ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| โลกร้อน
27/07/2026
Worawalan | 1 days ago
Read More

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในอนาคตมนุษย์จะอยู่อย่างไร ?

ทุกวันนี้ โลกกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า รวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป มนุษย์จะใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างไรในอนาคต รายงานล่าสุดจาก IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ได้ระบุว่า ถึงเราจะยังสามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ แต่ผลกระทบบางส่วนได้เกิดขึ้นแล้วและหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้น นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว มนุษย์ยังต้องเร่ง "ปรับตัว" เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงต่อไปได้ เมืองอาจต้องถูกออกแบบใหม่  ถ้าหากในอนาคตอุณหภูมิยังคงที่สูงขึ้น เมืองต่าง ๆ อาจต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้ผู้คนยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดความร้อน สร้างระบบกักเก็บน้ำเพื่อรับมือน้ำท่วม ใช้วัสดุสะท้อนความร้อนกับอาคาร รวมถึงออกแบบบ้านและสิ่งปลูกสร้างให้รองรับคลื่นความร้อนและสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น IPCC ได้มองว่า การลงทุนเพื่อการปรับตัวเหล่านี้ไม่ใช่เพียง "ทางเลือก" แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศจำเป็นต้องทำ หากต้องการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว วิธีทำงานและการใช้ชีวิตอาจเปลี่ยนไป เมื่อวันที่อากาศร้อนจัดเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม หลายประเทศอาจต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น เปลี่ยนเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน พัฒนาระบบเตือนภัยคลื่นความร้อน เพิ่มพื้นที่สาธารณะที่มีร่มเงาหรือเครื่องปรับอากาศ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาช่วยลดการใช้พลังงานในบ้านและอาคารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาหารและน้ำจะยิ่งมีความสำคัญ สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การเพาะปลูกทำได้ยากขึ้น หลายพื้นที่อาจต้องปลูกพืชที่ทนแล้งมากกว่าเดิม เพื่อช่วยให้สามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้มากขึ้น…
30/06/2026

ยุโรปร้อนจัด ยอดใช้แอร์พุ่ง ส่งผลต่อโลกอย่างไรในระยะยาว ?

ประเทศไทยเราเคยชินกับอากาศร้อนเป็นทุนเดิม แม้ปรอทจะพุ่งไปถึง 40 องศาเซลเซียส คนไทยก็ยังสู้ไหว เผลอ ๆ รู้สึกชินไปแล้ว เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน แต่สำหรับประเทศในแถบยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี และอีกหลายประเทศแถบนั้น หากต้องเจออุณหภูมิเดือดเบอร์นี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นยางในรางรถไฟละลายจากความร้อนจัดในเยอรมนี รัฐบาลต้องพ่นละอองน้ำในที่สาธารณะเพื่อช่วยระบายความร้อน หรืออย่างในปารีส เจ้าหน้าที่ถึงขั้นสั่งห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบซื้อกลับบ้านในที่สาธารณะ และยกเลิกการเดินขบวนไพร์ด (Pride March) เพื่อลดภาระของหน่วยบริการฉุกเฉินที่กำลังทำงานอย่างหนัก ข้อมูลประเมินจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และบริการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus) ระบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยร้อนขึ้นเกือบสองเท่าของอัตราเฉลี่ยทั่วโลก ! พอวิกฤตความร้อนรุนแรงขึ้น ทางออกแรกที่ทุกคนนึกถึงคือการเปิดแอร์ แต่รู้ไหมว่าการที่ประชากรในยุโรปพากันแห่ติดตั้งและเปิดแอร์ในช่วงหน้าร้อน นอกจากจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือ เมื่อประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเมืองหนาว ต้องมาเปิดแอร์และใช้ไฟฟ้าอย่างหนักหน่วง จะส่งผลอะไรต่อโลกของเรา ? โครงสร้างและระบบในเมืองหนาว ไม่ได้สร้างมาเพื่อระบายความร้อน ประเด็นแรกคือโครงสร้างของยุโรปไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อระบายความร้อน ตึกและบ้านเรือนในยุโรปส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคอดีตเพื่อ ‘กักเก็บความร้อน’ (Insulation) เอาไว้ต่อสู้กับความหนาว รวมถึงตึกหรือบ้านที่ตั้งใจสร้างหน้าต่างบานใหญ่จำนวนมากเพื่อเปิดรับแดดอุ่น ๆ ในช่วงหน้าหนาว ซึ่งมีโอกาสกลายเป็นเรือนกระจกที่ร้อนอบอ้าวแทนในช่วงนี้ ดังนั้น เมื่อเจออากาศร้อน ตึกเหล่านี้จะอมความร้อนไว้หนาแน่นมาก…
26/09/2025

แบคทีเรียที่ผลิตออกซิเจน 1 ใน 3 ของโลกอาจหายไปเพราะอุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น

ภายใต้ผืนน้ำสีครามของมหาสมุทรทั่วโลก มีสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ชื่อว่า โพรคลอโรค็อกคัส (Prochlorococcus) อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นจนนับไม่ถ้วน พวกมันคือแบคทีเรียสังเคราะห์แสงที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก ที่ผลิตออกซิเจนให้เราหายใจกว่า 1 ใน 3 ของออกซิเจนบนโลกมานานนับล้านปี อาจกำลังหายไปจากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อดั้งเดิมในหมู่นักวิทยาศาสตร์ คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและปรับตัวเก่งอย่างแบคทีเรียชนิดนี้ น่าจะอยู่รอดและเติบโตได้ดีท่ามกลางภาวะโลกร้อน แต่งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Microbiology กลับพบผลลัพธ์ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเลครั้งใหญ่ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ใช้เวลากว่าทศวรรษวิเคราะห์ข้อมูลจากเซลล์แพลงก์ตอนพืชกว่า 8 แสนล้านเซลล์ ทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก และสิ่งที่ค้นพบก็ได้ลบล้างสมมติฐานเดิมที่เชื่อกันมาอย่างยาวนาน พวกเขาพบว่า โพรคลอโรค็อกคัสจะเติบโตและแบ่งตัวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อเดิมที่ว่าโลกร้อนไม่กระทบกับแบคทีเรียชนิดนี้ แถมยังส่งผลดีด้วย แต่พฤติกรรมการเติบโตนี้มีขีดจำกัด เพราะเมื่ออุณหภูมิแตะ 28 องศาเซลเซียส หรือเกินจากนี้ไปเพียงเล็กน้อย อัตราการแบ่งตัวของมันจะเปลี่ยนไป โดยไม่ได้แค่ชะลอลง แต่กลับดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทีมวิจัยนำ ‘กฎ 28 องศา’ ที่เพิ่งค้นพบนี้ ป้อนเข้าไปในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลก โดยสมมติสถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นศตวรรษนี้ แบบจำลองทำให้เห็นว่า มหาสมุทรส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิสูงเกิน 28 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าผลผลิตมวลชีวภาพ (Biomass Production)…
06/08/2025

[บทความ] เมื่องานวิจัยชี้ว่าการแก้ปัญหามลพิษในเอเชีย อาจเร่งให้โลกร้อนเร็วขึ้น

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หลายคนคงรู้สึกว่าภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงและมาเร็วกว่าที่คิด เราได้เห็นสถิติปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ถูกทำลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทุกอย่างมัน "เร่งสปีด" ขึ้นขนาดนี้ ? คำถามนี้ได้กลายเป็นปริศนาสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังหาคำตอบ ล่าสุด งานวิจัยชิ้นใหม่ได้ชี้ไปที่คำตอบที่อาจฟังดูย้อนแย้งที่สุด คือ การที่เราจริงจังกับการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในจีนและเอเชียตะวันออก อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้นเร็วกว่าเดิม ปริศนาอุณหภูมิที่พุ่งไม่หยุด ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยมองว่าสาเหตุอาจมาจากการควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ในอุตสาหกรรมเดินเรือ แต่มาตรการนี้เพิ่งเริ่มจริงจังเมื่อปี 2020 ผลกระทบจึงยังไม่มากพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้ ขณะที่นักวิจัยจาก NASA ก็ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเมฆ ทั้งการลดลงของเมฆในเขตร้อนชื้นหรือเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน แต่มีจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป นั่นคือ ความพยายามอย่างมหาศาลของจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศ เพื่อสุขภาพของประชาชน นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ภูมิภาคนี้ลดการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลงได้ถึง 75% และที่น่าสนใจคือ ช่วงเวลาที่ความพยายามนี้เข้มข้นขึ้น กลับเป็นช่วงเดียวกับที่โลกร้อนเริ่มเร่งสปีดพอดี เมื่อ "เกราะกำบัง" จากมลพิษจางหายไป เผยให้เห็นผลกระทบแท้จริง งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของทีมนักวิทยาศาสตร์ 8 ทีมทั่วโลก และได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน มลพิษในอากาศที่ผ่านมานั้น ทำหน้าที่เหมือน "เกราะ" ที่คอยบดบังผลกระทบที่แท้จริงของภาวะโลกร้อนเอาไว้ และเมื่ออากาศสะอาดขึ้น "หน้ากาก" ที่ว่านี้ก็ถูกถอดออก เผยให้เห็นความรุนแรงของปัญหาที่ซ่อนอยู่ แม้ว่ามลพิษทางอากาศจะเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพ…
10/06/2025

