สิ่งที่เป็นจุดเด่นสำคัญของภาพยนตร์ ‘Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One’ นอกจากแอ็กชันเสี่ยงตายที่ ทอม ครูซ (Tom Cruise) ยังคงสามารถแสดงศักยภาพทางร่างกาย และงานด้านโปรดักชันสุดอลังการที่พิถีพิถัน จนได้ออกมาเป็นฉากแอ็กชันที่ตื่นเต้นสมจริง รวมทั้งเรื่องราวของปฏิบัติการการหยุดยั้งภัยคุกคามใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า เอนทิตี (Entity) ที่ถือว่าใหญ่และยากจนเรียกว่าเป็นปฏิบัติการที่แทบจะเป็นไม่ได้มากที่สุดครั้งหนึ่งของ อีธาน ฮันต์ เลยก็ว่าได้

แต่นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่ตัวหนังแอบแฝงไว้ได้อย่างน่าสนใจก็คือ การสอดแทรก Easter Egg จาก ‘Mission: Impossible’ ภาคเก่า ๆ โดยเฉพาะภาคแรกที่ออกฉายในปี 1996 ที่ถือเป็นปฐมบทของเรื่องราวทั้งหมด รวมทั้งเรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อนในภาคแรก ที่สามารถย้อนไปไกลถึงช่วงเวลาที่ฮันต์เพิ่งตัดสินใจเข้าร่วมหน่วย IMF (Impossible Mission Force) รวมทั้งการอ้างอิงชื่อต่าง ๆ ที่เคยปรากฏอยู่ในภาคก่อนหน้า ทั้งหมดกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจรากเหง้าและเรื่องราวของตัวฮันต์เองในภาคนี้ และนี่คือบรรดา Easter Egg จากแฟรนไชส์ทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในภาคนี้


คำเตือน: บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ ‘Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One’


การกลับมาของ ยูจีน คิตทริดจ์
Mission: Impossible

สิ่งที่ถือเป็นการอ้างอิงแฟรนไชส์ ‘Mission: Impossible’ ที่สำคัญที่สุดก็คือ การปรากฏตัวของ ยูจีน คิตทริดจ์ (Eugene Kittridge) ตัวละครสำคัญจากภาคแรกที่ออกฉายในปี 1996 แสดงโดย เฮนรี เซอร์นีย์ (Henry Czerny) ซึ่งในภาคแรก คิตทริดจ์คืออดีตหัวหน้าหน่วย IMF ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมา และยังเป็นคนของหน่วยงานรัฐบาลที่ออกไล่ล่า อีธาน ฮันต์ เพราะเชื่อว่าเขาคือสายลับผู้ทรยศองค์กร

ส่วนในภาคนี้ คิตทริดจ์ได้ขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการหน่วย CIA ที่เข้ามาบีบบังคับฮันต์อีกครั้ง แต่ในคราวนี้เป็นการบีบบังคับให้ฮันต์ออกปฏิบัติการค้นหากุญแจที่ใช้ควบคุมเอนทิตี และในฐานะตัวแทนของรัฐบาล คิตทริดจ์ยังบีบบังคับให้ฮันต์ อริเก่าของเขาต้องเลือกข้าง ระหว่างประเทศชาติ หรือมนุษยชาติ ในสงครามที่อาจกำลังจะเกิดขึ้น


ภาพถ่ายของ เอริกา สโลน อดีตผู้อำนวยการ CIA
Mission: Impossible

ใน ‘Dead Reckoning Part One’ มีตัวละครจากภาคก่อนหน้าที่ถูกอ้างถึงอยู่หลายตัวละคร หนึ่งในนั้นก็คือ เอริกา สโลน (Erika Sloane) อดีตผู้อำนวยการ CIA แสดงโดย แองเจลา แบสเซ็ตต์ (Angela Bassett) มีบทบาทเป็นผู้ออกคำสั่งให้ ออกัสต์ วอล์กเกอร์ (เฮนรี คาวิลล์ – Henry Cavill) นักสืบมือฉมังจากหน่วย CIA คอยประกบฮันต์ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ ส่วนในภาคนี้ บทบาทผู้คอยจับผิดฮันต์ในภารกิจ ตกเป็นของ แจสเปอร์ บริกก์ส (Jasper Briggs) ที่แสดงโดย เช วิแกม (Shea Whigham)


