Tags
| โรคหัวใจ
10/11/2025
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 65 days ago
นักวิทย์ฯ พบ “ยาต้นแบบ IC7Fc” สู้โรคเรื้อรังทั้งหัวใจ และเบาหวาน รักษาได้ 2 โรคในตัวเดียว
นักวิจัยจากออสเตรเลียและเนเธอร์แลนด์ กำลังพัฒนายาต้นแบบที่อาจช่วยรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจไปพร้อมกันได้ โดยยานี้จะเน้นลดคอเลสเทอรอลและลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นสองสาเหตุหลักของโรคเหล่านี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในปี 2050 จะมีผู้ป่วยมากถึง 1.31 พันล้านคน ขณะเดียวกันโรคหัวใจก็ยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก และมักมาคู่กับโรคเบาหวานเสมอ ‘IC7Fc’ ยาต้นแบบที่อาจเปลี่ยนแนวทางรักษาโรคเรื้อรัง งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยโมนาซ (Monash University) ในออสเตรเลีย และศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยไลเดน (Leiden University Medical Center (LUMC) ในเนเธอร์แลนด์ พวกเขาทดลองยาใหม่ชื่อ IC7Fc ในหนูที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม ให้มีระบบไขมันคล้ายคน ผลการทดลองชี้ว่า IC7Fc ไม่เพียงช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและน้ำหนัก แต่ยังช่วยลดการอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจได้ ศาสตราจารย์มาร์ก เฟบไบรโอ (Mark Febbraio) หัวหน้าทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยโมนาซ กล่าวว่า “ตอนแรกพัฒนา IC7Fc เพื่อช่วยรักษาเบาหวาน แต่ตอนนี้กลับพบว่าสามารถช่วยลดไขมันที่อุดตันในเลือดได้ด้วย” กลไกการทำงานของ IC7Fc IC7Fc เป็นโปรตีนที่สร้างขึ้นในห้องแล็บ โดยเลียนแบบสารในร่างกายชื่อ…03/09/2024
AI สามารถช่วยตรวจจับผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจถึงแก่ชีวิต
มหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษได้นำเอไอที่เรียกว่า Optimise มาฝึกเรียนรู้ประวัติสุขภาพของคนมากกว่า 2,000,000 คน ซึ่งพบว่ามีความสามารถช่วยให้แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (แพทย์ที่รักษาอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันและเรื้อรังทั่วไป) สามารถวินิจฉัยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในระดับที่จะพัฒนาสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ ซึ่งโดยทั่วไปถ้ามีอาการแล้วส่งโรงพยาบาลไม่ทันก็อาจมีผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตศิลา วงศ์เจริญ | 498 days ago
Read More08/08/2024
ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้ทุกวัน แค่ทำ 5 สิ่งนี้
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีรุดหน้า พาให้ทุกคนต่างต้องเร่งรีบ และชีวิตก็ถูกรายล้อมไปด้วยอาหารสำเร็จรูป “โรคเรื้อรัง” หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases หรือ NCDs) จึงกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือมะเร็ง ล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่รักษายาก และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ว่า…เราสามารถป้องกันโรคเรื้อรังเหล่านี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยา วันนี้เรามี 5 แนวทางง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำได้เองที่บ้าน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง และห่างไกลจากโรคเรื้อรัง 1. กินอย่างฉลาด ปราศจากโรคภัย คุณเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "You are what you eat" ไหม ? นั่นเพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น ล้วนมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของเรา ดังนั้น การเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ จึงเป็นด่านแรกในการป้องกันโรคเรื้อรังได้ แนวทางการกินที่ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง: ตัวอย่างเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ: จำไว้ว่า การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทรมานตัวเอง ลองหาสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่อร่อยและทำง่าย แล้วคุณจะพบว่าการกินดีไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป 2. กีฬาคือยาวิเศษ (ที่ไม่ต้องกิน) บางคนอาจคิดว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอคือหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ…กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 524 days ago
Read More08/08/2024
5 สเต็ปเทพดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงแบบไม่ต้องพึ่งหมอ
หัวใจดวงน้อย แต่ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมงไม่เคยหยุดดวงนี้ เปรียบเสมือนขุมพลังขับเคลื่อนชีวิตของเรา การดูแลหัวใจให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเครียด มลพิษ และวิถีชีวิตที่เร่งรีบ เรามี 5 เคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมาแนะนำกัน 1. กินอาหารดีต่อหัวใจ หากเปรียบหัวใจเป็นเครื่องยนต์ อาหารก็เปรียบเสมือนน้ำมัน ที่หากเติมน้ำมันดีเครื่องยนต์ก็จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน หากเติมน้ำมันไม่ดี ก็อาจเป็นการทำลายเครื่องยนต์ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรกินอาหารที่ดีต่อหัวใจบ้าง ดังนี้ 2. ขยับร่างกายสม่ำเสมอ “แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” หลายคนมักจะคิดว่าการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหัวใจนั้น จะต้องวิ่งมาราธอนหรือเข้ายิมหนัก ๆ เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเพียงแค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว ซึ่งการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ทั้งยังช่วยให้นอนหลับสบาย หลักการง่าย ๆ ในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี มีดังนี้ 3. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม คุณรู้หรือไม่ว่า “น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลต่อหัวใจโดยตรง” ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง วิธีควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม มีดังนี้…กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 524 days ago
Read More26/06/2024
จำนวนครั้งในการวิดพื้นอาจบอกความเสี่ยงโรคหัวใจในอนาคตของคุณได้
วิดพื้น หรือดันพื้น (Push up) เป็นการออกกำลังกายพื้นฐานที่ทุกคนรู้จัก แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะทำไม่ได้ หรือไม่เคยลองทำก็คงจะพอรู้ว่าการวิดพื้นสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นแขน หน้าอก หัวไหล่ และอีกหลายส่วน นอกจากคุณจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงภูษิต เรืองอุดมกิจ | 567 days ago
Read More23/05/2024
นวัตกรรมเพื่อคนกินเค็ม ‘ช้อนลดโซเดียม’ เพิ่มรสเค็ม และอูมามิในอาหาร วางขายแล้ว!
