยาใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับ จุน (เคน ยาซุดะ) มานาน 3 ปี โดยในช่วงแรกเราจะได้เห็น จิเอะ สรรหาวิธีการตายต่าง ๆ สุดครีเอทมานับไม่ถ้วนให้สามีต้องผวาทุกครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อทำไปนาน ๆ ไม่ว่าจะทุ่มทุนสร้างแค่ไหน จุน และคนดูเองก็เริ่มเลี่ยน นำพาไปสู่คำถามว่า เธอต้องการสื่ออะไรถึงจุน? ซึ่งเอาจริง ๆ ใครที่ดูมาถึงระยะหนึ่งก็คงเดาได้ไม่ยาก

ตัวละครของพระนางคู่นี้ มีความคลับคล้ายคลับคลากับซีรีส์โนะดาเมะเหมือนกัน ถึงแม้ว่า performance ของทั้ง นานะ และ เคน จะยังห่างจาก จูริ อูเอะโนะ กับ ฮิโรชิ ทามากิ อยู่หลายช่วงตัว แต่ยังดีที่หนังยังมี subplot ที่เข้ามาเสริมให้คนดูอินกับความสัมพันธ์ที่เริ่มเข้ามาถึงจุดอึน ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเพื่อนที่ทำงานของจุนกับภรรยา คุณลุงในร้านซักรีดที่สูญเสียภรรยาไป มาจนถึงพ่อของจิเอะเอง ทุกอย่างคือตัวอย่างรอบตัวของจิเอะที่ตอกย้ำความสำคัญของวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน และนั่นเป็นหน้าที่ของ จุน จะต้องทำความเข้าใจและเติบโตขึ้นอีกครั้งในฐานะสามีที่ดีกว่าเดิม

เสียดายที่ตัวหนังมีลูกเล่น ลูกล่อลูกชนน้อยไปหน่อย โทนหนังมันเลยดูธรรมดา ไม่อินอะไรได้สุดสักทางเท่าไหร่ ช่วงที่ดีที่สุดของหนังเห็นจะเป็นช่วงที่หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตรักของเพื่อนร่วมงานของจุนที่พอจะกระชากอารมณ์ได้บ้าง ส่วนในแง่ของโปรดักชันก็ถือว่าธรรมดามาก ถ้ามองในภาพรวมหนังเรื่องนี้เริ่มต้นมาด้วยความหวือหวาแปลกตา แต่เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ มันก็เนือย จนกลายเป็นออกเลี่ยนในแบบหนังซีรีส์รอมคอมทั่วไปมากกว่า รู้สึกว่ามันยังขาดชั้นเชิงอย่างที่ควรจะเป็น จุดแข็งของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ประเด็นที่เอามาจับ การพยายามสื่อถึงการเอาใจใส่กับความรัก คนที่จับมือกับคุณอยู่ในตอนนี้ให้ดีที่สุด ใส่ใจเขาเป็นคนแรกของชีวิต

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Billionaire Boys Club รวมพลรวยอัจฉริยะ – อุทาหรณ์สอนคนอยากรวย

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

โจ ฮันต์ (แอนเซล เอลกอร์ต) และ ดีน คาร์นี (ทารอน อีเกอร์ตัน) ร่วมกับผองเพื่อนลูกคุณหนูตั้งวงแชร์ลูกโซ่หลอกเหยื่อจนร่ำรวย แต่พวกเขาก็ยังแพ้เล่ห์เหลี่ยมของ รอน เลวิน (เควิน สเปซีย์) 18 มงกุฎสุดเก๋าที่มาสอนเกมหนุ่มน้อยพันล้านจนแทบกระอักเลือด และเมื่อความโลภและความแค้นอยู่เหนือการควบคุม พวกเขายังต้องถูกตามล่าจากทางการและมิตรภาพก็ต้องถูกประเมินราคาอีกครั้ง

