ถ้าพูดถึงเกมต่อสู้ทางอากาศในตำนาน ที่สนุก สมจริง ดนตรีประกอบอลังการ และรูปแบบการรุกศัตรูที่มันส์แบบ 1st Person Eye View สายเกมอาจจะนึกถึงเกมไหนไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ ‘ACE COMBAT’ และหลังจากทิ้งห่างจากซีรีส์ล่าสุดไปเกือบ 7 ปี เกมนี้ก็กลับมาอีกครั้งกับเนื้อหาที่เข้มข้น และสมจริงกว่าที่เคย !
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทีม Bandai Namco Entertainment Asia ที่เปิดโอกาสให้ BT beartai ได้เข้าไปทดลองเทสต์เกมก่อนเปิดตัวกับ ACE COMBAT 8: WINGS OF THEVE เป็นเกมที่สนุกและเรียลสุด ๆ
สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นกับเกมตัวนี้มาก่อน ACE COMBAT คือแฟรนไชส์วิดีโอเกมจำลองการขับเครื่องบินรบสไตล์อาร์เคด (Arcade Combat Flight Simulator) ที่พัฒนาโดย Project Aces ทีมงานของ Bandai Namco โดดเด่นด้วยการควบคุมที่ง่าย (ถ้าชินมือแล้ว) ภาพสวยงาม ดนตรีประกอบสุดระทึก อลังการ และเนื้อเรื่องสงครามสุดเข้มข้น พรีวิวรอบนี้เล่าในมุมของคนที่ไม่ถนัดเกมประเภท Arcade Combat ว่าเล่นยากไหม มีอะไรที่ต้องเตรียมใจบ้าง และคุ้มกับที่ทิ้งห่างซีรีส์ล่าสุดเกือบ 7 ปีหรือเปล่า

ACE COMBAT 8: WINGS OF THEVE
[เนื้อเรื่อง]
ACE COMBAT ส่วนใหญ่จะเข้มข้นอยู่แล้วตามสไตล์ เพื่อให้เล่นได้มันส์และอินมากขึ้น สำหรับภาคนี้เราคือนักบินขับไล่ที่รอดชีวิตจากการถูกยิงตกกลางทะเล และได้รับการช่วยเหลือจากเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นเก๋าที่สภาพจวนเจียนจะปลดระวาง ก่อนถูกส่งตัวไปยังเรือซึ่งเป็นฐานของ FCU (Federation of Central Usea) แกนนำหลักที่มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมกองกำลังพันธมิตรรัฐอิสระ
บนเรือลำนี้ เราจะเหลือเพียงชื่อเดียวให้คนจดจำนั่นคือ ‘Wings of Theve’ สมญานามอากาศระดับตำนานผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความหวัง และมีศักดิ์ศรีของเมืองหลวงอย่าง ‘Theve’ ค้ำคออยู่ และจากตรงนั้นเองที่บทบาทของของนักบินกับภารกิจ ‘Wing of Theves’ ได้เริ่มขึ้น…

เริ่มเล่น !
เราได้เล่นในโหมด Campaign คือเล่นเป็นตัวละครหลักแบบ ‘1st Person Eye View’ หรือมุมมองบุคคลที่ 1 สวมบทบาทเป็นสุดยอดนักบินรบ ตะลุยภารกิจขับเคี่ยวกลางเวหาด้วยตัวเอง โดยที่เมื่อเล่นไปแต่ละมิสชัน แล้วค่อย ๆ ซึมซับเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ รวมถึงการแนะนำสมาชิกใหม่ ๆ ซึงจะมีบทบาทในการรบกลางเวหากับเราด้วย
สำหรับเครื่องบินเพื่อการต่อสู้ จะมีทั้งหมด 4 แบบ
- Fighter Aircraft – เครื่องบินขับไล่
- Attack Aircraft – เครื่องบินจู่โจม
- Multi Role Aircraft – เครื่องบินอเนกประสงค์
- Electronic Warfare Aircraft – เครื่องบินทางทหารที่ติดตั้งอุปกรณ์สงครามอิเล็กทรอนิกส์
และสำหรับซีรีส์นี้ มีความพิเศษคือนอกจากจะเน้นความสมจริงมากขึ้นแล้ว เรายังสามารถสร้าง Avatar ที่ยูนีกเป็นของเราเข้าไปเล่นได้ และยังสามารถติดอาวุธมากกว่า 1 ขณะต่อสู้ได้ด้วย โดยจะมีให้เราเปลี่ยนเลยขณะที่เล่นแล้วเตรียมยิงเป้าหมาย

