ประเด็นใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อน หลายคนคงได้เห็นข่าว ‘ค่าไฟแฝง’ ว่อนเต็มหน้าสื่อ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายของประชาชน ใครจะรู้ว่าไฟส่องสว่างตามทางสาธารณะจะถูกรวมอยู่ในบิลล์ค่าไฟของเรา แล้วทำไมเราต้องจ่ายแพงขึ้น ?
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ถูกตีแผ่เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยกรณีค่าไฟแฝงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา พูดแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือค่าไฟสาธารณะต่าง ๆ เช่น ไฟส่องสว่างริมถนน ไฟทางหลวง หรือแม้แต่ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วมของท้องถิ่น ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฐานของประชาชน ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยที่ประชาชนไม่เคยทราบเลยว่าต้องช่วยหารเฉลี่ยจ่ายค่าไฟถนน
แม้จะเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่ค่าไฟแฝงจากไฟสาธารณะหรือไฟถนนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีนี้ และไม่อาจพูดได้ว่าเป็นกลโกงของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพียงแต่เป็นโครงสร้างที่ส่งต่อกันมานานหลายสิบปี
ยิ่งใช้ไฟเยอะ ยิ่งจ่ายค่าแฝงเยอะ
ปัญหาที่ทำหลายคนถกเถียงกัน คือแทนที่จะเก็บค่าไฟสาธารณะเป็นอัตราคงที่ต่อครัวเรือน หรือดึงมาจากภาษีส่วนกลางตามปกติ แต่ระบบปัจจุบันใช้วิธีแฝงเข้าไปในค่าไฟทุก ๆ 1 หน่วยที่เราเปิดใช้ (โดยจะถูกเพิ่มเข้าไป 10 สตางค์ต่อหน่วย ตามที่ถูกกำหนดเอาไว้ ในหนังสือด่วนที่สุดของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปี 2549) เท่ากับว่ายิ่งบ้านไหนใช้ไฟเยอะ ตัวคูณก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาของประชาชนแต่ละบ้านเท่านั้น แต่การใช้ไฟฟรีทำให้หลายท้องถิ่นขาดความตระหนักในการประหยัดพลังงาน เปิดไฟทิ้งขว้าง ไม่เปลี่ยนไปใช้หลอดประหยัดไฟ LED หรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพราะมองว่าเป็นของฟรี ทั้งที่คนจ่ายบิลล์ตัวจริงคือประชาชน
เริ่มรื้อโครงสร้างค่าไฟเพื่อดึงต้นทุนแฝงออก
เพื่อแก้ไขปัญหาที่หลายภาคส่วนเรียกร้อง นายเอกนัฏ ระบุว่าได้รับนโยบายตรงจากนายกรัฐมนตรี ให้เร่งจัดการปัญหาโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ สำหรับระยะสั้น เป้าหมายหลักคือการแยกค่าไฟแฝงออกจากบิลล์ประชาชน
- รื้อโครงสร้างดึงต้นทุนส่วนนี้ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึงปีละ 15,000 – 20,000 ล้านบาท ออกจากบิลล์ค่าไฟของประชาชน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลักเดือนในการดำเนินการส่วนนี้
- การไฟฟ้าช่วยรับแรงกระแทก ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เพื่อให้ค่าไฟของประชาชนลดลงได้ทันที จะมีการเจรจาให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคช่วยบริหารจัดการ หรือหมุนเงินสำรองมาแบกรับภาระส่วนนี้ไปก่อนชั่วคราว (คาดว่าไม่เกิน 1 เดือน) เพื่อไม่ให้ระบบชะงัก
- เม็ดเงินกว่า 20,000 ล้านบาทที่ดึงกลับมาได้จะถูกนำไปพุ่งเป้าช่วยเหลือ ลดค่าไฟให้กับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก ให้มีราคาต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งนโยบายนี้จะครอบคลุมและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีถึง 23 ล้านครัวเรือน ที่ ครม. มีมติเห็นชอบในช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา
สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว รัฐบาลจะไม่กลับไปใช้วิธีผลักภาระให้ใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะใช้วิธีการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานใหม่ทั้งระบบ ดังนี้
1. เปิดประตูรับ Data Center ให้เป็นผู้จ่ายชดเชย
กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนทำ Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาล จะถูกจัดเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟประเภทใหม่ รัฐบาลจะเรียกเก็บอัตราค่าไฟในเรตที่แพงขึ้นอย่างเหมาะสม รวมถึงต้องมีค่ามัดจำ หรือค่าจองการใช้ไฟล่วงหน้า ซึ่งรายได้ส่วนนี้แหละที่จะถูกนำมาจ่ายโปะค่าไฟสาธารณะแทนเงินของประชาชน
2. บริหารไฟฟ้าสำรองให้มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองเหลือใช้จำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลต้องจ่ายเงินค่าความพร้อมจ่าย (หรือค่า AP) อยู่ตลอดเวลาให้กับโรงงานผลิต การที่ Data Center เข้ามาตั้งในไทยและใช้ไฟจำนวนมหาศาล จะช่วยมาแชร์ไฟส่วนเกิน ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยของประเทศลดลงในภาพรวมได้
และในอนาคตอาจมีการเปิดตลาดรับซื้อไฟแบบเสรี สำหรับพลังงานสะอาด (Green FTP) ให้กลุ่ม Data Center ผลิตหรือซื้อไฟใช้เอง เพื่อไม่ให้มาแย่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของประชาชน
3. ผลิตพลังงานสะอาดใช้เองภายในชุมชน
ปรับระบบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ของชุมชน เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าสำหรับพื้นที่สาธารณะโดยตรง นอกจากจะลดค่าไฟทางหลวงได้แล้ว ยังไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาษีอีกด้วย
4. ใช้เอง จ่ายเอง
แม้ทางออกแรกคือการหาเงินจาก Data Center และลดต้นทุนโรงไฟฟ้ามาอุดหนุนก่อน แต่หากในอนาคตงบประมาณส่วนนี้ยังไม่เพียงพอ จะต้องบังคับใช้กฎเหล็ก ให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของพื้นที่ (กทม., กรมทางหลวงชนบท หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ซึ่งมีงบประมาณและจัดเก็บภาษีท้องถิ่นอยู่แล้ว จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบติดมิเตอร์และจ่ายค่าไฟสาธารณะเอง 100% เพื่อให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบที่ควรจะเป็น
การรื้อโครงสร้างค่าไฟแฝงในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การลดค่าใช้จ่ายในรายเดือน แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของความโปร่งใสในระบบสาธารณูปโภคไทย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เงินทุกบาทที่จ่ายไปในบิลล์ค่าไฟ คือพลังงานที่พวกเขาได้ใช้งานจริง ไม่ใช่การจ่ายภาษีซ้ำซ้อน หรือแม้แต่การมัดมือชกให้จ่ายเงินแบบแอบแฝงมาโดยที่ไม่รู้ที่ไปที่มาของรายจ่ายที่แฝงมา ฉะนั้นการใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ และร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าจะก้อนเล็กน้อยแค่ไหน เนื่องจากล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชน













