Tags
| สุขภาพ
22/10/2025
วัทนวิภา ทานะวงศ์ | 327 days ago
อีก 7 วันเท่านั้น ! BITKUB SUMMIT 2025 งานเดียวที่คุณจะได้ปลดล็อก การลงทุน สุขภาพ เทคโนโลยี สู่โลกอนาคต
ใกล้เข้ามาแล้ว ! อีก 7 วันเท่านั้น ! BITKUB SUMMIT 2025 powered by Tencent Cloud ภายใต้แนวคิด “Gateway to the Future: เปิดประตูการลงทุน สุขภาพ และเทคโนโลยี สู่โลกอนาคต” มหกรรมความรู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัทในเครือ ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อยกระดับทักษะและมุมมองของคนไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมสุดยอดวิทยากรระดับแนวหน้าของวงการ BITKUB SUMMIT 2025 เรียกได้ว่าเป็นเวทีที่ยกทัพนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และผู้นำด้านเทคโนโลยีแถวหน้ากว่า 90 ชีวิต มาร่วม Upskill และ Reskill ให้คนไทยเท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผ่าน 3 หัวข้อหลักสำคัญ การเงิน (Financial Literacy) เทคโนโลยี (Digital Literacy)…28/08/2024
วิจัยชี้ ‘การศึกษาน้อย’ เพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อม
“มีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 ทั่วโลกจะมีจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 125 ล้านคน” ในยุคที่ประชากรโลกมีอายุยืนยาวขึ้น ภาวะสมองเสื่อมกลับกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคนี้เป็นเรื่องของพันธุกรรมหรือความชราที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความจริงแล้ว มีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารถควบคุมได้ และมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร ? ภาวะสมองเสื่อม คือภาวะที่เซลล์ประสาทในสมองเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ความคิด ความจำ และการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก จากข้อมูลล่าสุดของ The Lancet Commission on Dementia 2024 พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะสมองเสื่อม ซึ่งกระจายอยู่ตลอดช่วงชีวิตของเรา ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยชรา โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ๆ ได้แก่ ความเสี่ยงในช่วงต้นของชีวิต ช่วงกลางของชีวิต และช่วงปลายของชีวิต ความเสี่ยงในช่วงต้นของชีวิต : การศึกษาคือกุญแจสำคัญ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในช่วงต้นของชีวิตคือ "การศึกษาน้อย" ซึ่งมีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมถึง 5 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการศึกษาไม่เพียงแต่ให้ความรู้ แต่ยังช่วยฝึกสมองให้คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการสร้าง "cognitive…กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 747 days ago
Read More28/08/2024
เอทิลแอลกอฮอล์ vs เมทิลแอลกอฮอล์: ใช้ผิดเสี่ยงขิต !
“แอลกอฮอล์” ถือเป็นหนึ่งในสารเคมีที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ทั้งในรูปแบบของเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด หรือแม้แต่เชื้อเพลิง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แอลกอฮอล์ที่เราใช้กันอยู่นั้นมีหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติและอันตรายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ? โดยหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การสับสนระหว่าง "เอทิลแอลกอฮอล์" ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในแอลกอฮอล์ที่ใช้ฆ่าเชื้อ กับ "เมทิลแอลกอฮอล์" ซึ่งเป็นสารเคมีที่อันตรายถึงชีวิต หากใช้ผิดชนิด ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจร้ายแรงเกินกว่าจะคาดคิดได้ เอทิลแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์สำหรับการแพทย์และการดื่มด่ำ “เอทิลแอลกอฮอล์” (Ethyl Alcohol) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “เอทานอล” (Ethanol) เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผลิตจากการหมักน้ำตาล มีสูตรเคมีคือ C₂H₅OH ลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี กลิ่นหอมอ่อน ๆ และมีรสเผ็ดเล็กน้อย เอทิลแอลกอฮอล์มีความปลอดภัยเมื่อใช้ภายนอกร่างกาย เช่น การใช้ทำความสะอาดผิวหนัง หรือฆ่าเชื้อโรค เนื่องจากมีฤทธิ์ในการละลายไขมันของเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคตายได้ นอกจากนี้ เอทิลแอลกอฮอล์ยังเป็นส่วนผสมหลักในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย โดยมีความเข้มข้นหรือเปอร์เซ็นต์การใช้งานเอทิลแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันดังนี้ เมทิลแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์สำหรับอุตสาหกรรมและมีพิษร้ายแรง เมทิลแอลกอฮอล์” (Methyl Alcohol) หรือ “เมทานอล” (Methanol) มีสูตรเคมีคือ CH₃OH เป็นสารเคมีที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี…กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 747 days ago
Read More21/08/2024
รู้จักสายพันธุ์ของเชื้อฝีดาษลิง Clade 1 และ Clade 2 พร้อมวิธีลดความเสี่ยง
ฝีดาษลิง (Monkey pox หรือ Mpox) โรคจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ พร้อมกับเกิดตุ่มตามร่างกาย ใบหน้า มือ เท้า อวัยวะเพศ และส่วนอื่น ๆ ซึ่งสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสทางผิวหนังอย่างใกล้ชิด อย่างการกอด จูบ หรือมีเพศสัมพันธ์ โดยจะส่งต่อเชื้อตลอดจนกว่าตุ่มที่ผิวหนังจะแห้ง ตกสะเก็ด และหลุดออก โรคฝีดาษลิงส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง และสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพของคนที่ได้รับเชื้อ อย่างผู้สูงอายุ เด็ก และคนที่มีโรคประจำตัว รวมถึงสายพันธุ์ที่ได้รับด้วย ปัจจุบันเชื้อไวรัสฝีดาษลิงมีอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ Clade 1 (เคลด-วัน) และ Clade 2 (เคลด-ทู)ซึ่งมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน BT Life จะพาคุณมาทำความรู้จักเชื้อฝีดาษลิงทั้ง 2 สายพันธุ์ และวิธีลดความเสี่ยงจากโรคนี้กัน ความแตกต่างของฝีดาษลิง Clade 1 และ Clade 2 เชื้อฝีดาษลิงสายพันธุ์ Clade 1…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 754 days ago
Read More22/08/2023
DASH Diet เทรนด์อาหารสุขภาพดี ลดความดัน ลดโรคหัวใจ
ปัจจุบันศาสตร์การรับประทานอาหารนั้นแตกแขนงออกไปมากมายตามจุดประสงค์และลักษณะของอาหาร DASH diet (แดช ไดเอท) เป็นเทรนด์อาหารที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดย DASH ย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension หรือวิธีการรับประทานอาหารที่จะช่วยหยุดการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคอื่น อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตได้ นอกจากนี้ DASH diet ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นด้วย อาหารที่เป็น DASH diet ไม่ใช่วัตถุดิบที่หายากหรือมีราคาแพง แต่เป็นอาหารและวัตถุดิบทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่เน้นอาหารที่มีแร่ธาตุในกลุ่มแมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียมสูง แต่โซเดียม และไขมันต่ำ โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไป (ผู้ใหญ่: ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน) อาจส่งผลเสียต่อระบบความดันโลหิต และไต หากคนที่กำลังลดน้ำหนักต้องนับและจำกัดพลังงานหรือแคลอรีจากอาหาร คนที่กำลังคุมอาหารด้วย DASH diet ต้องนับและจำกัดปริมาณโซเดียมไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม/วัน ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารในกลุ่ม Dash diet กลไกและประโยชน์ของ DASH Diet การรับประทานแบบ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1119 days ago
