อย่างกับหนัง Taken ป้าวัย 56 ตามล่า 10 ทรชน ล้างแค้นให้ลูกสาวตัวเอง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังจำความมันของ Taken กันได้ดี หนังแอ็กชันที่ทำให้ เลียม นีสัน กลายมาเป็นพระเอกนักบู๊เอาเมื่อวัย 56 ปี เมื่ออดีตมือสังหาร CIA ต้องเลือดขึ้นหน้าเมื่อลูกสาวสุดที่รักโดนแก๊งมาเฟียลักพาตัวไป ทำให้เกิดวลีที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้จากคำพูดของไบรอัน มิลล์ พระเอกของเรื่องประกาศตามล้างตามเช็ดวายร้ายทุกตัว

“ฉันไม่รู้ว่าแกเป็นใคร ฉันไม่รู้ว่าแกต้องการอะไร ฉันจะตามล่าพวกแก ฉันจะหาพวกแกให้เจอ แล้วฆ่าพวกแกซะ”

ในวันนี้ก็มีเรื่องราวในชีวิตจริงที่คล้าย ๆ กับพล็อตหนัง Taken อย่างที่เกริ่นมา แต่มันจะรู้สึกประหลาดใจน้อยกว่านี้มาก ถ้าผู้ที่ออกตามล่าวายร้ายเหล่านี้ไม่ใช่คุณป้าวัย 56 ปี ซึ่งเป็นแม่บ้านธรรมดาไม่ได้มีทักษะการต่อสู้ หรือเป็นอดีต CIA อย่างในหนังเลย

รู้จักกับเมือง ซาน เฟอร์นานโด

เมืองซาน เฟอร์นานโด ภาพจาก The New York Times

ต้องขออธิบายถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่น่าอยู่เอาเสียเลยของชาวเม็กซิโกให้ได้รับทราบกันก่อน เม็กซิโกเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้อำนาจมืดของแก๊งมาเฟียมาตั้งแต่ยุค 80s ผู้คนต่างเกรงกลัวบารมีของแก๊งมาเฟียที่สามารถจับผู้คนไปทรมานหรือฆ่าปิดปากก็ได้ ธุรกิจหลักของบรรดาแก๊งเหล่านี้คือการค้ายาและส่งยาไปยังสหรัฐฯ ยังมีธุรกิจลักลอบส่งคนเข้าสหรัฐฯ อีกด้วย ธุรกิจย่อยก็เช่นการเก็บค่าคุ้มครองจากชุมชน ทำไมแก๊งมาเฟียถึงได้มีอำนาจมากมายเพียงนี้ เพราะพวกมันมีเส้นสายไปถึงระดับนักการเมืองและรัฐบาล นั่นแปลว่าบรรดาแก๊งมีอำนาจครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศ

ทั้งประเทศเม็กซิโก มีด้วยกัน 4 แก๊งใหญ่ แบ่งพื้นที่การปกครองกันอย่างเด่นชัด (เขียนเองยังสับสนเลย นี่เรื่องจริงหรือนิยายเนี่ย) แก๊ง Sinaloa ปกครองพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือ แก๊ง The Jalisco New Generation (CJNG) ปกครองพื้นที่ฝั่งตะวันตก ส่วนแก๊ง The Gulf Cartel และแก๊ง The Los Zetas แบ่งพื้นที่กันทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านมาจนทุกวันนี้ ชีวิตผู้คนในเม็กซิโกก็ยังคงอยู่ภายใต้เงามืดของบรรดาแก๊งมาเฟียเหล่านี้ แล้วแต่ว่าชีวิตใครจะดวงซวยวันไหนก็ตกเป็นเหยื่อของบรรดาแก๊งมาเฟียเหล่านี้

เรื่องราวที่กลายเป็นตำนานของคุณป้ามิเรียม โรดริเกซ นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2014 เป็นปีแห่งความมืดมนของเมืองซาน เฟอร์นานโด เพราะเมืองอยู่ในพื้นที่ที่แก๊ง The Gulf Cartel และแก๊ง the Los Zetas กำลังแย่งชิงอาณาเขตปกครองกันอยู่ บรรดาชาวแก๊งห้ำหั่นเอาชีวิตกันไม่เว้นแต่ละวัน ภาพศพชาวแก๊งเกลื่อนถนนกลายเป็นภาพปกติที่ผู้คนเห็นกันชินตา ถ้าวันไหนตายน้อยกว่า 20 คน สื่อก็ไม่สนใจจะทำข่าวแล้ว สงครามชาวแก๊งสร้างความเดือดร้อนให้กับชีวิตความป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก ร้านรวงต้องปิดทำการเก็บตัวกันเงียบเพื่อป้องกันร้านเสียหายและเลี่ยงการโดนลูกหลง ส่วนที่เลวร้ายสุดแล้วมาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเล่าก็คือ หนึ่งในวิธีการสุดเลวร้ายของแก๊งมาเฟียที่ใช้หาทุนสำรองมาทำสงครามก็คือจับชาวบ้านมาเรียกค่าไถ่

ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่

ร้าน Rodeo Boots ของป้ามิเรียม ภาพจาก The New York Times

ในวันที่ 23 มกราคม 2014 ก็เป็นวันซวยที่สุดของครอบครัวโรดริเกซ คุณป้ามิเรียม วัย 56 เธอเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเพื่อเปิดร้านขายเสื้อผ้าและอุปกรณ์คาวบอย ชื่อว่า Rodeo Boots คาเร็น ลูกสาวคนเล็กวัย 20 ปี รับหน้าที่ดูแลร้านนี้ทุกวันหลังเลิกเรียน เพราะมิเรียมผู้เป็นแม่ต้องหารายได้เพิ่มด้วยการไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กในเท็กซัส ส่วนลุยส์พี่ชายคนโตทนกับสภาพเลวร้ายของเมืองซาน เฟอร์นานโด ไม่ไหว ย้ายไปอยู่เมืองอื่นแล้ว ในเย็นวันนั้นขณะที่คาเร็นขับรถพิกอัปของเธอมุ่งหน้ามาที่ร้าน ก็มีรถพิกอัป 2 คันขับมาขนาบข้างซ้ายขวา มีชายฉกรรจ์ลงมาจากรถจ่อปืนเข้าหาเธอ แล้วเบียดตัวขึ้นมาอยู่บนรถกับเธอด้วย พวกมันบังคับให้เธอขับรถมาที่บ้านของเธอเอง เมื่อเข้ามาในบ้านได้ พวกมันก็มัดแล้วปิดปากเธอซะ ให้เธอนอนคว่ำลงกับพื้น ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดว่าพวกแก๊งพาเธอมาที่บ้านเพื่อจุดประสงค์อะไร แต่ระหว่างที่ทุกคนอยู่ในบ้านนั้น ลุงของคาเร็นก็มาเคาะประตูบ้าน กลายเป็นวันซวยของคุณลุงที่ต้องกลายเป็นเหยื่ออีกราย พวกมันจับเขามามัดอีกรายแล้วทั้งหมดก็พากันขึ้นรถขับออกจากบ้านไป ไม่นานจากนั้นแก๊งมาเฟียก็ปล่อยตัวลุงออกมา แต่เก็บตัวคาเร็นไว้

แก๊งที่ลักพาตัวคาเร็นไปก็คือ the Los Zetas ซึ่งเป้าหมายก็คือเงินเพียงอย่างเดียวที่จะเอาไปเป็นทุนในการทำสงครามระหว่างแก๊ง ซึ่งแก๊งก็ไม่รอช้า ติดต่อหาป้ามิเรียมทันทีขอเงินค่าไถ่ตัวคาเร็น ไม่ได้เปิดเผยจำนวนแต่ทางครอบครัวซึ่งไม่ได้ร่ำรวยก็ต้องไปกู้เงินธนาคารมามอบให้กับแก๊ง พ่อของคาเร็นเอาเงินใส่ถุงไปวางไว้ยังจุดที่แก๊งมาเฟียระบุ แล้วก็ไปรอยังจุดนัดหมายอีกแห่งที่แก๊งมาเฟียบอกว่าจะเอาตัวคาเร็นมาส่ง แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีใครโผล่มา ทางครอบครัวจึงรู้ตัวแล้วว่าโดนหลอก การโทรเรียกเงินค่าไถ่ยังตามมาอีกหลายครั้ง 2000 เหรียญบ้าง บางครั้งก็แค่ 500 เหรียญ ทางครอบครัวก็หาเงินไปมอบให้ทุกครั้ง แม้รู้ว่าสุดท้ายก็โดนหลอกอีกอยู่ดี