คิริน โฮลดิงส์ คอมปานี ลิมิเต็ด (Kirin Holdings Company, Limited) จากประเทศญี่ปุ่นได้เปิดขายช้อนไฟฟ้าเพิ่มความเค็ม หรือ Electric Salt Spoon โดยช้อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ในการลดโซเดียมจากเครื่องปรุง ไม่ว่าจะเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว และผงชูรส ด้วยการเพิ่มรสเค็ม และรสอูมามิภูษิต เรืองอุดมกิจ | 601 days ago
Read More22/04/2024
5 แนวทางการควบคุมและป้องกันความดันโลหิตสูง
“ผู้ใดก็ตามที่มีความดันโลหิตวัดได้มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง” องค์การอนามัยโลก, 2542 “ความดันโลหิตสูง” (Hypertension) จัดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases; NCDs) 1 ใน 5 ฆาตรกรเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด โดยปัจจุบันพบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด แม้ไม่มีอาการแสดงชัดเจนแต่หากปล่อยไว้นาน ๆ ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้ ข้อมูลทางการแพทย์จากสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยได้ระบุว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตจากหัวใจวายร้อยละ 60-70 เสียชีวิตจากหลอดเลือดในสมองอุดตันหรือแตกร้อยละ 20-30 และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรังร้อยละ 5-10 คุณเป็นความดันโลหิตสูงหรือเปล่า ? คนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวเพราะไม่แสดงอาการ แต่บางรายก็อาจมีอาการปวดหัว เวียนหัว มึนงง และเหนื่อยง่ายผิดปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่มีการควบคุมหรือทำการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม อาจทำให้อวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ สมอง ไต หลอดเลือด และตา เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงจะไปทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้นและรูเล็กลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้อวัยวะทำงานผิดปกติ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 632 days ago
Read More02/02/2024
คนนอนดึกเบิร์นไขมันได้น้อยกว่า เสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน และปัญหาหัวใจ
ด้วยลักษณะทางชีววิทยาส่งผลให้มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในตอนกลางวันเป็นหลักตลอดมา แต่ช่วงหลังมานี้เราจะเห็นมนุษย์ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตในช่วงกลางคืนมากกว่า ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Night owl หรือ นกฮูกกลางคืน คนประเภทนี้มักมีสมาธิ สมองแล่น และตื่นตัวในเวลากลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน ซึ่งยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายของบรรดานกฮูกในร่างมนุษย์ยังคงตอบสนองการใช้ชีวิตในตอนกลางวันอยู่ การนอนดึก ตื่นสาย หรือนอนน้อยจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ แม้จะนอนหลับสนิท และครบตามเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ นกฮูกในร่างมนุษย์ กับผลเสียต่อสุขภาพ นาฬิกาชีวภาพ (Circadian rhytm) เป็นหนึ่งในกลไกที่ถูกสร้างมาพร้อมกับร่างกายมนุษย์ เข็มของนาฬิกาในร่างกายนี้จะบอกการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามช่วงเวลาในหนึ่งวัน เช่น ช่วยให้คุณตื่นในตอนเช้า ผ่อนคลายในช่วงค่ำ และง่วงในตอนดึกด้วยการหลั่งสารสื่อประสาทหรือสารเคมีต่าง ๆ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายตามแต่ในช่วงเวลา การนอนดึก หรือใช้ชีวิตตอนกลางคืนจึงอาจคัดง้างเข็มของนาฬิกาชีวภาพ และส่งผลให้ฟันเฟืองในร่างกายติดขัด และเกิดปัญหาตามมา การศึกษาจำนวนมากพบข้อเสียของการนอนดึก และนอนผิดเวลาแม้ว่าจะนอนครบตามชั่วโมง และนอนหลับสนิทก็ตาม หนึ่งในปัญหาสุขภาพของการนอนดึก และการใช้ชีวิตตอนกลางคืนที่ส่งผลเสียในระยะยาว คือ การเผาผลาญที่ทำงานน้อยลง การศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส สหรัฐอเมริกาได้เปรียบเทียบการเผาผลาญระหว่างคนที่นอนดึก และนอนเร็ว ในคนที่เข้าร่วมการศึกษานี้ทั้งหมดต้องออกกำลังกายรูปแบบเดียวกัน และคุมอาหารเหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียว คือ เวลานอน จากการเฝ้าสังเกต และสแกนมวลร่างกาย ทีมนักวิจัยพบว่าแม้คนเหล่านี้จะออกกำลังกายเหมือนกัน และรับประทานอาหารเหมือนกัน แต่กลุ่มคนที่นอนเร็วกลับมีระบบการเผาผลาญที่ดีกว่า ร่างกายดึงไขมันมาเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานเพื่อนำมาใช้ได้มากกว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 712 days ago