มุกตลกจิกกัด IMF
Mission: Impossible

สิ่งที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของแฟรนไชส์ ‘Mission: Impossible’ แทบทุกภาคก็คือ มุกตลกแซวตัวเองเกี่ยวกับการมีอยู่ของหน่วย IMF เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า หน่วย IMF ถือเป็นหน่วยสืบราชการลับระหว่างประเทศที่ทำงานอย่างลับ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐความลึกลับไร้ตัวตนของสายลับหน่วย IMF ทำให้ในฉากเจรจาของเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง มีสมาชิกในการเจรจาคนหนึ่งที่ถามคิตทริดจ์ว่า IMF ย่อมาจาก ‘กองทุนการเงินระหว่างประเทศ’ (International Monetary Fund) แทนที่จะเป็น Impossible Mission Force


“ไม่เคยเห็นนี่หรือไง ? “
Mission: Impossible

ใน ‘Dead Reckoning Part One’ เป็นการนำเอาอารมณ์ขันเล็ก ๆ จากภาคแรกกลับมาอัปเดตใหม่ในภาคนี้ด้วย นั่นก็คือความสามารถในด้านการเล่นกลมืออันว่องไวที่เป็นเอกลักษณ์ของ อีธาน ฮันต์ โดยในภาคแรก หลังจากปฏิบัติการห้อยตัวขโมยข้อมูลรายชื่อสายลับหน่วย CIA จากห้องนิรภัยของสำนักงาน CIA ฟรันซ์ ครีเกอร์ นักบินมือฉมัง แสดงโดย ฌอง เรโน (Jean Reno) เป็นคนครอบครองแผ่นดิสก์เอาไว้ แต่กลายเป็นว่า ฮันต์ได้เล่นกลเพื่อแสดงให้เห็นว่า เขาทำสำเนาแผ่นดิสก์เก็บไว้กับตัวอีกชุด พร้อมบทพูด “You’ve Never Seen This Trick ? ” ของฮันต์ที่กลายเป็นภาพจำของฉากนี้ไปแล้ว

ส่วนในภาคนี้ นอกจากฮันต์จะได้มีโอกาสโชว์กลมืออีกครั้งแล้ว เขายังต้องเจอกับ เกรซ (เฮย์ลีย์ แอตเวลล์ – Hayley Atwell) สาวนักล้วงกระเป๋าปริศนา ที่เข้ามาขัดขวางปฏิบัติการชิงกุญแจในระหว่างปฏิบัติภารกิจในสนามบินที่อาบูดาบี เมื่อฮันต์ได้เห็นฝีไม้ลายมือการล้วงกระเป๋า และทักษะการสับขาหลอกอันช่ำชอง ฮันต์จึงได้ชวนเธอมาเป็นนกต่อ ร่วมภารกิจชิงกุญแจด้วยกันกับทีมของเขาในภายหลัง


มุมกล้อง Dutch Angle อันเป็นเอกลักษณ์
Mission: Impossible

อีกเอกลักษณ์ที่เห็นชัดในภาคนี้ก็คือ การใช้มุมกล้องแบบเอียง (Dutch Angle) โดยเฉพาะช็อตที่ฮันต์ลอบเข้ามาในวงเจรจาลับของคิตทริดจ์ ก่อนที่ฮันต์จะเปิดเผยตัว และนั่งเจรจาเกี่ยวกับภารกิจใหม่และการเลือกข้างของฮันต์ ที่มีการใช้มุมกล้องเอียงเพื่อขับเน้นความตึงเครียด กดดัน และความไม่น่าไว้วางใจของตัวละครและเรื่องราวในหนัง ชวนให้นึกถึงฉากที่ทั้งคู่เจรจาที่จุดปลอดภัยในร้านอาหาร และฉากตู้ปลาระเบิดในภาคแรกที่มีความกดดันไม่แพ้กัน

