Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว Redmi Note 6 Pro สมาร์ทโฟนสเปคสุดคุ้ม ราคา 6,990 บาท

เสี่ยวหมี่ (Xiaomi) เปิดตัวสมาร์ทโฟน Redmi Note6 อย่างเป็นทางการในไทย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 6,990 บาท กับคุณภาพที่อัดแน่นเกินราคา ทั้งการทำงานที่รวดเร็ว ฟีเจอร์กล้องคู่หน้า แบตเตอรี่อึดจุใจ และหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น โดย Redmi Note 6 Pro มีจำหน่ายในสีดำ สีน้ำเงิน และสีโรสโกล์ด กับความจุ 4GB+64GB ในราคา 6,990 โดยจะวางขายครั้งแรกที่เว็บไซต์ลาซาด้า และงานมหกรรมโทรศัพท์มือถือ Thailand Mobile EXPO เวลา 12.30 น. วันที่ 27 กันยายน 2561

คุณจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยวหมี่, คุณเล่ย เต๋า ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดีมี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และ คุณอินทัช พงษ์เกษม ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์บริษัทเสียวหมี่ ประเทศไทย เปิดตัวสมาร์ทโฟน Redmi Note 6 มอบสุดยอดประสบการณ์เซลฟี่ พร้อมกับแบตเตอรี่สุดอึดใช้งานได้ยาวนาน ในราคาที่เอื้อมถึง

สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ถือเป็นความสำเร็จจากรุ่นที่ผ่านมา Redmi Note 6 Pro ที่ถูกอัพเกรตล่าสุดนี้เพื่อสนุกกับการสร้างสรรค์ภาพเซลฟี่ได้ในแบบต่างๆในระดับมืออาชีพมากขึ้น การเซลฟี่ทำงานร่วมกับ AI ฟีเจอร์และขุมพลังแบตเตอร์รี่ที่ยาวนานขึ้น Redmi Note 6 Pro จึงเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนทางเลือกในราคาที่เอื้อมถึงสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการเซลฟี่ ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำกิจกรรมอะไรจอห์น เฉิน
ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยวหมี่

สมาร์ทโฟนใหม่เสี่ยวหมี่ตอบโจทย์ผู้หลงไหลการเซลฟี่

Redmi Note 6 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการถ่ายภาพเซลฟ์ฟี่ ด้วยกล้องคู่ที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านหน้าและหลัง

กล้องคู่หน้าจะประกอบไปด้วย 20MP เซ็นเซอร์ และ ซุปเปอร์พิกเซล 1.8.μm ที่ผสาน 4 พิกเซลรวมเป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ กล้องคู่หลัง 12MP + 5MP ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI ที่ได้รับการอัพเกรต ในด้านการตรวจจับภาพพื้นหลัง ( AI scene detection), โหมดภาพถ่ายคน (AI portrait mode) และ การถ่ายภาพแบบเบลอ โดยผู้ใช้งานสามารถออกแบบรูปร่างหรือหมุนแสงโบเก้ (Bokeh) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยความคมชัดของพิกเซลถึง12MP ในกล้องคู่หลังที่มีเทคโนโลยีโฟกัสแบบ Dual Pixel ทำให้ภาพที่ได้ออกมามีความคมชัดระดับมือโปร ราวกับถ่ายโดยกล้อง DSLR แต่ให้ผลลัพท์ที่เร็วขึ้นในด้านความเร็วของระบบออโต้โฟกัส

ระบบสั่นและหน้าจอแสดงผล LCD

การแสดงผลแบบเต็มหน้าจอ Redmi Note 6 Pro ให้ภาพสวยงามไม่ว่าคุณจะกำลังดูวิดีโอหรือเล่นเกมก็ตาม หน้าจอขนาด 6.26 นิ้ว มีความละเอียดหน้าจอชัดระดับฟูลเอชดี ขนาด 2160×1080 พิกเซล ความสว่างสูงสุด 500-nit ในอัตรา1500: 1 หน้าจอ LCD ป้องกันรอยด้วยกระจก Corning Gorilla Glass ขอบโค้งมนแบบ 2.5D เพื่อความรู้สึกสบายขณะใช้งาน