Read More23/01/2024
คาร์ดิโอ และออกกำลังกายแบบแรงต้านลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้มากกว่า
ในปัจจุบันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากพบว่าการออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ และสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ตาม ทั้งการยกเวท บอดี้เวทเทรนนิง คาร์ดิโอ กีฬา และโยคะ แต่การออกกำลังกายก็เหมือนรสนิยมในการฟังเพลง ถ้าคนไหนชอบการออกกำลังกายแบบไหนก็มักจะออกกำลังกายแค่รูปแบบเดียว อย่างคนชอบวิ่งก็จะวิ่งเยอะมาก ถ้าคนยกเวทก็จะเน้นการยกอย่างเดียวอาจเพราะมาจากความชอบ และเวลาที่จำกัดจึงทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอต่อในการออกกำลังกายหลายรูปแบบ แต่การศึกษาล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือแอโรบิก อย่างการวิ่ง หรือปั่นจักรยาน ร่วมกับการออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance training) อย่างบอดี้เวทเทรนนิง การยกน้ำหนักควบคู่กันสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้มากกว่าการออกกำลังกายแค่รูปแบบใดรูปหนึ่ง ในสหรัฐฯ จำนวน 1 ใน 3 ของคนเสียชีวิตมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ ซึ่งการศึกษานี้เป็นการศึกษาที่ใช้เวลายาวนานกว่า 1 ปีเพื่อหารูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม และสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดหัวใจและหลอดเลือดที่ได้ผล การศึกษาชิ้นนี้ทำโดยมหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต ศึกษาในคน 406 คนที่มีอายุระหว่าง 35 ถึง 70 ปี ผู้เข้าร่วมทุกคนมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือไม่ก็เป็นโรคอ้วน ร่วมกันมีภาวะความดันโลหิตสูง ทีมนักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 4 กลุ่ม 1) คนที่ไม่ออกกำลังกาย 2) คนที่คาร์ดิโออย่างเดียว 3) คนที่ออกกำลังกายแรงต้านอย่างเดียว และ 4)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 722 days ago
Read More22/01/2024
นักวิทยาศาสตร์เตรียมทดสอบยาโรคหัวใจตัวแรกของโลกที่มาจากพิษแมงมุม
ปกติแมงมุม หรือสัตว์มีพิษต่าง ๆ ดูเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายกับมนุษย์ แต่ในหลายครั้งที่ความกระหายใครรู้ของมนุษย์ ประกอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนขั้วของพิษร้ายที่อันตรายถึงชีวิตให้กลายมาเป็นยารักษาโรค ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ค้นพบว่าพิษจากของแมงมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริ (K'gari funnel-web spider) ประเทศออสเตรเลียมีคุณสมบัติในการรักษาโรคหัวใจ จากการศึกษาก่อนหน้า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารเคมี Hi1a ในพิษของแมงมุมใยกรวยชนิดนี้ว่ามีฤทธิ์ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอาการหัวใจวาย รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในการศึกษาครั้งใหม่ที่ทดสอบในเซลล์ทดลอง และสัตว์ทดลองก็พบว่า Hi1a มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหัวใจได้เทียบเท่ากับยารักษาโรคหัวใจอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากทำให้เกิดผลข้างเคียงในมนุษย์ จากการทดสอบในเซลล์ทดลอง สารจากพิษของแมงมุมชนิดนี้ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่หัวใจเสียหายจากโรคหัวใจ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ไม่ได้รับความเสียหาย รวมถึงช่วยลดความเสียหาย และอัตราการตายของเซลล์หัวใจ และสมองจากการขาดออกซิเจน ที่เป็นผลจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ของโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง อาจเป็นไปได้ว่าจะช่วยภาวะแทรกซ้อน และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ ปัจจุบันการศึกษาในการใช้สาร Hi1a จากพิษของแมงมมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริในการรักษาโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองยังคงอยู่ระหว่างการทดสอบในสัตว์ และเปลี่ยนผ่านไปสู่การทดสอบในมนุษย์ ซึ่งอาจต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไก ประโยชน์ และผลกระทบของสารชนิดนี้ในมนุษย์อย่างถ่องแท้ ก่อนจะนำมาผลิตเป็นยา หากยาจากพิษของแมงมุมชนิดนี้สำเร็จ จะเป็นยารักษาโรคหัวใจจากแมงมุมชนิดแรกของโลก โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่มีคนป่วยเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก การค้นพบครั้งนี้จึงอาจช่วยเพิ่มตัวเลือกในการรักษาโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเหล่านี้ได้ ที่มา: Sciencedailyภูษิต เรืองอุดมกิจ | 723 days ago
