ใคร ๆ ก็รู้จัก Canva เครื่องมือที่นักเรียนและวัยทำงานใช้กันทั้งโลก จนกลายเป็นมีมว่า Gen Z โตมากับ Canva ส่วนคนใช้ PowerPoint เป็นคนแก่ แต่รู้หรือไม่ว่า Canva เคยถูกปฏิเสธมานับร้อยครั้ง กว่าจะเกิดเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถออกแบบงานกราฟิกได้ ไม่ว่าจะเป็น Presentation, Poster, Resume หรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
Canva เริ่มต้นจากปัญหาเล็ก ๆ ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย เมลานี เพอร์กินส์ (Melanie Perkins) นักศึกษามหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย ซึ่งในเวลานั้นเธอรับงานสอนโปรแกรมออกแบบให้กับนักเรียน
แต่ระหว่างที่สอน เธอกลับพบปัญหาบางอย่าง
โปรแกรมออกแบบในเวลานั้นมีความซับซ้อนมาก ผู้ใช้ต้องใช้เวลานานในการเรียนรู้เครื่องมือต่าง ๆ กว่าจะสามารถสร้างผลงานออกมาได้ และสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นนักออกแบบมืออาชีพ โปรแกรมเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นกำแพงที่เข้าถึงได้ยาก
เมลานีจึงเริ่มสงสัยว่า “ทำไมการออกแบบถึงต้องยากขนาดนี้ ?”
แต่แทนที่จะหยุดอยู่แค่การตั้งคำถาม เธอกับ คลิฟฟ์ โอเบรชต์ (Cliff Obrecht) แฟนหนุ่มในขณะนั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Canva จึงลองหาปัญหาที่สามารถแก้ได้จริง
พวกเขาเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ “หนังสือรุ่นของโรงเรียน”
การทำ Yearbook ในออสเตรเลียตอนนั้นเป็นงานที่ทั้งยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง โรงเรียนต้องจัดการทั้งรูปภาพ การจัดหน้า การออกแบบ และการพิมพ์
ทั้งคู่จึงสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถออกแบบหนังสือรุ่นได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมออกแบบที่ซับซ้อน
ในปี 2007 พวกเขาจึงเปิดตัวธุรกิจชื่อ Fusion Books
ช่วงแรกไม่ได้มีเงินทุนก้อนใหญ่ หรือทีมงานขนาดใหญ่ ทั้งคู่ยังเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานพาร์ตไทม์ไปด้วย พวกเขาใช้เงินที่หามาได้ รวมถึงเงินกู้จากธนาคาร เพื่อพัฒนาธุรกิจ
ลูกค้ารายแรกเข้ามาในปี 2008 และหลังจากนั้น Fusion Books ก็ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นผู้ให้บริการทำหนังสือรุ่นรายใหญ่ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ก่อนจะขยายไปฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทั้งคู่ได้รับจาก Fusion Books ไม่ใช่แค่รายได้ แต่คือ “ข้อมูลจากผู้ใช้จริง”
เพราะเมื่อทำงานกับโรงเรียนจำนวนมาก พวกเขาเริ่มเห็นว่าครูและนักเรียนไม่ได้ต้องการทำแค่หนังสือรุ่น
พวกเขายังต้องทำโปสเตอร์ จดหมายข่าว ใบปลิว และกราฟิกสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ นั่นทำให้เมลานีเริ่มมองเห็นว่า ปัญหาจริงอาจไม่ได้อยู่ที่การทำหนังสือรุ่น แต่อยู่ที่ว่า “ทำไมคนทั่วไปถึงต้องใช้โปรแกรมที่ซับซ้อน เพียงเพื่อสร้างงานออกแบบง่าย ๆ ?”
จากจุดนั้น ทั้งคู่จึงเริ่มคิดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่า Fusion Books พวกเขาอยากสร้างแพลตฟอร์มที่ทำให้คนทั่วไปสามารถออกแบบได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักออกแบบมืออาชีพ
และแนวคิดนั้นก็คือ Canva แต่การเปลี่ยนจากธุรกิจหนังสือรุ่นในออสเตรเลีย ไปสู่แพลตฟอร์มออกแบบระดับโลก ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ
เมลานีต้องเดินทางไป Silicon Valley เพื่อหานักลงทุน และสิ่งที่ได้รับกลับมาในช่วงแรกคือคำปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า
เธอและคลิฟฟ์ต้องนำเสนอไอเดียให้กับนักลงทุนจำนวนมาก และถูกปฏิเสธมากกว่า 100 ครั้ง บางคนไม่มั่นใจว่าตลาดนี้ใหญ่พอ บางคนกังวลเรื่องที่บริษัทอยู่ในออสเตรเลีย และบางคนยังไม่เชื่อว่าแพลตฟอร์มออกแบบออนไลน์จะสามารถเติบโตเป็นธุรกิจระดับโลกได้
แต่แทนที่จะมองคำปฏิเสธเหล่านั้นเป็นจุดจบ ทั้งคู่กลับใช้มันเป็นข้อมูล เมลานีเล่าว่า ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธ พวกเขาจะพยายามขอคำแนะนำจากนักลงทุนว่า “อะไรคือสิ่งที่ยังไม่ดีพอ ?”
จากนั้นก็นำคำแนะนำเหล่านั้นกลับไปปรับและกลับมานำเสนอใหม่ จนในที่สุด พวกเขาก็เริ่มได้พบกับคนที่เชื่อในวิสัยทัศน์ของพวกเขา
หนึ่งในนั้นคือ บิล ไท (Bill Tai) นักลงทุนจาก Silicon Valley ซึ่งต่อมาได้แนะนำให้พวกเขารู้จัก ลาร์ส ราสมุสเซน (Lars Rasmussen) หนึ่งในผู้สร้าง Google Maps และการพบกับลาร์สก็กลายเป็นจุดสำคัญ เพราะทั้งคู่รู้ว่าพวกเขาต้องการมากกว่าเงินลงทุน
พวกเขาต้องการ “ทีมเทคโนโลยี” ที่สามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์จริง ท้ายที่สุด คาเมรอน อดัมส์ (Cameron Adams) อดีตผู้บริหารและนักออกแบบจาก Google ก็เข้ามาร่วมทีม กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนที่สามของ Canva
ในปี 2013 Canva เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมเงินทุนเริ่มต้นหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ จากนักลงทุนทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐฯ
แนวคิดของ Canva แตกต่างจากโปรแกรมออกแบบแบบเดิมอย่างชัดเจน แทนที่จะให้ผู้ใช้เริ่มต้นจากหน้ากระดาษเปล่า Canva ใช้ระบบ Drag-and-Drop และ Template สำเร็จรูป ทำให้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการออกแบบก็สามารถสร้างผลงานที่ดูเป็นมืออาชีพได้ และนั่นกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัท
Canva ไม่ได้พยายามสร้างโปรแกรมที่ดีที่สุดสำหรับนักออกแบบมืออาชีพ แต่พยายามสร้างเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ไม่ใช่นักออกแบบ
จากแพลตฟอร์มเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นจากปัญหาการทำหนังสือรุ่น Canva ค่อย ๆ ขยายไปสู่การออกแบบ Presentation, Social Media, Video, Website และงานอีกหลากหลายรูปแบบ
จนในปี 2018 Canva กลายเป็นบริษัท Unicorn หรือบริษัทสตาร์ตอัปที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังคงขยายตัวไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามา ก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ Canva เพราะบริษัทไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเครื่องมือออกแบบ แต่เริ่มนำ AI เข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนการคิดไปจนถึงการสร้างผลงานจริง
อย่าง Magic Design ที่สามารถสร้างรูปแบบ Presentation หรือโพสต์โซเชียลมีเดียจากคำสั่งหรือรูปภาพที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป ขณะที่ Magic Write ช่วยคิดหัวข้อ เขียนข้อความ หรือสรุปเนื้อหา รวมถึงเครื่องมือสร้างภาพและแก้ไขภาพด้วย AI ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างหรือตกแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องมีทักษะด้านกราฟิกมาก่อน
จากเดิมที่ Canva เข้ามาแก้ปัญหาเรื่อง “การออกแบบ” วันนี้บริษัทกำลังขยับไปสู่การช่วยแก้ปัญหา “การสร้างคอนเทนต์” ตั้งแต่คิดไอเดีย เขียนข้อความ สร้างภาพ ไปจนถึงออกแบบชิ้นงานในแพลตฟอร์มเดียว
และนี่อาจเป็นอีกบทหนึ่งของ Canva ที่สะท้อนว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่แนวคิดของบริษัทยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการหยิบเรื่องที่เคยต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง มาทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและสร้างผลงานได้มากขึ้น
บางครั้งธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มจากไอเดียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เริ่มจากการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ให้คนกลุ่มหนึ่งก่อน แล้วค่อยเรียนรู้จากผู้ใช้จริงว่า ปัญหานั้นสามารถขยายไปสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าได้หรือไม่
เพราะสิ่งที่เริ่มต้นจาก “หนังสือรุ่นของเด็กมัธยม” ก็อาจกลายเป็นธุรกิจระดับโลกได้ หากเราไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้ปัญหาเดิม แต่กล้าที่จะถามต่อว่า
“ถ้าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนกลุ่มนี้ แล้วจริง ๆ แล้วมีคนอีกกี่ล้านคนที่กำลังเจอปัญหาเดียวกัน ?”













