รัฐบาลสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้ารอบใหม่ในอัตรา 10% หรือ 12.5% จากประเทศคู่ค้า ซึ่งรวมถึงไทย สหภาพยุโรป (EU) และจีน โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศเหล่านี้หย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมายแบนสินค้าที่มาจาก ‘แรงงานบังคับ’ (Forced labor) การประกาศนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับที่มาตรการเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% แบบชั่วคราวกำลังจะหมดอายุลงพอดี
นี่ถือเป็นความพยายามล่าสุดของทำเนียบขาว ที่จะรื้อฟื้นนโยบายการเก็บภาษีจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกตามที่ทรัมป์เคยหาเสียงไว้ หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งตีตกมาตรการเก็บภาษี ‘ต่างตอบแทน’ ในอัตรา 10% ถึง 50% ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมาตรการที่ทรัมป์งัดกฎหมายฉุกเฉินแห่งชาติมาใช้เมื่อปีที่แล้ว เพื่อหวังลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ
ครอบคลุมสินค้านำเข้าสหรัฐฯ 99.4%
กำแพงภาษีใหม่นี้ถูกประกาศในเอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม โดยครอบคลุมสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ถึง 99.4% แต่ก็ยังมีการยกเว้นให้กับสินค้าหลายประเภท เช่น น้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย และอาหารบางชนิด
อำนาจตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974
การเก็บภาษีครั้งนี้เป็นการใช้มาตรา 301 ตามกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อออกมาตรการภาษีชุดใหม่ หลังมาตรการเดิมถูกศาลเพิกถอนสำหรับสินค้านำเข้าเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ มาตรการใหม่นี้ทางนักกฎหมายหลายคนมองว่าเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องน้อยกว่ารอบที่แล้ว เพราะมาตรา 301 เคยผ่านการทดสอบในชั้นศาลและรอดมาได้แล้วในอดีต
สำหรับภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% แบบชั่วคราวของทรัมป์นั้น หมดอายุลงในเวลา 00:01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม หลังจากบังคับใช้มาครบ 150 วัน ซึ่งภาษีรอบใหม่นี้ก็มีผลบังคับใช้ต่อทันที โดยจะยกเว้นให้เฉพาะสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งไปจนถึงเวลา 00:01 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม
“สหรัฐฯ มีกฎหมายแบนการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับมาเกือบศตวรรษแล้ว และเราก็บังคับใช้อย่างเข้มงวด มันถึงเวลาแล้วที่ประเทศคู่ค้าของเราจะต้องทำแบบเดียวกัน การดำเนินการในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบิดเบือนกลไกการค้า เพื่อยกระดับสวัสดิภาพของแรงงานในทุกที่” เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์
ก่อนหน้านี้ เกรียร์เคยรับปากไว้ว่า สำหรับประเทศที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ในเรื่องการจำกัดเพดานภาษี ภาษีแรงงานบังคับตัวใหม่นี้จะไม่ดันให้อัตราภาษีพุ่งเกินเพดานที่ตกลงกันไว้
ประเทศที่ถูกตั้งกำแพงภาษี 10%
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ตั้งกำแพงภาษี 10% สำหรับสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ อังกฤษ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา และตรินิแดดและโตเบโก
ประเทศที่ถูกตั้งกำแพงภาษี 10% หรือ 12.5%
สหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ถูกเก็บภาษีในอัตราที่เมื่อนำไปบวกกับภาษีศุลกากรเดิมที่มีอยู่แล้ว จะอยู่ที่รวม 10% หรือ 12.5%
สำหรับอีก 38 ประเทศที่เหลือโดนเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ซึ่งรวมถึงไทย และเวียดนาม ที่เพิ่งออกกฎหมายใหม่สัปดาห์นี้ เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการแบนสินค้าจากแรงงานบังคับ และจีน ซึ่งถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่ากักขังชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ให้ทำงานในค่ายแรงงาน แม้ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะออกมาปฏิเสธตลอดก็ตาม
ด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ได้แจ้งกับทางการจีนว่า พวกเขาตั้งใจที่จะรื้อฟื้นภาษีสินค้าจีนในสมัยที่สองของทรัมป์ให้กลับไปอยู่ที่ 20% ตามที่เคยตกลงกันไว้ในการสงบศึกทางการค้ากับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 แต่จะไม่ให้เกินระดับนั้น โดยก่อนหน้าที่จะมีประกาศในวันศุกร์ อัตราภาษีของจีนได้ลดลงมาอยู่ที่ 10% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมภาษี 25% สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมที่เคยเก็บในรัฐบาลสมัยแรกของทรัมป์
นานาชาติแห่ประท้วง
มาตรการนี้ทำให้เกิดกระแสประท้วงจากประเทศคู่ค้าบางส่วนในทันที โดย คายา คัลลัส (Kaja Kallas) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวว่า ทางกลุ่มมองว่าภาษีใหม่นี้เป็นเรื่องน่าตกใจ และเหตุผลของฝั่งวอชิงตันนั้นฟังไม่ขึ้น
อย่างไรก็ดี คงต้องจับตาดูกันยาว ๆ ว่ากำแพงภาษีรอบใหม่ของทรัมป์ จะบานปลายกลายเป็นสงครามการค้าระดับโลกอีกครั้งหรือไม่ ? และประเทศไทยเราจะหาทางรับมือกับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร ต้องรอติดตาม