สารภาพเลยว่าตอนจับเล่นครั้งแรกในโหมด Normal ด้วยความที่ไม่ชินกับ Mechanic การเล่นเกมประเภทนี้มาก่อน ถือว่า ‘ไม่ง่ายเลย แต่ถ้าเล่นเรื่อย ๆ ก็ไม่ได้ยากเกินไป’ เราเสียเวลาไปกับการเรียนรู้เกมค่อนข้างนานในมิสชันแรก แต่พอผ่านไปได้มิสชันต่อไปก็ไม่ได้ง่ายขึ้นแต่อย่างใด (อ้าว) เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจวิธีเล่นมากขึ้น และพอเจอมิสชันเฟลบ่อย ๆ ก็จะจำแพตเทิร์นได้ดีขึ้นว่าควรเล่นแบบไหน

โจมตีเดี่ยวเน้น ๆ ด้วยขีปนาวุธ (Missiles)
การยิงอาวุธหลัก ๆ จะใช้ขีปนาวุธ ซึ่งเราจะต้องบินไปใกล้ ๆ กับศัตรูก่อนถึงจะล็อกเป้าหมายและปล่อยอาวุธได้ แต่ถ้าระหว่างยิงศัตรูดันบินหลบหนีก็ต้องพยายามบินตามให้เครื่องบินของเราอยู่ในระยะเดียวกับศัตรูจึงจะไม่พลาดขณะโจมตี แต่ให้จำไว้ว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งทำลายล้างสูงสำหรับอาวุธชนิดนี้
โจมตีด้วยปืนกล (Machine Gun)
สำหรับการโจมตีด้วยปืนกล (จริง ๆ อาวุธตัวนี้จะติดตั้งให้เราอยู่แล้วแต่ต้องกดเปลี่ยนระหว่างทำภารกิจขึ้นอยู่กับระยะโจมตี) จุดเด่นของการโจมตีแบบนี้คือเราสามารถยิงได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอระยะเวลา Cool down เหมือนกับขีปนาวุธแต่พลังทำลายล้างก็จะไม่ได้สูงมากเท่าขีปนาวุธนะ และอีกอย่างคือการเล็งยิงค่อนข้างยาก แต่ภายในเกมเราจะเจอเหตุการณ์ที่ศัตรูเข้ามาทีละเยอะ ๆ ซึ่งมันเลี่ยงที่จะไม่ใช่อาวุธนี้ เพราะอย่างน้อยมันก็ยังช่วยลดเวลาการทำภารกิจให้เราได้
Mission เล่นยากไหม ?
ขณะที่เทสต์ เราไม่ได้เทสต์แบบ Multi Player ได้ลองแค่โหมด Campaign ก็ต้องบอกว่า ‘ยากระดับหนึ่ง’ แต่ไม่ได้ยากจนไมเกรนขึ้น มิสชันแรกจะเป็นการฝึกบิน และฝึกล็อกเป้าหมาย ฝึกยิง ดูแผนที่ สิ่งที่เราต้องทำคือคอยฟังคำสั่งของ Professor ถ้าดูไม่เป็นจริง ๆ พี่แกจะไกด์อยู่เรื่อย ๆ และลองบินตามไดเรกชันของเพื่อนร่วมทีม เป้าหมายคือยิงศัตรูให้หมด และหลบการจู่โจมไปด้วย
ในมิสชันแรกแนะนำให้ใช้เวลากับมันสักพักถ้าไม่เคยเล่นมาก่อน เพราะมันจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในมิสชันถัด ๆ ไป ส่วนมิสชันที่ 2 แม้ว่าจะยากมากขึ้นแต่เราจะรู้สึกเองว่ามันเล่นมันส์มือมากขึ้น แต่เชื่อว่ามือใหม่หลายคนน่าจะรู้สึกชาเลนจ์สุด ๆ ในมิสชัน 3 เพราะมิสชันนี้จะอากาศหนาวเป็นพิเศษ ลมแรงมาก ๆ การบังคับเครื่องบินจะยากขึ้น และเราได้รู้จักฤทธิ์ของ ‘Shadow’ หรือศัตรูที่บินเครื่องบินลำเล็ก ๆ ซึ่งพอมันเล็กมาก ๆ ก็จะยากต่อการล็อกเป้าและยิง แถมยังบินเร็วเป็นแมลง ขับตามแทบไม่ทัน แนะนำว่าให้กด R2 เร่งเครื่องบินตามให้ทัน ยิ่งเร็วยิ่งดี ซึ่งทั้งหมดจาก 1-3 มันจะปูพื้นฐานการเล่นของเราไปยังมิสชันถัดไป เหมือนเก็บสกิลเพื่ออัปไปเรื่อย ๆในด่านต่อไปนั่นแหละ

