ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะจุดมุ่งหมายใหม่ของประเทศไทย คือที่ทำงานของ ‘Digital Nomad’ สายเทคฯ ตัวท็อประดับโลก แต่ทำไมคนเหล่านี้ถึงเลือกมาทำงานในประเทศไทย ประเทศเรามีอะไรที่น่าสนใจสำหรับ Digital Nomad ?
Digital Nomad คืออะไร ?
ถ้าคุณอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือขอนแก่น เรามักจะเห็นเหล่าคนต่างชาติมานั่งทำงานในคาเฟ่หรือ Co-working Space คนเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยว แต่อาจจะเป็น Digital Nomad ก็ได้ คำนี้แปลไทยจะได้ว่า ‘ผู้เร่ร่อนทางดิจิทัล’ เป็นกลุ่มคนที่ทำงานหลากหลายประเภทและมักจะเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ว่าจะเป็นสายพัฒนาซอฟต์แวร์ สายทำงานทางไกลกินคอมมิสชัน และอื่น ๆ มากมาย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่ฟรีแลนซ์ ก็มักจะเป็นงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ โดยเฉพาะสายเทคฯ ตัวท็อปของวงการที่นิยมทำงานสายนี้เพิ่มขึ้น
ยิ่งปัจจุบันที่บริษัทบิ๊กเทคฯ เริ่ม Layoff พนักงานเป็นว่าเล่น เพราะ AI เข้ามาแทนที่จนงานที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ส่งผลให้หลาย ๆ คนต้องปรับตัว โดยเฉพาะพนักงานฝ่ายไอที ที่พากันผันตัวเป็น Digital Nomad
อ้างอิงข้อมูลจาก Layoffs.fyi ซึ่งรวบรวมสถิติการเลิกจ้างงานในบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 จนถึงเมษายน 2026 ถ้าคำนวณจากตัวเลขสะสมในแต่ละปีตามสถิติล่าสุด จะมีผู้ถูกเลิกจ้างรวมทั้งสิ้น 798,984 คน
ประเทศไทย : สวรรค์ของเหล่า Digital Nomad
ลองนึกภาพว่าถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่รายได้ดีถึงดีมากจากประเทศใดประเทศหนึ่งที่ไม่ใช่ประเทศไทย ซึ่งรายได้นี้หากอยู่ในประเทศของคุณเองอาจจะได้ใช้ชีวิตปกติ และชีวิตก็จะเหมือน ๆ เดิมในทุกวัน แต่ถ้าเราเอารายได้นี้ไปใช้ชีวิตในประเทศอื่นที่ค่าครองชีพถูกลง แถมชีวิตมีสีสัน ใช้จ่ายได้เต็มที่มากขึ้น เป็นคุณจะไม่เลือกเหรอ ? นี่แหละเหตุผลที่ Digital Nomad ต่างชาติเลือกมาทำงานในประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ หลาย ๆ จังหวัดในประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางด้านค่าครองชีพที่ไม่แรงเกินไปเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลก วัฒนธรรมและผู้คนเป็นมิตร รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ตอบโจทย์ ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่ดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก ซึ่งต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานเพื่อสร้างความสุขในการใช้ชีวิตที่มากกว่าเดิม เพราะต้องยอมรับว่าแม้คนไทยกันเองจะบ่นเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่สำหรับต่างชาตินั้นถือว่าไม่สูงเลย อีกทั้งยังมีตัวเลือกในการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าและหลากหลาย และสภาพอากาศที่เที่ยวได้ทั้งปี แบบนี้ใครจะไม่ชอบ ?
วีซ่าไทยรองรับต่างชาตินานเกือบ 10 ปี !
เมื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของกระแสการทำงานทางไกลได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยโดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและคุ้มค่า
ปัจจุบันภาครัฐได้รุกตลาดอย่างจริงจังด้วยการเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนทำงานที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวีซ่า LTR, DTV หรือ Smart S Visa
- DTV Visa = วีซ่าสำหรับกลุ่ม Digital Nomad, Freelance และมนุษย์ออฟฟิศที่ทำงานทางไกลให้กับบริษัทต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรม Soft Power (เช่น เรียนมวยไทย ทำอาหาร รักษาพยาบาล) วีซ่านี้มีอายุยาวถึง 5 ปี
- LTR Visa (Long-Term Resident Visa) = วีซ่าพำนักระยะยาว 10 ปี (5 ปี + ต่ออายุได้อีก 5 ปี) เน้นดึงดูดกลุ่มผู้มีความเชี่ยวชาญสูง (Highly Skilled) และกลุ่มผู้มีฐานะมั่งคั่งระดับโลก
- Smart S Visa (Smart Visa ประเภท Startup) = วีซ่าพิเศษที่ดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการสตาร์ตอัปต่างชาติ
จะเห็นว่านอกจากสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ วัฒนธรรม ผู้คน และค่าครองชีพที่ดึงดูด Digital Nomad แล้ว วีซ่าหลาย ๆ ตัวก็มีขึ้นมาเพื่อรองรับพวกเขาเหล่านี้โดยเฉพาะด้วย เพราะคนไทยใจดีแบบนี้จึงไม่แปลกใจว่าทำไมใคร ๆ ก็อยากมาใช้ชีวิต
สำหรับคนที่ไม่ถนัดอ่าน สามารถรับฟังเนื้อหาเต็ม ๆ ได้ที่คลิปนี้