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกเริ่มแตกออกจากกัน อาจกระทบเพนกวิน 2 ล้านตัว

ภาพถ่ายดาวเทียมภาพใหม่ที่น่าทึ่งได้เปิดเผยว่า A23a ซึ่งเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน กำลังเริ่มแตกออกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ นับพันชิ้น หลังจากที่มันติดอยู่ใกล้กับเกาะที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ป่าในแอนตาร์กติกา อย่างไรก็ตาม อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนหรืออาจถึงหลายปี กว่าที่ภูเขาน้ำแข็งมหึมานี้จะละลายหายไปทั้งหมด การเดินทางอันยาวนานของ A23a "ภูเขาน้ำแข็งมหึมา" A23a มีฉายาว่า "เมกะเบิร์ก" (Megaberg) ปัจจุบันมีพื้นที่ผิวประมาณ 3,100 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเกาะลองไอส์แลนด์ของสหรัฐอเมริกา ภูเขาน้ำแข็งลูกนี้แตกตัวออกมาจากหิ้งน้ำแข็งฟิลช์เนอร์-รอนเน (Filchner-Ronne Ice Shelf) ตั้งแต่ปี 1986 แต่หลังจากนั้นไม่นาน ส่วนใต้น้ำของมันก็ได้เกยเข้ากับพื้นทะเล ทำให้มันติดอยู่กับที่เป็นเวลานานหลายสิบปี จนกระทั่งในเดือนมกราคม 2023 ภูเขาน้ำแข็ง A23a ก็หลุดเป็นอิสระและเริ่มเคลื่อนที่ออกจากทวีปแอนตาร์กติกาเป็นครั้งแรก ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา A23a ครองตำแหน่ง "ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก" อยู่หลายครั้งสลับกับภูเขาน้ำแข็งลูกอื่น ๆ และกลับมาครองตำแหน่งนี้อีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2023 ในช่วงต้นปี 2024 การเดินทางของ A23a ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อเข้าไปติดอยู่ในกระแสวนในมหาสมุทรขนาดใหญ่ ทำให้มันหมุนอยู่กับที่เป็นเวลาหลายเดือน ก่อนจะหลุดออกมาได้ในเดือนธันวาคม 2024 และมุ่งหน้าขึ้นเหนือผ่านช่องแคบเดรก (Drake Passage) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม…
04/06/2025

นักวิจัยชี้ ! ปลูกป่าช่วยโลกเย็นลงได้จริง แต่ยังไม่พอที่จะชดเชยผลกระทบจากฝีมือมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ (UC Riverside) ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าที่สูญหายตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมอาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงราว 0.34 °C หรือประมาณหนึ่งในสี่ของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว ตามแบบจำลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Earth & Environment แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากฝีมือมนุษย์ ในปัจจุบัน เชื่อกันว่าโลกของเราได้สูญเสียต้นไม้ไปเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 3 ล้านล้านต้น นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งทีมนักวิจัยได้สร้างแบบจำลองสมมุติให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าราว 12 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 1.35 เท่าของสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้ 1 ล้านล้านต้น หากฟื้นฟูป่าได้ตามสมมุติฐานนี้ อุณหภูมิโลกจะลดลง 0.34 °C ซึ่งอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลบล้างความร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยฝีมือของมนุษย์ บ็อบ อัลเลน (Bob Allen) นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและหัวหน้าทีมวิจัย UC Riverside ให้ความเห็นว่า การปลูกป่าไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการลดการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง ประโยชน์ของต้นไม้ที่มากกว่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นไม้ยังปล่อยสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ตามธรรมชาติ (BVOCs) ที่ไปจับกับก๊าซอื่น ๆ ในบรรยากาศ ก่อตัวเป็นละอองขนาดเล็ก ซึ่งช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ สองกระบวนการนี้ช่วยลดความร้อนของโลกได้ ซึ่งโมเดลในการคำนวณสภาพอากาศส่วนใหญ่ไม่ได้รวมทั้งสองคุณสมบัตินี้เข้าไป หากรวมเข้าไปจะทำให้ผลลัพธ์ของการเพิ่มพื้นที่ป่าในการลดอุณหภูมิโลกชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ แบบจำลองสมมุติในงานวิจัยนี้ยังพบด้วยว่าการปลูกป่าสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองภายในชั้นบรรยากาศในภูมิภาคซีกโลกเหนือได้ 2.5 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยยอมรับว่าสถานการณ์จำลองในงานวิจัยนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้…
11/03/2025