Read More18/08/2023
การศึกษาพบว่าลำดับการกินผัก โปรตีน และแป้งส่งผลต่อลดน้ำหนักและอัตราการเกิดโรคเบาหวานได้
ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนเราอย่างมาก การรับประทานอาหารที่มากเกินไปจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากเกิดภาวะนี้ขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลต่อระบบเผาผลาญและการจัดการกับน้ำตาลในเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มากเกินไปและระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงยังเพิ่มความเสี่ยงของไขมันสะสมที่ทำให้น้ำหนักขึ้นด้วย การปรับวิธีการรับประทานอาหารจึงมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักตัว และสุขภาพของเราได้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีงานวิจัยชิ้นที่พบว่าลำดับในการรับประทานอาหารนั้นส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคนเรา การศึกษาชิ้นนี้ศึกษาในคนที่มีภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) จำนวน 15 คน ซึ่งคนที่มีภาวะนี้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเสี่ยงต่อโรคเบาหวานมากกว่าคนทั่วไป ถ้าไม่คุมให้ดีอาจกลายเป็นโรคเบาหวานได้ในที่สุด ทีมนักวิจัยได้แบ่งรูปแบบการรับประทานอาหารออกเป็น 3 แบบด้วยกัน ดังนี้ โดยคนที่เข้าทดสอบจะต้องรับประทานทีละอย่างให้หมด แล้วเว้น 10 นาทีก่อนรับประทานอาหารประเภทถัดไป เช่น รับประทานข้าวในปริมาณหนึ่งให้หมดจาน และอีก 10 นาทีค่อยรับประทานเนื้อสัตว์ แล้วเว้นอีก 10 นาทีเพื่อรับประทานผัก ทีมนักวิจัยจะเก็บค่าระดับน้ำตาลในเลือดและระดับฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่มีหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดเป็นพลังงาน ใน 5 ช่วงเวลาด้วยกัน ตั้งแต่ก่อนเริ่มรับประทาน และหลังรับประทาน 30 / 60 / 90 / 120 / 150 และ 180 นาที พบว่ากลุ่มที่…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1123 days ago
Read More18/08/2023
นักวิจัยสหรัฐฯ พบความก้าวหน้าใหม่ในการปลูกถ่ายไตของหมูที่ดัดแปลงพันธุกรรมสู่มนุษย์
Xenotransplantation คือ การปลูกถ่ายอวัยวะจากสัตว์สู่คน ซึ่งเป็นแนวคิดทางการแพทย์ที่มีมานาน โดยเมื่อปี 2021 ทีมแพทย์และนักวิจัยสหรัฐอเมริกาได้ปลูกถ่ายไตของหมูที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้กับผู้ป่วยหญิงที่มีอาการสมองตายได้สำเร็จ ผู้ที่ต้องการการปลูกถ่ายไตมักเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ที่ส่งผลให้ไตทำงานบกพร่องหรือไม่สามารถทำงานได้เลย เดิมทีไตทำหน้าที่ในการกรองของเสีย สารพิษ และผลิตปัสสาวะเพื่อนำของเสียเหล่านี้ออกจากร่างกาย งานวิจัยที่ตีพิมพ์บน JAMA Surgery โดยทีมนักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ Birmingham Heersink มหาวิทยาแอลาบามา พบว่าไตของหมูที่ดัดแปลงพันธุกรรมไม่เพียงแต่ช่วยในการสร้างปัสสาวะเพื่อขับของเสียของจากการร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยกรองของเสียอื่น ๆ และช่วยให้ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายมีชีวิตต่อไปได้ด้วย โดยปกติแล้ว การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นขั้นตอนทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูง อย่างการปลูกถ่ายไตมนุษย์ไปยังมนุษย์อีกคนยังจำเป็นต้องดูความเข้ากันได้ของร่างกาย การต่อต้านเนื้อเยื่อ และการใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันร่างกายผู้รับอวัยวะต่อต้านเนื้อเยื่อใหม่ การได้รู้ข้อมูลว่าไตของสัตว์อย่างหมูมีโอกาสเข้ากันได้กับร่างกายของมนุษย์และอาจทำงานแทนไตของมนุษย์ได้จึงเป็นการเข้าใกล้ความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไตจำนวนมากที่ต้องการปลูกถ่ายไต เพราะปัจจุบันในสหรัฐฯ หรือแม้แต่ในไทยก็มีผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายไตเป็นจำนวนไม่น้อย และการที่จะหาไตจากผู้บริจาคที่มีความเข้ากันได้ก็เป็นเรื่องยาก ครีเอตินิน (Creatinine) เป็นของเสียจากกล้ามเนื้อของมนุษย์หลังการใช้พลังงาน ซึ่งไตมีหน้าที่ในการกรองครีเอตินินออกจากเลือด และขับออกจากร่างกาย ระดับของครีเอตินินในเลือดจึงสามารถบอกได้ว่าไตนั้นทำงานได้ดีหรือไม่ ภายหลังจากการปลูกถ่ายไตของหมูดัดแปลงพันธุกรรมสามารถกรองครีเอตินินออกจากเลือดได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยแอลาบามาได้ปลูกถ่ายไตของหมูที่ดัดแปลงพันธุกรรมให้ชายวัย 52 ปีที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 2 ซึ่งมีค่าครีเอตินินในเลือดสูงกว่ามาตรฐาน ภายหลังการปลูกถ่ายไตเพียง 24 ชั่วโมง ระดับครีเอตินินในเลือดของชายคนดังกล่าวลดลงครึ่งหนึ่ง และกลับมาสู่ระดับปกติใน 48 ชั่วโมง และคงที่อยู่ในระดับปกติตลอด 7 วันที่ได้ศึกษาวิจัย…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1123 days ago
Read More18/08/2023
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อคุณใส่คอนแทคเลนส์
คอนแทคเลนส์ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงและผู้ชายหลายคนที่มีปัญหาสายตาเลือกใส่ เพราะในบางกิจกรรมการสวมใส่แว่นสายตาอาจไม่ตอบโจทย์ ซึ่งการเลือกใส่เป็นคอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีตราบใดที่คุณสวมใส่และดูแลความสะอาดอย่างเหมาะสม แต่หากคุณไม่รักษาความสะอาดและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็เสี่ยงต่อการทำให้ติดเชื้อที่ตาหรือทำให้ดวงตาเสียหายได้ สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการใช้คอนแทคเลนส์ 1.ห้ามนอนหลับทั้งที่ไม่ได้ถอดคอนแทคเลนส์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะการใส่คอนแทคเลนส์แม้กระทั่งตอนที่คุณหลับจะทำให้การไหลเวียนของออกซิเจนไปยังดวงตาลดลง และทำให้คุณเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย 2.ตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี ค่าสายตาของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ แม้ว่าคุณจะใส่แว่นสายตา หรือใส่คอนแทคเลนส์ ดังนั้น คุณจึงควรตรวจค่าสายตาเป็นประจำทุกปีเพื่อการใส่คอนแทคเลนต์ที่ตรงกับค่าสายตาตัวเองมากที่สุด 3.ล้างมือของคุณให้สะอาด ก่อนสัมผัสดวงตาหรือจับที่เลนส์ ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หลังจากล้างน้ำแล้วให้เช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือหรือผ้าสะอาดที่ไม่มีขุย เพราะหากใช้ผ้าที่มีขุยอาจทำให้ตอนจับเลนส์ ขุยหรือผงเหล่านั้นอาจติดเข้าไปในดวงตา ทำให้เจ็บหรือแสบตาได้ 4.อย่าใส่คอนแทคเลนส์เกินการใช้งานที่แนะนำ ทุกวันนี้คอนแทคเลนส์ที่ขายตามท้องตลาดมีระยะเวลาการใช้งานให้เลือก และที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคอนแทคเลนส์แบบรายเดือน เพราะให้ความรู้สึกคุ้มค่ากับราคา แต่ก็ยังมีบางคนที่ใช้เกินระยะเวลาที่กำหนด พฤติกรรมนี้อาจก่อให้เกิดแบคทีเรียสะสมภายในเลนส์ และอาจทำให้เป็นรอยถลอกที่กระจกตาได้ 5.