การใช้งานที่รวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่

Redmi Note 6 Pro ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm® Snapdragon 636 SoC ขนาด 14nm ให้ประสบการณ์ใช้งานที่รวดเร็วไม่ว่าจะใช้ในการทำงานไฟล์ใหญ่หรือเล่นเกมส์ที่มีประสิทธิภาพสูง สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรม SoC’s Qualcomm® KryoTM 260 ด้วยความเร็ว 1.8GHz ที่หน่วยความเร็วสูงสุด และใช้จับคู่กับ the Qualcomm® AdrenoTM 509 GPU

แบตเตอรี่อึดจุใจใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

Redmi Note 6 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีความจุถึง 4,000 มิลลิแอมป์ สามารถใช้งานได้ยาวนานมากกว่า 1 วัน เพียงชาร์จแค่ 1 ครั้ง ด้วยแบตเตอรี่คุณภาพของ MIUI คุณไม่จำเป็นต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดในระหว่างวันหรือขัดจังหวะในการเซลฟี่

Redmi Note 6 Pro ยังมีขั้วต่อเสียงขนาด 3.5 มม การส่งสัญญาณแบบ IR และ การแสกนหน้าด้วยระบบ AI เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการมือถือ

พรีวิว Asus Zenfone Max Pro M2 และ Zenfone Max M2 เทพแห่งความคุ้มกลับมาแล้ว! พร้อมภาพตัวอย่าง

Published

on

หลังจากที่ Asus ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับ Asus Zenfone Max M1 รุ่นที่แล้ว ที่ทำมือถือรุ่นราคาสุดคุ้มให้มีแบตอึด และประสิทธิภาพดีพอที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันได้สบายๆ และวันนี้ก็มาถึงรุ่นต่อไปที่คลอดพร้อมกัน 2 รุ่นคือ

Zenfone Max M2 รุ่นน้องราคาสุดคุ้ม

  • Snapdragon 632 – 4 + 4 cores (1.8 GHz Kryo 250 Gold – Cortex-A73 derivative + 1.8 GHz Kryo 250 Silver – Cortex-A53 derivative) ซึ่งด้อยกว่า Zenfone Max M1 ในปีที่แล้วที่ใช้ Snapdragon 636
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล f/1.8 กล้องรอง 2 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ พร้อม EIS ลดการสั่นไหวด้วยอิเล็กทรอนิกส์
  • กล้องหน้า 8 ล้าน f/2.0
  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ให้ภาพ 88% ของพื้นที่หน้าจอ สัดส่วน 19:9 HD+ ความละเอียด 1520 x 720 พิกเซล
  • แบตเตอรี่ 4000 mAh ใช้งานได้ 2 วัน
  • RAM 4 GB
  • เสียงดังขึ้น 40% จากรุ่นแรก ให้เสียงเบสได้ดีขึ้นด้วย ด้วยลำโพงที่มีแม่เหล็ก 5 ชิ้น
  • ใช้ Pure Android 8.1 ไม่มีการปรับแต่งมากนัก
  • น้ำหนัก 160 กรัม ซึ่งเบากว่ามือถือ 4000 mAh ทั่วไป
  • ดีไซน์ฝาหลังเป็นโลหะ วางจำหน่าย 3 สีด้วยกัน ได้แก่ Midnight Black (ดำ), Space Blue (น้ำเงิน), และ Meteor Silver (เงิน)

ช่องทางการจัดจำหน่ายและราคาของ Zenfone Max M2

เครื่องสีเงินคือ Asus Zenfone Max M1 ส่วนเครื่องสีน้ำเงินทางขวาคือ Zenfone Max M2 จะเห็นว่าหน้าตาถอดแบบกันมาเลย

  • ราคา 5,990 บาท สำหรับรุ่นความจุ 64 GB จะวางจำหน่ายผ่านร้านค้าตัวแทนทั่วประเทศ ในราคา 5,990 บาท ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมเป็นต้นไป
  • และราคา 5,490 บาท สำหรับรุ่นความจุ 32 GB (ขายที่ Shopee เท่านั้น และช่วง Pre-order ระหว่างวันที่ 18-31 ธันวาคม 61 ใช้ Code ‘Asusm2’ รับส่วนลดเพิ่ม 500 บาท)