ซึ่งผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ แม็กควอรี (Christopher McQuarrie) น่าจะได้แรงบันดาลใจจากการใช้มุมกล้องแบบเดียวกันนี้ในภาคแรก แบบเดียวกับที่ ไบรอัน เดอ พัลมา (Brian De Palma) ใช้จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภาคแรก


วายร้าย จอห์น ลาร์ก
Mission: Impossible

หลังจากที่เกรซชิงกุญแจทั้งสองส่วนไปได้หลังการไล่ล่าที่กรุงโรม ฮันต์ได้เริ่มปฏิบัติการใหม่ทันที เนื่องจากเขารู้ว่ากำลังจะมีปาร์ตี้ที่จัดขึ้นเพื่อเจรจาซื้อขายกุญแจ โดยที่ไม่รู้ว่าเกรซจะนำกุญแจไปส่งให้กับใคร เขาและ อิลซา ฟาวสต์ (รีเบ็คกา เฟอร์กูสัน – Rebecca Ferguson) ได้ลอบเข้าไปยังปาร์ตี้ แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวไปเข้าพบกับอลานา หรือ แม่ม่ายขาว (วาเนสซา เคอร์บี – Vanessa Kirby) หญิงสาวนักค้าอาวุธ และ แกเบรียล (อีไซ โมราเลส – Esai Morales) โดยอลานาได้เรียกฮันต์ว่า จอห์น ลาร์ก (John Lark)

จอห์น ลาร์ก คือหนึ่งในตัวละครสำคัญจากภาค ‘Fallout’ เป็นวายร้ายที่ว่าจ้าง ดิ อะพอสเซิล (The Apostles) องค์กรก่อการร้ายให้สร้างระเบิดนิวเคลียร์เพื่อก่อการร้ายและสร้างโลกใหม่ หลังจากที่ฮันต์ได้ปล่อยให้พลูโตเนียมหลุดมือไป เขาได้ปลอมตัวเป็นลาร์ก เพื่อเข้าไปซื้อพลูโตเนียมจาก ดิ อะพอสเซิล ผ่านแม่ม่ายขาวที่เป็นนายหน้า นอกจากนี้ จอห์น ลาร์ก ยังเป็นนามจริงของ ออกัสต์ วอล์กเกอร์ ที่แฝงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ CIA และพยายามป้ายสีให้ฮันต์เป็นแพะรับบาปในข้อหาก่อการร้าย


เครื่องผลิตหน้ากากปลอมตัวแบบพกพา (ที่พังแล้วพังอีก)
Mission: Impossible

หลังก่อเหตุในพระราชวังเครมลินใน ‘Ghost Protocol’ วิสตรอม (ซามูลี เอเดลมันน์ – Samuli Edelmann) ได้เดินทางไปยังตึก เบิร์จ คาลิฟา ในดูไบ พร้อมกับมือสังหารสาว ซาไบน์ มอโรว์ (ลีอา เซดูซ์ – Léa Seydoux) เพื่อเจรจาซื้อขายรหัสลับสั่งการระเบิดนิวเคลียร์ ทีมของฮันต์จึงได้วางแผนจัดฉากสลับคู่ด้วยการปลอมตัว ในระหว่างนั้น เครื่องผลิตหน้ากากของของ เบนจี ดันน์ (ไซมอน เพ็กก์ – Simon Pegg) เกิดเหตุขัดข้องจนทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแผนกะทันหัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งใน ‘Dead Reckoning Part One’ หลังจากที่เกรซได้เข้าร่วมทีมของฮันต์อย่างจำใจ ฮันต์ได้เริ่มภารกิจแทรกซึมเข้าไปในการเจรจาซื้อขายกุญแจบนรถไฟ The Orient Express ตามแผนเดิม สมาชิกทั้งหมดจะต้องปลอมตัวเข้าไปร่วมโต๊ะเจรจาด้วย แต่ในระหว่างสร้างหน้ากากปลอมตัว เครื่องผลิตหน้ากากพกพาเกิดเหตุขัดข้อง ทำให้เหลือแต่เพียงหน้ากากของอลานาที่ใช้ได้ ทีมจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนด้วยการส่งเกรซปลอมตัวเป็นอลานาขึ้นไปบนรถไฟได้เพียงแค่คนเดียว ส่วนฮันต์จะตามไปสมทบภายหลัง


