ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| ภาวะโลกร้อน
Read More

[บทความ] เมื่องานวิจัยชี้ว่าการแก้ปัญหามลพิษในเอเชีย อาจเร่งให้โลกร้อนเร็วขึ้น

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หลายคนคงรู้สึกว่าภาวะโลกร้อนนั้นรุนแรงและมาเร็วกว่าที่คิด เราได้เห็นสถิติปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ถูกทำลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ทุกอย่างมัน "เร่งสปีด" ขึ้นขนาดนี้ ? คำถามนี้ได้กลายเป็นปริศนาสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังหาคำตอบ ล่าสุด งานวิจัยชิ้นใหม่ได้ชี้ไปที่คำตอบที่อาจฟังดูย้อนแย้งที่สุด คือ การที่เราจริงจังกับการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในจีนและเอเชียตะวันออก อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้นเร็วกว่าเดิม ปริศนาอุณหภูมิที่พุ่งไม่หยุด ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์เคยมองว่าสาเหตุอาจมาจากการควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ในอุตสาหกรรมเดินเรือ แต่มาตรการนี้เพิ่งเริ่มจริงจังเมื่อปี 2020 ผลกระทบจึงยังไม่มากพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้ ขณะที่นักวิจัยจาก NASA ก็ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเมฆ ทั้งการลดลงของเมฆในเขตร้อนชื้นหรือเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน แต่มีจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป นั่นคือ ความพยายามอย่างมหาศาลของจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศ เพื่อสุขภาพของประชาชน นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ภูมิภาคนี้ลดการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลงได้ถึง 75% และที่น่าสนใจคือ ช่วงเวลาที่ความพยายามนี้เข้มข้นขึ้น กลับเป็นช่วงเดียวกับที่โลกร้อนเริ่มเร่งสปีดพอดี เมื่อ "เกราะกำบัง" จากมลพิษจางหายไป เผยให้เห็นผลกระทบแท้จริง งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของทีมนักวิทยาศาสตร์ 8 ทีมทั่วโลก และได้ข้อสรุปที่น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน มลพิษในอากาศที่ผ่านมานั้น ทำหน้าที่เหมือน "เกราะ" ที่คอยบดบังผลกระทบที่แท้จริงของภาวะโลกร้อนเอาไว้ และเมื่ออากาศสะอาดขึ้น "หน้ากาก" ที่ว่านี้ก็ถูกถอดออก เผยให้เห็นความรุนแรงของปัญหาที่ซ่อนอยู่ แม้ว่ามลพิษทางอากาศจะเป็นภัยร้ายต่อสุขภาพ…
19/05/2025

การศึกษาพบว่ากลุ่มคนร่ำรวยที่สุด 10% ของโลกเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน 2 ใน 3

กลุ่มคนร่ำรวยที่สุด 10% ของโลก เป็นต้นตอของปัญหาโลกร้อนถึงสองในสามนับตั้งแต่ปี 1990 ตามผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า การใช้ชีวิตและการลงทุนของคนกลุ่มนี้ทำให้โลกเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงและภัยแล้งที่ทวีความร้ายแรงขึ้น
11/03/2025

MIT เตือน ! ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียม และอาจทำให้มันชนกันแบบไม่สิ้นสุด

เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก เรามักจะนึกถึงโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรืออากาศแปรปรวน ซึ่งเกิดขึ้นบนพื้นโลก หรือบรรยากาศที่เราสัมผัสได้ แต่ใครจะไปคิดว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลต่อการโคจรของดาวเทียมได้ด้วย ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทั้งในแง่การสื่อสาร นำทาง พยากรณ์อากาศ หรือแม้กระทั่งในระบบการเงินและการธนาคาร งานวิจัยล่าสุดจาก MIT ได้เปิดเผยการค้นพบผ่านวารสาร Nature Sustainability ว่า ก๊าซเรือนกระจกส่งผลต่อชั้นบรรยากาศ “เทอร์โมสเฟียร์” (Thermosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่ดาวเทียมส่วนใหญ่โคจรอยู่ และอาจทำให้เกิดการชนกันของดาวเทียม ปรากฏการณ์เรือนกระจกอาจทำให้ดาวเทียมชนกัน อย่างที่เรารู้กันว่าก๊าซเรือนกระจกนั้นถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้น ในลักษณะคล้ายกับโดมที่ครอบโลกของเราไว้ สร้างผลกระทบในแง่ของอุณหภูมิและความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ซึ่งการสะสมของก๊าซเรือนกระจกทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์ลดลง ชั้นบรรยากาศเทอร์โมสเฟียร์มีระดับความสูง 90–800 กิโลเมตรเหนือโลกของเรา และมีความหนาแน่นสูง ซึ่งนอกจากที่เราจะใช้ชั้นบรรยากาศนี้ในการสร้างวงโคจรของดาวเทียมแล้ว เมื่อดาวเทียมสิ้นอายุการใช้งานและตกลงสู่พื้นโลก เศษซากดาวเทียมเก่าจะถูกเผาไหม้ผ่านความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศ ลดความเสี่ยงการชนกันของวัตถุในวงโคจรเดียวกัน ดังนั้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศในชั้นเทอร์โมสเฟียร์ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ดาวเทียมที่ปลดระวางจะคงเหลือเศษซากอยู่ในวงโคจร จนอาจเกิดการชนกันของดาวเทียม ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกได้ ภัยคุกคามจากการสะสมของเศษซากในอวกาศ ปัจจุบันมีดาวเทียมมากกว่า 10,000 ดวงที่โคจรรอบโลกในวงโคจรระดับต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ต การนำทาง และการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม แม้ท้องฟ้าที่เรามองเห็นว่าช่างแสนกว้างใหญ่นั้นอาจกำลังถูกถมด้วยการเพิ่มดาวเทียมเข้าไปในวงโคจรอีกมหาศาล จากธุรกิจที่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลที่เรียกกันว่า…
09/08/2024

