Connect with us

หลังจากที่สักพักใหญ่ ๆ Facebook ได้ประกาศว่าเร็ว ๆ นี้ จะมีการปล่อยฟีเจอร์ใหม่สำหรับการอัพโหลดภาพ 360 องศา Facebook 360 จากเดิมที่อัพโหลดได้แต่วีดีโอ 360 องศาเท่านั้น ถึงจะดูได้แบบ 360 องศา

ในที่สุดมันก็มาแล้ว!!! Facebook เตรียมปล่อยฟีเจอร์อัพโหลดรูปภาพแบบ 360 องศา

ล่าสุดวันนี้ Mark Zuckerberg ได้ออกมาประกาศว่า ฟีเจอร์การดูภาพแบบ 360 องศานั้น จะเปิดใช้งานได้แล้วทั่วโลก ซึ่งจะคล้าย ๆ กับฟีเจอร์วีดีโอ 360 องศาที่มีอยู่แล้ว คือสามารถหมุนไปดูได้รอบ ๆ ตัว และถ้าดูจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตต่าง ๆ นั้น ก็ยังสามารถพลิกไป – มา ราวกับว่าเราอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นจริง ๆ

360fb2

คลิกที่ภาพ เพื่อดูภาพ 360 องศาบน Facebook

และในการถ่ายภาพ 360 องศาเพื่อมาโพสนั้น สามารถถ่ายได้จากอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรือว่าจะเป็นพวกที่ผลิตมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Ricoh Theta S หรืออุปกรณ์ที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้ อย่าง Samsung Gear 360 หรือ LG 360 CAM ซึ่งถ้าจะถ่ายจากสมาร์ทโฟนนั้นอาจจะต้องถ่ายผ่านแอปต่าง ๆ และอาจจะลำบากในการถ่ายนิดนึง เพราะต้องเก็บรายละเอียดรอบตัว ต้องถ่ายประมาณ 40 – 50 ช็อต

ถ่ายด้วยกล้อง Ricoh Theta S

ถ่ายด้วยกล้อง Ricoh Theta S

ทางทีมงานได้ทดสอบอัพโหลดภาพ 360 องศาขึ้นไปบน Facebook แล้วพบว่าในขณะนี้(10 มิ.ย. 2559 – 1:37 น.) ภาพ 360 องศายังคงไม่สามารถดูได้จากบนสมาร์ทโฟน Android และอุปกรณ์ iDevice ซึ่งการอัพเดทแอป Facebook ครั้งต่อไป น่าจะเป็นการอัพเดทฟีเจอร์นี้ให้สามารถดูได้ในทั้งอุปกรณ์ Android และ iOS

360fb1

คลิกที่ภาพ เพื่อดูภาพ 360 องศาบน Facebook

ส่วนในตอนนี้ใครที่มีอุปกรณ์อยู่พร้อมถ่าย หรือ มีรูปอยู่ในคลังอยู่แล้ว ก็อย่าลืมรีบอัพโหลดขึ้น Facebook และมาแบ่งปันกันดูด้วยก็ได้นะ

อัพเดท: ในตอนนี้สามารถดูผ่าน iOS และ Android ได้แล้ว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว Sony a6400 กล้องระดับกลางที่โฟกัสตามจิกยิ่งกว่าเมีย

Published

on

กล้องดิจิตอลของ Sony นั้นขึ้นชื่อเรื่องระบบโฟกัสมาตลอดนะครับ ก็ตั้งแต่ Sony a6000 แล้วที่ระบบโฟกัสเร็วมาก ล่าสุดโซนี่ก็เปิดตัวกล้องระดับกลางตัวใหม่คือ Sony 6400 ที่เป็นรุ่นอัปเกรดของ Sony a6300 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2016 ครับ