MIT เตือน ! ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียม และอาจทำให้มันชนกันแบบไม่สิ้นสุด

เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก เรามักจะนึกถึงโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรืออากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นโลก หรือบรรยากาศที่เราสัมผัสได้ แต่ใครจะไปคิดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียมได้ด้วย ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทั้งในแง่การสื่อสาร นำทาง พยากรณ์อากาศ หรือแม้กระทั่งในระบบการเงินและการธนาคาร งานวิจัยล่าสุดจาก MIT ได้เปิดเผยการค้นพบผ่านวารสาร Nature Sustainability ว่า ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อชั้นบรรยากาศ “เทอร์โมสเฟียร์” (Thermosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่ดาวเทียมส่วนใหญ่โคจรอยู่ และอาจทำให้เกิดการชนกันของดาวเทียม ปรากฏการณ์เรือนกระจกอาจทำให้ดาวเทียมชนกัน อย่างที่เรารู้กันว่าก๊าซเรือนกระจกนั้นถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้น ในลักษณะคล้ายกับโดมที่ครอบโลกของเราไว้ สร้างผลกระทบในแง่ของอุณหภูมิและความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ซึ่งการสะสมของก๊าซเรือนกระจกทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์ลดลง ชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์มีระดับความสูง 90–800 กิโลเมตรเหนือโลกของเรา และมีความหนาแน่นสูง ซึ่งนอกจากที่เราจะใช้ชั้นบรรยากาศนี้ในการสร้างวงโคจรของดาวเทียมแล้ว เมื่อดาวเทียมสิ้นอายุการใช้งานและตกลงสู่พื้นโลก เศษซากดาวเทียมเก่าจะถูกเผาไหม้ผ่านความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ลดความเสี่ยงการชนกันของวัตถุในวงโคจรเดียวกัน ดังนั้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศในชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ดาวเทียมที่ปลดระวางจะคงเหลือเศษซากอยู่ในวงโคจร จนอาจเกิดการชนกันของดาวเทียม ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกได้ ภัยคุกคามจากการสะสมของเศษซากในอวกาศ ปัจจุบันมีดาวเทียมมากกว่า 10,000 ดวงที่โคจรรอบโลกในวงโคจรระดับต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การนำทาง และการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม แม้ท้องฟ้าที่เรามองเห็นว่าช่างแสนกว้างใหญ่นั้นอาจกำลังถูกถมด้วยการเพิ่มดาวเทียมเข้าไปในวงโคจรอีกมหาศาล จากธุรกิจที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลที่เรียกกันว่า…
02/09/2024

นักวิจัยสิงคโปร์คิดค้นสีที่ทำให้เมืองเย็นลง 1.5 องศาเซลเซียส

เราน่าจะเคยได้ยินเรื่องสีทาบ้านที่ทาแล้วช่วยลดความร้อนกันมาบ้าง แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถทำให้เมืองทั้งเมืองเย็นลงได้ด้วยการทาสี ยิ่งในเขตร้อนชื้น อย่างประเทศไทย และกรุงเทพฯ งานวิจัยนี้ได้ทดลองนำสีชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้นไปทาตามจุดต่าง ๆ ของเมือง อย่างกำแพง หลังคา ถนน และทางเท้า ซึ่งทีมนักวิจัยได้เก็บข้อมูลการไหลเวียนอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และรังสียูวีเป็นเวลากว่า 2 เดือน เปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ที่ทาสีชนิดใหม่ และพื้นที่ที่ไม่ได้ทา จากการสรุปข้อมูลพบว่าพื้นที่ที่ทาสีระบายความร้อนจากสิ่งก่อสร้างได้ดีกว่าพื้นที่ที่ไม่ทาสีถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และสามารถลดอุณหภูมิได้มากสุด 2 องศาเซลเซียสในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน เมื่อเทียบหลังคาปกติ กับหลังคาที่ทาสีชนิดนี้ พบว่าหลังคาที่ทาสีชนิดนี้สามารถสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และสะสมความร้อนลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน โดยสิ่งที่ทีมนักวิจัยได้ใส่เข้าไปในสีชนิดนี้ คือสารเคมีที่ช่วยสะท้อนความร้อน ซึ่งช่วยให้พื้นที่เมืองเหมาะกับการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตมากขึ้น งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยชิ้นแรกในโลกที่มีการทดสอบให้เห็นชัดเจน ว่าสีทาภายนอกสามารถช่วยลดอุณหภูมิของอาคารและพื้นที่ต่าง ๆ ได้จริง ซึ่งการใช้สีกลุ่มนี้ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเมืองน่าอยู่มากขึ้น ท่ามกลางภาวะโลกเดือดที่รุนแรงมากขึ้นทุกวัน
26/06/2024