Read More27/11/2023
หุ่นยนต์แมงมุมจิ๋ว แปลงร่างได้ นวัตกรรมโลกอนาคตเพื่อการผ่าตัดจากภายในร่างกาย
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐอเมริกากำลังพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋วทางการแพทย์เพื่อการผ่าตัดหลอดเลือดเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดที่มีหินปูน หรือลิ่มเลือดอุดตัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโรค และอาจช่วยลดผลข้างเคียง หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดแบบเดิมได้ ‘mCLARI’ หุ่นยนต์แมงมุมจิ๋วเพื่อการผ่าตัดหลอดเลือดในอนาคต mCLARI เป็นชื่อของเจ้าหุ่นยนต์จิ๋วที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ หุ่นยนต์ตัวนี้เป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายกับแมงมุมที่มี 4 ขา ขนาดเล็กเพียง 2 เซนติเมตร และน้ำหนักเพียง 0.97 กรัมเท่านั้น mCLARI ถูกออกแบบมาให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างได้ 2 รูปแบบเพื่อการผ่าตัด และเดินทางไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยหุ่นยนต์ขนาดเล็กตัวนี้สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็ว 6 เซนติเมตร คอนเซ็ปต์ของรูปร่าง และการแปลงร่างของหุ่นจิ๋วตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการพับกระดาษโอริงามิ (Origami) ของญี่ปุ่น โดยรูปร่าง และข้อต่อของ mCLARI จะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเข้าไปตามซอกหลืบขนาดเล็ก และละเอียดอ่อนของร่างกายได้ หลอดเลือดอุดตันเป็นปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตส่วนใหญ่ของประชากรบนโลก อย่างโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหลอดเลือดอุดตันเกิดได้ทั้งจากหินปูในหลอดเลือดที่เป็นผลมาจากภาวะไขมันในเลือดสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดคราบแข็งที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งคราบหินปูนอาจหลุด และอุดตันในเส้นเลือดได้ หรืออาจเกิดจากลิ่มเลือดที่เป็นผลมาจากการเจ็บป่วย หรือการใช้ยาบางชนิดก็ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้เช่นกัน การอุดตันของหลอดเลือดส่งผลให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องขาดออกซิเจน และสารอาหาร เกิดความเสียหายต่อเซลล์ และทำให้เซลล์ตายลงได้ อย่างโรคหลอดเลือดสมองเป็นผลมาจากเซลล์สมองขาดออกซิเจนจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งการอุดตันของหลอดเลือดก็ทำให้เกิดปัญหานี้ หรือจะเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดก็เกิดจากหินปูนหลุด และอุดตันหลอดเลือด…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 779 days ago
Read More22/08/2023
DASH Diet เทรนด์อาหารสุขภาพดี ลดความดัน ลดโรคหัวใจ
ปัจจุบันศาสตร์การรับประทานอาหารนั้นแตกแขนงออกไปมากมายตามจุดประสงค์และลักษณะของอาหาร DASH diet (แดช ไดเอท) เป็นเทรนด์อาหารที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดย DASH ย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension หรือวิธีการรับประทานอาหารที่จะช่วยหยุดการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคอื่น อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตได้ นอกจากนี้ DASH diet ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นด้วย อาหารที่เป็น DASH diet ไม่ใช่วัตถุดิบที่หายากหรือมีราคาแพง แต่เป็นอาหารและวัตถุดิบทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่เน้นอาหารที่มีแร่ธาตุในกลุ่มแมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียมสูง แต่โซเดียม และไขมันต่ำ โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไป (ผู้ใหญ่: ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน) อาจส่งผลเสียต่อระบบความดันโลหิต และไต หากคนที่กำลังลดน้ำหนักต้องนับและจำกัดพลังงานหรือแคลอรีจากอาหาร คนที่กำลังคุมอาหารด้วย DASH diet ต้องนับและจำกัดปริมาณโซเดียมไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม/วัน ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารในกลุ่ม Dash diet กลไกและประโยชน์ของ DASH Diet การรับประทานแบบ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 876 days ago