ล้างคอนแทคเลนส์และตลับใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง ห้ามล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำประปาเด็ดขาด เพราะน้ำประปาไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ และอาจมีสิ่งมีสิ่งสกปรกที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ที่สำคัญควรทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเท่านั้น รวมถึงทำความสะอาดตลับใส่คอนแทคเลนส์ทุกวัน 6.อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ หากคุณมีอาการปวด ตาแดง ตาพร่ามัว หรือตาไวต่อแสง แสดงว่าดวงตาของคุณอาจมีปัญหาที่ต้องไปพบแพทย์ ตามหลักทั่วไปหากอาการเหล่านี้ยังคงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องไปพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด 7.อย่าขยี้ตาขณะใส่คอนแทคเลนส์ หากคุณรู้สึกคันตา หรือมีเศษฝุ่นอะไรเข้าตาไม่ว่าจะใส่คอนแทคเลนส์หรือไม่ใส่ก็ห้ามขยี้ตาโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในตอนที่ใส่คอนแทคเลนส์ เพราะอาจทำให้เลนส์บาดกระจกตา ทำให้ดวงตาได้รับความเสียหายหรืออักเสบได้ ที่ควรทำคือถอดคอนแทคเลนส์ออก…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1123 days ago
Read More17/08/2023
เป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนบ่อย ๆ เกิดจากสาเหตุอะไร ?
อาการตะคริวที่ขาตอนกลางคืน สร้างความทรมานให้กับหลาย ๆ คน เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดแล้ว ยังรบกวนเวลานอนหลับพักผ่อนอีกด้วย โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะเป็นผลมาจากกล้ามเนื้ออ่อนล้า และปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท ซึ่งความเสี่ยงของการเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ที่สำคัญคนท้องมีแนวโน้มเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนได้เช่นกัน ตะคริวที่ขาคืออะไร ? ตะคริวที่ขาเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรง โดยมักจะเป็นที่น่อง เท้า หรือต้นขา อาจทำให้ขาของคุณกระตุก เกร็งจนควบคุมไม่ได้ แม้ว่าจะสร้างเจ็บปวดในการใช้ชีวิต แต่โดยทั่วไปแล้วการเป็นตะคริวที่ขานั้นไม่เป็นอันตราย ซึ่งอาการจะคงอยู่เป็นเวลาหลายวินาทีจนถึงหลายนาที ยิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสเป็นตะคริวที่ขามากขึ้นเท่านั้น เพราะเส้นเอ็นของคุณ หรือเนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกจะสั้นลงตามธรรมชาติเมื่อคุณอายุมากขึ้น ผู้ใหญ่มากถึง 60% เป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืน ในขณะที่เด็กและวัยรุ่นมีความเสี่ยง 40% ตะคริวที่ขาตอนกลางคืน ตะคริวที่ขาในตอนกลางคืนเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวหรือเมื่อคุณหลับ อาการนี้อาจปลุกคุณ ทำให้คุณหลับยากขึ้น และทำให้คุณรู้สึกปวดเมื่อยตลอดทั้งคืน โดยความถี่ของตะคริวที่ขาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ตะคริวที่ขาตอนกลางคืน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกวัย แต่มักเกิดกับผู้สูงอายุมากที่สุด ในบรรดาผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ประมาณ 33% จะเป็นตะคริวที่ขาตอนกลางคืนอย่างน้อยทุก ๆ 2 เดือน และผู้คนประมาณ 40% จะเป็นตะคริวที่ขาในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์เชื่อว่าเป็นเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์ทำให้กล้ามเนื้อตึงนั่นเอง โดยตะคริวที่ขาจะให้ความรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อบีบรัดแน่นจนเป็นปม อาจทำให้อึดอัด เจ็บปวดจนทนแทบไม่ได้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1124 days ago
Read More16/08/2023
สธ. สหราชอาณาจักรปัดตก ‘การแบนตัวการ์ตูนบนกล่องซีเรียล’ หลังถูกเรียกร้องว่าอาจทำให้เด็กได้รับน้ำตาลมากเกินพอดี