บางจากจัดงาน ครบรอบ 3 ปี Carbon Markets Club คลับรักษ์โลก โลกเดือดเป็นเรื่องที่ต้องกลัว

ต่างรู้กันอย่างดีว่าในตอนนี้โลกของเราได้ก้าวข้ามจากคำว่า 'โลกร้อน' เป็น 'โลกเดือด' แล้วในตอนนี้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เกิดภัยธรรมชาติ บางจากจึงได้จัดงาน ครบรอบ 3 ปี Carbon Markets Club ชวนรุก รับ ปรับตัว รับมือยุคโลกเดือด ในงาน “READY, SET, NET ZERO” มาสร้างองค์ความรู้เพื่อองค์กร และประชาชนตระหนักรู้เรื่อง Net Zero
17/01/2024

ผิวสวยแล้ว โลกขอสวยบ้าง แผ่นมาสก์แบบใหม่เพิ่มการบำรุงผิว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม

การมาสก์หน้าด้วยแผ่นมาสก์เป็นขั้นตอนการบำรุงผิวที่ดีวิธีหนึ่ง คนที่ดูแลผิวก็ต้องใช้มาสก์อยู่เป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำมาจากเยื่อกระดาษผสมพลาสติกที่สามารถกักเก็บสารบำรุงผิว และบรรจุอยู่ในซองพลาสติกอีกทีเพื่อรักษาประสิทธิภาพ แน่นอนว่าแผ่นมาสก์ และซองใส่แผ่นมาสก์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งจะต้องกลายเป็นขยะ หากทิ้งไม่ถูกที่ก็อาจกำจัดได้ยาก และปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมของโลกเรา จากข้อมูลแผ่นมาสก์เหล่านี้ถูกผลิตราว 120,000 ล้านชิ้น/ปีเลยทีเดียว ACS Applied Materials & Interfaces ได้คิดค้นแผ่นมาสก์แบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี และมีคุณสมบัติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมกว่าแผ่นมาสก์แบบเดิม โดยนักวิจัยได้ผลิตแผ่นมาสก์หน้าจาก PLA หรือ โพลีแลกติกแอซิด (Polylactic acid) ที่สกัดจากพืช ซึ่งเป็นวัสดุที่กำลังได้รับความนิยมในวงการสิ่งแวดล้อม เพราะมีคุณสมบัติคล้ายกับพลาสติก แต่เป็นมิตรกับโลกมากกว่า หนึ่งในนั้น คือ สามารถย่อยสลายได้ และกันน้ำได้ โดยนักวิจัยได้ใช้เจลาตินผสมกับสารบำรุงผิวยอดนิยม อย่างไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyluronic acid) ที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และสารสกัดจากชาเขียวที่ช่วยบำรุงผิว ต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ ผสานเข้ากับแผ่นมาสก์ PLA และใช้เทคนิคในเชิงวิศวกรรมสร้างเส้นใย และไมโครสเฟียร์ (รูปแบบการกักเก็บ และปล่อยสารบำรุง) ที่ด้านนอกของแผ่นมาสก์ แล้วนำไปทดสอบคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นกับเซลล์ทดลอง  และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ข้อแรก: หากแผ่นมาสก์ไม่ได้สัมผัสกับผิวหนัง ความชุ่มชื้นในแผ่นมาสก์จะไม่รั่วไหลออกจากแผ่นมาสก์เลย ข้อสอง: การใช้แผ่นมาสก์ที่ถูกใช้วิธีกักเก็บแบบไมโครสเฟียร์จะทำให้ความชุ่มชื้น…
03/01/2024

