Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เจมาร์ทลุยตลาด Cryptocurrency เปิดระดมทุน JFin Coin อย่างเป็นทางการ

สำหรับกลุ่มเจมาร์ท ก็เป็นอีก 1 กลุ่มบริษัทใหญ่ที่เติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้เขาก็ได้ประกาศกลยุทธปี 2561 ในชื่อ “The Power of Synergy Chapter III” พร้อมตั้งเป้ากลุ่มธุรกิจปีนี้เติบโตขึ้น 30% โดย Jaymart Mobile เตรียมขยายเพิ่มอีก 75 สาขา พร้อมเปิดตัว Jaymart Digital Store รายแรกในประเทศไทยผ่านเว็บไซต์ www.jaymartstore.com พร้อมประกาศระดมทุน ICO (Initial Coin Offering) เงิน Cryptocurrency ของตัวเองในชื่อ JFin Coin ตอบรับ Digital Transformation

คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ “The Power of Synergy Chapter III” ในปี 2561 นี้มีทิศทางที่ชัดเจน พร้อมวางงบลงทุนรวมกว่า 19,520 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว

Jaymart Mobile

เจมาร์ทโมบาย เผยถึงแนวโน้มตลาดมือถือว่ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งมีการทยอยออกมือถือรุ่นใหม่มาเอาใจผู้บริโภค คาดว่าปีนี้ตลาดรวมมือถือจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 120,000 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ผ่านมา เจมาร์ท โมบายสามารถจำหน่ายมือถือได้รวมกว่า 1.2 ล้านเครื่อง

ซึ่ง Jaymart ในปีนี้ก็ได้มีการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาเพิ่มอีก 75 สาขา ซึ่งรวมจากเดิม 225 สาขาเป็น 300 สาขาภายในสิ้นปี 2017 นี้โดยเผยสาขาใหม่ล่าสุด Jaymart Digital Store ร้านแรกในไทยที่นำเอาเทคโนโลยี AI เข้ามาให้บริการลูกค้าอีกด้วย

เปิดตัวระบบร้านค้าออนไลน์ Jaymart Digital Store สำหรับผู้ชอบซื้อของผ่านบัตรออนไลน์ ส่งตรงถึงบ้านได้ และยังมีระบบ Omni Channel ถ้าสาขาไหนไม่มีของ สามารถสั่งซื้อสินค้าเพื่อรับที่บ้านก็สามารถทำได้

และในส่วนของ Ecosystem ของ Jaymart ใหม่นั้น เขาตั้งใจทำให้ร้านกลายเป็น one-stop Service อย่างเต็มรูปแบบไปตั้งแต่การซื้อเครื่อง – ซ่อม/เปลี่ยน – ไปจนถึงรับซื้อเครื่องเก่าในราคาพิเศษ จบในที่เดียว

Jas Assest

ตั้งเป้ารายได้เติบโต 30% ตาปี 2017 โดยมีแผนพัฒนาธุรกิจแนวคิดของ Jas Assest คืออยากสร้างให้เก้าอี้มีขาเยอะ ๆ ถ้าขาไหนหัก ก็จะยังมีขาที่รองรับได้ต่อ วางงบลงทุนไว้จำนวน 720 ล้านบาท จากแผนพัฒนาธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าศูนย์โทรศัพท์มือถือ ภายใต้ชื่อ “IT JUNCTION” โดยสิ้นปี 2560 มีจำนวน 52 สาขา และตั้งเป้าในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 8 สาขา รวมถึงธุรกิจศูนย์การค้าชุมชนภายใต้ชื่อ The Jas ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ The Jas วังหิน , The Jas  รามอินทรา ที่มีการรีโนเวทใหม่ในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ และ Jas Urban ศรีนครินทร์ เป็นสาขาล่าสุดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในปีนี้ยังเตรียมออกแอพพลิเคชั่น J Smile เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าของศูนย์การค้าอีกด้วย