Zenfone Max Pro M2 สมาร์ทโฟนแบต 5,000 mAh ราคานิดเดียว

  • Snapdragon 660 พร้อม AI Engine (2 + 6 cores (2.0 GHz Kryo 360 Gold – Cortex-A75 derivative + 1.7 GHz Kryo 360 Silver – Cortex-A55 derivative))
  • GPU Adeno 512
  • หน่วยความจำ 64 GB
  • รองรับ MicroSD สูงสุด 2 TB
  • หน้าจอ 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280 x 1080 px) รองรับขอบเขตสี 94% ของ NTSC ความสว่างสูงสุด 450 nit, Contrast 1500:1
  • กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมแฟลชหน้า
  • กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 PDAF เซนเซอร์ Sony IMX486 ขนาดพิกเซล 1.25 μm (Micrometer) , กล้องรอง 5 ล้านพิกเซลเอาไว้วัดความชัด
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps พร้อมระบบกันสั่น EIS
  • ใช้ Pure Android 8.1 ไม่มีการปรับแต่งมากนัก และจะอัปเดทเป็น Android 9.0 ในช่วงเดือนมกราคม 62
  • ใส่ได้ 2 ซิมพร้อม MicroSD
  • ใช้แอม NXP ให้เสียงดัง เสียงไม่แตก ลำโพงที่มีแม่เหล็ก 5 ชิ้น
  • แบตเตอรี่ 5000 mAh ใช้งานได้ 2 วันชิวๆ ดูหนัง Netflix 15 ชั่วโมง
  • เป็นสมาร์ทโฟน 5000 mAh ที่เบาที่สุด น้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 175 กรัมเท่านั้นเอง
  • กระจก Gorilla Glass 6 ทนทานกว่าเดิม ซึ่งเป็น 6 รุ่นเดียวในระดับราคานี้
  • 2 สีด้วยกัน ได้แก่ Cosmic Titanium (สีเงิน) และ Midnight Blue (สีน้ำเงิน)

ราคาของ Asus Zenfone Max Pro M2

  • รุ่นท็อปมีแรม LPDDR4 6 GB ราคา 8,990 บาท
  • รุ่นธรรมดามีแรม LPDDR4 4 GB ราคา 6,990 บาท ขายที่ Shopee เท่านั้น (ผู้ที่สั่งจองในช่วง Pre-order ระหว่างวันที่ 18-31 ธันวาคม 61 ใช้ Code ‘Asusm2’ รับส่วนลด 500 บาท)

พรีวิว Asus Zenfone Max Pro M2 ก่อนวางขาย

ทีมงานแบไต๋ได้เครื่อง Zenfone Max Pro M2 มาลองใช้จริงก่อนวางขายนะครับ ซึ่งเรายังออกเป็นรีวิวฉบับเต็มไม่ได้เพราะซอฟต์แวร์ในเครื่องยังไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์ เลยยังไม่สามารถให้คะแนนได้ตอนนี้ แต่ก็สรุปการใช้งานออกมาได้ว่า

จุดที่ชอบใน Asus Zenfone Max Pro M2

  • เครื่องเบาและแบตอึดจริง ใช้จนหมดวันยังเหลือมากกว่า 50% ประทับใจมาก หวังว่า Firmware จริงออกมาจะอึดได้กว่านี้อีก
  • เสียงลำโพงดังมากและไม่แตก
  • คุณภาพหน้าจอดี สว่างสดใส
  • เครื่องไม่ใหญ่เกินไป ถือถนัดมือ
  • GPS แม่นยำ นำทางได้ดี
  • สแกนนิ้วมือทำงานได้รวดเร็ว
  • หน้าตาแบบ Pure Android ใช้แล้วไม่หน่วง

