ชวนอ่านเกร็ดน่ารู้จากหนัง Twister ต้อนรับวาระที่หนังลง Netflix 4 กันยายน

หนึ่งในหนังเรื่องโปรดของหลาย ๆ คน นับตั้งแต่ออกฉายเมื่อปี 1996 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 24 ปีแล้ว เชื่อว่าภาพพายุหมุนสุดตื่นตาด้วยเทคโนโลยีในวันนั้นก็ยังอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ได้ชมเรื่องนี้ในโรง แม้ว่าจนถึงวันนี้แม้ว่าเทคโนโลยีจะรุดหน้าก็ยังไม่มีหนังพายุหมุนเรื่องไหน ที่ทำได้สนุก ตื่นตาตื่นใจได้เท่า Twister อีกเลย

ในวันที่หนังออกฉาย Twister ประสบความสำเร็จแทบในทุก ๆ ด้าน ตอกย้ำความสำเร็จให้กับ ยาน เดอ บอนต์ อดีตช่างถ่ายภาพยนตร์ ที่ยกระดับตัวเองมาประเดิมตำแหน่งผู้กำกับใน Speed (1994) ก่อนที่เขาจะไปคว่ำกับ Speed 2: Cruise Control (1997) และ Lara Croft Tomb Raider: The Cradle of Life (2003) เป็นการปิดฉากผู้กำกับในตำนาน

หนังใช้ทุนสร้างไป 92 ล้านเหรียญ แต่สามารถกวาดรายได้ไปอย่างถล่มทลาย 494 ล้านเหรียญ ด้านรางวัล หนังยังได้เข้าชิงออสการ์ 2 รางวัล สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม และ สเปเชียล เอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม แต่ก็พลาดไป แต่ด้วยตัวเลขรายรับขนาดนี้เชื่อว่ายูนิเวอร์แซล อยากสร้างภาคต่อล่ะ แต่น่าจะติดปัญหาอะไรหลาย ๆ อย่างจนป่านนี้เราเลยไม่ได้เห็นหนังภาค 2 กัน แต่ล่าสุดยูนิเวอร์แซลก็เลือกที่จะรีบูตแทนที่จะทำภาคต่อ ประกาศเป็นทางการออกมาแล้วว่ามอบหน้าที่ผู้กำกับให้ โจเซฟ โคซินสกี ผู้กำกับจาก Tron:Legacy และ Oblivion ก่อนที่จะดูภาครีบูต มาย้อนดูพายุหมุนในจอเล็กกันอีกสักรอบทาง Netflix ไปก่อนแล้วกัน

และนี่คือเกร็ดเบื้องหลังหลากหลาย ที่ผู้เขียนคัดเฉพาะหัวข้อที่น่าสนใจจากหนัง Twister มาฝากกันครับ รับรองว่าเกร็ดเบื้องหลังนี่ก็ดุเดือดไม่แพ้หน้าหนังเล้ย

ไมเคิล ไครช์ตัน และ แอนน์ แมรี มาร์ติน ภรรยาของเขา

1.เครดิตเจ้าของบทภาพยนตร์ Twister นี้น่าเชื่อถือมาก เพราะเขียนโดย ไมเคิล ไครช์ตัน ผู้ประพันธ์ Jurassic Park เขาเขียนร่วมกับ แอนน์ แมรี มาร์ติน ภรรยาของเขาเอง ได้ค่าเรื่องไป 2 ล้านเหรียญ แต่ยูนิเวอร์แซลก็ยังไม่พอใจ จ้าง จอส วีดอน (ผู้กำกับ Avengers และ Justice Leage) ในยุค 90s เขาคือมือแก้ไขบทที่ฮอลลีวูดให้ความเชื่อถือ แต่จับงานได้ไม่นานก็ขอลาออกไปเพราะหลอดลมอักเสบ หน้าที่แก้ไขบทถูกส่งต่อไปให้ สตีเวน เซลเลียน คนนี้ก็เพิ่งคว้าออสการ์มาจาก Schindler’s List (1993) แต่ก็โบกมือลาไปอีกคน ให้เหตุผลว่าไปฮันนีมูน สุดท้ายมาจบที่ เจฟ นาธานสัน ที่มาอยู่ประจำกองถ่ายจนปิดกล้องเลย แก้บทไปหนังก็ถ่ายไป พอจบเรื่องนี้ เจฟก็ตามไปเขียนบทให้กับ ยาน เดอ บอนต์ ต่อใน Speed 2: Cruise Control กลายเป็นหนังเจ๊งเรื่องแรกของผู้กำกับ ยาน เลยล่ะ ต้องบอกเลยว่าแต่ละชื่อที่เข้ามาเกี่ยวข้องในงานเขียนบทของ Twister นี่ระดับมือพระกาฬของฮอลลีวูดทั้้งนั้นเลยนะ

