จับตาสถานการณ์ค่าไฟฟ้าในปี 2026 หลังกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอมาตรการปรับโครงสร้างค่าไฟครั้งสำคัญ เพื่อลดภาระค่าครองชีพตามแนวนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสการปรับขึ้นค่าไฟฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะเริ่มในเดือนพฤษภาคมนี้
มาตรการ “ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท” สำหรับผู้ใช้ไฟน้อย
ข่าวที่หลายคนติดตามกันมาตลอดเดือนมีนาคม 2026 เพื่อรอข้อสรุปการปรับขึ้นค่าไฟหลังเปิดสูตรปรับค่าไฟออกมา 3 สูตร ซึ่ง BT beartai ได้รายงานไปแล้วก่อนหน้านี้ ล่าสุด 1 เมษายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2026 ซึ่งตัวเลขขยับจาก 3.88 บาท ขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย *คิดจากค่าฐานไฟฟ้า 3.78 บาท/หน่วย ค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) 16.23 สตางค์/หน่วย
การปรับขึ้นในรอบนี้จะใช้กลไก Claw Back หรือการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินมาช่วยบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม แนวทางเดิมที่จะนำรายได้ของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย – กฟผ., การไฟฟ้านครหลวง – กฟน., และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค – กฟภ.) มาชดเชยนั้นถูกยกเลิกไป

เนื่องจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมองว่าจะเป็นการขัดขวางการพัฒนา Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งจำเป็นมากในการรองรับพลังงานสะอาดและระบบโซลาร์เซลล์ในอนาคต
สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเลือกตั้งได้ชูนโยบายลดค่าไฟ “ค่าไฟต่ำ 3 บาท” ที่ประชาชนจะจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก โดยมีรายละเอียดดังนี้
- กลุ่มผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 ยูนิต จะได้รับสิทธิค่าไฟในอัตราพิเศษ “ต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย” ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 14 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
- กลุ่มผู้ใช้ไฟเกิน 200 ยูนิต ส่วนที่เกินจาก 200 ยูนิตเป็นต้นไป จะถูกคิดในอัตราปกติที่ 3.95 บาทตามประกาศของ กกพ.
มาตรการนี้คาดว่าจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ทันรอบบิลเดือน มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป
ติดโซลาร์เซลล์คุ้มกว่า ทางเลือกที่สร้างความยั่งยืนทางพลังงาน
สำหรับกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูงกว่า 200 ยูนิต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแนะทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยรัฐบาลเตรียมปลดล็อกอุปสรรคสำคัญ ดังนี้ การปรับลดระยะเวลาการขออนุญาตติดตั้งจากเดิมที่ต้องรอนานนับปี ให้จบภายใน 1 เดือน โดยมี กฟน. และ กฟภ. เป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยความสะดวก พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนเสมือนเป็นโรงไฟฟ้า หากผลิตไฟได้เกินความต้องการ สามารถขายคืนให้รัฐได้ในอัตราประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นเรตที่สูงกว่าโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ และเนื่องจากต้นทุนการติดตั้งยังสูง รัฐบาลเตรียมจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการติดตั้งได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่

พร้อมย้ำว่าผู้ที่ใช้ไฟมากกว่า 200 ยูนิตต้องเร่งติดโซลาร์เซลล์ ทั้งนี้เนื่องจากราคาการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีต้นทุนที่สูงมาก มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 78,000 – 120,000 บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเผยว่า หากไม่มีเงินก้อน จะจัดหาเงินกู้ที่ดอกเบี้ยถูกให้กับประชาชน เนื่องจากมองว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์คุ้มกว่าหากต้องจ่ายค่าไฟที่เกิน 200 ยูนิตมา สรุปแบบภาษาชาวบ้านคือติดโซลาร์เซลล์ประหยัดชัวร์ แต่ต้องกำเงินแสนแลกคุ้มทุนระยะยาว
“เทียบกับเงินที่ต้องผ่อนจ่ายเนี่ย อย่างน้อยสุดเซฟไปเกือบมากกว่าครึ่งครับ สมมติว่าถ้าค่าไฟ 3,000 คุณต้องผ่อนจ่าย เหลือประมาณ 1,500 – 1,600 คุณติดโซลาร์เซลล์ 5 กิโลวัตต์ ผลิตได้เดือนหนึ่งประมาณ 700 – 800 หน่วยนะครับ คูณ 4 บาทไปก็คุณต้องเสียค่าไฟสมมติ 3,000 กว่าบาท 4,000 บาทเนี่ย เอามาผ่อนจ่ายโซลาร์ 10 ปีคืนทุนเนี่ย ใช้เงินประมาณ 1,500 เอง เซฟไปพอสมควรเลย แล้วหลังจาก 10 ปีก็คราวนี้ใช้ฟรีเลยนะครับ”
มาตรการลดอัตราค่าไฟในครั้งนี้ถือเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ไฟน้อยเป็นลำดับแรก ในขณะที่สนับสนุนให้กลุ่มผู้ใช้ไฟมากหันมาใช้พลังงานสะอาด โดยรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้ปลดล็อกข้อกฎหมายที่เคยเป็นข้อจำกัดและสนับสนุนแหล่งเงินทุน ซึ่งหากทำสำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าครองชีพได้จริง แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาวได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐจะสนับสนุนในด้านแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำแล้ว แต่การจะติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้นใช้เงินก้อนใหญ่ที่ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ บางคนไม่ได้เพิ่งกู้แค่ครั้งนี้ครั้งแรกหรือครั้งเดียว หลายชีวิตต้องก้มหน้าทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่อจ่ายหนี้รายเดือน บางคนวันชนวันด้วยซ้ำ คำถามสำคัญที่ตามมาอาจไม่ใช่ความคุ้มค่าของการจ่ายค่าไฟ แต่หลายคนต้องเลือกปากท้องมากกว่าทางเลือกประหยัดค่าไฟและนี่แหละที่สิ่งที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกยากจะแก้ไข ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาแก้ไขและเยียวยาต่อไป ไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะขับเคลื่อนนโยบายอื่น ๆ ให้สำเร็จได้ หากยังติดหล่มข้อนี้อยู่













