ถ้าพูดถึง Discord หลายคนคงนึกถึงแอปฯ สำหรับคุยกับเพื่อนในเกม ทั้งแชต ส่งเสียง แชร์หน้าจอ หรือสร้างเซิร์ฟเวอร์สำหรับรวมกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือนกัน
แต่รู้ไหมว่า ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสื่อสารยอดนิยมของเกมเมอร์ Discord เริ่มต้นจาก บริษัทเกมที่พยายามสร้างเกมของตัวเอง แต่สุดท้ายกลับค้นพบธุรกิจใหม่ระหว่างทาง
เรื่องราวเริ่มต้นจาก เจสัน ซิตรอน (Jason Citron) ผู้ก่อตั้ง Discord ซึ่งไม่ได้เป็นมือใหม่ในวงการเกม เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยก่อตั้งบริษัทชื่อ OpenFeint แพลตฟอร์ม Social Gaming สำหรับเกมบนสมาร์ตโฟน
OpenFeint ทำหน้าที่คล้ายกับระบบกลางที่เชื่อมเกมต่าง ๆ เข้ากับฟีเจอร์อย่าง Leaderboard ที่เป็นตารางจัดอันดับคะแนน และ Achievement ระบบปลดล็อกป้ายรางวัล ซึ่งจะเชื่อมต่อกับผู้เล่นคนอื่น ทำให้เกมมือถือสามารถมีสังคมออนไลน์เพิ่มเข้ามาได้
ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในปี 2011 OpenFeint ถูกบริษัท GREE จากญี่ปุ่นเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่าประมาณ 104 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
หลังจากขาย OpenFeint แล้วเจสันจึงนำประสบการณ์ที่มีในวงการเกมมาตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Hammer & Chisel เพื่อพัฒนาเกมของตัวเอง
และเกมแรกของบริษัทก็คือ Fates Forever เกมแนว MOBA สำหรับแท็บเล็ตที่เปิดตัวในปี 2014
ถึงแม้ Fates Forever จะได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ แต่กลับไม่สามารถดึงผู้เล่นจำนวนมากเข้ามาได้ และธุรกิจก็ไม่ได้เติบโตอย่างที่ทีมคาดหวัง แต่ระหว่างที่กำลังพัฒนาเกม ทีมกลับพบสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ สิ่งที่ผู้เล่นให้ความสนใจไม่ได้มีแค่ตัวเกม แต่คือ การสื่อสารกับเพื่อนระหว่างเล่น
ใน Fates Forever มีระบบ Voice Chat และทีมเองก็พบปัญหาเดียวกันเวลาพวกเขาเล่นเกมอื่น ๆ นั่นคือ เครื่องมือสำหรับคุยกับเพื่อนยังใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก
จากประสบการณ์ทั้งการทำ OpenFeint และ Fates Forever ทำให้เจสันและทีมเริ่มเห็นว่า บางทีสิ่งที่พวกเขาควรสร้างอาจไม่ใช่ “เกมอีกเกมหนึ่ง” แต่อาจเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนเล่นเกมด้วยกันได้ดีขึ้น และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Discord
แทนที่จะพยายามพัฒนา Fates Forever ต่อ ทีมเลือกนำเทคโนโลยีระบบสื่อสารที่ตัวเองสร้างขึ้นมาใช้เป็นพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ใหม่
จากบริษัทเกม จึงกลายเป็นบริษัทที่สร้าง แอปฯ สำหรับการสื่อสารของเกมเมอร์
ในเดือนพฤษภาคม ปี 2015 Discord เวอร์ชันแรกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องมือสื่อสารสำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ ทั้งการพูดคุยด้วยเสียงและการส่งข้อความ
แต่การมี Voice Chat อย่างเดียวไม่ได้ทำให้ Discord แตกต่างจากคู่แข่ง เพราะในเวลานั้น ตลาดเต็มไปด้วย คู่แข่งอย่าง Skype, Mumble และ TeamSpeak 3 หรือ TS3 ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว
สิ่งที่ทีมสร้าง Discord พยายามทำคือ ลดทุกขั้นตอนที่ทำให้การคุยกับเพื่อนยุ่งยาก ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเช่าเซิร์ฟเวอร์ ไม่ต้องตั้งค่าอะไรซับซ้อน และสามารถสร้างห้องหรือชุมชนของตัวเองเพื่อชวนเพื่อนเข้ามาได้
Discord ยังเลือกใช้แนวคิดที่คล้ายกับโซเชียลมีเดีย คือไม่ได้ให้ผู้ใช้แค่คุยกันแบบตัวต่อตัว แต่สามารถสร้างเซิร์ฟเวอร์ สำหรับรวมกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกันได้
เซิร์ฟเวอร์หนึ่งอาจเป็นกลุ่มเพื่อนที่เล่นเกมเดียวกัน หรืออาจกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ของเกมหนึ่งเกมก็ได้
และตรงนี้เองที่ทำให้ Discord แตกต่าง เพราะผู้ใช้ไม่ได้เข้ามาแค่ “คุยกับเพื่อน” แต่เข้ามา “อยู่ในชุมชน”
ช่วงแรก Discord ไม่ได้มีงบโฆษณามหาศาล แต่กลับเติบโตจาก Word of Mouth หรือการบอกต่อ ผู้เล่นกลุ่มหนึ่งชวนเพื่อนเข้ามาใช้ จากนั้นเพื่อนก็ชวนเพื่อนอีกต่อหนึ่ง จนเกิดการเติบโตแบบเครือข่าย
ทีมยังพยายามพัฒนาฟีเจอร์ให้ตอบโจทย์เกมเมอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น In-game Overlay ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเปิดดู Discord และคุยกับเพื่อนได้โดยไม่ต้องออกจากเกม รวมถึงการเพิ่มระบบ Friends List, Video Chat และ Screen Share ในเวลาต่อมา
Discord เลยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในปี 2016 Discord มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนแล้ว 25 ล้านคน และมีการส่งข้อความประมาณ 100 ล้านข้อความต่อวัน
และภายในปี 2017 จำนวนผู้ใช้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านคน พร้อมมีผู้ใช้งานต่อวันประมาณ 9 ล้านคน
จากนั้น Discord ก็ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นโปรแกรมคุยระหว่างเล่นเกมอีกต่อไป แต่ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างชุมชน ตั้งแต่กลุ่มเกมเมอร์ นักพัฒนาเกม ไปจนถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจเฉพาะทาง
ปัจจุบัน Discord ระบุว่ามีผู้ใช้งานประจำวันมากกว่า 90 ล้านคน และมากกว่า 90% ของผู้ใช้ระบุว่าเล่นวิดีโอเกม
เรื่องของ Discord จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่สิ่งที่บริษัทตั้งใจสร้างตั้งแต่แรก
Fates Forever อาจไม่สามารถกลายเป็นเกมยอดฮิตได้ แต่ระหว่างทาง ทีมกลับค้นพบว่าปัญหาที่พวกเขาเจอจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องการสร้างเกม แต่คือ “คนเล่นเกมยังไม่มีเครื่องมือที่ดีพอสำหรับการเล่นด้วยกัน”
Discord จึงไม่ได้เกิดจากการคิดว่า “เราจะสร้างแอปฯ แชตให้เกมเมอร์” แต่เกิดจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ถ้าเราเข้าใจปัญหาของเกมเมอร์มากพอ เราจะสร้างอะไรที่ช่วยให้พวกเขาเล่นเกมด้วยกันได้ดีขึ้น ?”
และบางครั้ง การยอมรับว่าไอเดียแรกของเราไม่เวิร์ก อาจไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเจอว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งที่คนต้องการจากเราคืออะไรกันแน่ต่างหาก