สำหรับโปรเจคคอนโด Newera โครงการแรกตั้งเป้ารับรู้รายได้ในปลายปี 2561 และเตรียมศึกษาโครงการต่อเนื่องเพื่อสร้าง Backlog ให้เติบโตในอนาคต ส่วนธุรกิจกาแฟแบรนด์ คาซ่า ลาแปง ที่เข้าไปลงทุนในปีที่ผ่านมา พร้อมเสริมด้วยแบรนด์ย่อย Rabb Coffee เน้นตลาดแฟรนไซส์สำหรับ  ผู้ที่สนใจทำธุรกิจกาแฟที่มีแบรนด์มาตรฐาน พร้อมมีผู้ให้สินเชื่อสำหรับประกอบธุรกิจทั้ง เจ ฟินเทค และเอสจี แคปปิตอล พร้อมแผนตั้ง Barista Academy ผลิตบาริสต้าเข้าสู่ร้านกาแฟในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 นี้ โดยมีแผนขยายสาขาทั้ง คาซ่า ลาแปง และ Rabb Coffee รวม 250 สาขาภายใน 3 ปีนี้

Jfintech

แผนธุรกิจของ Jfintech พร้อมรุกธุรกิจการเงินด้วยเทคโนโลยี Fintech ผ่าน Digital Transformation ตั้งแต่เรื่องของการใช้ App Jmoney ขอสินเชื่อผ่านแอปฯ ได้ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 70,000 ราย และในปี 2018 นี้ตั้งเป้ามีผู้ใช้งานกว่า 300,000 ราย พร้อมพัฒนา Option Lone Cashing & E-wallet ที่สามารถนำเงินไปจ่ายผ่านช่องทาง QR Code และมีระบบ Online Lending หรือการนำเอา Chatbot มาใช้งานในการยืนยันข้อมูลผู้สมัครแบบ Realtime สามารถสมัครได้ง่ายขึ้นมาก ลูกค้าจะสามารถรับทราบผลได้ภายใน 15 นาทีเท่านั้น ตั้งเป้าในปี 2019 จะเข้าตลาดหุ้นโดยเปลี่ยนชื่อเป็น Real Fintech

Jventures เตรียมเปิดให้ระดมทุนด้วยดิจิทัล โทเคน “JFin” Coin เป็นครั้งแรกของประเทศ

บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC บริษัทย่อยภายใต้กลุ่มเจมาร์ท ประกาศระดมทุนครั้งแรกด้วยดิจิทัล โทเคน (Initial Coin Offering : ICO) ในชื่อ “JFin” จำนวน 100 ล้านเหรียญ เหรียญละ 0.20 ดอลลาร์สหรัฐฯ เตรียมเปิดขายรอบ Presale 14 – 28 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ และเสนอขายครั้งแรก (ICO) ในวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2561 โดยระดมทุนครั้งนี้เพื่อนำมาพัฒนาระบบซอฟท์แวร์ทางด้านการ  ปล่อยสินเชื่อด้วยเทคโนโลยี Blockchain เพื่อสนับสนุนธุรกิจสินเชื่อของเจ ฟินเทค ให้ตอกย้ำการเป็นผู้นำทางด้านฟินเทคของประเทศตัวจริงเสียงจริง

นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (JVC)บริษัทย่อยในกลุ่มบริษัท เจมาร์ท ประกาศนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เข้ามาสร้างโอกาสธุรกิจสินเชื่อภายในกลุ่มบริษัทเจมาร์ท โดยประกาศแผนระดมทุนผ่านดิจิทัล โทเคน เป็นครั้งแรกต่อประชาชน โดยจำนวน JFin Coin จะมีทั้งสิ้น 300,000,000 เหรียญ แต่ะจะนำมาทำ Initial Coin Offering หรือ ICO ก่อนจำนวน 100 ล้านเหรียญ ที่หน่วยละ 0.20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะได้รับเงินระดมทุนได้ประมาณ 660 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่ต้องการลงชื่อเพื่อรับเหรียญเพิ่มอีก 10% สามารถสแกนผ่าน QR Code นี้ได้เลยจ้า สิ้นสุดเที่ยงคืนวันที่ 16 มกราคมนี้เท่านั้น