ความตายของ อิลซา ฟาวสต์
Mission: Impossible

หลังจากที่ อิลซา ฟาวสต์ เกรซ และฮันต์ได้หลบหนีการไล่ล่าของแกเบรียลในเวนิส ฮันต์ได้ติดต่อให้เบนจีและ ลูเธอร์ สติกเคลล์ (วิง เรมส์ – Ving Rhames) ให้ช่วยหาทางออก แต่กลายเป็นว่า ฮันต์ถูกเอนทิตีปลอมเสียงและให้ข้อมูลปลอมเพื่อล่อให้ฮันต์และฟาวสต์ไปติดกับดักที่วางเอาไว้ ฮันต์ได้เข้าต่อสู้กับปารีส (ปอม เคลม็องตีแยฟ – Pom Klementieff) ส่วนฟาวสต์ได้ต่อสู้กับแกเบรียลบนสะพานข้ามคลอง แม้ฮันต์จะรอดจากเงื้อมมือของปารีสมาได้ (แถมยังไว้ชีวิตเธออีก) แต่สุดท้ายฮันต์ก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อพบว่า ฟาวสต์ถูกแกเบรียลสังหาร ร่างนอนแน่นิ่งอยู่บนสะพาน ก่อนที่แกเบรียลจะหลบหนีไปอีกครั้ง

การตายอันน่าสลดใจของฟาวสต์ สามารถเชื่อมโยงไปถึงฉากสำคัญในภาคแรก ซึ่งเป็นฉากที่ฮันต์ และทีมสายลับ IMF ได้เดินทางไปยังกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ค ในปฏิบัติการเฝ้ารอผู้ซื้อข้อมูล ก่อนจะพบว่าสมาชิกทีมกลับถูกสังหารต่อหน้าต่อตาฮันต์ โดยหารู้ไม่ว่า นี่เป็นภารกิจปลอมที่ถูกจัดฉากขึ้นโดย จิม เฟลป์ส (จอน วอยต์ – Jon Voight) หัวหน้า IMF วางแผนล่อจับสายลับที่เป็นหนอนบ่อนไส้ ซึ่งในภาคแรกนั้นสายลับคนอื่น ๆ แกล้งทำเป็นตาย แต่ อิลซา ฟาวสต์ ถูกสังหารตายจริง ๆ


ทายาทนักค้าอาวุธในตำนาน
Mission: Impossible

ใน ‘Mission: Impossible’ ภาคแรก แม็กซ์ มิตโซโปลิส (Max Mitsopolis) (วาเนสซา เรดเกรฟ – Vanessa Redgrave) เป็นนามแฝงของนักค้าอาวุธที่ติดต่อซื้อรายชื่อของสายลับ CIA เพื่อนำไปขายให้กับองค์กรผู้ก่อการร้าย โดยไม่สนว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ขอเพียงแค่ทำเงินให้เธอได้ก็เป็นพอ ซึ่งแม้ว่าแม็กซ์จะไม่ได้ปรากฏในภาคอื่นแล้ว แต่มรดกของนักค้าอาวุธไปตกอยู่กับลูกสาวของเธอเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะเธอคือ อลานา มิตโซโปลิส หรือ แม่ม่ายขาว นักค้าอาวุธพราวเสน่ห์ที่เคยปรากฏตัวในภาค ‘Fallout’ และปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะนายหน้าซื้อขายกุญแจใน ‘Dead Reckoning Part One’ นั่นเอง


ฉากแอ็กชันกลางพายุทราย
Mission: Impossible

หลังจากเหตุการณ์การซ้อนแผนซื้อขายรหัสปลดล็อกระเบิดนิวเคลียร์บนตึก เบิร์จ คาลิฟา ที่กลายเป็นแผนแตกในภาค ‘Ghost Protocol’ ฮันต์ได้วิ่งไล่ล่าวิสตรอมที่ได้รหัสไป ฮันต์พยายามไล่ตามเขาท่ามกลางพายุทรายที่บดบังจนมองไม่เห็นเส้นทางจนทำให้รถยนต์ที่เขาขับประสบอุบัติเหตุ ฮันต์จึงวิ่งไล่ตามจนเกือบจะทัน แต่สุดท้าย วิสตรอมก็ถอดหน้ากาก เผยให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วเขาคือ เคิร์ต เฮนดริกส์ (ไมเคิล นีควิสต์ – Michael Nyqvist) หรือผู้ก่อการร้ายฉายา โคบอลต์

ใน ‘Dead Reckoning Part One’ ฮันต์ต้องตะลุยฝ่าพายุทะเลทรายอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับภารกิจให้ไปตามหากุญแจบางอย่าง โดยกุญแจครึ่งหนึ่งอยู่กับ อิลซา ฟาวสต์ อดีตพันธมิตรเก่าของฮันต์จากภาค ‘Rogue Nation’ และ ‘Fallout’ ที่กบดานอยู่ในทะเลทรายอาหรับ และถูกตั้งค่าหัวจากนักฆ่าที่กำลังต้องการสังหารเธอให้ได้ ฮันต์ได้ขี่ม้าแฝงตัวเข้าต่อสู้กับศัตรู แต่ฮันต์กลับไม่สังหารเธอ พร้อมทั้งช่วยชีวิตด้วยการบอกให้เธอแกล้งตาย


ฉากต่อสู้บนหลังคารถไฟ
Mission: Impossible

ใน ‘Mission: Impossible’ ภาคแรก ฮันต์ได้นัดหมายกับแม็กซ์เพื่อส่งมอบรายชื่อนักสืบ CIA บนรถไฟความเร็วสูง TGV ที่มุ่งหน้าจากลอนดอนไปปารีส ฮันต์ต้องต่อสู้ขัดขวางเฟลป์ส วายร้ายตัวจริงที่กำลังปีนขึ้นหลังคารถไฟ ที่มีครีเกอร์ขับเฮลิคอปเตอร์รอรับอยู่ ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดในระหว่างที่รถไฟวิ่งด้วยความเร็วที่ลอดเข้าไปในอุโมงค์ ในที่สุด ฮันต์ใช้หมากฝรั่งระเบิดแปะเข้ากับเฮลิคอปเตอร์จนสามารถสังหารทั้งเฟลป์สและครีเกอร์ได้สำเร็จ

แน่นอนว่า ฉากการต่อสู้บนหลังคารถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ระหว่างฮันต์กับแกเบรียล ที่กำลังจะตกรางเพราะสะพานถูกวางระเบิดจนทางรถไฟขาด สามารถชวนให้นึกถึงฉากการต่อสู้บนรถไฟในตำนาน แต่ที่เหนือกว่าภาคแรกที่ถ่ายทำในสตูดิโอ และเพิ่มเติมด้วยวิชวลกราฟิกที่ถูกหลายคนวิจารณ์ก็คือ การสร้างรถไฟ สายด่วน The Orient Express จำลองที่ต่อเติมจากขบวนรถไฟจริง ๆ และถ่ายทำบนทางรถไฟความยาว 40 กิโลเมตร ที่วิ่งผ่านภูมิทัศน์ของประเทศนอร์เวย์จริง ๆ