Eco Anxiety เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อจิตใจ

ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือ Eco-anxiety  คือ ความเครียดที่เกิดขึ้นมา เพราะมีความกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม  ความกังวลนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้อ่านข่าว ข้อมูล ความรู้ ที่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือทราบถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และมีความเข้าใจว่าขณะนี้โลกของเรากำลังพบกับปัญหาทางนิเวศมากขึ้น จนกระทั่งทำให้เกิดความวิตก หวาดกลัว กังวล เครียด เกี่ยวกับผลที่ตามมาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาด้วยนะ อารมณ์ที่จะเกิดขึ้น ก็คือ และถ้าเราปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้กัดกินจิตใจไปเรื่อย ๆ ก็จะส่งผลเสียด้านสุขภาพจิตในระยะยาวได้ ดังนั้นมาจัดการอารมณ์กันดีกว่า เทคนิคการจัดการกับความวิตกกังวล Eco-anxiety    1. ติดตามข่าวได้แต่ต้องมีขีดจำกัด คุณยังสามารถติดตามข่าวสารอัปเดตข้อมูลความรู้ใหม่ต่อไปได้ เพียงแต่ว่าให้อ่านวันละนิดวันละหน่อยพอไม่ต้องอ่านเยอะมากจนเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดความเครียดอย่างท่วมท้น  2. มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ รักษาสิ่งแวดล้อม  คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์หรือผลักดันสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกได้ด้วยการเริ่มต้นจากตัวเองเช่น ใช้ถุงผ้า ใช้กระบอกน้ำ ไม่ใช่หลอดแต่ใช่เป็นการยกดื่มแทน วางแผนซื้อรถคันใหม่ก็ตัดสินใจเลือกซื้อรถไฟฟ้า หรืออื่น ๆ   3. ฝึกสติ ฝึกสติด้วยการอยู่กับปัจจุบันขณะ สูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ คุมสติโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน เพื่อจัดการกับความวิตกกังวล ช่วยลดความเครียด และทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น 4. เข้าร่วมกลุ่มคอมมูคนรักธรรมชาติ เข้าร่วมกลุ่มหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อพูดคุยกับคนที่มีความชอบและศึกษาในเรื่องของวิธีแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อม…
Taylor Swift Private Jet
21/12/2023

ฉ่ำ! Taylor Swift ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวบินหา Travis Kelce 3 เดือน ปล่อยคาร์บอนเท่าบ้าน 17 หลังใน 1 ปี!

รายงานพบ Taylor Swift ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวบินไปหา Travis Kelce 3 เดือน ปล่อยคาร์บอน 138 ตัน เท่ากับคาร์อนที่ปล่อยจากบ้าน 17 หลังใน 1 ปี
Climate change could make beer taste worse
02/11/2023

ภาวะโลกรวนกำลังทำให้ ‘เบียร์’ ราคาแพงขึ้น แต่รสชาติแย่ลง

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือที่เรียกว่า “ภาวะโลกรวน” นั้น กำลังทำให้ราคาของเบียร์แพงขึ้น แต่คุณภาพกลับแย่ลง
Halloween chocolate is pricier this year as El Niño hits cacao bean crop
31/10/2023

เปิดสาเหตุราคาโกโก้แพงสยอง! รับเทศกาลฮาโลวีน

สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของ ‘ผลโกโก้’ วัตถุดิบหลักในการผลิตช็อกโกแลต ทำให้ต้นทุนของขนมชนิดนี้พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายสิบปี
Saint Lucia's Prime Minister Philip Pierre
Saint Lucia's Prime Minister Philip Pierre / AFP
24/09/2023

ประเทศหมู่เกาะชี้ระดับน้ำทะเลสูงเป็นผลจากความล้มเหลวของประเทศร่ำรวย

นายกรัฐมนตรีเซนต์ลูเซีย กล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นความล้มเหลวของประเทศร่ำรวยในการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศ
28/08/2023