จุดเด่นของ Sony a6400 คือโปรเซสเซอร์และระบบโฟกัสที่พัฒนาต่อจากโมดูลที่อยู่ใน Sony A9 กล้องตัวท็อปเรื่องความเร็วของโซนี่ ซึ่งแม้ Sony a6400 มีจุดโฟกัสแบบ phase-detection และแบบ Contrast-detection 425 จุดกระจายอยู่ทั่วเซนเซอร์รับภาพ (อยู่บนพื้นที่ 84% ของทั้งหมด) เท่ากับรุ่น a6300 เดิม แต่หน่วยประมวลผลที่เร็วขึ้นก็ทำให้โฟกัสดวงตาได้อย่างแม่นยำ (Real-time Eye AF) ซึ่งเมื่อติดตามดวงตาไม่ได้ก็จะติดตามใบหน้า และติดตามวัตถุต่อแทน (Real-time Tracking) ซึ่งเห็นผลมากในการถ่ายวิดีโอที่โฟกัสจะไม่หลุดจากวัตถุที่ต้องการไปง่ายๆ ซึ่งโซนี่เคลมว่าโฟกัสได้ไวภายใน 0.02 วินาที แถมในอนาคตยังจะมีอัปเกรดซอฟต์แวร์ในกล้องให้โฟกัสติดตามตาของสัตว์เลี้ยงได้ด้วย

นอกจากนี้ยังปรับปรุงจอด้านหลังให้เป็นจอสัมผัสและสามารถยกขึ้น 180 องศาสำหรับการถ่าย Selfie ได้ ซึ่งก็เป็นกล้องตระกูล a6000 รุ่นแรกที่ที่สามารถยกจอขึ้นถ่าย Selfie แบบนี้ได้ ทำให้ถูกใจสาย Vlog แน่นอน ที่จะยกกล้องมาถ่ายวิดีโอตัวเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีแต่ Sony a5100 ที่ยกจอหลังแบบนี้ได้ แต่ตัวนี้ไม่สามารถถ่าย 4K ได้ และเสียบไมค์ก็ไม่ได้ ทำให้จะใช้ก็ติดขัด

และยังปรับปรุงเรื่องคุณภาพภาพให้ดีขึ้น ขยายช่วง ISO เป็น 100 – 32,000 และบูสท์ได้ถึง ISO 102,800 (รุ่นเดิมได้ 100 – 25,600 และบูสท์ได้ 51,200) ปรับปรุงคุณภาพสีผิวให้ดีขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่น Timelapse ลงไปในกล้องด้วย (ใน a6500 ไม่มี Timelapse ส่วน a6300 ลงแอปเพิ่ม Timelapse ได้)

ส่วนสเปคที่ยังเหมือนรุ่น a6300 คือ ถ่ายรูปต่อเนื่องสูงสุดได้ 11 fps ถ่ายวิดีโอ 4K แบบใช้พื้นที่ทั้งเซนเซอร์ ไม่ได้ครอปบางส่วนของเซนเซอร์มาใช้ ขนาดและความละเอียดของหน้าจอหลังและ EVF เท่าเดิม แบตเตอรี่ตัวเดิม ดีไซน์กล้องคล้ายๆ เดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นก้อนใหญ่ขึ้นที่จุมากขึ้นครับ แต่ตามสเปกนั้นถ่ายได้ 410 ภาพต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สูงทึ่สุดในกลุ่ม a6500 และ a6300 แล้ว

แต่ Sony a6400 ก็ยังถือว่าเป็นกล้องระดับรองจาก a6500 ตัวท็อปในกลุ่มเซนเซอร์ขนาด APS-C จากโซนี่นะครับ โดย a6400 ยังไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้องเหมือน a6500 จะใช้ได้เพียงระบบป้องกันการสั่นไหวที่อยู่ในเลนส์เท่านั้น

ส่วนราคาเปิดตัวในต่างประเทศที่ $900 (~29,500 บาท) สำหรับบอดี้อย่างเดียว ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 16-50 mm f/3.5-5.6 อยู่ที่ $1000 (~32,500 บาท) ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 18-135 mm f/3.5-5.6 อยู่ที่ $1300 (42,500 บาท) ซึ่งเป็นราคาเปิดตัวที่ถูกกว่า Sony a6300 ครับ ก็รอลุ้นราคาไทยกันต่อไป