คู่สามีภรรยา แชร์ภาพถ่าย 2 ภาพที่ห่างกัน 15 ปี เผยให้เห็นธารน้ำแข็งที่กำลังละลายเกือบหมด

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิด แต่ใครจะคิดว่าเวลาผ่านไปเพียง 15 ปี ธารน้ำแข็งจะละลายไปมากขนาดนี้ กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ เมื่อนักท่องเที่ยวคนหนึ่งได้โพสต์ภาพถ่ายที่ "น่าตกใจ" ของเขากับภรรยาที่ถ่ายภาพในจุดเดียวกันที่เทือกเขาแอลป์ของสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีระยะเวลาห่างกันเกือบ 15 ปีพอดี ซึ่งภาพทั้งสองแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ทำให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว
01/02/2021

โลกร้อนทำพิษ! เปิดภาพเปรียบเทียบธารน้ำแข็งที่หายไปของไอซ์แลนด์

Skaftafellsjokull ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Vatnajokull พื้นที่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหนากว่า 440 เมตร กำลังละลายหายไปจากภาวะโลกร้อน ในปี 1989 ช่างภาพ Colin Baxter ได้ถ่ายภาพธารน้ำแข็งดังกล่าวเอาไว้ในช่วงที่เขาใช้เวลาท่องเที่ยวกับครอบครัว และในอีก 30 ปีต่อมา Dr.Kieran Baxter ลูกชายของเขา เดินทางกลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกครั้งพร้อมพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คุ้นตา นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าพื้นที่น้ำแข็งหายไปกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเกาะ Isle of Wight (เกาะในช่องแคบของอังกฤษ) โดยทั่วไปเรามักจะไม่เห็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนบนพื้นผิวโลกชัดขนาดนี้ แต่สำหรับพื้นที่แห่งนี้เราสามารถเห็นผลกระทบของมันได้อย่างชัดเจน ธารน้ำแข็งถือเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมันสามารถระบุสภาพอากาศในอดีตได้จากการวิเคราะห์ส่วนประกอบของน้ำแข็ง จากข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ ฯ ระบุว่าตั้งแต่ปี 1980 ธารน้ำแข็งละลายหายไป 24 เมตรต่อปีโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ตามการวัดความแม่นยำของน้ำแข็งที่ละลายเพราะสภาวะโลกร้อนเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่นอัตราการละลาย การตกตะกอน ลม และแสงแดด เป็นต้น การละลายของธารน้ำแข็งจึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับพื้นที่การเกษตร และแหล่งน้ำที่สำคัญเท่านั้น แต่โลกกำลังสูญเสียประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์อันมีค่าของสภาพอากาศโลกอีกด้วย อ้างอิง BBC News พิสูจน์อักษร…
Natnaree TK | 2000 days ago
Read More
Warmer ocean waters are speeding up the rate at which Greenland’s glaciers are melting and calving, or breaking off to form icebergs. This is causing the glaciers to retreat toward land, hastening the loss of ice from Greenland’s Ice Sheet. Credits: NASA/JPL-Caltech
27/01/2021

พลิกคำพยากรณ์ ‘ปริมาณธารน้ำแข็งละลาย’ ไปไวกว่าที่คาดเพราะเหตุนี้!