ตัวหนังสร้างจากคดี พอนซี สกีม (Ponzi Scheme) อันโด่งดังในปี 1984 เมื่อ 2 หนุ่มคิดรวยทางลัดจัดตั้งบริษัทด้านการเงินหลอกคนมาลงหุ้นลมในลักษณะแชร์ลูกโซ่นำพาไปสู่การหักหลังจาก 18 มงกุฎที่เลยเถิดถึงขั้นมีการฆาตกรรมจนถูกนำไปสร้างเป็นมินิซีรีส์ฉายทางช่อง เอ็นบีซี และส่งอิทธิพลต่อซีรีส์และรายการโทรทัศน์ต่างๆมากมาย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคดีนี้ดูจะสมบูรณ์พร้อมทั้งเรื่องราวการหลอกต้มตุ๋นเงินจากบรรดาหนุ่มๆลูกคุณหนู หรือเหตุการณ์ฆาตกรรม รวมถึงจุดพลิกผันของมิตรภาพที่ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเอามาสร้างหนังทริลเลอร์สนุกๆสักเรื่อง

แต่เจมส์ คอกซ์ กลับเล่าเรื่องราวการต้มตุ๋นได้อย่างราบเรียบ เดาทางง่าย และไม่ชวนให้เราเอาใจช่วยตัวละครเท่าใดนัก ทั้งที่ตัวละครอย่าง โจ ฮันต์ สามารถเล่าเรื่องราวของเขาได้หลากมิติหลายชั้น – ซึ่งจะว่าไปในหนังเองมีการเปรียบเทียบเขากับสตีฟ จอบส์ ด้วยซ้ำในแง่ นักขายฝัน กับ นักขายอนาคต – แถมยังมีปมเรื่องบ้านจน ทำตัวเฉิ่มเชย ที่แม้หนังจะเอามาปูพื้นตัวละครตอนต้นได้น่าสนใจไม่น้อย แต่พอ โจ แปลงร่าง เราก็ได้เห็นแต่โจที่ทำตัวหล่อ พูดเสียงดังแล้วอยู่ๆคนก็เชื่อ และหมั่นยัดสถานการณ์บังเอิญและการตัดสินใจโง่ๆ ตัวละครเลยหมดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนตัวละคร ดีน คาร์นี ก็แปลกที่หนังเล่าผ่านมุมมองตัวละครนี้ แต่เรากลับมารู้ถึงมุมมองความคิดของน้ำเสียงคนเล่าใน 5 นาทีสุดท้าย จนงงว่าแล้วหนังจะเล่าผ่าน ดีน ทำไมเนี่ย?

แต่กระนั้นความดีงามของหนังก็ยังมีอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องราวของคดีพอนซี สกีม ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ดีอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังเล่าเรื่องราวได้สนุก ไม่น่าเบื่อ ยิ่งได้การแสดงของ แอนเซล เอลกอต จาก Baby Driver มารับบท โจ ฮันต์ ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งดูมีชีวิตแม้จะเดาทางเรื่องได้ง่ายแค่ไหนก็ตาม ส่วน ทารอน เอดเกอร์ตัน จาก Kingsman แม้จะน่าสงสารที่สถานะแทบไม่ต่างจากตัวประกอบทั้งที่เป็นคนเล่าเรื่อง แต่ทุกฉากที่ ทารอน ปรากฎตัวก็โดดเด่นพอเป็นที่จับตามองได้บ้าง ด้านเควิน สเปซี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบท รอน เลวิน ไม่ได้เกินความสามารถจนแทบตัดต่อเอาน้ำเสียง แฟรงค์ อันเดอร์วูด มาผสมคาแรกเตอร์ 18 มงกุฏในหนังหลายเรื่องที่เขาแสดงก็ขโมยซีนเหล่าหนุ่มๆได้แล้ว ส่วนสาวๆก็ถือเป็นสีสันของเรื่องได้ดีทั้ง เอมมา โรเบิร์ต หลานสาวของ น้า จูเลีย โรเบิร์ตืก็รับบทแฟนสาวของ โจ ได้มีเสน่ห์ดี แม้จะเดาไม่ยากว่าเธอพยายามจะเป็น มาร์โกต์ ร็อบบี แบบใน The Wolf Of Wallstreet มากแค่ไหนก็ตาม (แต่ก็เทียบชั้นไม่ได้อยู่ดีนะ) หรือ น้อง ซูกี วอร์เตอร์เฮาส์ ที่มาเอ็กซ์แตกอย่างเดียวก็เป็นสีสันได้ดีกว่าตอนเป็นหุ่นปลอมใน Future World ที่เราเพิ่งสับ เอ้ย! เพิ่งรีวิวกันไปสัปดาห์ก่อน

