The Jungle Book 1 คำถาม 4 ตัวเลือก ว่าทำไมเราถึงควรดูเมาคลีล่าสัตว์?

ว่ากันตามตรง หนังเรื่องนี้ควรโดนปรามาสไว้ตั้งแต่ต้นว่า งานยากและเป๋เอาง่ายๆ ด้วยว่าตัวหนังสือนั้นดังมาก และทำเป็นหนังทั้งอนิเมชั่นและคนแสดงมาไม่รู้กี่เวอร์ชั่นแล้วนับตั้งแต่ปี 1967

ยิ่งในประเทศที่เรียนลูกเสือกันอย่างเข้มข้นแบบบ้านเราที่ฟังเรื่องราวมาจนทะลุปรุกระดาษด้วยแล้ว นี่ไม่นับว่าเรายังโรลเพลย์เป็นวูลฟ์แพ็กต่อหน้าอากีล่าในสมัยประถมกันมาแล้วแทบทุกคนด้วย คำถามคือ แล้วเราจะไปดูอะไรในหนังที่เรารู้เรื่องดีอยู่แล้วนี้ล่ะ?

หนังเวอร์ชั่นแรกปี 1967 ปีหน้าก็ครบ 50 ปีแล้ว นี่รีเมคกันมากี่เวอร์ชั่นไม่ทราบได้แล้ว
หนังเวอร์ชั่นแรกปี 1967 ปีหน้าก็ครบ 50 ปีแล้ว นี่รีเมคกันมากี่เวอร์ชั่นไม่ทราบได้แล้ว

อ่ะให้ชอยส์ช่วยคิดดังนี้

ข้อ ก.)

เพราะผู้กำกับคือ Jon Favreau ผู้กำกับไออนแมน1 -2 ผู้สร้างความนิยมให้ฮีโร่ที่ไม่เคยโด่งดังพอจะเป็นหนัง ทำให้ป๋าดาวนีย์กลับมาดังระเบิด แถมก่อให้เกิดเวฟแรกในการมาถึงของ MCU จนเราได้ดูหนังมาร์เวลกันแทบทุกปีจนถึงบัดนี้ ดังนั้นเชื่อมือเถอะว่างานที่เขาตั้งใจสร้างเอง ถึงจะเป็นงานรีเมคเรื่องคร่ำครึนี้ก็ต้องไม่ธรรมดาล่ะ

ข้อ ก. เพราะผู้กำกับเทพ
ข้อ ก. เพราะผู้กำกับเทพ

นี่ยังได้ร่วมงานกับมือดีที่คัดมาได้เทพทั้งนั้นอย่างคนให้เสียงพากย์แต่ละคนนี่ Bill Murray งี้ Ben Kingsley งี้ Idris Elba งี้ Lupita Nyong’o งี้ Scarlett Johansson งี้ Christopher Walken งี้ โหแค่ชื่อก็นึกว่านี่หนังล่ารางวัลแล้วนะเนี่ย 555 อ่อดนตรีสุดบิ้วที่เด่นเอามากๆในเรื่องยังได้ John Debney คอมโพสเซอร์ที่มีเครดิตหนังฮอลลีวู้ดล่อเข้าไป 180 กว่าเรื่องแถมเป็นขาประจำให้หนังดิสนีย์อีกต่างหาก แค่ชื่อทีมงานก็รับประกันไปหลายโยชน์ละ

ทีมงานก็เทพ
ทีมงานก็เทพ

ข้อ ข.)

เอฟเฟกๆๆๆ เอฟเฟก เท่านั้น!! ใครติดตามมาตั้งแต่ปล่อยคลิปแรก ทีเซอร์แรก ใบปิดแรก เทรลเลอร์แรก ก็ต้องบอกว่าเฮ้ยงานวิช่วลเรื่องนี้ไม่ธรรมดานะ งามงดหมดจดจริงจัง ยิ่งกระแสนักวิจารณ์เมืองนอกนี่มีแต่พูดถึงความโคตรเจ๋งของเอฟเฟกที่ทำให้เชื่อว่าสัตว์พวกนี้มีชีวิตจริง ป่าที่วิ่งเล่นนี่ก็มีอยู่จริงๆ ถึงขนาดว่าเปิดเรื่องมาคนนั่งข้างๆผม ต้องงงว่านี่ภาพจริงหรือซีจี แล้วพอทราบว่าโลเกชั่นทั้งหมดและสัตว์ในเรื่องทั้งหมดใช้คอมสร้างล้วนๆนี่ โหผมนี่ซึ้งน้ำตาไหลเลย เป็นหนังอีกเรื่องที่คิดว่าซื้อแผ่นมาดูกับจอดีๆก็กำซาบรสชาติอุลตร้าเฮชดีคุ้มค่าทุกพิกเซลจริงๆ