ตายไปแล้วยังรักษ์โลก! 4 วิธีจัดการร่างไร้วิญญาณแบบ ECO Friendly

คุณคิดว่าการเผาศพ 1 ครั้งส่งผลต่อโลกของเราอย่างไร? การเผาศพ (Cremation) เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อเพื่อส่งผู้ที่จากโลกนี้ไปยังดินแดนที่ดีกว่าตามความเชื่อของหลายวัฒนธรรม แต่การส่งผู้วายชนม์ด้วยวิธีนี้อาจย่นย่ออายุของคนที่ยังอยู่ได้ เพราะการเผาศพ 1 ครั้งสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 243 กิโลกรัม เทียบเท่ากับการเดินทางด้วยรถยนต์ราว 980 กิโลเมตร เหมือนขับจากจังหวัดเชียงรายมาประจวบคีรีขันธ์ จากข้อมูลในแต่ละปีการเผาศพสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ 6.8 ล้านตันต่อปีเลยทีเดียว นอกจากนี้ การเผาศพยังสร้างสารเคมีอื่น ๆ ที่ส่งผลสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจุบันเราเลยเห็นเทรนด์การจัดการกับร่างผู้เสียชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น เพื่อคนที่ไปจะได้จากไปอย่างสบายใจ ส่วนคนอยู่ก็ได้อยู่บนโลกที่มีอายุยืนยาวขึ้นอีกหน่อย และบทความนี้จะไปคุณไปดู 4 ไอเดียในการจัดการกับร่างไร้ลมหายใจที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น วิธีฝังแบบธรรมชาติ (Green burial) พิธีศพแบบฝังไม่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผา แต่การทำพิธีศพแบบฝังทั่วไปมักใส่ร่างลงไปในโลงที่มีการดีไซน์และตกแต่งด้วยวัตถุดิบมากมายเพื่อความสวยงาม แต่กระบวนการเหล่านี้รบกวนสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน ปัจจุบันได้มีแนวคิดและลงมือทำไปแล้วกับวิธีฝังแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นการนำร่างไร้วิญญาณห่อด้วยผ้าฝ้าย แล้วใส่ลงไปในกล่องไม้สี่เหลี่ยมที่แสนเรียบง่ายไม่ต่างอะไรจากพิธีศพของผู้คนในอดีต ไม่ได้ประดับประดาด้วยผ้าลูกไม้ย้อมสี แกะสลัก ปิดทอง หรือทาสารเคลือบไม้เพื่อให้ดูเงางาม ด้วยความเรียบง่ายของวัสดุและวิธีการทำให้ร่างและโลงสามารถย่อยสลายง่าย และไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนอันตรายเมื่อย่อยสลาย เปลี่ยนร่างให้กลายเป็น ‘ปุ๋ยมนุษย์’ Green burial จะทำให้คุณกลายเป็นดินที่มีสารอาหารให้กับธรรมชาติต่อไป แต่วิธี Human Composting จะทำให้คุณเป็นได้มากกว่านั้น ซึ่งก็คือปุ๋ยบำรุงพืชนั่นเอง…
24/08/2023

รสชาติแห่งนวัตกรรม! ‘สเต๊กสันใน’ ด้วยวิธีเพาะเนื้อเยื่อ Customize เนื้อได้ พร้อมเปิดจองให้ลิ้มลอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโลกของเรามีนวัตกรรมอาหารใหม่ ๆ มากมายด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน หนึ่งในจุดประสงค์ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร คือ การรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการทำปศุสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารสร้างก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 14.5 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยเฉพาะการเลี้ยงวัว ความก้าวหน้าของนวัตกรรมอาหารเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นเกิดขึ้นมากมาย และ MIRAI FOODS เทคสตาร์ทอัปจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นหนึ่งในนั้น บริษัทสตาร์ทอัปแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2019 โดยคริสตอฟ มายเยอร์ (Christoph Mayr) และซูมาน ดาส​ (Suman Das) ด้วยจุดประสงค์เพื่อการสร้างเนื้อสัตว์ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อลดการสร้างมลพิษจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ โดยที่เนื้อสัตว์คุณภาพนั้นยังคงมีรสชาติ กลิ่น สัมผัส รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างจากเนื้อที่มาจากสัตว์โดยตรง และยังสามารถ Customize หรือปรับแต่งเนื้อได้ความต้องการด้วยเทคโนโลยีสิทธิบัตรเฉพาะ เมื่อช่วงต้นปี 2023 ที่ผ่านมา MIRAI FOODS ได้ประกาศการความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง ‘เนื้อสเต๊กสันใน’ หรือ ‘เทนเดอร์ลอยน์’ ทางผู้ผลิตได้บอกว่าเนื้อสเต๊กสันในชิ้นนี้เป็นเนื้อคุณภาพดีระดับพรีเมียมจากห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลักษณะของเทนเดอร์ลอยน์ คือ เนื้อสันในของวัวที่จะประกอบไปด้วยเนื้อเป็นส่วนใหญ่ และมีมันแทรกเพียงเล็กน้อย เนื้อจากแล็บชิ้นนี้เป็นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของวัวสายพันธุ์แท้ 2 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน เซลล์ส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อมาจากวัวไพมอนเทส (Piedmontese) หรือวัวสายพันธุ์พิเศษที่เลี้ยงเฉพาะในแคว้นปีเยมอนเต (Piedmonte) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี…
19/05/2023