Read More19/07/2023
อันตรายจากไขมันทรานส์ และไขมันตัวร้ายชนิดอื่นที่หลายคนมองข้าม
ไขมันทรานส์ (Trans fat) เป็นชนิดของไขมันที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและยังเป็นอันตรายด้วย กฎหมายไทยได้สั่งแบนไขมันทรานส์ หรือห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2562 สินค้าและอาหารที่เคยมีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบจึงต้องปรับสูตรใหม่ให้ไร้ไขมันทรานส์ แต่ถึงอย่างนั้นไขมันทรานส์ก็ไม่ได้หายไปจากชีวิตเรา Hack for Health เลยจะพามาย้อนรอยอันตรายของไขมันทรานส์ และไขมันตัวร้ายอีกชนิดที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน ไขมันทรานส์คืออะไร อันตรายแค่ไหน? คนมักจะรู้ว่าไขมันทรานส์ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่อาจยังไม่รู้ว่าไขมันทรานส์คืออะไรกันแน่ และอันตรายอย่างไร ไขมันทรานส์ คือ กรดไขมันชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในอาหาร แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ 1) ไขมันทรานส์จากธรรมชาติ ซึ่งมาจากเนื้อสัตว์และผลิตจากสัตว์ และ 2) ไขมันทรานส์สังเคราะห์ที่มาจากกระบวนการผลิตอาหารด้วยการเติมก๊าซไฮโดรเจนลงในน้ำมันพืชเพียงบางส่วนเพื่อเปลี่ยนสถานะของเหลวให้กลายเป็นก้อนไขมันเพื่อนำไปใช้ปรุงอาหาร จากข้อมูล การได้รับไขมันทรานส์ที่มาจากธรรมชาติในปริมาณที่เหมาะสมนั้นปลอดภัย แต่สำหรับไขมันทรานส์สังเคราะห์เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้นแม้ในปริมาณเล็กน้อย ด้วยความที่เป็นไขมันจึงทำให้ไขมันทรานส์ให้พลังงานสูง ซึ่งร่างกายต้องการไขมันในแต่ละวันเพียงน้อยนิดเท่านั้น การได้รับไขมันทรานส์จึงสัมพันธ์กับพลังงานและระดับไขมันในร่างกาย การได้รับไขมันทรานส์ส่งผลให้ระดับไขมันชนิดที่ไม่ดีในร่างกายหรือ LDL (Low-Density Lipoprotein) สูงขึ้น และลดระดับของไขมันในเลือดที่ดีต่อร่างกายหรือ HDL (High-Density Lipoprotein) โดยระดับ LDL ที่เพิ่มสูงขึ้นสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวและโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น การได้รับไขมันทรานส์มากเกินไปจะทำให้ไขมันชนิดที่ไม่ดีในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 910 days ago
Read More16/06/2023
การศึกษาชี้! การกินของทอดเยอะ เสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล โดยเฉพาะในผู้ชายอายุน้อย
ของทอดเป็นรูปแบบอาหารที่อร่อยและเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ ลูกชิ้นทอด ไข่เจียว และอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ก็รู้กันดีว่าอาหารประเภทนี้ให้พลังงานสูง การกินมากเกินไปอาจสามารถทำให้น้ำหนักขึ้น เกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคอื่น ๆ ตามมาได้ แต่นอกจากปัญหาสุขภาพทางกายแล้ว การศึกษาล่าสุดยังพบว่าการบริโภคของทอดอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลที่เป็นอาการทางจิตเวชด้วย โรคทางจิตเวชเหล่านี้เป็นโรคที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมถึงคนรอบข้างได้ อีกทั้งการรักษาส่วนใหญ่มักเป็นการรักษาระยะยาวและอาจมีความเฉพาะในการรักษาที่แตกต่างกันในแต่ละเคส การศึกษาชี้ การกินของทอดเพิ่มความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล การศึกษาชิ้นนี้เป็นการศึกษาจากประเทศจีน โดยทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากคนกว่า 140,728 คนในช่วง 11.3 ปี ทีมวิจัยพบว่ามีคนที่ได้รับการวินิฉัยภาวะซึมเศร้า 12,735 คนและภาวะวิตกกังวล 8,294 คน จุดร่วมกันของคนเหล่านี้คือการกินของทอด ในคนที่กินของทอดมากกว่า 1 ครั้ง/วันมีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าสูงกว่า 12 เปอร์เซ็นต์และความเสี่ยงของภาวะวิตกกังวล 7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กินของทอดเลย โดยกลุ่มผู้ชายอายุน้อยเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะกินของทอดมากกว่า 1 เสิร์ฟ/ครั้ง คนกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่ต้องเจอกับภาวะดังกล่าวมากกว่า การศึกษานี้ยังบอกด้วยว่าการกินเมนูยอดฮิต อย่างเฟรนช์ฟรายส์เสี่ยงต่อภาวะทางอารมณ์เหล่านี้ได้มากกว่าการกินเนื้อสัตว์ทอดในกลุ่มเนื้อขาว อย่างไก่ทอดหรือปลาทอดราว 2 เปอร์เซ็นต์ ดร.เดวิด แคตซ์ (Dr. David Katz)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 943 days ago
Read More08/06/2023
‘อาหารแช่แข็ง’ เก็บได้นาน สะดวก รวดเร็ว แต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพกว่าที่คิด!