ในส่วนของมิสชัน 9 และ 11 สารภาพตรงนี้เลยว่าใครเล่นได้ปล่อยเขาเล่นไป เพราะเรากว่าจะผ่านมาได้ก็เฟลหลายรอบเลยละ ยกตัวอย่างความยากของมิสชัน 9 ความท้าทายคือต้องฝึกบินต่ำ และปัญหาของการบินต่ำคือเครื่องจะชนให้ได้เลย ต้องคอยดึงเครื่องขึ้นอยู่ตลอด แต่สูงไปก็ไม่ได้เพราะศัตรูเราอยู่ข้างล่าง
มิสชัน 9 จะเน้นการโจมตีแบบ Air to Ground เยอะ เพราะแทบจะต้องไล่ล่าศัตรูตามระนาบพื้นไปเลย สมชื่อ ‘The Land Battleship Blockade’ แนะนำเวลาเลือกเครื่องให้เน้นตัว Stability สูง + Air To Ground สูง เพื่อให้การบังคับนิ่งมากขึ้นจะง่ายต่อการไล่ล่าและโจมตี ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา แม้ว่าจะมีความยากเยอะ แต่ก็ถือว่าสนุกมากเหมือนกัน ต้องลองเล่นเองถึงจะเข้าใจว่าสนุกยังไง

ความสมจริงของภาพ
ความมันส์จากทุกมิสชันที่เล่นมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ภาพที่สมจริงจนนึกว่าขึ้นไปบินกลางเวหาในชีวิตจริง อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้ทีมกราฟิกที่ทำออกมาได้อย่างสวยงามตามท้องเรื่อง แม้กระทั่งช่วงที่บินผ่านก้อนเมฆ ดีเทลเม็ดฝน รวมถึงเอฟเฟ็กต์การระเบิดต่าง ๆ ทั้งหมดรวมกันทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในสงครามจริง ๆ
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือดนตรีประกอบ ซึ่งมันส์จัด ๆ ดนตรีของ Ace Combat ทุกภาคเขาขึ้นหิ้งอยู่แล้ว ซึ่งภาคนี้ก็ไม่ผิดหวัง ถือว่าทำดีมากเหมาะกับทุกฉากทุกมิสชัน คอยบรรเลงขับเคลื่อนอะดรีนาลินของเราให้เร่งเครื่องพร้อมจู่โจมเลยละ !
สำหรับแฟน ๆ ที่รอคอยมายาวนาน 7 ปีจากภาคล่าสุด เตรียมตังค์และใจไว้ให้ดี Bandai Namco เตรียมปล่อยแบบ Grand Opening ในวันที่ 2 ตุลาคม 2026 มาในรูปแบบ PS5, Xbox Series X/S และ Stream เราไม่ได้บอกว่าควรซื้อหรือไม่ แต่ถ้าชอบเกมสงครามยิงกลางเวหามันส์ ๆ ซีรีส์นี้ต้องเก็บจริง ๆ