‘ทางเลือก’ ของภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
Mission: Impossible

อีกสิ่งสำคัญของแฟรนไชส์ ‘Mission: Impossible’ ทุกภาคที่ถูกหยิบยกเอามาย้ำในภาคนี้อีกครั้งก็คือ สิ่งที่เป็นทางเลือกของคนในทีม IMF ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ภาคหลังจากที่ฮันต์รับภารกิจ ในภาคนี้หลังจากที่เกรซได้ตบปากรับคำจากฮันต์ให้มาร่วมปฏิบัติภารกิจกับทีม เนื่องจากตัวเธอเองมองว่าเป็นคนที่ทำให้ฟาวสต์ตายที่เวนิส ฮันต์ได้อธิบายให้เกรซฟังว่า ตัวเขา เบนจี และลูเธอร์ ล้วนยอมรับทางเลือกที่จะทิ้งชีวิตและความสัมพันธ์ส่วนตัวของพวกเขาไว้เบื้องหลัง และกลายเป็นผีที่อุทิศตนทำภารกิจให้กับ IMF อย่างเต็มที่ เพราะหากสายลับคนใดถูกจับ หรือเสียชีวิตระหว่างภารกิจ รัฐมนตรี (หัวหน้าหน่วย IMF) จะปฏิเสธและไม่รับทราบในการกระทำใด ๆ ของนักสืบผู้นั้น


ที่มา: Screen Rant

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เนื้อหาล่าสุด

แถลงข่าวเปิดตัว “STUDIO THE PALACE” Virtual Production แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก

“STUDIO THE PALACE” จะพร้อมรับการผลิตงาน Virtual Production และ เป็นศูนย์ฝึกอบรมให้ความรู้ทั้งในงานภาพยนตร์ ละคร โฆษณา และสื่ออื่น ๆ

“สมจริงที่สุด” โจรปล้นธนาคารตัวจริง ยกย่องหนัง The Town (2010) ของ Ben Affleck

หลังจากสร้างชื่อเสียงในฐานะนักแสดงนำและมือเขียนบทรางวัลออสการ์จาก 'Good Will Hunting', 'Armageddon', 'The Sum of All Fears' และ 'Daredevil' เบน แอฟเฟล็ก (Ben Affleck) ...อ่านต่อ

แฟนเพลง Taylor Swift ขายตั๋ว Eras Tour ในราคา 14,000 ดอลลาร์เพื่อจ่ายค่าเทอม

แฟนเพลงผู้โชคดีรายหนึ่งของนักร้องสาวเทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) สามารถคว้าตั๋ว Eras Tour ทัวร์สุดปังของสวิฟต์ได้ และขายตั๋วนั้นไปในราคา 14,000 ดอลลาร์ ไอแซค จาร์มาน (Isaac ...อ่านต่อ

อัปเดตเวอร์ชันใหม่ Goodnotes 6 เสริมการจดโน้ตด้วย AI แถมเก่งคณิตศาสตร์อีกด้วย!

แอปพลิเคชันจดบันทึกที่ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป และภาคการศึกษาอย่าง Goodnotes ก็มีการอัปเดตเวอร์ชันใหม่มาถึงเวอร์ชันที่ 6 เสริมฟีเจอร์การเขียนจดบันทึกด้วย ...อ่านต่อ

BYD ขายดี! ขายรถพลังงานใหม่รวมกันถึง 5 ล้านคันแล้ว ตั้งเป้าขายอีก 3 ล้านคันในปีนี้

หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง BYD ออกมาประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ ในการผลิตรถพลังงานใหม่ (New Energy) ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถไฮบริด ...อ่านต่อ