สรุปง่ายๆ ใครอยากหาหนังที่เตือนสติก่อนลงทุนก็จงดู The Billionaire Boys Club เป็นอุทาหรณ์เถอะ เพราะต่อให้ยุคเปลี่ยนแต่ความโลภก็ยังทำให้ลาภหายได้เช่นเดิม ตัวหนังสนุกพอใช้ได้ แม้ไม่แปลกใหม่นักก็ตาม

มาตั้งสติก่อนควักเงินลงทุนกับ The Billionaire Boys Club คลิกซื้อตั๋วที่ภาพด้านล่างได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์ : แผลมันใหญ่เกินจะมองข้ามไป

ผลงานเขียนบทและกำกับเรื่องที่ 2 ของ ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับที่เคยมีผลงาน “ชัมบาลา”เมื่อปี 2555 ผลิตโดยค่าย เทค ไทยแลนด์ ของ หนึ่ง อัครพล เตชะรัตนะประเสริฐ ลูกชายของเสี่ยเจียง หน้าหนังดูน่าสนใจกับ 3 ดารานำที่อยู่ในระดับแถวหน้าและใช้เรียกคนดูได้ดีทั้ง นิษฐา จิรยั่งยืน , กันต์ กันตถาวร , อนันดา เอเวอร์ริงแฮม และ บอย ตรัย ภูมิรัตน แม้แต่พลอตก็ดูน่าสนใจครับ เมื่อ”แทน”เชฟหนุ่มฝีมือดี อยู่ดี ๆ ก็หายสาบสูญไป ติดต่อไม่ได้หลังมีปากเสียงกับ “มิน” แฟนสาวทำให้เธอต้องออกตามหากับคนที่รู้จักแทน ส่วน “แทน” ฟื้นขึ้นมาในร่างของใครก็ไม่รู้ และจำไม่ได้ว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร และในวันต่อมาเขาก็จะฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่แต่ความทรงจำก็เริ่มกลับมาว่าเขาคือ “แทน” และเริ่มหาทางติดต่อกับมินแต่ปัญหาคือเขาจะบอกกับมินอย่างไรให้เธอเชื่อ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ผลงานเขียนบทและกำกับเรื่องที่ 2 ของ ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับที่เคยมีผลงาน “ชัมบาลา”เมื่อปี 2555 ผลิตโดยค่าย เทค ไทยแลนด์ ของ หนึ่ง อัครพล เตชะรัตนะประเสริฐ ลูกชายของเสี่ยเจียง หน้าหนังดูน่าสนใจกับ 3 ดารานำที่อยู่ในระดับแถวหน้าและใช้เรียกคนดูได้ดีทั้ง นิษฐา จิรยั่งยืน , กันต์ กันตถาวร , อนันดา เอเวอร์ริงแฮม และ บอย ตรัย ภูมิรัตน แม้แต่พลอตก็ดูน่าสนใจครับ เมื่อ”แทน”เชฟหนุ่มฝีมือดี อยู่ดี ๆ ก็หายสาบสูญไป ติดต่อไม่ได้หลังมีปากเสียงกับ “มิน” แฟนสาวทำให้เธอต้องออกตามหา  ส่วน “แทน” ฟื้นขึ้นมาในร่างของใครก็ไม่รู้ และจำไม่ได้ว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร และในวันต่อมาเขาก็จะฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่แต่ความทรงจำก็เริ่มกลับมาว่าเขาคือ “แทน” เขาเริ่มหาทางติดต่อกับมิน แต่ปัญหาคือเขาจะบอกกับมินอย่างไรให้เธอเชื่อกับสิ่งที่เกิดกับเขา

เว้นช่วงไปหลายปีกลับมารอบนี้ดูเหมือนว่า ปื๊ด ปัญจพงศ์ จะมาพร้อมกับไอเดียที่แน่นและหลากหลายที่ปื๊ดบรรจงใส่ทั้งหมดลงมาในเรื่องเดียวกัน ทำให้ 7days เป็นทั้งหนังรักโรแมนติก บนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ และมีฉากหลังเป็นหนังทำอาหาร เบนเส้นเรื่องหลักที่วางให้แทนต้องตื่นขึ้นมาในแต่ละวันในร่างคนต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวหรือเคยผ่านเข้ามาใกล้ชิดในโอกาสสำคัญ  แต่ละคนที่แทนสวมร่างก็แตกต่างกันมากในแต่ละวัน ทั้งชายอ้วน ชายแก่ เด็ก และ ผู้หญิง แนวทางของเรื่องเอื้อประโยชน์มากที่จะให้หนังออกมาเป็นคอมมีดี้ แต่ผู้กำกับก็ยังเลือกที่จะให้ 7days เดินหน้าไปในแนวทางโรแมนติก

 

ในแต่ละวันที่หนังเดินหน้าไปก็น่าติดตามว่าแทนจะตื่นขึ้นมาในร่างใคร บทหนังก็เปิดช่องให้แทรกเหตุการณ์สำคัญในอดีตรักของแทนและมินได้อย่างพอเหมาะ ทั้งวันที่แรกพบกัน วันที่รักกันดีได้พูดคุยถึงเรื่องอนาคต จนถึงคืนก่อนหน้าที่แทนจะหายตัวไปเป็นวันที่ทั้งคู่มีปากเสียงกัน ฉากย้อนอดีตทำให้คนดูได้รู้จักความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากขึ้น สิ่งสำคัญสุดคือการแสดงของ กันต์ และ มิว ที่เคมีเข้ากันได้ดี ดูไปก็ยิ้มไปกับลีลาการแสดงของทั้งคู่ที่ดูเป็นธรรมชาติโดยเฉพาะมิว ยังคงเสน่ห์ได้เสมอเวลาอยู่บนจอใหญ่

ส่วน อนันดา คงไม่มีอะไรให้พูดถึงมาก น่าจะเรียกว่าอยู่ในฐานะนักแสดงสมทบมากกว่า แต่ก็รักษามาตรฐานตัวเองไว้ได้ นักแสดงสมทบอย่าง สตาร์บัค น่าสงสารกับบท”กล้วย” เพื่อนและผู้จัดการร้านที่ดูล้นจนน่ารำคาญ , ลอเรนโซ เดอ สเตฟาโน นักแสดงต่างชาติหน้าเหมือนกาย เพียร์ซ มาก ถูกยัดเยียดบทให้พูดไทยสำเนียงฝรั่ง แต่เป็นภาษาไทยสำนวนยาก ๆ จนน่าอึดอัด คือถ้าพูดสำนวนยาก ๆ แบบนี้ได้ น่าจะพูดไทยได้ชัดแบบอาจารย์อดัมแล้วล่ะ , เทวัญ ทรัพย์แสนยากร ในบทลุงเมฆ โผล่มาไม่มากแต่ก็ทำได้ดีสำหรับงานแสดงจริงจังครั้งแรก ถ่ายทอดความเป็นลุงน่ารักใจดีให้รู้สึกได้