วัตถุประสงค์ของการระดมทุน

นำไปพัฒนาระบบ Digital Lending Platform หรือระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลให้กับบริษัท เจ ฟินเทค ทั้งนี้ ภายใต้ระบบสินเชื่อดังกล่าวบริษัทได้นำเอาเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ ซึ่งประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain คือ เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และไม่ต้องอาศัยคนกลางในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศที่นำเอาการระดมทุนผ่าน ICO และ Blockchain นั้นได้เชื่อมโยงภาคธุรกิจจริงๆ

ซึ่ง JVC ก็มองว่าธุรกิจสินเชื่อในกลุ่มบริษัท เจมาร์ท จะเติบโตได้อีกมาก ด้วยการมี Ecosystem ที่รองรับการเติบโตของธุรกิจและฐานข้อมูลลูกค้า และช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย การนำเอา Blockchain เข้ามาใช้เพื่อรุกธุรกิจสินเชื่อเป็นรายแรกของประเทศจะยิ่งสร้างการเติบโตในธุรกิจสินเชื่อได้ โดยบริษัทมีแผนจะเสนอขาย รอบ Presale ระหว่างวันที่ 14 – 28 กุมภาพันธ์ 2561 จะได้รับ On Top ไปอีก 5% ในกรณีที่ซื้อภายในวันนี้ และเสนอขายครั้งแรกต่อสาธารณชนทั่วโลก วันที่ 1 – 31 มีนาคม 2561 ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้จัดทำ White Paper หรือเอกสารแสดงข้อมูลสำหรับการระดมทุนใกล้เสร็จสิ้นแล้ว และจะนำเผยแพร่ต่อผู้ที่สนใจผ่านเว็บไซต์ www.jfincoin.io ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเสนอขาย “JFin” Coin ต่อผู้ที่สนใจลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ การระดมทุนผ่านดิจิทัล โทเคน เป็นเรื่องใหม่สำหรับ  ประเทศไทย บริษัทมีความตั้งใจที่จะสร้างให้เทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ได้จริงในอนาคต โดยได้ศึกษาหลักเกณฑ์  ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง หารือกับหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันหลักเกณฑ์อยู่ระหว่างการพิจารณาของทางการ โดยบริษัทอยากให้ผู้ที่สนใจลงทุนได้ศึกษาข้อมูลที่อยู่ใน White Paper ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

นานาชาติแพน-เอเชีย เปิดห้อง “Makerspace Room” มุ่งเน้นเสริมความรู้ไอทีให้นักเรียน

Published

on

โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เปิดห้องนวัตกรรมการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Makerspace Room) มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเครื่องมือสำหรับนักเรียน MYP ARTS, การออกแบบ, วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียน

ประโยชน์ของ Makerspace Room

ห้อง Makerspace Room เป็นพื้นที่ทำงานภายในโรงเรียนที่การเรียนรู้แบบดั้งเดิมตรงตามการใช้งานจริง เราเริ่มจากทฤษฎีไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำงานที่สร้างขึ้นสำหรับนักเรียนและครู เน้นการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความอยากรู้ อยากเห็น ให้เริ่มต้นกับทฤษฎีและการใช้งานในเวลาที่รวดเร็วที่สุด

ภายในห้อง Makerspace Room นี้ประกอบไปด้วย

  • หลอดเลเซอร์ CO2 สำหรับตัดและแกะสลักไม้และอะคริลิค
  • มีบอร์ดเครื่องมือซึ่งคุณสามารถรับวัสดุได้ทันที
  • นอกจากนี้ยังมีเครื่องพิมพ์ 3D ซึ่งสามารถตอบสนองทุกดีไซน์ โดยใช้เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์, เส้นใย ABS, เส้นใยปลา, เส้นใยไม้หรือเส้นใย PET ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์การออกแบบใด ๆ สามารถพิมพ์และส่งเป็นชุดคำสั่งในภาษาเครื่อง (G-code) เพื่อให้เครื่องพิมพ์ดำเนินการได้
  • อีกเครื่องในห้องคือเครื่องขัดไม้และอะครีลิคและเครื่องกลึงไม้ เครื่องเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่พิมพ์เสร็จแล้ว

This slideshow requires JavaScript.