ร้าน El Junior ที่ป้ามิเรียมนัดเจอกับซามา ภาพจาก The New York Times

แต่ป้ามิเรียมก็ไม่ได้ถอดใจ ยังคงเสาะหาวิธีที่จะพาตัวคาเร็นกลับมาให้ได้ เธอติดต่อหาสมาชิกแก๊ง the Los Zetas รายหนึ่งที่อยู่ละแวกบ้าน ป้าเองก็รู้สึกประหลาดใจพอควรเมื่อมาเฟียรายนี้ตกลงว่าจะมาพบป้าตามนัดหมายที่ร้านอาหาร El Junior เมื่อมาเฟียรายนี้ปรากฏตัว ป้ามิเรียมก็ออกปากอ้อนวอนเขาทันทีให้ช่วยปล่อยตัวคาเร็น แรกทีเดียวมาเฟียผู้นี้ให้ข้อมูลว่าคาเร็นไม่อยู่กับแก๊ง the Los Zetas แต่สันดานมาเฟียก็ไม่ทิ้งลาย เขาอาสาว่าจะช่วยตามหาคาเร็นให้ ถ้าป้ามิเรียมจ่ายค่าจ้างให้เขา 2,000 เหรียญ ซึ่งป้าก็ตกลงทันที ระหว่างที่สนทนา มีเสียงเรียกเข้าผ่านวิทยุสื่อสารของมาเฟียคนนี้อยู่หลายครั้ง ซึ่งป้ามิเรียมก็แอบเงี่ยหูฟัง ทำให้รู้ว่ามาเฟียคนนี้ชื่อว่า “ซามา” และเขาคือจุดเริ่มต้นเกมไล่ล่าของป้ามิเรียม

เป็นไปตามคาด หลังจากป้ามิเรียมจ่ายเงินค่าจ้างให้กับซามาไป ผ่านไปสัปดาห์เดียวก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้แล้ว แต่ทางแก๊งมาเฟียยังคงติดต่อมาเรียกเงินค่าไถ่อีก บอกว่า

“ครั้งนี้ขออีกแค่ 500 เหรียญ”

ป้ามิเรียมคาดว่าครั้งนี้ก็คงโดนหลอกอีกเช่นเคย แต่ก็ยังจ่ายเงินไปตามที่ขอมา ทุกครั้งที่แก๊งติดต่อมาเรียกเงินค่าไถ่ ก็มักจะมีข่าวความคืบหน้ากับตัวเหยื่อมาบอกเสมอ อ้างว่าเหยื่อยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็สัญญาว่าจะปล่อยเหยื่อ เหมือนกับการต่อความหวังให้กับบรรดาญาติอยู่เสมอ

เริ่มภารกิจตามล่า

จากวิบากกรรมของครอบครัวขยายให้เกิดความบาดหมางระหว่างป้ามิเรียมกับสามี ส่งผลทั้งคู่ต้องแยกกันอยู่ ป้ามิเรียมออกจากบ้านมาอาศัยอยู่กับอซาเลียลูกสาวคนโต หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ แก๊งมาเฟียก็ยังคงติดต่อมาเรียกเงินค่าไถ่อีก ซึ่งป้ามิเรียมก็จ่ายไป แล้วเธอก็ตัดสินใจว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะยอมเชื่อคำจากแก๊งมาเฟีย หลังจ่ายเงินค่าไถ่ครั้งสุดท้ายไปได้ 1 สัปดาห์ เช้าวันหนึ่งป้ามิเรียมเดินมาเปรยกับอซาเลียว่า เธอทำใจแล้วล่ะว่าคาเร็นไม่น่าจะมีชีวิตอยู่แล้ว จากนี้เธอจะออกตามหาไอ้พวกแก๊งมาเฟียที่ลักพาตัวคาเร็นไป จะไม่หยุดจนกว่าจะเจอไอ้ตัวคนที่เอาตัวคาเร็นไป เธอจะตามหาพวกมันทีละคนไปจนกว่าพวกมันหรือเธอจะตายไปก่อนกัน อซาเลียก็ได้แต่ปลอบแม่ให้ใจเย็นลง แต่เธอก็ยอมรับว่าหลังจากวันนั้นเธอสังเกตได้ว่า…แม่ดูเปลี่ยนไป

บริเวณสี่แยก ที่คาเร็นโดนลักพาตัวไป ภาพจาก The New York Times

กระบวนการตามล่าของป้ามิเรียมเริ่มจากการสอบถามรายละเอียดจากคุณลุงที่โดนจับไปพร้อมคาเร็น เธอให้ลุงเล่าทุกอย่างเท่าที่จำได้เพื่อเป็นเบาะแสในการสืบสาวราวเรื่องต่อไป ข้อมูลที่ได้จากลุงส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งจากการสืบค้นผ่านอินเทอร์เน็ต ป้ามิเรียมเริ่มจากเฟซบุ๊กของคาเร็น และขยายกว้างออกไปเรื่อย ๆ เธอกลายเป็นนักสืบแห่งโลกออนไลน์ไปแล้ว เบาะแสแรกที่เธอเจอคือภาพหนึ่งบนเฟซบุ๊กของใครสักคนที่แท็กชื่อ “ซามา” เธอจำเขาได้ทันที เพราะเคยเจอตัวจริงมาแล้ว ที่ยืนแนบข้างดูสนิทสนมกับซามา คือหญิงวัยรุ่นที่ใส่เครื่องแบบพนักงานร้านไอศกรีมยี่ห้อหนึ่ง อยู่ในเมือง Ciudad Victoria ห่างจากบ้านของป้ามิเรียมออกไปราว 2 ชั่วโมง