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ‘ธารน้ำแข็ง’ หรือ ‘Glacier’ ที่กำลังละลายอย่างรวดเร็วมาก่อน ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันไว้ว่า การละลายของพวกมันอยู่ในขั้นวิกฤต อาจจะมาถึงจุดที่ไม่สามารถหวนคืนได้แล้ว และเท่าที่ตรวจวัดได้ อัตราการละลายของน้ำแข็งในปัจจุบันดูเหมือนจะมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้เสียอีก เพื่อให้การพยากรณ์แม่นยำขึ้น ช่วยให้มนุษย์รับมือกับปัญหาอุทกภัยที่จะตามมาในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จึงเร่งศึกษา ‘ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ (Greenland’s Glacier)’ หนึ่งในที่มาหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 'ฟยอร์ด' กับความลึกที่เป็นเบาะแสแรก ท่ามกลางความเวิ้งว้างของน่านน้ำอาร์กติก ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ได้ละลายพุ่งลงสู่มหาสมุทรตามแนวฟยอร์ด (fjords) หรือ ขอบผาที่เป็นเวิ้งน้ำลึกลงไป และเพราะความลึกและความขรุขระตามชายฝั่งที่เข้าถึงยากของฟยอร์ดนี่เอง ที่ทำให้นักวิจัยขาดข้อมูลในเรื่องระดับความลึกของมัน ทำให้ไม่อาจประเมินได้อย่างแม่นยำว่า มีปริมาณน้ำในมหาสมุทรเท่าใดในแต่ละฟยอร์ด  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) นั้นส่งผลต่ออุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น ดังนั้น ปริมาณน้ำมหาสมุทรอุ่นที่เข้าถึงฟยอร์ด จึงนำไปสู่การละลายของธารน้ำแข็งในฟยอร์ดนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ เมื่อ 5 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์จึงได้เริ่มต้นภารกิจ Oceans Melting Greenland (OMG) ศึกษาการละลายของธารน้ำแข็งเหล่านี้จากทางอากาศและทางเรือ ด้วยการวัดฟยอร์ดทีละแห่ง จนสามารถสำรวจธารน้ำแข็งได้ถึง 226 แห่ง และพบว่าฟยอร์ด ‘ลึก’ 74 แห่ง เป็นที่มาของปริมาณน้ำแข็งละลายเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมด ในช่วงปี…
16/08/2020

สายเกินแก้ แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายจนไปสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว

ภาวะโลกร้อนเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงทุก ๆ ปี และจะยังคงมีต่อไป สถานการณ์ล่าสุดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตระบุว่า แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายไปสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว (to a point of no return) Ian Howat ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอกล่าวว่า "ขณะนี้สถานะของน้ำแข็งในกรีนแลนด์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ต่อให้เราทำสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศให้เหมือนกับ 20-30 ปีก่อนก็ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ และน้ำแข็งจะละลายอย่างรวดเร็วต่อไป" แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายลงสู่มหาสมุทรมากกว่า 280,000 ล้านเมตริกตันในแต่ละปี นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นตามรายงานของ Michalea King หัวหน้างานวิจัยและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าแผ่นน้ำแข็งมีอัตราการละลายที่เร็วขึ้นกว่าเดิม นั่นหมายความว่าน้ำในทะเลจะสูงขึ้นกว่าเดิมเร็วขึ้น หากเกิดเหตุการน้ำทะเลสูงขึ้นกะทันหันย่อมส่งผลให้เกิดผลกระทบแบบไม่ทันตั้งตัวซึ่งยากต่อการคาดเดาได้ด้วย ถึงแม้ว่าน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะไม่สามารถกู้คืนมาได้แล้ว แต่หากเราชะลอภาวะโลกร้อนไม่ให้แย่ลงไปมากกว่านี้ก็จะทำให้น้ำแข็งละลายช้าลง ช่วยชะลอระดับน้ำที่สูงขึ้นได้อีก อ้างอิง CNN พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
25/09/2019

นักวิทยาศาสตร์เผย! สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปกำลังส่งผลร้ายแรงต่อมหาสมุทร

การประชุมของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ Monaco ได้ทำการหารือข้อสรุปของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ มหาสมุทร และพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งบนโลกของเรา พวกเขาพบว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนั้นทำให้มหาสมุทรกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลต่อมนุษย์ เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 และรัฐบาลโมนาโก ได้สนับสนุนนักวิจัยจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ให้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่น้ำแข็ง และมหาสมุทร เพื่อเตรียมรายงานถึงผลกระทบต่างๆ จากทะเลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์หลายร้อยล้านคนก่อนสิ้นศตวรรษนี้ รวมทั้งยังรายงานสภาพความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อแนวประการัง และการทำประมง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ เมื่อพื้นน้ำแข็งละลาย จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมาก ทำให้อุณหภูมิโลกทวีความร้อนมากขึ้นไปอีก แล้วคำถามคือทะเลกับสภาพอากาศเกี่ยวข้องกันอย่างไรละ? สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ทะเลช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ถึง 1 ใน 4 ของทั้งหมด ตั้งแต่ปี 1970 มหาสมุทรช่วยดูดซับความร้อนไว้มากถึง 90% นั่นทำให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความเค็มลดลง รวมถึงมีความเป็นกรดมากขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงระดับน้ำทะเลเท่านั้นที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ (อย่างที่เรารู้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมืองชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ โดนผลกระทบนี้เต็มๆแน่) แต่อีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตามองก็คือพายุที่จะเกิดได้มากขึ้นก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ด้วยอัตราการละลายของน้ำแข็งที่สูงขึ้นทำให้วิกฤตินี้เป็นที่น่าจับตามอง และควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด อ้างอิง BBC NEWS…
Natnaree TK | 2495 days ago
Read More
24/09/2019

คนรุ่นใหม่พร้อมหรือยัง #ClimateStrike การเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์!