นักเรียนจะเข้าใจแนวคิดและการใช้งานของมันได้ง่าย และ สนับสนุนให้นักเรียนได้รับความคิดใหม่ ๆ ด้วยความช่วยเหลือของ Makerspace พื้นที่ห้องเรียนนี้จะช่วยให้นักเรียนค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่และด้านความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาที่ถูกระงับไว้เนื่องจากการเรียนรู้รูปแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังจะลดเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีเนื่องจากวัสดุพร้อมใช้งาน ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม นักเรียนสามารถเห็นภาพและประสบการณ์การแก้ไขปัญหาที่กำหนด พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้นและค้นพบสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้

ห้องนี้เตรียมไว้เพื่อให้นักเรียนของ โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เตรียมพร้อมเพื่อให้นักเรียนสร้างอาชีพได้ เขียนโปรแกรมได้ บริหารงานด้วยการใช้เทคโนโลยี ให้เรียนรู้ และลงมือทำ เพื่อให้เห็นก้าวทันโลกเทคโนโลยี มีหลักสูตรพร้อมรองรับอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี การเขียนโปรแกรม และไอที

เด็กทุกคนสามารถเข้าใช้งานห้อง Makerspace Room ได้ พร้อมด้วยอาจารย์คอยให้คำแนะนำ ซึ่งต้องการให้นักเรียนมีความรู้ด้านไอทีตั้งแต่อายุยังน้อย ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย มีห้อง Makerspace Room 1 ห้อง แต่ในอนาคตจะเพิ่มจำนวนห้อง และจะขยายให้กว้างกว่านี้ เพิ่มอุปกรณ์การเรียนรู้ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้นักเรียนได้ไปแสดงความรู้ความสามารถ ไปแข่งขันข้างนอกโรงเรียน

ที่โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เน้นหลักสูตรที่พัฒนาให้เด็กมีความสามรถ โดยหลักสูตรนานาชาติ แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นไทย ปัจจุบันมีนักเรียน 400 คนในโรงเรียน มีตั้งแต่อนุบาลไปจนถึง grade 12

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

FameLab Thailand 2019 ศึกการแข่งขันเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย ปีที่ 4

Published

on

บริติช เคานซิล ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มทรู สวทช. สวทน. อพวช. เดอะ สแตนดาร์ด และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “FameLab Thailand 2019” การแข่งขันนำเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์บนเวทีระดับโลก ปีที่ ในประเทศไทย เพื่อร่วมค้นหาสุดยอดนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขัน ณ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 3-9 มิถุนายน 2562พร้อมเชิญ FameLab Ambassadors ตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ เจนเนอเรชั่น นำโดย ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ.นพ.วรศักดิ์  โชติเลอศักดิ์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และผู้ได้รับทุน Newton Fund และ เฌอปราง อารีย์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแชร์มุมมองถึงความสำคัญของ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศ

จากซ้าย: เฌอปราง อารีย์กุล (เฌอปราง BNK48), ศ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, คุณแอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย, ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงาน ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ศ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ทักษะ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคลากรที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ ต้องมีความสามารถในการสื่อสารให้บุคคลทั่วไปเห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์แต่ละสาขา และบทบาทที่ต่างกันในการขับเคลื่อนประเทศ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้บุคคลทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในฐานะตัวแปรสำคัญ   ในการพัฒนาสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจประเทศ โดยโครงการ FameLab ทำหน้าที่สำคัญในการเชื่อมบุคลากรในแวดวงวิทยาศาสตร์ เข้ากับคนทั่วไปในสังคม ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงง่าย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และในเรื่องการผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

คุณแอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า FameLab คือ เวทีการแข่งขันนำเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์ ให้สนุก และเข้าใจง่ายภายใน นาที ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เพื่อค้นหาตัวแทนไปร่วมแข่งขันในงานเทศกาลวิทยาศาสตร์ระดับโลก (Cheltenham Science Festival) ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่ง FameLab Thailand 2019 เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ บริติช เคานซิล ร่วมมือกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรู คอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตรอีกมากมาย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ในฐานะหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมส่งวิดีโอบอกเล่าวิทยาศาสตร์ใน นาที ผ่านทางเว็บไซต์ www.britishcouncil.or.th/famelab ได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 มีนาคม 2562 และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาผู้ชนะในประเทศไทย จะถูกจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยตัวแทนของประเทศไทยจะได้เข้าร่วมแข่งขันบนเวทีระดับโลก  “Cheltenham Science Festival” ในวันที่ 3 – มิถุนายน 2562 ณ สหราชอาณาจักร

ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงาน ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อสารโทรคมนาคม กลุ่มทรูเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสาร ที่จะสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคม และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการแบ่งปันองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ได้เข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว เวที FameLab เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำเสนอ การสื่อสารวิทยาศาสตร์” ให้คนรับรู้ว่าวิทยาศาสตร์   ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเสมอไป ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ทาง ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ FameLab ซึ่งถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับพันธกิจของกลุ่มทรู ที่มุ่งมั่นสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ผ่านทุกช่องทางการสื่อสาร โดยจะนำศักยภาพด้านการสื่อสารของกลุ่มทรู สนับสนุนการประชาสัมพันธ์โครงการให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ผ่านช่องรายการ ของทรูวิชั่นส์ / True4You / TNN 24 / True ปลูกปัญญา รวมถึง Social Media ของกลุ่มทรู นอกจากนี้ จะทำการถ่ายทอดสดการแข่งขัน FameLab รอบชิงชนะเลิศผ่านช่องทรูปลูกปัญญา ซึ่งเป็นช่องรายการยอดนิยมสำหรับเยาวชนและคนในวงการการศึกษาทั่วประเทศอีกด้วย

สัมภาษณ์ Brand Ambassador 3 คน 3 Generation

เฌอปราง อารีย์กุล (เฌอปราง BNK48) ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สนใจและศึกษาวิทยาศาสตร์ กล่าวในฐานะ FameLab Ambassador ว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรือ Science communicationเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปได้เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ทำให้ได้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว เพราะวิทยาศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่อธิบายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะสำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีที่กำลังศึกษาอยู่ปัจจุบัน เพราะต้องเล่าเรื่องราวที่ได้ค้นคว้า นำมาเรียบเรียง ย่อยข้อมูล และนำเสนอข้อมูลให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์มาก่อน ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้คนที่รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์ไกลตัว กลับมาให้ความสนใจมากขึ้นด้วย โดยเวที FameLab ถือเป็นเวทีที่ท้าทายสำหรับผู้ที่มีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ทุกคน ได้เข้ามาทดสอบความสามารถด้านการสื่อสาร และ FameLab ยังถือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความสนใจในวิทยาศาสตร์เหมือนกัน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกด้วย
ด้าน ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็ได้กล่าวถึงกิจกรรม FameLab Thailand 2019 นี้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเชื่อมั่นว่า วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องจำกัดในเรื่องอายุ ใครที่ชอบในการเรียนรู้ ก็สามารถเข้าใจมันได้
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ก็ได้พูดถึงประสบการณ์ เคล็ดลับว่า ต้องเชื่อว่าการสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราสามารถถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ต่อยอดเจริญก้าวหน้าไปได้ ถ้าเราสามารถสื่อสารถ่ายทอดสิ่งสำคัญไปให้รุ่นถัดไปได้ รุ่นถัดไปก็จะสามารถต่อยอดได้อย่างรวดเร็วและพัฒนาโลกได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมส่งวิดีโอบอกเล่าวิทยาศาสตร์ใน นาที ผ่านทางเว็บไซต์ www.britishcouncil.or.th/famelab ได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 มีนาคม 2562 โดยการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาผู้ชนะในประเทศไทย จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัวลำโพงรุ่นใหม่ “BeoSound EDGE” จาก BANG & OLUFSEN ชูดีไซน์สุดหรูพร้อมเทคโนโลยีเด่นจัดเต็ม!