ในยุคสมัยที่อะไรก็เร่งรีบไปหมด แม้แต่จะหากับข้าวรับประทานแต่ละมื้อยังแทบไม่มีเวลา แน่นอนว่า ‘อาหารแช่แข็ง’ และ 'อาหารแปรรูปแช่แข็ง' คือทางเลือกสำหรับคนที่นาน ๆ ทีจะออกจากบ้านไปซื้อวัตถุดิบมาทำกิน หรือคนที่ไม่ทำกับข้าวก็อาจจะหันไปเลือกซื้ออาหารแช่แข็งแบบปรุงสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อ เพราะเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว แถมเก็บได้นาน แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานอาหารแช่แข็งจนกลายเป็นกิจวัตรเช่นนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณ อาหารแช่แข็งไม่ดีต่อสุขภาพอย่างไร ? อาหารแช่แข็ง เป็นอาหารที่หลากหลายอาจรวมถึง ผักดิบ อาหารจานหลักพร้อมรับประทาน ของว่างขนาดพอดีคำ เนื้อสัตว์ และอื่น ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันในวิธีการผลิต การเก็บรักษา รวมไปถึงการบริโภคด้วยเหตุผลต่างกัน เช่น ความพร้อมในการใช้งาน ความสะดวก รสชาติ เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนรู้คืออาหารแช่แข็งไม่สามารถดีไปกว่าอาหารเพื่อสุขภาพที่ปรุงสดใหม่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไม่ควรรับประทานอาหารแช่แข็งเป็นประจำ 1.อาจทำให้ความดันโลหิตสูง โซเดียมหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเกลือ เป็นที่รู้กันว่าทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น การศึกษาอ้างว่าอาหารแช่แข็งมีปริมาณโซเดียมสูงจึงสามารถเพิ่มความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ การรับประทานโซเดียมมากเกินไปยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด 2.ไม่ดีต่อหัวใจ ไขมันทรานส์เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และยังเชื่อมโยงกับหลอดเลือดแดงอุดตัน ซึ่งไขมันทรานส์นั้นสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารแช่แข็ง ไขมันนี้จะไปลดคอเลสเตอรอลที่ดี และเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย ทั้งหมดนี้จะทำให้โรคหัวใจแย่ลงได้ 3.ลดคุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าทางโภชนาการของอาหารในขณะที่แช่แข็งจะเป็นตัวกำหนดว่าอาหารนั้นดีต่อสุขภาพหรือเป็นอันตราย โดยการแช่แข็งอาหารเป็นเวลานานอาจทำลายวิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญบางชนิดในอาหารได้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 951 days ago
Read More17/05/2023
กระตุกจิตกระชากใจด้วยเครื่อง AED เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ อุปกรณ์กู้ชีพที่ไม่ว่าใครก็ควรใช้ให้เป็น
เครื่อง AED (Automated External Defibrillator) หรือเออีดี คือ เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ คุณอาจพบเห็นเครื่องนี้ตามห้างสรรพสินค้า ตึกสำนักงาน โรงพยาบาล สนามบิน หรือคอนโดมิเนียม โดยเครื่อง AED เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถใช้เพื่อช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยหัวใจหยุดต้นฉับพลัน เรียกง่าย ๆ คือการกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นอย่างปกติอีกครั้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของการกู้ชีพพื้นฐาน หมายเหตุ: เครื่อง AED ไม่ได้ช่วยให้หัวใจกลับมาเต้น แต่เป็นการรีเซตคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ช่วยให้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะกลับมาเป็นปกติ การทำความรู้จักกับเครื่อง AED และวิธีใช้อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตเมื่อมีคนหัวใจหยุดเต้นในยามฉุกเฉินได้ ทำไมทุกคนควรใช้เครื่อง AED ให้เป็น? ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเป็นภาวะร้ายแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที เนื่องจากหัวใจหยุดเต้น เลือดจึงไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมอง ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด สาเหตุที่พบได้บ่อยคือคลื่นไฟฟ้าหัวใจเกิดความผิดปกติจนทำให้หัวใจหยุดเต้น ซึ่งไม่ได้เกิดแค่กับคนที่มีโรคหัวใจ แต่คนที่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างอาจเกิดภาวะนี้ได้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งต้องอาศัยการกู้ชีพเบื้องต้นอย่างการ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) ที่รู้จักกันในชื่อการปั๊มหัวใจและผายปอดเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนและเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย แต่ลำพังการ CPR ไม่สามารถทำให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติได้ เครื่อง AED จึงเป็นขั้นตอนถัดมาเพื่อกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นได้อีกครั้ง จากสถิติคนไทยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นราว 54,000 คนต่อปี…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 973 days ago