ในปัจจุบันนี้เรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้องเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถร่วมมือกันดูแล และช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้ ภายใต้การดูแล และ รณรงค์ของหลายภาคส่วนทำให้เกิดโครงการต่างๆมากมายขึ้นมา แต่เมื่อไม่นานมานี้มีกระแสการดูแลสิ่งแวดล้อมกระแสหนึ่งที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นมาส่งอิทธิพลไปทั่วโลก และที่สำคัญโครงการนี้มีแกนนำเป็นเยาวชนทั้งสิ้น! จุดเริ่มต้นของ #ClimateStrike จุดเริ่มต้นของ #ClimateStrike นั้นเกิดขึ้นมาจากการประท้วงของเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียว ย้ำว่าคนเดียว! เกรตา ธันเบิร์ก เธอเป็นเด็กหญิงวัย 16 ปี ที่โดดเรียนในวันศุกร์ เพื่อมานั่งประท้วงที่หน้ารัฐสภาสวีเดนภายใต้ชื่อการประท้วง 'Friday For Future' เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนหาทางทำอะไรสักอย่างกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น เธอใช้เวลาร่วมปีตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2561 เพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบอกเสียงจากเด็ก ๆ ที่ไม่ยินดีจะเติบโตไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สิ้นหวัง 'จะเรียนไปทำไมในเมื่อในอนาคตโลกของเรากำลังจะพัง!' จากจุดเริ่มต้นเล็กๆสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ การกระทำของเกรตา ส่งผลให้เด็กนักเรียนในหลายพื้นที่เข้าร่วมการหยุดเรียนประท้วงเพิ่มมากขึ้น จนทำให้เกิดการนัดหมายการเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น 2 วัน ในปี 2562 นั่นคือวันที่ 20 กันยายน 2562 หรือเรียกว่าวัน 'Climatestrike' ซึ่งเป็นสามวันก่อนการประชุมเร่งด่วนเพื่อภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UN Climate Action Summit 2019) ที่นครนิวยอร์ก และอีกวันคือวันที่ 27…
Natnaree TK | 2496 days ago
Read More
20/06/2019

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย! หิมะบนเทือกเขาหิมาลัยละลายอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าไม่มีภาพถ่ายดาวเทียมที่ทันสมัยคุณก็สามารถเข้าใจสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ในวันนี้นักวิจัยได้ตีพิมพ์ภาพธารน้ำแข็งที่เกิดจากการละลายของหิมะบนเทือกเข้าหิมาลัย ที่เก็บสะสมไว้เป็นเวลากว่า 40 ปี จากดาวเทียมสอดแนม KH-9 Hexagon (ที่ถ่ายมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น) ออกสู่สายตาประชาชนแล้ว ภาพถ่ายนี้แสดงพื้นที่และปริมาณน้ำแข็งที่ละลายลงจากเทือกเขา ช่วงปี 1970-1980 ข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่แสดงพื้นที่ 1,240 ไมล์ที่ธารน้ำแข็งครอบคลุม แต่สามารถนำข้อมูลไปสร้างแบบจำลอง 3 มิติ เพื่อดูปริมาณน้ำทะเลที่จะถูกหนุนขึ้นสูงในภายหลังได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นการเก็บข้อมูลอุณหภูมิในอดีตก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะนำมาคาดการณ์ปริมาณนำแข็งที่ถูกละลายในอนาคตได้ ในปี 2000-2016 ธารน้ำแข็งมีอัตราการละลายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากปี 1975-2000 ในขณะที่ตะกอนและเขม่า ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำแข็งละลายเช่นกัน ข้อมูลดงักล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำความเข้าใจกับสภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญ ไม่ช้าก็เร็วอัตราการละลายน้ำแข็งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเล และทะเลสาปในหลายพื้นที่ทั่วโลก และปริมาณน้ำสะอาดในเอเชียได้ อ้างอิง
Natnaree TK | 2592 days ago
Read More

PR Partners

See All
Read More

สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global

ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น
23/07/2026

รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน

เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…
13/07/2026

มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่

มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…
13/07/2026

ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026

ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส -  ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…