แม้ไม่รู้ว่าจะได้เบาะแสอะไรจากหญิงคนนี้หรือไม่ แต่ป้ามิเรียมไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ป้าก็เลยไปวนเวียนแถว ๆ ร้านไอศกรีมนี้ จนเจอหญิงเป้าหมายรายนี้ป้าเฝ้าสังเกตจนรู้เวลาทำงานของเธอ หลังจากเฝ้าแถวร้านอยู่เป็นสัปดาห์ ซามาก็ปรากฏตัวออกมา ป้ามิเรียมรอจนหญิงเป้าหมายเลิกงานแล้วทั้งคู่ก็เดินทางกลับบ้าน เข้าทางป้ามิเรียมแล้วสิ ป้าแอบย่องตามไปจนรู้ว่าบ้านของทั้งคู่อยู่ที่ไหน ป้าไม่รอช้าจดบันทึกที่อยู่ลงสมุดไว้

แผนการขั้นต่อไป ป้าต้องได้ข้อมูลจากสองคนนี้มากกว่านี้ จากนี้ป้าเริ่มสวมวิญญาณสาวแกร่งอย่างที่เราเห็นในหนังแอ็กชันไปแล้ว ป้าตัดผม ย้อมผมสีแดงจนไม่เหลือเค้าเดิม เพราะว่าป้ามิเรียมเคยนั่งคุยกับซามามาแล้ว ป้าต้องแปลงโฉมให้ซามาจำไม่ได้ ป้าไปรื้อเอาเครื่องแบบเก่าสมัยที่เคยทำงานกระทรวงสาธารณสุขมาใส่ และบัตรพนักงานที่เธอยังเก็บไว้ก็มีประโยชน์ในวันนี้ คุณป้ามิเรียมในชุดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกเดินถนนพร้อมกับเอกสารปลอม ๆ ทำทีว่ามาสำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับบริการสาธารณสุข เธอสัมภาษณ์ข้อมูลจากบรรดาเพื่อนบ้านซามาไปทีละหลัง แล้วก็แอบถามถึงข้อมูลของซามาซึ่งเธอนำมาปะติดปะต่อกันก็ได้รายละเอียดมาพอสมควร

ป้ามิเรียม โรดริเกซ หลังจากย้อมผมแดง

เมื่อคิดว่าได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงพอ เธอก็นำข้อมูลนั้นไปแจ้งความกับหน่วยงานของรัฐทั้งระดับท้องถิ่น และระดับรัฐ แต่กลายเป็นว่าไม่มีใครสนใจเรื่องราวร้องทุกข์ของเธอ แต่ก็ยังดีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งเห็นใจคุณป้ามิเรียม เข้ามาพูดคุยกับเธอและเสนอตัวว่าจะช่วยเป็นธุระให้

“เมื่อเธอหยิบแฟ้มทั้งหมดมาวางบนโต๊ะ ทำเอาผมตกใจมาก ไม่เคยเห็นใครรวบรวมอะไรได้ละเอียดยิบขนาดนี้มาก่อนเลย ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ที่คุณป้ารวบรวมมาด้วยตัวเองคนเดียว มันช่างเหลือเชื่อมาก”
เจ้าหน้าที่ตำรวจใจดีกล่าวถึงป้ามิเรียม แต่เขาขอสงวนชื่อไม่เปิดเผยกับสื่อ
“ป้าแกไปติดต่อกับหน่วยงานในทุกระดับชั้นเลย แต่พวกเขาก็ไม่แยแสป้า แถมยังปิดประตูใส่อีกด้วย การที่ผมมาช่วยป้านั้นก็นับว่าเป็นเกียรติต่ออาชีพของผมมาก”