จุดที่ไม่ชอบใน Asus Zenfone Max Pro M2

  • ไม่รองรับ Wifi 5 GHz
  • ใช้พอร์ต MicroUSB ยังไม่ใช่ USB-C
  • ลำโพงมีตัวเดียว
  • หน้าตาแบบ Pure Android ปรับอะไรได้น้อย (แหม่ ช่างย้อนแย้งกับในข้อดี 555) หวังว่าเฟิร์มแวร์จริงจะปรับปุ่ม Navigation ด้านล่างได้

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Asus Zenfone Max Pro M2 (ยังไม่ใช่เฟิร์มแวร์ขายจริง)

ภาพกลางคืน

โหมด Portrait

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เอาจริงกันมากขึ้น เมื่อเว็บหนังเถื่อนดัง Movie2free ถูกจับแล้ว (แต่งงว่าทำไมเว็บยังเข้าได้)

Published

on

By

เว็บไซต์หนังเถื่อนชื่อดัง Movie2free ถูกจับแล้ว โดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.วิชัย สุวรรณประเสริฐ ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนายสุธีระ พึ่งธรรม รักษาการผอ. กสทช.ภาค 1 ได้แถลงการดำเนินการตรวจค้นดังกล่าว

โดยตรวจพบ Server ของ sakkarinsai8.com ซึ่งเป็น Host ให้เช่า ซึ่งใช้ในการเก็บเว็บ ‭‭Doo4k.tv‬‬, Movie2free, ‭‭bigapp.tv และตัว sakkarinsai8 เองก็เป็นเว็บให้บริการดูบอลฟรีแบบละเมิดลิขสิทธิ์

Movie2free เป็นเว็บหนังเถื่อนชื่อดังรายใหญ่ของไทย เปิดให้บริการดูฟรีโดยละเมิดลิขสิทธิ์ แต่แฝงโฆษณาผิดกฎหมายเช่น สื่อลามกอนาจาร เว็บพนัน

ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย ทำไมเราจะต้องให้เว็บปลิงๆ แบบนี้ได้เงินไปนะ ทั้งเว็บการพนัน และเว็บดูหนังเถื่อน แทนที่จะเป็นคนลงทุนทำหนังให้เราดู

‭‭Doo4k.tv นั้นมีการจำหน่ายกล่อง Android Box ที่นำเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาตจากทาง กสทช. และมีการบรรจุ App ดูรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมีการเก็บค่าบริการสมาชิกรายเดือน (ค่าดูเดือนละหลายร้อย ที่จ่ายให้ Netflix หรือ iflix ยังถูกกว่าเลย ซึ่ง Netflix ให้ภาพดีกว่าแน่นอน) และจ้างชาวพม่ารับโอนเงิน

โดยพบว่า บ้านเลขที่ 5/127 ซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 7 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. คือที่ตั้งของระบบรับสัญญาณและส่งต่อสัญญาณ Streaming

ซึ่งจากการสืบสวนพบว่าทีมงานเว็บดังกล่าว เป็นกลุ่มนักธุรกิจคนรุ่นใหม่จบปริญญาโท ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มารวมตัวกันทำผิดกฎหมาย และพบว่าในรอบ 2-3 ปีสามารถทำรายได้จากเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ถึง 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวได้ระบุว่าเว็บไซต์ Movie2free ถูกปิดไปแล้ว แต่ ณ ตอนที่เขียนนี้ยังสามารถเข้าถึงได้อยู่ ส่วน sakkarinsai8 กลายเป็นหน้า Error ของ Cloudflare ไปแล้ว จึงเป็นที่น่าสงสัยจากทางเว็บแบไต๋เองว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนี้

นอกจากนี้ยังพบผู้ให้บริการพนันออนไลน์แบบละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล โดยมีจุดประสงค์จงใจล่อให้อยากแทงพนันผลบอล โดยการจับกุมครั้งนี้เป็นตัวการรายใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงเจ้าของกิจการตัวจริง และในพื้นที่ จ.นนทบุรี และ จ.นครปฐม ยังมีบ้านพักที่เก็บสต็อกกล่อง Android Box อีกจำนวนมาก ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่าลักลอบนำเข้ามาหรือไม่