อ้างอิง DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว DJI OSMO Pocket กล้องจิ๋วพร้อมกันสั่นเทพคู่แข่ง GoPro

Published

on

DJI เจ้าแห่งโดรนและ Gimbal (ระบบกันสั่น) เปิดตัวกล้องจิ๋วน้องใหม่ในตระกูล OSMO อย่าง DJI OSMO Pocket ที่มีขนาดเล็กจนน่าตกใจ แต่มาพร้อม Gimbal 3 แกนที่ทำให้มั่นใจว่าแม้เราจะวิ่งถ่ายก็ยังได้ภาพที่ไม่สั่นไหวแน่นอน

DJI OSMO Pocket ใช้เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.3 นิ้ว f/2.0 ให้มุมภาพกว้าง 80 องศา (เทียบกับ GoPro Hero ให้มุมภาพกว้างสุด 149 องศา) ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K 60 fps ที่ 100 Mbps ซึ่งก็น่าจะให้คุณภาพดีพอสำหรับเอาไปตัดต่อได้สบายๆ และยังสามารถปรับตั้งค่าแบบ Manual ได้ทั้งรูรับแสง, ISO, ความเร็วชัตเตอร์ แถมถ่าย RAW และวิดีโอแบบ D-Cinelike ได้ด้วย ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้ 140 นาทีเมื่อถ่าย FullHD 30 fps และใช้เวลาชาร์จ 73 นาที

แน่นอนว่าเป็น DJI ก็ต้องมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพหลากหลายคือ

  • FPV หรือโหมดมุมมองบุคคลที่ 1 เอาไว้สร้างวิดีโอที่ลื่นไหลเหมือนมองจากตานักแสดงในฉากที่ตื่นเต้น
  • ActiveTrack แพนกล้องติดตามวัตถุอัตโนมัติ
  • 3×3 Panorama ถ่าย 9 ภาพเพื่อนำมาต่อเป็นภาพใหญ๋โดยอัตโนมัติ
  • Motionlapse ถ่ายวิดีโอ timelapse แบบเคลื่อนกล้องได้
  • Nightshot ใช้ gimbal เป็นกันสั่นเพื่อถ่ายชัตเตอร์ 2-3 วิด้วยมือแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องตอนกลางคืน
  • Story Mode แอปจะช่วยแนะนำการถ่ายวิดีโอให้กลายเป็นคลิปสนุกๆ ได้ง่ายๆ พร้อมใส่ลูกเล่นการเคลื่อนกล้องที่หลากหลาย

ซึ่ง DJI OSMO Pocket ทำงานคู่กับแอปตัวใหม่ชื่อว่า DJI Mimo ซึ่งใช้ตั้งแต่การ Activate อุปกรณ์จนถึงถ่ายทำและตัดต่อง่ายๆ

นอกจากนี้ DJI OSMO Pocket ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกเพียบ เช่นหัวแปลง USB-C เป็นช่อง 3.5 mm สำหรับเสียบไมค์ (ใช่แล้ว ที่ตัวมันไม่มีช่อง 3.5 mm) หรืออแดปเตอร์เพิ่ม Wireless ให้เชื่อม Pocket กับสมาร์ทโฟนไร้สายได้ หรือแท่นชาร์จพกพา แล้วยังมีไม้เพิ่มความยาวและเป็นขาตั้ง รวมถึงเคสกันน้ำก็มีให้ใส่ด้วย

เมื่อเทียบกับ GoPro HERO

ถึง DJI OSMO Pocket จะใช้งานคล้ายกับ GoPro HERO แต่รูปแบบงานที่เหมาะกับ Pocket ก็ต่างจาก GoPro นะ คือ GoPro จะได้มุมกล้องกว้างกว่าเท่าตัว ทน เอาลงน้ำได้ ก็เหมาะสำหรับงานที่กล้องทั่วไปถ่ายไม่ได้ งานแอคชั่น หรือถ่ายภาพใต้น้ำ ซึ่งระบบป้องกันภาพสั่นไหวของ HERO 7 ก็ดีงามในระดับหนึ่งเลย