2.บิล แพกซ์ตัน และ เฮเลน ฮันต์ พระ-นาง ในเรื่องนี่ต้องเนื้อตัวบวมปูดกันไปหมด เพราะต้องเจอเครื่องยิงก้อนน้ำแข็งปลอมเข้าใส่ในฉากที่ต้องฝ่าพายุลูกเห็บ มีอีกฉากที่ทั้งคู่ต้องลงไปล้มลุกคลุกคลานในคูน้ำสกปรก ในฉากนี้ เฮเลน ฮันต์ ลุกขึ้นยืนอย่างเร็วจนหัวไปกระแทกเข้ากับใต้สะพานจนหัวโน พอเสร็จจากฉากนี้ทั้งคู่ต้องฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ วิบากกรรมของ เฮเลน ฮันต์ ยังไม่จบแค่นั้น ในฉากทุ่งข้าวโพด เธอโดนคนขับรถบรรทุกเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารกระแทกเข้าใส่อีก ส่วนผู้กำกับ ยาน เดอ บอนต์ ให้ความเห็นว่า “ผมนี่รักเฮเลนจนตายเลย แต่คุณรู้มั้ยว่าเธอน่ะค่อนข้างจะซุ่มซ่ามซักหน่อยนะ”

ดอน เบอร์เจส ช่างถ่ายภาพยนตร์ที่ทนกับอารมณ์ของ ยาน เดอ บองต์ ผู้กำกับไม่ไหว

3.เรื่องนี้มันส์ ๆๆๆๆ ยาน เดอ บอนต์ ตีกับทีมงานถ่ายทำทั้งแก๊งเลย มันเริ่มมาจากตัว ยาน ชอบระเบิดโทสะ ด่าทอทีมงานบ่อยครั้ง เขาชอบเปลี่ยนแผนการถ่ายทำแบบปัจจุบันทันด่วน เดี๋ยวให้เซ็ตอัปฉากตรงนี้ อีกเดี๋ยวย้ายมาตรงนี้ แล้วทีมงาน ช่างกล้อง ก็ย้ายกองไม่ได้ฉับไวทันใจยาน เขาให้เหตุผลว่า “ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนแบบนี้ แปลว่ากองถ่ายเราต้องคล่องตัวปรับเปลี่ยนได้ง่ายด้วย”

พอเจออารมณ์ผู้กำกับแบบนี้เข้าบ่อย ๆ ทีมงานก็เลยรวมหัวกันไปสั่งสกรีนเสื้อยืดมีคำว่า “Fucking Hell Shit” ที่ยานชอบด่าอยู่บ่อย ๆ มาใส่กันทั้งกองถ่าย ยิ่งเพิ่มอารมณ์ตึงเครียดในกองถ่ายมากขึ้นไปอีก จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อ ผู้ช่วยช่างภาพอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ขณะที่กำลังถ่ายทำกันอยู่ ผู้ช่วยกล้องคนนี้ก็เดินเข้าไปป่วนในเฟรมที่กำลังถ่ายทำกันอยู่เลย ยานก็สติแตกวิ่งมาผลักอกผู้ช่วยคนนี้จนหงายลงในแอ่งโคลน ส่งผลให้ ดอน เบอร์เจส ช่างถ่ายภาพยนตร์ ชวนลูกทีมอีก 20 กว่าคนเดินออกจากกองถ่าย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังการถ่ายทำผ่านไปได้แค่ 5 สัปดาห์

ยาน เดอ บองต์ ในอดีตช่วงที่เขาเป็นช่างถ่ายภาพยนตร์ในหนัง Die Hard

4.ยาน ไม่ยอมให้กองถ่ายหยุดง่าย ๆ เขาไปตามตัว แจ็ก เอ็น. กรีน ผู้กำกับภาพรุ่นเก๋ามารับหน้าที่แทน คนนี้เคยผ่านหนังระดับตำนานมาแล้วอย่าง The Bridges of Madison County และ Unforgiven การทำงานจากนี้ก็ดูราบรื่นดี แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่น่าเกิด เมื่อ แจ็ก เอ็น.กรีน ซ่อมแซมต่อเติมบ้าน รถขุดเจาะมาเจาะทำลายผนังบ้าน พังถล่มลงมาขณะที่แจ็กยังอยู่ในบ้าน ผลคือบาดเจ็บต้องนอนโรงพยาบาล ก็ยังดีที่เหลือตารางถ่ายทำอีกแค่ 2 วันจะปิดกล้อง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ล่ะ เราต้องไม่ลืมว่า อดีตของ ยาน เดอ บอนต์ เขาก็คือช่างถ่ายภาพยนตร์ระดับตำนานคนหนึ่งนะ หนังอย่าง Die Hard, Basic Instinct นี่ก็ฝีมือถ่ายของยานทั้งนั้น ฉะนั้น 2 วันที่เหลือนี่ ยานถ่ายเองครับ