อ้างอิงข่าว: ข่าวสด

ดังนั้นจึงอยากสนับสนุนให้ผู้อ่านทุกท่านหันมาอุดหนุนเว็บ/App รวมถึง Hardware ถูกลิขสิทธิ์ นอกจากรายได้เข้าผู้สร้างสรรค์ผลงานแล้ว เดี๋ยวนี้ราคาไม่แพงมากด้วย ไม่มีโฆษณาผิดกฎหมายมากวนใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีมัลแวร์หรือแอบแฝงอะไรลงในเครื่องของเราอีกด้วย

ความรู้เพิ่มเติม: ปัจจุบัน กสทช. กำหนดให้ผู้ผลิตในประเทศ รวมถึงผู้นำเข้าและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตทุกประเภท ไม่ว่าจะ Android Box, IPTV Box, อุปกรณ์ลักษณะเดียวกับ Chromecast, Apple TV ต้องขออนุญาติจากทาง กสทช. หากไม่ได้รับอนุญาติจะมีความผิดตามกฎหมาย ส่วน App หรือ Content ที่ติดตั้งอยู่ในกล่องหากผิดลิขสิทธิ์ก็จะมีกฎหมายลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องอีก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

Forcepoint บริษัทรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ คาดการณ์ 7 ภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2019!

Published

on

“ไม่มีอะไรจะสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากไปกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่น” ประโยคเด็ดจากทาง Forccpoint ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (Human Centric Cyber Security)

ซึ่งนอกจากที่พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและภาครัฐในการรับมือภัยคุมคามบนไซเบอร์แล้ว การเผยข้อมูลคาดการณ์ความปลอดภัยบนไซเบอร์ด้วยชุดข้อมูลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นหน้าที่ใหม่ที่พวกเขาพยายามนำเสนอให้สังคมเฝ้าระวังภัยจากไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีล่าสุดอย่าง 2019 นี้ Forcepoint ก็ยังคงคาดการณ์ถึงภัยดังอีกครั้ง และสรุปออกมาเป็น “7 ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในปีนี้”

1.Winter of AI ยังคงอยู่?

Winter of AI คือนัยของการที่ปัญญาประดิษหรือ AI ถูกให้ความสำคัญลดลงทั้งในแง่ของเงินทุน และความสนใจนำมาประยุกต์ในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Forcepoint ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI มาควบคุมดูและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะโดยส่วนมากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็น Machine Learning ที่ยังคังใช้การป้อนข้อมูลหรือการนำทางในกระบวนการความคิดและตัดสินใจ ในขณะที่ AI ของจริง จะต้องหยั่งรู้ด้วยตัวเองได้ทุกกระบวนการ (คิดเอง, ลงมือเอง และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง)

ซึ่งในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยังคงมีความเป็นได้สูงที่อุตสาหกรรมทั้งหลายจะยังขลุกอยู่กับการลงทุนไปกับ Machine Learning หาใช่ AI ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายอาจใช้จุดนี้ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงว่าเทคโนโลยีของตน คือ AI และได้รับเงินลงทุนจากความเข้าใจผิดของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการจะอยู่ให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์

2. การเคลื่อนย้ายข้อมูลไปสู่ IoT โดยไม่หลงเหลือไว้ใน Edge Computing

เมื่อโลกในปัจจุบันได้ก้าวท้าวเข้าสู่เทคโนโลยี IoT หรือทุกสรรพสิ่งถูกสั่งการได้ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้น ทาง Forcepoint มีข้อกังวลบางอย่างจากการที่บริษัท องค์กร หรืออุตสาหกรรมรายใหญ่มากมาย ต่างฝากฝังชุดข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ไว้บน Cloud Storage (พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดยักษณ์ด้วยดิจิทัล) ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ที่ Edge Computing (อุปกรณ์ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูล อาทิ แผ่น CD, ฮาร์ดดิส ฯลฯ)

ซึ่งแม้ Cloud หรือเทคโนโลยี IoT อาจมีข้อดีเป็นความสะดวกรวดเร็วในการดึงข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ฯลฯ แต่ Attackers หรือเหล่าผู้ประสงค์ร้ายเองก็มีช่องทางในการจู่โจมข้อมูลที่ง่ายดายเพียงจุดเดียว ด้วยการแฝงมัลแวร์ผ่านการอัปเกรดซอฟแวร์ต่างๆ