Published

on

อาร์ทีบีฯ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Gadget พร้อมรุกผนึกกำลังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท เอชดับบลิว เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้าและดำเนินการร้าน Bang & Olufsen เปิดตัวนวัตกรรมลำโพงตั้งพื้น/แขวนผนังระดับพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุด “BeoSound EDGE” โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ B&O ด้วยดีไซน์ใหม่ในรูปทรงเหรียญปอนด์ โดดเด่นอย่างมีสไตล์ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำมากมายที่พัฒนาขึ้นสำหรับลำโพงโดยเฉพาะเป็นครั้งแรก ทั้ง Active Bass Port และระบบเสียงรอบทิศทาง ที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์คอเพลงยุคใหม่โดยเฉพาะ

BeoSound EDGE

BeoSound EDGE เป็นลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยม ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลง มาพร้อมกับแนวคิดการดีไซน์จากนักออกแบบชื่อดัง MICHAEL ANASTASSIADES ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากเหรียญหนึ่งปอนด์ของประเทศอังกฤษ ผสานเข้ากับเทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟังเพลงทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง และการใช้งานที่ง่ายดายและสนุกสนานยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี Active Bass Port ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Bang & Olufsen ที่เป็นระบบเพิ่ม – ลด เสียงเบสตามความดังของเพลง การทำงานคล้ายกับสปอยเลอร์ของรถสปอร์ต ที่เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น และต้องการเบสมาก ก็จะเปิดตัวพอร์ทนี้เพื่อให้ความดังเบสออกมารองรับอย่างเหมาะสม ในขณะที่เมื่อเพลงเบาลง ก็จะสามารถปิดเพื่อไม่ให้เสียงเบสมีมากเกินจนกลบย่านกลางและสูง เหลือเพียงเสียงใส สะอาด ตามฉบับ B&O ได้เหมือนเดิม นอกจากนั้น BeoSound Edge ยังมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา มาพร้อมกับ Woofer 200 วัตต์สองตัว, Midrange 100 วัตต์สองตัว, และ Tweeter 100 อีกสองตัว ช่วยให้การขับเสียงเบสได้อย่างทรงพลังยิ่งขึ้น

โดยสามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Bluetooth รวมไปถึงเชื่อมต่อผ่านแอปฯ BANG & Olufsen ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือจะเชื่อมต่อแบบ Streaming AirPlay และ Chromecast ก็ทำได้อย่างสะดวกสบายเช่นกัน โดยวางจำหน่ายในราคา 139,000 บาท ซึ่งเป็นราคามาตราฐานที่เท่ากันทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมี Gadget สุดล้ำต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของ B&O ไม่ว่าจะเป็น Bang & Olufsen BeoVision Eclipse OLED TV ที่สามารถหมุนได้ 360 องศาก็ล้ำไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างสองบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน จะทำให้กลยุทธ์ในการขยายตลาดของแบรนด์ B&O ประสบความสำเร็จ และทั้งสองตั้งเป้าไว้ว่า จะเพิ่มยอดขายโดยรวมให้ได้ 200% ในปี 2020

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!