ถ้าใครที่ท่องโลกของ TikTok อยู่เป็นประจำ อาจจะเคยเห็นคลิป ‘ส่งการบ้าน’ ของเด็ก ๆ ประถม, มัธยมในไทยที่สร้างบัญชีขึ้นมาเพื่อทำงานส่งคุณครูโดยเฉพาะ แต่ภายใต้ความน่ารักน่าเอ็นดูและความมีอารมณ์ขันของเด็ก ๆ เหล่านี้ จึงน่าตั้งคำถามว่า ‘สมควรแค่ไหน ที่โรงเรียนจะบังคับให้เด็ก ๆ ใช้โซเชียลมีเดียส่งงาน แทนที่จะส่งให้คุณครูโดยตรงแทน และทำไมต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคสมาธิสั้น ?’
ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือกับ ชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy For Southeast Asia ของ TikTok (Thailand) และคณะ ถึงแนวทางการร่วมมือกับ TikTok ออกไอเดีย ‘ลดภาระการสอนครู’ โดยให้เด็กนักเรียนทำคอนเทนต์คลิปสั้น 2 นาทีเพื่อเป็นวิธีฝึกทักษะในการสร้างรายได้ เพื่อที่ว่าในอนาคตเด็ก ๆ จะได้ฝึกเป็นแม่ค้า/พ่อค้าปักตะกร้าหารายได้ เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมไปถึงการเพิ่มทักษะเด็กเพื่อต้อนรับตลาดแรงงานยุคใหม่ ซึ่งทาง รมว. มองว่าไอเดียนี้ไม่ได้แค่เพื่อลดภาระการสอนของครูเท่านั้น แต่มองว่ายังช่วยลดเวลาหน้าจอ และลดปัญหาการติดโซเชียลของเด็กสมาธิสั้น
จากข้อความข้างต้น จะเห็นว่าไอเดียที่มานี้ดูเหมือนจะมีปัญหาใหญ่อยู่ คือการที่ รมว. ศึกษาฯ บอกว่าการทำคลิปสั้น 2 นาทีเพื่อฝึกปักตะกร้าหารายได้ และเพื่อลดเวลาหน้าจอเด็กสมาธิสั้นนั้นดูเหมือนจะย้อนแย้ง เพราะการทำคลิปสั้นคือการใช้หน้าจอและสื่อโซเชียล อีกทั้งเป็นการสนับสนุนให้เด็กสมาธิสั้นมากกว่าเดิม ดังนั้นการเสนอให้เด็กทำคลิปสั้นแบบนี้ถือว่าแก้ปัญหาปลายเหตุหรือไม่ ?
เราจะชวนดูให้ลึกขึ้นว่า ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกต่างหันหน้าหนีแอปฯ TikTok ซึ่งวิจัยออกมาว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของสมาธิสั้น แนวทางแก้ปัญหาเรื่องการลดภาระการสอน และแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นของ รมว. ศึกษาฯ สามารถใช้แนวทางดังกล่าวแก้ปัญหาได้หรือไม่ หรือเป็นมุมมองของการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ?
TikTok กับเด็กสมาธิสั้น
ก่อนหน้านี้หลาย ๆ ประเทศต่างพากันแบน TikTok ไม่ใช่เพราะเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประเทศ แต่เพราะส่งผลเสียต่อสมาธิของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยประเทศที่ว่าก็อย่างเช่น
ออสเตรเลีย – กฎหมายแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี (Under-16) ไม่ให้ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก 10 แพลตฟอร์มรวมถึง TikTok เพื่อปกป้องสุขภาพจิตและความปลอดภัยทางออนไลน์ของเยาวชน
กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) – นำโดยกฎหมาย Digital Services Act (DSA) ซึ่งในปี 2026 นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ตรวจสอบพบว่าอัลกอริทึมและฟีเจอร์ของ TikTok (เช่น Infinite Scroll และการแจ้งเตือน) มีลักษณะ ‘ออกแบบมาเพื่อให้เสพติด’ ส่งผลเสียต่อสมองและสุขภาพจิตของเด็ก ทำให้หลายประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมนี และสเปน อยู่ในกระบวนการยกร่างกฎหมายเพื่อจำกัดการใช้งานของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือกำหนดเวลาเคอร์ฟิวห้ามใช้งานตอนกลางคืน
TikTok เหมาะเป็นแพลตฟอร์มการเรียนไหม ?
ถามว่าจริงไหมที่การดูคลิปสั้นมันทำให้คนสมาธิสั้นลง คำตอบคือ จริง และไม่ได้ส่งผลแค่กับเด็ก แต่กับทุกคนที่ชอบดูคลิปสั้นทั่วไปหลากหลายแอปพลิเคชัน
เพราะรูปแบบของ TikTok นั้นออกแบบมาเพื่อให้เรา ‘ติด’ แบบไม่รู้ตัว เราเห็นสิ่งที่น่าสนใจเพียงไม่กี่วิ และทำให้ทริกเกอร์สมองจนเกิด Dopamine hit และวนลูปไปเรื่อย ๆ เพราะสมองเรามันจำว่าจะปล่อยสารความสุขทุกครั้งที่เลื่อนดู จนสุดท้ายเกิดเป็น Dopamine loop ทำให้ทนกับเนื้อหา ‘ช้า’ ไม่ได้ (เช่น การอ่านหนังสือ, นั่งฟังบรรยาย) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า อัลกอริทึมออกแบบมาให้ติด ไม่ได้ออกแบบมาให้เรียนแต่แรก
ทั้งนี้การรับมือก็อาจจะขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละประเทศ ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยอาจมองว่าการแบน TikTok ไปเลยนั้นเป็นเรื่องยาก จึงเปลี่ยนมุมมอง พลิกวิกฤติเป็นโอกาสแทน
แบนไปก็แอบเล่นอยู่ดี จะดีกว่าไหมถ้าหันมาสนับสนุน ?
ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแทบทุกคน การปิดกั้นหรือแบนแพลตฟอร์มแทบจะเป็นไปไม่ได้ และในบางครั้งมักได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม การเปลี่ยนวิธีคิดจากการต่อต้านมาเป็นการรู้เท่าทันและใช้ประโยชน์ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด
แทนที่จะปล่อยให้เด็ก ๆ เสพคอนเทนต์อย่างไร้จุดหมาย ความร่วมมือนี้กำลังผลักดันให้เด็ก ๆ กลายเป็นผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการ หากมองในเชิงของการพัฒนาทักษะ การทำคลิปสั้น 2 นาที จะเป็นการบังคับให้เด็กต้องฝึกสรุปใจความ กระชับ และดึงดูดใจ อีกทั้งการลองเป็นแม่ค้า/พ่อค้าออนไลน์ทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่อง Demand-Supply การนำเสนอสินค้า และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการตัว
อีกทั้งประเทศไทยก็สร้างรายได้มากมายจากการขายสินค้า และบริการจาก TikTok มุมมองของ รมว. ศึกษาฯ จึงน่าสนใจตรงที่ไอเดียนี้จะช่วยลดเวลาหน้าจอที่ไร้ประโยชน์ มาเป็นเวลาหน้าจอที่มีคุณภาพแทน
แม้การทำคอนเทนต์สั้นจะยังไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปในการแก้ปัญสมาธิสั้นเสียทีเดียว แต่ก็ถือเป็นการนำไปฝึกฝนเพื่อสร้างประโยชน์ต่อเด็กที่ยังต้องอยู่กับโซเชียลมีเดียในอนาคต ควบคู่กับการฝึกฝนและแนวทางอื่น ๆ กันไปอย่างสมดุล