3. ข้อมูลทางชีวภาพอาจไม่ปลอดภัยเท่าข้อมูลทางพฤติกรรม

การยืนยันด้วยไบโอเมทริกซ์ หรืออัตลักษณ์เฉพาะของผู้ใช้ อาจสร้างความอุ่นใจได้ในระดับสูง เนื่องจากการจะผ่านเข้าไปยังชุดข้อมูลหรือสิ่งที่มีมูลค่าในโลกดิจิทัลบางอย่าง จะมีเพียงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลนั้นๆ ในการปลดล็อคเท่านั้น (ม่านตา, ลายนิ้วมือ, ใบหน้า ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ จากข่าวคราวมากมาย ก็จะได้เห็นว่า ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ (การปลอมแปลงแอบพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าของเครื่อง ฯลฯ) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ต่างหันมาเชื่อมั่นในการยืนยันด้วยลักษณะทางพฤติกรรมหรือที่เรียกว่า Human Bahavior แทน

4. พนักงานกลายเป็นแพะรับบาปและต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพราะข้อมูลผู้บริโภคหลุดออกมา

ข้อมูลผู้บริโภคคือสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานทั้งหลายต่างต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เพราะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองฝ่าย แต่เมื่อข้อมูลของผู้บริโภคหลุดออกจากระบบด้วยความผิดพลาดของเทคโนโลยี ผู้ที่เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้ ก็คือเจ้าพนักงานนที่ดูแลในส่วนดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา ได้หลายกรณีที่พนักงานและผู้ว่าจ้างต่อจบลงด้วยการต่อสู้กันทางคดีในชั้นศาล

5. การปะทะกันของสงครามเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บนไซเบอร์

สงครามเย็นคือการต่อสู้กันด้วยชุดข้อมูล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของขั้วมหาอำนาจหลักสองฝั่ง (กลุ่มตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต) ที่ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่จะถึงนี้ สนามรบแห่งใหม่ที่ทั้งสองมีแนวโน้มจะไปต่อสู้กันคือบนไซเบอร์ ที่ทั้งคู่จะทำการเพิ่มความปลอดภัยด้านการบุกถึงชุดข้อมูลของตนเองมากยิ่งขึ้่น และให้ภัยร้ายด้วยการปล่อยข่าวสารปลอม เปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลองค์สำคัญ ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มที่จะถูกลูกหลงนั้นคือบรรดาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งหลายที่อาจก่อให้เกิดการถูกทำลายลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

6. การย้อนวิวัฒนาการกลับไปใช้ Edge Computing (การเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์)

ผู้บริโภคต่างเหนื่อยใจกับช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และเรื่องนี้นำไปสู่ผลก็คือองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวไว้ในบริการที่นำเสนอ อันเป็นการย้อนกลับไปใช้ Edge Computing ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ก็อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

7.  วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจทำให้เกิดความล้มเหลว

ความร่วมมือจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากปราศจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (due diligence) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพิจารณาโปรแกรมความปลอดภัยบนไซเบอร์ของคู่ค้าในการทำ due diligence และทั้งนี้ “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัย” จะชี้ให้เห็นถึงคู่ค้าที่มีศักยภาพว่ามีความปลอดภัยเพียงใดในการอนุญาติให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดการกับข้อมูล PII ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ได้ ซึ่งวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ จะมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดอันดับเรื่องดังกล่าว? และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?


โดยสรุปนั้น “ข้อมูล” ดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในอนาคตภายภาคหน้า เพราะมันสามารถสร้างข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงทางภาครัฐได้หากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ในขณะเดียวกัน หากตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้าย “ข้อมูล” ก็จะกลายเป็นภัยร้ายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขัดขวาง แซกแทรง และทำลายกลไกสำคัญในสังคมได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าในสรุปส่งท้ายของปี 2019 ทาง Forcepoint จะคาดการณ์สิ่งใดได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียง หรือผิดพลาดบ้าง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!