แล้วตำรวจใจดีก็ช่วยป้ามิเรียมได้จริง เขาวิ่งเต้นให้จนทางการออกหมายจับ “ซามา” แต่เจ้าซามาก็ช่างเป็นนกรู้ ไหวตัวทันหนีออกนอกเมืองไปเสียก่อน ทำเอาป้ามิเรียมฉุนขาด แต่ป้าก็ไม่ถอดใจสาบานว่าจะพยายามตามตัวไอ้ซามาให้จงได้ ป้ามิเรียมแอบถ่ายรูปซามาไว้เยอะมาก เธอโพสต์รูปของซามาและสมาชิกแก๊งรายอื่น ๆ ที่ต้องสงสัยลงโซเชียลเต็มไปหมด เผื่อว่าใครพบเห็นแล้วจะได้แจ้งเบาะแส

ซามา

ภาพของ ซามา ที่ป้ามิเรียมเก็บไว้ในข้อมูลสืบค้น ภาพจาก The New York Times

แล้วก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญมาก ในวันที่ 15 กันยายน 2014 เป็นวันชาติของเม็กซิโก ชาวเม็กซิกันออกมาเฉลิมฉลองกันบนถนน ลุยส์ลูกชายคนโตของป้ามิเรียมเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ในเมือง Ciudad Victoria เย็นวันนั้นเขากำลังจะปิดร้านเพื่อไปร่วมงานเฉลิมฉลอง แต่เขามีลูกค้ารายสุดท้ายอยู่ในร้านกำลังเลือกดูหมวก แล้วลุยส์ก็รู้สึกเอะใจกับลูกค้ารายนี้ เขาแอบพินิจพิจารณาดูอีกครั้งแล้วก็มั่นใจว่ามันคือ “ซามา” นั่นเอง ลุยส์แอบโทรบอกแม่ แล้วก็รีบตาซามาไป ตอนนั้นเขาโทรแจ้งตำรวจไว้ด้วย แต่เขาก็ต้องสะกดรอยตามไปซามาไปด้วยเพื่อไม่ให้คลาดสายตา ในที่สุดตำรวจก็มารวบตัวซามาได้ทันที่พลาซ่าใจกลางเมือง ซามางอแงเป็นเด็ก ๆ ไปเลย ตอนที่โดนตำรวจรวบตัวได้ เขาทั้งถีบขาทั้งกรีดร้อง โวยวายว่าตำรวจทำกับเขาแบบนี้ได้ไง เขาเป็นโรคหัวใจนะ

ระหว่างที่โดนสอบปากคำ ซามาก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกมาก เขายอมเผยชื่อและที่อยู่ของคนที่น่าจะรู้รายละเอียดในการลักพาตัวคาเร็น นายคนนี้ก็คือ คริสเตียน โฮเซ ซาปาตา กอนซาเลซ เป็นเด็กหนุ่มอายุแค่ 18 ปี ซึ่งรอบนี้ตำรวจก็ไม่รอช้า พอได้ชื่อและที่อยู่ก็ตามไปรวบตัวมาได้ทันที

เจ้าหนูคริสเตียนตัวสั่นงันงกมากระหว่างที่โดนสอบปากคำ ป้ามิเรียมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในการสอบปากคำ แต่เธอนั่งรอผลอยู่หน้าห้อง คริสเตียนเริ่มงอแงเป็นเด็ก
“ผมหิวแล้วนะครับ”

เสียงเรียกร้องของคริสเตียนได้ยินไปถึงป้ามิเรียม แม้ว่าไอ้หนูนี่จะเป็นผู้ต้องสงสัยในการหายตัวไปของคาเร็น แต่ป้ามิเรียมก็ยังมีความสงสารเอ็นดูต่อคริสเตียน เธอไปซื้อไก่ทอดกับโค้กกระป๋องมาให้คริสเตียนกิน สร้างความฉงนให้กับเจ้าหน้าที่ว่าป้าจะไปใจดีกับมันทำไม ป้าก็ตอบกลับตำรวจทันที
“ยังไงเค้าก็ยังเป็นเด็กอยู่ มันไม่เกี่ยวหรอกว่าเขาเคยไปทำอะไรมา แล้วฉันก็ยังมีความเป็นแม่คนอยู่ด้วย”

ความเมตตาที่ป้ามิเรียมมีต่อคริสเตียนไม่เสียเปล่าเลย เจ้าหนูซาบซึ้งที่ป้าดีต่อเขา ก็เลยเผยข้อมูลทุกอย่างออกมา
“ผมจะพาพวกคุณไปที่ไร่ มันเป็นที่ที่ชาวแก๊งใช้ฆ่าคนที่พวกเขาจับตัวมาได้ แล้วก็ฝังพวกเขาอยู่ที่นั่นล่ะ”

(อ่านต่อหน้า 2 เลย)