ข้อ ข. ดูความงดงามนั้นสิ
ข้อ ข. ดูความงดงามนั้นสิ

แล้วก็นับถือในการแสดงของดาราน้องใหม่อย่าง Neel Sethi เลย น้องแกเป็นคนจริงๆคนเดียวในเรื่อง แถมเด็กขนาดนี้ต้องจินตนาการคนแปะตัวเซ็นเซอร์จุดๆว่าเป็นสัตว์ป่า จินตนาการเซ็ตเขียวๆว่าเป็นป่าและแม่น้ำ แกก็ทำได้น่าเชื่อแถมยิ่งดูน้องแกยิ่งหล่อขึ้นๆน่ารักขึ้นๆอีก โอย ชอบ

ฉากซาบซึ้งกับคนใส่ชุดโมชั่นแคปเจอร์ก็ผ่านนะ น้องแกเด็ดจริง
ฉากซาบซึ้งกับคนใส่ชุดโมชั่นแคปเจอร์ก็ผ่านนะ น้องแกเด็ดจริง

ข้อ ค.)

เนื้อเรื่องสิฟระ เนื้อเรื่องแบบที่รู้ๆกันอยู่แล้วนี่ล่ะ แต่แบบว่าเล่าได้โคตรสนุก รู้เรื่องอยู่แล้วยังสนุก ได้มือเขียนบทไม่คุ้นชื่ออย่าง Justin Marks (แต่ผลงานในมือก็น่าสนใจอย่างบทหนัง Top Gun 2 ของทอมครุยส์ที่เขาได้รับความไว้วางใจปลุกปั้นอยู่ขณะนี้) มาเรียบเรียงดัดแปลงจากหนัง The Jungle Book: Mowgli’s Story (1998) เวอร์ชั่น 1998 ผสมกับนิยายต้นฉบับของ Rudyard Kipling ได้แบบลื่นไหลอารมณ์บิ้วอัพต่อเนื่อง และดูสมเหตุสมผลมากๆ ขยายกิมมิคเรื่องดอกไม้แดงของมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม เกริ่นมาแต่แรกๆเป็นตัวที่ทำให้เราเห็น ลำดับขั้นและวิธีคิดเรื่องอำนาจ ตลอดจนกรอบ กฏและ ความเป็นธรรมชาติ ได้อย่างตรงเป้าและสนุ๊กสนุก หลายๆ ฉากมีความเป็นปรัชญาด้วยซ้ำอย่างฉากของโขลงช้างเดินมานี่โหน้ำตาจะไหลมันทั้งงามทั้งรู้สึกเคารพความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเอามากๆ

ดอกไม้แดง (ไฟ) จัดเป็นตัวเอกของเรื่องที่สิงสถิตอยู่ทั้งเรื่องจริงๆ แถมมีความเป็นปรัชญาในตัวเองสูงมากด้วย
ดอกไม้แดง (ไฟ) จัดเป็นตัวเอกของเรื่องที่สิงสถิตอยู่ทั้งเรื่องจริงๆ แถมมีความเป็นปรัชญาในตัวเองสูงมากด้วย

นอกจากนี้คาแรกเตอร์ต่างๆก็แบ่งบทกันไปแบบไม่ซ้ำทางกันเลย เอาไปวิเคราะห์ได้เป็นหน้าๆเหมือนกัน ทั้งตัวแทนด้านมืดของธรรมชาติที่จะเอาคืนมนุษย์ ตัวแทนด้านสว่างของธรรมชาติที่เป็นผู้ให้ ตัวแทนของกฏเกณฑ์ ตัวแทนของการยืดหยุ่น ตัวแทนของความลุ่มหลง ตัวแทนของความโลภ ตัวแทนของความกล้าหาญ โอยยย ดีงามนะ เด็กดูก็สนุก ผู้ใหญ่ดูก็ได้คิดแบบเบาๆ

อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่ดุโหดเหี้ยมกว่าเดิม แถมยังเป็นตัวแทนของธรรมชาติในด้ารดาร์คไซด์ซะด้วย
อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่ดูโหดเหี้ยมกว่าเดิม แถมยังเป็นตัวแทนของธรรมชาติในด้านดาร์คไซด์ได้สมราคาซะด้วย

เลือกไม่ถูกขอบอกว่าหนังเรื่องนี้ควรไปดูเพราะ ข้อ ง.) ถูกทุกข้อที่กล่าวมา ครับ! เยี่ยมเลย!