Read More11/05/2023
วิธีรับมือเพื่อยื้อชีวิต! วูบหมดสติจากหัวใจหยุดเต้น ไม่เป็นโรคหัวใจก็เกิดได้ แม้อายุน้อย
หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) เป็นภาวะที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหันตามชื่อ เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีสัญญาณหรืออาการบอกล่วงหน้า เมื่อหัวใจที่มีหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดหยุดเต้นจะทำให้ความดันเลือดภายในร่างกายตกลง ระบบอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงก็จะหยุดทำงานตามไปด้วย โดยเฉพาะสมอง ผลที่ออกมาคือการวูบหมดสติและล้มลงไป หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเหมาะสมหรือการรักษาที่ทันเวลาอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะนี้ยังอันตรายมาก เพราะเมื่อสมองขาดเลือดและออกซิเจนจะทำให้เซลล์สมองบางส่วนตาย และเป็นอัมพาต ภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เราเข้าใจกันมักจะเป็นโรคของคนสูงวัยที่มีโรคประจำตัว แต่ภาวะนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ว่าคุณจะอายุน้อยก็อาจมีความเสี่ยงของภาวะนี้ด้วยเหมือนกัน การรู้จักกับภาวะนี้และวิธีปฐมพยาบาลจะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนได้ สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน สาเหตุหลักที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมาจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติด้วยสาเหตุต่าง ๆ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นรัว และหยุดเต้น คนที่มีโรคเกี่ยวกับหัวใจมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้มากกว่า อย่างโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดแดงอุดตัน โรคหัวใจโต โรคลิ้นหัวใจรั่ว และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าต่อให้คุณไม่ได้มีโรคหัวใจ คุณก็อาจมีความเสี่ยงได้เหมือนกัน หากมีปัจจัยต่อไปนี้ นอกจากโรคหัวใจและปัจจัยเหล่านี้แล้ว บางคนอาจมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งรู้อีกทีก็เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว รับมือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเพื่อยื้อชีวิต แม้ว่าเคสส่วนใหญ่จะไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า แต่ในบางคนอาจพบอาการเจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจลำบาก รู้สึกเวียนหัวและหน้ามืด ก่อนที่จะหมดสติไป แต่ทั้งหมดนี้มักเกิดในเวลาสั้น ๆ เท่านั้น การปฐมพยาบาลและได้รับการรักษาภายใน 4 นาทีหลังหมดสติมีโอกาสที่ผู้ป่วยจะรอดชีวิต โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนสูงที่สุด โดยแต่ละนาทีที่ผ่านไปจะเสี่ยงอันตรายมากขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อหากพบคนหมดสติจากภาวะหัวใจหยุดเต้น คุณสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ 1. เช็กสถานะของคนที่หมดสติ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 979 days ago
Read More05/04/2023
Top 3 โรคที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนทั่วโลก
โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องพบเจอในทุกช่วงชีวิต และแม้ว่าโลกยุคใหม่จะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์และความรู้ด้านสาธารณสุขที่ก้าวล้ำมากขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บยังคงเป็นสิ่งพรากชีวิตผู้คนบนโลกนี้ไป และบางโรคมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โรค 3 อันดับแรกที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก Hack for Health ขอพาคุณมารู้จักกับ 3 อันดับของโรคที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปมากที่สุดกัน อันดับที่ 1 โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจขาดเลือดเป็นผลมาจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดตรงตามชื่อโรคเลย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้หัวใจขาดเลือดมาจากคราบไขมันที่เกาะตามหลอดเลือดที่ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ยิ่งคราบไขมันในหลอดเลือดหนาตัวก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะหลอดเลือดจะตีบและอุดตันได้ หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของร่างกาย เพราะรับหน้าที่ในการแจกจ่ายเลือดที่มีออกซิเจนและสารอาหารไปยังอวัยวะอื่นทั่วร่างกาย พอหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพออาจทำให้หัวใจหยุดทำงานและเสียชีวิตได้ โดยกล้ามเนื้อหัวใจที่สูบฉีดเลือดจะขาดเลือดได้ประมาณ 40 นาที หากรักษาทันอาจลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนได้ อาการโรคนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หากจู่ ๆ คุณรู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก หายใจติดขัด คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ใจสั่น หรือหน้ามืดอาจเป็นสัญญาณของโรคนี้ได้ ควรโทรเรียกรถพยาบาลหรือนำตัวส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด อันดับที่ 2 โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดสู่สมองตีบ อุดตัน หรือแตกทำให้เซลล์สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจึงเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการคราบไขมันในหลอดเลือดหนาตัวหรืออุบัติเหตุ โรคหลอดเลือดสมองนั้นร้ายแรงและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน หากรักษาช้าอาจทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้เลยทีเดียว อาการของโรคหลอดเลือดสมองสังเกตได้จากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งได้ เช่น ยืนไม่ได้ ยกแขนไม่ได้ ตาตก หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยวเป็นต้น นอกจากนี้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1015 days ago
Read More05/04/2023
Ultrasound Markers หาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดตั้งแต่ในท้องแม่ เพิ่มโอกาสรอดชีวิตหลังคลอด ผลงานจาก ม.มหิดล
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Total Anomalous Pulmonary Venous Return) เป็นโรคที่หัวใจและหลอดเลือดของทารกในครรภ์มีโครงสร้างและการทำงานที่ผิดปกติ โรคนี้พบได้น้อยและวินิจฉัยได้ยาก ทำให้ทารกเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงมาก มักเกิดในเด็กที่มีปัญหาด้านโครโมโซม อย่างดาวน์ซินโดรมและกลุ่มอาการเทิร์นเนอร์ (Turner Syndrome) แม่เป็นโรคเบาหวาน คุณแม่ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด รวมถึงการใช้ยาบางกลุ่มด้วย โดยปกติเลือดแดงจะผ่านการฟอกแล้วจากปอด ก่อนส่งไปยังสู่หัวใจห้องบนซ้าย และล่างซ้าย จึงจะพร้อมออกไปหล่อเลี้ยงอวัยวะในส่วนต่าง ๆ และจะส่งเลือดดำที่ใช้แล้วผ่านหัวใจห้องบนขวา ก่อนไหลลงสู่หัวใจห้องล่างขวา และส่งกลับไปยังปอดเพื่อฟอกให้เป็นเลือดแดงอีกครั้ง แต่ทารกที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ ตั้งแต่กระบวนการฟอกเลือดแดงออกจากปอด แล้วไม่สามารถส่งต่อไปยังห้องบนซ้ายของหัวใจได้ จนทำให้ทารกแรกเกิดเกิดอาการผิดปกติตามมาและอาจรุนแรงถึงขึ้นเสียชีวิต โดยทีมแพทย์เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้คิดค้นการใช้ Ultrasound Markers หรือ ‘นวัตกรรมบ่งชี้อัลตราซาวด์’ ที่เป็นการใช้อัลตราซาวด์หรือคลื่นเสียงความถี่สูงในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อหาความเสี่ยงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดตั้งแต่ก่อนคลอด เพื่อให้ทีมแพทย์ผ่าตัดสามารถวางแผนการผ่าเพื่อดำเนินการต่อได้อย่างทันท่วงทีหลังทารกคลอดเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของทารก ผลงานชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ‘Ultrasound in Obsterics and Gynecology’ ไปเป็นที่เรียบร้อย ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของแพทย์ไทยที่สามารถช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจหาโรคของทารกได้ตั้งแต่ครรภ์ ที่มา: สวทช. พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1015 days ago
Read MorePR Partners
See All13/01/2026
วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 1 days ago
ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”
Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์26/12/2025
Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม
กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable) ปลอดภัย และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยหัวเว่ย คลาวด์มีผลการประเมินโดดเด่นในสามหมวดหมู่ย่อย ได้แก่ ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด (security and compliance) , มาร์เก็ตเพลส (marketplace) และการสนับสนุนและการบริการลูกค้า (support and customer service) นอกจากนี้ แบบสำรวจลูกค้าแบบไม่เปิดเผยชื่อยังสะท้อนผลลัพธ์ที่โดดเด่น โดยหัวเว่ย คลาวด์ได้รับคะแนนความพึงพอใจด้านการสนับสนุนและการบริการลูกค้าสูงถึง 99% และคะแนนความเต็มใจที่จะแนะนำ 96% ในด้าน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 19 days ago
Read More



