น้ำท่วมหนักในอิตาลี เสียชีวิตแล้ว 13 ศพ ไร้ที่อยู่อีกนับหมื่น หนักสุดในรอบ 100 ปี 

สำนักข่าว BBC รายงานว่า อิตาลีกำลังเผชิญกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ในแคว้นเอมีเลีย - โรมัญญา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ ไปจนถึงชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งห่างไป 115 กิโลเมตร หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักแค่วันครึ่ง แต่มีปริมาณน้ำฝนกลับเทียบเท่าฝนที่ตกนานถึง 6 เดือน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำอย่างน้อย 23 สาย เอ่อล้นออกจากแนวคันกั้นน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนมีรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ศพ ส่วนประชาชนอีกกว่า 13,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ รวมถึงมีเหตุดินถล่มอีกว่า 280 ครั้ง เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นถูกกล่าวโทษว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะโลกร้อน โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้แล้ว ว่าอิตาลีต้องการแผนแห่งชาติเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เนลโล มูซูเมซี (Nello Musumeci) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันพลเรือน กล่าวว่า สภาพอากาศเขตร้อนมาถึงอิตาลีแล้ว มีฝนตกสูงถึง 20 เซนติเมตร ภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง บางพื้นที่มีฝนตกถึง 50 เซนติเมตรด้วยซ้ำ “ผืนดินที่แห้งแล้งมานานจนเหมือนปูนซีเมนต์ ทำให้มีขีดความสามารถในการดูดซึมน้ำฝนจำกัดมาก” มูซูเมซีบอกอีกว่า อิตาลีไม่ได้สร้างเขื่อนส่วนภูมิภาคแห่งใหม่มานานกว่า 40 ปีแล้ว และอิตาลีต้องการวิธีทางวิศวกรรมชลศาสตร์ใหม่ ๆ ในการรับมือปัญหาน้ำท่วม…
20/04/2023

อุณภูมิเฉลี่ยโลก ปี 2023 อาจร้อนจัดเป็นสถิติใหม่ เพราะการกลับมาของ ‘เอลนีโญ’

สำนักข่าวรอยเตอร์ส เผยแพร่รายงานจากศูนย์บริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของสถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสแห่งสหภาพยุโรป (EU's Copernicus Climate Change Service) ที่ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มจะสูงเป็นสถิติใหม่ในปีนี้ (2023) และปีหน้า (2024) เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) จะกลับมาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้  ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับปรากฏการณ์ลานีญา (La Nina) ที่ส่งผลให้อุณหภูมิของพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง และในแถบเส้นศูนย์สูตร ลดต่ำกว่าปกติประมาณ 3 - 5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกทำสถิติร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016 ถือเป็นสถิติต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งตรงกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะกระตุ้นให้อุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ไม่มีปรากฏการณ์นี้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวของสถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสจึงหมายความว่า หากปรากฏการณ์เอลนีโญก่อตัวขึ้นจริงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2023 จะร้อนกว่าปี 2016 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิโลก ณ ปัจจุบัน ยังคงสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมราว 1.2 องศาเซลเซียส แม้ว่าผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ของโลกส่วนใหญ่จะให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซสุทธิให้เหลือศูนย์ในที่สุด แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทั่วโลกในปีที่แล้วยังคงเพิ่มขึ้น ที่มา :…
Bristol venue adds carbon footprint to its menu
12/12/2022

ร้านอาหารในอังกฤษประกาศแสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกในเมนูอาหาร

The Canteen ร้านอาหารมังสวิรัติเป็นแห่งแรกในประเทศอังกฤษ ที่เพิ่มปริมาณ Carbon Footprint หรือจำนวนก๊าซเรือนกระจกในเมนูอาหารของร้าน

PR Partners

See All
Read More

สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global

ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น
23/07/2026

รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน

เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…
13/07/2026

มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่

มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…
13/07/2026

ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026

ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส -  ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…