บ้านหลังหนึ่งที่ถูกทำลายในฉาก

5.ส่วนหนึ่งที่ภาพพายุหมุนทำลายล้างบ้านนั้นดูสมจริง ก็เพราะทีมงานทำลายบ้านเก่าจริง ๆ ในย่านดาวน์ทาวน์ของโอคลาโฮมาจำนวน 8 หลังเพื่อใช้ในฉากอาคารบ้านเรือนพังเสียหายหลังถูกพายุทำลาย แล้วยังสร้างบ้านใหม่อีก 30 หลัง เพื่อการนี้อีกด้วย หลังถ่ายทำเสร็จ สตูดิโอก็จ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับชาวบ้านเพื่อสร้างบ้านใหม่กัน แถมยังมอบรถดับเพลิงคันใหม่ที่ใช้ในการถ่ายทำไว้ให้กับชาวเมืองด้วย ทุกวันนี้ชาวเมืองยังเก็บรถดับเพลิงคันนี้ไว้เป็นที่ระลึกจากกองถ่าย

6.หนังปิดกล้องช้ากว่ากำหนดไปมาก จบที่ 95 วัน ด้วยปัญหาต่าง ๆ จากที่เล่ามา บวกกับมีการถ่ายทำเพิ่มเพื่อเล่าปูมหลังในวัยเด็กของโจ และการเก็บภาพเผื่อไว้เป็นสองเท่าเพื่อไปเป็นวัตถุดิบในการทำสเปเชียลเอฟเฟกต์ ทำให้งบบานจากเดิมที่ 70 ล้านเหรียญ พุ่งไปถึง 92 ล้านเหรียญ แต่ผลตอบรับเมื่อหนังออกฉายก็น่าพอใจอย่างมาก ด้วยตัวเลข 242 ล้านเหรียญในสหรัฐฯ ในปีนั้น เป็นรองแค่ Independence Day ที่กวาดไป 817 ล้านเหรียญ

ปก DVD หลากหลายเวอร์ชันของ Twister

7.และจุดที่น่าจดจำมากสำหรับหนัง Twister ก็คือ นี่คือหนังเรื่องแรกที่ออกจำหน่ายในรูปแบบแผ่น DVD เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1997 เป็นจุดเปลี่ยนจากที่เคยออกจำหน่ายในรูปแบบวิดีโอ VHS

สภาพของ โรงหนัง ออนทาริโอ ไดรฟ์ อิน หลังโดนพายุถล่ม ก่อนฉายหนัง Twister

8.กลายเป็นตำนานเล่าขาน เมื่อโรงหนัง ออนทาริโอ ไดรฟ์ อิน โดนพายุทอร์นาโดถล่มในปี 1996 แค่ 1 ชั่วโมงก่อนหน้าที่จะเปิดฉาย Twister

มาฟังเสียงอูฐร้องกัน

9.ไอเดียการสร้างเสียงประกอบที่แปลกประหลาดมาก ลองกลับไปดูอีกรอบแล้วตั้งใจฟังเสียงท้องฟ้าคำราม และเสียงลม เสียงนี้ไม่ใช่เสียงธรรมชาติจริง แต่เป็นการใช้เสียงอูฐร้อง เอามาเล่นถอยหลังแล้วเล่นให้ช้าลง คิดได้ไงนะ

คำโปรยเวอร์ชันสุดท้ายใช้คำว่า The Dark Side Of Nature

10.เกือบจะใช้ข้อความโฆษณาว่า “It Sucks” แล้ว เป็นไอเดียของผู้อำนวยการสร้าง Sucks ในที่นี่คือ “การดูดกลืนของพายุหมุน” แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำแสลงแปลว่า “ห่วย” แต่เมื่อผ่านที่ประชุมแล้วลงมติว่า การใช้คำนี้น่าจะเป็นการเปิดช่องให้นักวิจารณ์เอาคำนี้มาโจมตีหนังเราเองได้ ก็เลยเปลี่ยนเป็นคำว่า “the dark side of nature” ด้านมืดของธรรมชาติ

มีเกร็ดน่าสนใจอีก 10 เรื่องในหน้าถัดไปครับ