 

จุดดีของหนังก็คือบทที่ตัดสลับเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันได้ดี แต่จุดเสียของหนังก็คือบทเช่นกัน และเป็นแผลใหญ่เสียด้วย หลัก ๆ คือช่องโหว่ในบททั้งเล็กและใหญ่ที่มีมากจนถี่เกินไป และชวนให้คิดว่าไม่น่าเพิกเฉยจนปล่อยมาได้มากมายขนาดนี้ ทั้งในเรื่องโทรศัพท์มือถือของแทน ไม่ว่าแทนจะตื่นมาในร่างใคร แต่โทรศัพท์มือถือของแทนจะตามมาด้วยเสมอโดยไม่มีคำอธิบาย

ความสามารถของแทนและความสามารถของเจ้าของร่างที่แทนไปยืมในวันนั้น ๆ ว่าตกลงจะคงความสามารถของร่างไหนกันแน่ แทนไปอยู่ในร่างฝรั่งก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อ ไปอยู่ในร่างนักดนตรีก็เป่าแซกได้ แต่เมื่อไปอยู่ในร่างผู้จัดการร้านที่ไม่มีความสามารถในการทำอาหาร แต่แทนก็ใช้ร่างผู้จัดการทำอาหารได้ และที่สำคัญคือบุคลิกเดิมของแทนที่ควรจะยึดถือไว้กับหนังในแนวสลับร่าง ว่าเมื่อไปอยู่ในร่างใดจำต้องคงบุคลิกตัวตนของแทนไว้ แต่ 7days กลับทิ้งจุดนี้ไปเสียสิ้น กลายเป็นว่า 7 วัน 7 ร่าง ก็ 7 บุคลิกตามเจ้าของร่างเดิม

อย่างที่กล่าว ปื๊ด ปัญจพงศ์ พยายามอย่างมากจะให้หนังออกมาเป็นดราม่าโรแมนติกเรียกน้ำตา ด้วยการปูปริศนาว่าแทนหายไปไหนตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วเก็บงำมาเฉลยใน 15 นาทีสุดท้ายหมายมั่นจะให้บทเฉลยกระชากใจเรียกน้ำตาคนดู แต่หนังก็ทำได้แค่ในระดับซึ้ง ๆ แต่ที่ซึ้งก็หาใช่เพราะบทไม่ แต่ที่รู้สึกซึ้งคือภาพของมิวล้วน ๆ เธอทำได้ดีเสมอกับฉากน้ำตาไหลพรากจนน่าสงสาร แต่กับบทเฉลยที่ว่าแทนหายตัวไปไหน กลับกลายเป็นแผลใหญ่ของหนังที่ไม่มีความสมเหตุสมผลจนเกินไปและไร้คำอธิบาย สร้างคำถามฉงนสงสัยว่าทำไม ๆ ได้มากมาย ช่วงที่ออกจากโรงเสียงคนดูรายรอบก็ล้วนบ่นกับบทเฉลยที่ชวนขัดใจนี้ และนี่คืออีกปัญหาหลักที่ไม่สามารถพาคนดูให้อินไปได้กับฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง

โดยรวมแล้ว 7days เป็นหนังดราม่า-โรแมนติก เหนือธรรมชาติ ที่เพียบพร้อมด้วยองค์ประกอบดี ๆ ดารามีชื่อเสียงและมีคุณภาพ ถ่ายภาพสวยทั้งทิวทัศน์และภาพอาหารที่ดูน่ากิน การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม แต่รู้สึกเสียดายกับช่องโหว่ของบทเฉลยท้ายเรื่องอย่างที่กล่าว จากไม้เด็ดที่ผู้กำกับคิดว่าจะตีเข้าหัวใจคนดู กลับเป็นไม้เด็ดที่ย้อนกลับมาตีเข้ากับตัวหนังจนเป็นแผลฉกรรจ์เสียมากกว่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!