หากพูดถึง ‘ซีเรียล’ (Cereal) เรามักนึกถึงอาหารเช้าแบบตะวันตกที่เห็นบ่อย ๆ ในหนังฝรั่ง ที่พอตื่นเช้ามาก็ต้องเทซีเรียลจากกล่องที่มีลายการ์ตูน พร้อมเทนมตาม เพียงเท่านี้ก็ได้มื้อเช้าที่แสนอร่อยแล้ว แต่ในความเป็นจริงซีเรียลบางยี่ห้อไม่สามารถเรียกว่าเป็นอาหารเช้าได้อีกต่อไป แต่ต้องเรียกว่าเป็นขนมแทน เพราะน้ำตาลสูงมาก ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือในไทยก็ตาม ช่วงก่อนหน้านี้ ในสหราชอาณาจักรได้มีการเรียกร้องจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโรคอ้วนต่อกระทรวงสาธารณสุขให้ออกกฎห้ามผู้จัดจำหน่ายซีเรียลที่มีน้ำตาลสูงใส่ตัวการ์ตูนน่ารักและสีสันสดใสลงบนกล่อง และเปลี่ยนมาเป็นกล่องธรรมดาแทน เพราะมันอาจดึงดูดเด็ก ๆ ให้ร้องไห้งอแงเพื่อให้พ่อแม่ซื้อให้ และอาจทำให้เด็ก ๆ ได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและการเติบโตของเด็กได้ แต่เมื่อ 15 สิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา วิล ควินซ์ (Will Quince) รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักรได้ปฏิเสธการเรียกร้องข้อนี้ และยังบอกด้วยว่าข้อเรียกร้องนี้เป็นการแทรกแซงจาก Nanny-State รัฐพี่เลี้ยง ที่หมายถึงข้อเรียกร้องหรือการครอบงำที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ วิล ควินซ์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อว่าประชาชนควรมีสิทธิที่จะเลือกสุขภาพที่ดีให้กับตัวเอง และการตัดสินใจเลือกอาหารและโภชนาการที่ดี พร้อมกับให้ความรู้กับลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เขาได้บอกด้วยว่าเขาให้ลูกของเขารับประทานซีเรียล แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกวัน ทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและพอดี โดยสิ่งที่ผู้จัดจำหน่ายซีเรียลต้องทำ คือ การให้ความรู้กับผู้ซื้ออย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสารอาหารที่อยู่ภายในผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงประเภทของสินค้าว่าเป็นอาหารหรือขนมกันแน่ แต่เรื่องนี้อาจเป็นที่ถกเถียงต่อไป เนื่องจากว่าในสหราชอาณาจักรประสบปัญหากับประชากรที่เป็นโรคอ้วน เกรแฮม แมคเกรเกอร์ (Graham MacGregor) ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์หัวใจและหลอดเลือดที่มหาวิทยาควีนแมรีแห่งลอนดอน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1125 days ago
Read More11/08/2023
อาการท้องผูก ปัญหากวนใจที่รักษาได้ด้วยตัวเอง
อาการท้องผูก คือ อาการที่ลำไส้ของคุณเคลื่อนไหวน้อยลงทำให้อุจจาระผ่านได้ยาก มักเกิดขึ้นบ่อยหากมีการเปลี่ยนแปลงอาหารหรือกิจวัตรประจำวัน รวมถึงเกิดจากการได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอ ซึ่งไม่ควรปล่อยไว้หากคุณเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง อุจจาระมีเลือดปน หรือมีอาการท้องผูกนานยาวนาน อาการท้องผูกคืออะไร ? การเคลื่อนไหวของลำไส้น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ คือคำจำกัดความของอาการท้องผูกในทางเทคนิค แต่ความถี่ในการอุจจาระนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอุจจาระหลายครั้งต่อวัน ในขณะที่บางคนอุจจาระเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยอาการท้องผูกเกิดขึ้นเนื่องจากลำไส้ใหญ่ดูดซับน้ำจากอุจจาระของคุณมากเกินไป วิธีนี้จะทำให้อุจจาระของคุณแห้ง แข็ง และขับออกจากร่างกายได้ยาก เป็นหนึ่งในอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา อย่างน้อย 2.5 ล้านคนที่ไปพบแพทย์ในแต่ละปีเนื่องจากอาการท้องผูก ปัจจัยที่ทำให้ท้องผูก ? สาเหตุของอาการท้องผูกมีมากมาย รวมถึงปัจจัยในการดำเนินชีวิต ยา และเงื่อนไขทางการแพทย์ โดยสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก มีดังนี้ 1.ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ สาเหตุการดำเนินชีวิตทั่วไปของอาการท้องผูก ได้แก่ : 2.ยา ยาที่อาจทำให้ท้องผูก ได้แก่ 3.เงื่อนไขทางการแพทย์ เงื่อนไขทางการแพทย์และสุขภาพที่อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ได้แก่ สังเกตอาการท้องผูก หากคุณไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังเป็นโรคท้องผูกหรือไม่ ให้สังเกตอาการของตนเอง ดังนี้ รักษาอาการท้องผูก การรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังมักเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิต หากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไม่ช่วยบรรเทาอาการ อาจแนะนำให้ใช้ยาหรือการผ่าตัด ป้องกันอาการท้องผูก หากคุณเป็นคนที่ท้องผูกบ่อย…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1130 days ago
Read More11/08/2023
ใครเป็นบ้าง ? หยิบหนังสือมาอ่านทีไรง่วงนอนทุกที!
อยากอ่านหนังสือสักเล่มหนึ่ง แต่ทำไมพออ่านได้ไม่กี่หน้าก็เกิดอาการง่วงนอนแล้ว ทั้งที่หนังสือเล่มนั้นก็ดูน่าสนใจดี หรือเพราะว่าเราขี้เกียจกันนะ ? หากคุณมักมีอาการง่วงนอนเวลาที่อ่านหนังสือล่ะก็…บอกเลยว่าคุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะหลายคนก็มีอาการเหล่านี้เช่นกัน! ทำไมการอ่านหนังสือทำให้คุณง่วง ? การพักผ่อนกับหนังสือดี ๆ สักเล่มเป็นงานอดิเรกยอดนิยม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอนหลังจากอ่านหนังสือแม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่การอ่านหนังสือนั้นไม่ได้ใช้พลังงานทางกายภาพมากนัก แต่จริง ๆ แล้วสมองของคุณกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลข้อมูลที่คุณรับเข้าไป การกระตุ้นทางจิตใจทั้งหมดนั้นอาจทำให้คุณเหนื่อยล้า และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้การอ่านหนังสือทำให้ง่วงนอน การอ่านหนังสือก่อนนอนจึงเป็นวิธีการรักษาอาการนอนไม่หลับที่ดีนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีเหตผลอื่น ๆ ที่อาจบอกได้ว่าเพราะอะไรการอ่านหนังสือถึงทำให้คุณเกิดความเหนื่อยล้าและง่วงนอนได้ 1.เหนื่อยทางใจ เมื่อคุณอ่านหนังสือ สมองของคุณทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อถอดรหัสคำในหน้ากระดาษและสร้างภาพในใจของคุณ กระบวนการทางจิตเหล่านี้อาจทำให้เหนื่อยล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณอ่านหนังสือเป็นเวลานานหรือเหนื่อยล้ามาทั้งวัน 2.การหลงทางในจินตนาการของคุณ การอ่านหนังสือนั้นเป็นแนวทางโดยทั่วไปในการฝันกลางวัน และการฝันกลางวันก็ไม่ได้ห่างไกลจากการนอนหลับ อันที่จริงแล้ว กิจกรรมทั้งสองมีลักษณะร่วมกันบางประการ เมื่อคุณฝันกลางวันหรือหลงทางในหนังสือ ร่างกายของคุณจะอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและจิตใจของคุณก็จะเป็นอิสระ นี่อาจเป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและผ่อนคลาย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้คุณเหนื่อยเช่นกัน 3.การอ่านหนังสือในที่แสงน้อย สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากอ่านหนังสือ เป็นเพราะพวกเขาอ่านหนังสือในที่แสงน้อย ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือเท่านั้นที่ทำให้เหนื่อย การนั่งนิ่ง ๆ ในห้องที่มีแสงสลัว ๆ อาจส่งสัญญาณไปที่สมองว่าถึงเวลานอนแล้ว และยังทำให้ปวดตามากขึ้น ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความเหนื่อยล้านั่นเอง 4.การนั่งนิ่งๆ การนั่งนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1130 days ago
Read More11/08/2023
อยากลดน้ำหนัก กินผลไม้ทุกวันอ้วนไหม ?