ส่วน Pocket ด้วยความที่เป็น Gimbal เต็มตัว ทำให้ถ่ายการเดิน หรือวิ่งได้นิ่งกว่า GoPro แน่ๆ แต่ด้วยความที่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเยอะ ทำให้บอบบางกว่า GoPro HERO 7 ทำให้เหมาะกับกลุ่มบล็อกเกอร์ไลฟ์สไตล์ทั่วไปมากกว่า

DJI OSMO Pocket เปิดตัวที่ราคา $349 ส่วนราคาไทยน่าจะราว 13,500 บาท เริ่มขายจริง 15 ธันวาคม ซึ่งน่าจะขายในไทยเร็วๆ นี้เลย เพราะแบไต๋เราได้เครื่องมาแกะกล่องแล้ว!

อ้างอิง: DJI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

จบหลังกล้องที่แท้ทรู Zeiss ZX1 กล้อง Full-frame Compact พร้อม Lightroom ในตัว

Published

on

Zeiss ก้าวไปอีกขั้นด้วยกล้องใหม่ Zeiss ZX1 ที่ใช้เซนเซอร์ 37.4 ล้านพิกเซลแบบ Full-frame มาพร้อมเลนส์ Zeiss Distagon F2 35 mm แบบถอดเปลี่ยนไม่ได้ พร้อมจอยักษ์ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล ซึ่งจอใหญ่ขนาดนี้ก็สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ Android พร้อมมีแอป Adobe Photoshop Lightroom CC เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ขุ่นพระ จบหลังกล้องที่แท้ทรู

สเปคของ Zeiss ZX1 นั้นประหลาดมาก มันเหมือนส่วนผสมระหว่างกล้องถ่ายรูปกับสมาร์ทโฟน คือกล้องตัวนี้ไม่มีช่องใส่การ์ดเพิ่ม แต่มีหน่วยความจำในตัวมา 512 GB ซึ่ง Zeiss บอกว่าสามารถเก็บภาพ RAW ได้ 6,800 รูป ส่วน JPEG ได้มากกว่า 50,000 รูป และสามารถโอนรูปเข้าแฟลชไดร์ฟหรือหน่วยความจำภายนอกผ่าน USB-C ในตัวกล้องได้เลย (ก็เป็น Android นี่เนอะ) นอกจากนี้กล้องยังมาพร้อม Wi-Fi และ Bluetooth ในตัว

มาดูสเปคที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพกันบ้าง ตัวเลนส์ 35 mm f/2 นั้นสามารถถ่ายภาพได้ใกล้สุด 30 cm แต่กล้องไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวใดๆ ทั้งนั้น ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps อาจจะต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยให้ภาพไม่สั่น และในส่วนของช่องมองภาพเป็นจอ OLED ให้ความละเอียด 1920 x 1080 pixel กำลังขยาย 0.74x แต่น่าเสียดายว่า Zeiss ZX1 นั้นไม่มีแฟลชในตัว ต้องต่อแฟลชนอกผ่าน Hot-shoe อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือด้านหลังกล้องแทบไม่มีปุ่มอะไรเลย ใช้การควบคุมผ่านจอสัมผัสเป็นหลัก ก็ต้องรอดูรีวิวกันต่อไปว่ามันจะถ่ายภาพได้ดีแค่ไหน บอกตรงๆ แอดก็ไม่ค่อยเชื่อใจ Android ว่ามันจะเหมาะสำหรับการใช้กับกล้องถ่ายรูป มันอาจจะทำให้แบตหมดเร็วมากก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกล้องที่แปลก สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ซึ่งคุณภาพภาพก็น่าจะหายห่วงเพราะ Zeiss ทำเอง

ส่วนราคายังไม่ประกาศครับ เราเดาว่าอยู่หลักแสนบาทแน่นอน ซึ่งจะวางขายช่วงต้นปีหน้าครับ

อ้างอิง: DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!