ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| IT News

UN เตือน AI อาจกินพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกถึง 3%

Table of Content

หลายคนมักมีความเชื่อว่า ยิ่งโมเดลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถูกพัฒนาให้เก่งขึ้นเท่าไร มันก็จะยิ่งใช้พลังงานและทรัพยากรลดลงในอนาคตมากเท่านั้น รายงานล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าแนวคิดที่ดูสมเหตุสมผลนี้ แท้จริงแล้วเป็นหลุมพราง เพราะในความเป็นจริง การใช้พลังงานของ AI อาจพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่า จนกินสัดส่วนถึง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกภายในปี 2030

และ AI ก็อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับที่ปล่อยจากประเทศอังกฤษทั้งประเทศ และต้องใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนระบบ มากกว่าปริมาณความต้องการน้ำดื่มรายปีของประชากรทั้งโลกรวมกันเสียอีก

หลุมพรางทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘Jevons paradox’ 

รายงานคาดการณ์ว่ารูปแบบการเติบโตของ AI จะเข้าข่ายหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า ‘Jevons paradox’ ตั้งชื่อตามนักเศรษฐศาสตร์ วิลเลียม สแตนลีย์ เจวอนส์ (William Stanley Jevons) ที่เคยสังเกตพบปรากฏการณ์นี้ กับการใช้ถ่านหินในอังกฤษยุคศตวรรษที่ 19 

ซึ่งหลักการนี้อธิบายว่า เมื่อเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้น มันกลับไม่ได้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรลงตามที่คาดหวัง แต่ในทางกลับกัน เมื่อ AI มีราคาถูกลงและทำงานได้ดีขึ้น มันจะยิ่งดึงดูดให้คนนำไปใช้งานในปริมาณที่มหาศาลและหลากหลายมากขึ้น จนหักล้างผลดีจากการประหยัดพลังงานไปจนหมด

ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญ

เมื่อปีที่แล้ว Data center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ไฟฟ้าสูงเป็นอันดับ 11 ของโลก ถ้าหากการใช้ไฟฟ้าของ AI เพิ่มขึ้นสองเท่าตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2030 จริง โลกจะต้องใช้ต้นไม้ถึง 6,700 ล้านต้นที่ปลูกทิ้งไว้นานกว่า 10 ปี เพื่อมาชดเชยคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้แล้วศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะต้องการน้ำสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตร และกินพื้นที่หน้าดินมากกว่าเมืองเม็กซิโกซิตีถึงเกือบ 10 เท่า

ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและภาระทางสิ่งแวดล้อม 

นอกเหนือจากการผลาญทรัพยากรแล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของยุค AI ปัจจุบันมีเพียง 32 ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานระดับคลาวด์สำหรับ AI โดย 90% ของความจุกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกาและจีน สิ่งนี้สร้างช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างประเทศผู้สร้าง และประเทศผู้บริโภค ซึ่งประเทศกลุ่มหลังมักต้องเป็นผู้แบกรับภาระทางสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการทำเหมืองแร่เพื่อประกอบอุปกรณ์ หรือปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

ทางออกที่แท้จริงคือการมุ่งสู่ AI ที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ ? 

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของ AI ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือเราใช้งานมันมากแค่ไหน และเราใช้งานมันอย่างไร เช่น การสร้างข้อความ เขียนโคด สร้างรูปภาพ หรือวิดีโอ การใช้งานแต่ละอย่างล้วนใช้พลังงานไม่เท่ากัน

เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ UN เสนอให้มีการกำกับดูแลตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การจัดหาแร่ ไปจนถึงการรีไซเคิลและกำจัดทิ้งอย่างปลอดภัย โดยยึดหลักความโปร่งใส ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้พัฒนา AI ควรเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นกิจวัตร และนำการเติบโตของ AI เข้าไปคำนวณในแผนรับมือสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย

แม้ว่าปัจจุบันหลายประเทศอย่างนิวซีแลนด์และออสเตรเลียจะเริ่มนำ AI มาใช้ในภาครัฐอย่างจริงจัง และมีแนวทางกำกับดูแลเชิงหลักการ แต่ก็ยังเป็นเพียงการควบคุมแบบหลวม ๆ โดยไม่ได้บังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีหน่วยงานตรวจสอบการใช้พลังงานอย่างชัดเจน ซึ่งแนวทางที่หละหลวมนี้ ก็อาจทำให้เรามองข้ามต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ประเมินค่าไม่ได้

อย่าลืมว่าสิ่งแวดล้อมคือรากฐานของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิต หรือนี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องทบทวนทิศทางการพัฒนานวัตกรรม AI เสียใหม่ และหันมาให้ความสำคัญกับอนาคตของเทคโนโลยีที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงสักที

ที่มา : livescience
พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว

Highlight

สรุปข่าวลือ Samsung Galaxy Z Flip8 ทุกสเปกและราคา อัปเดตล่าสุด

11/06/2026
Read More

Virtual Bank คืออะไร มีความท้าทาย และส่งผลต่อระบบการเงินไทยอย่างไร ? 

11/06/2026
Read More

สรุปรวมข่าวลือ Samsung Galaxy Z Fold8 แบบครบจบ อัปเดตล่าสุด

11/06/2026
Read More

SpaceX หุ้น IPO จองล้นทะลักเกือบ 4 เท่า มูลค่าทะลุ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

10/06/2026
Read More

Nasa เปิดชื่อนักบินอวกาศสำหรับ Artemis III

10/06/2026
Read More

ถูกใจสายคุมโทน ฟีเจอร์ใหม่ IG ย้าย Grid จัดเรียงโพสต์ที่ลงไปแล้วได้ !

10/06/2026
Read More

Related Content