หลายคนที่ลดน้ำหนักพยายามที่จะลดการกินน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรต ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคำถามว่าแล้วน้ำตาลจากผลไม้ล่ะ จะทำให้เราอ้วนไหม ? แน่นอนว่าทุกวันนี้ต้องมีคนเชื่อว่าการกินผลไม้ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ แล้วความจริงเป็นอย่างไร Hack for Health มีคำตอบมาให้ น้ำตาลจากผลไม้ ผลไม้ มีน้ำตาลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมาพร้อมกับใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระดับอินซูลิน และลดนิสัยชอบสะสมพลังงานจากน้ำตาลในรูปของไขมัน ผลไม้มีน้ำตาลน้อยกว่าอาหารสำเร็จรูป เช่น โซดา ลูกอม และขนมขบเคี้ยวอย่างมาก เช่น แอปเปิ้ล 182 กรัม มีน้ำตาล 19 กรัม ในขณะที่ลูกอม 58 กรัม มีน้ำตาลถึง 35 กรัม ผลไม้ทำให้น้ำหนักขึ้นจริงหรือ ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การกินอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไหนแต่หากกินในปริมาณมากเกินไปก็ทำให้น้ำหนักขึ้นเช่นกัน ในกรณีนี้ผลไม้ไม่ได้เป็นตัวการทำให้น้ำหนักขึ้น มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าแม้แต่การเพิ่มผลไม้ในอาหารก็มีสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในคน 17 คน ที่กินผลไม้ 20 หน่วยบริโภคต่อวัน มีน้ำตาลประมาณ 200 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับโซดา 8 กระป๋อง ยังไม่มีผลเสียต่อน้ำหนักตัว ความดันโลหิต…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1130 days ago
Read More11/08/2023
ข้อมูลชุดใหม่พบว่าแค่เดิน 4,000 ก้าวต่อวันก็ทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ และลดการเสียชีวิตก่อนวัย
การศึกษาล่าสุดพบว่าการมีสุขภาพที่ดีนั้นอาจง่ายกว่านั้นหลายเท่า เพราะจากการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของคนกว่า 226,000 คนชี้ว่าการการเดินเพียง 4,000 ก้าว/วันก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้สุขภาพดีภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1130 days ago
Read More09/08/2023
วิตามินซี ใครว่ากินเท่าไหร่ก็ได้ ได้รับเยอะเกินไปอาจเสี่ยงนิ่ว
วิตามินซีเป็นอาหารเสริมที่หลายคนน่าจะใช้เป็นประจำ เพราะวิตามินซีหรือกรดแอสเคอร์บิก (Ascorbic acid) เป็นสารอาหารสำคัญที่ขึ้นชื่อว่าดีต่อสุขภาพ วิตามินซีจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ และการอักเสบของเซลล์ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน การดูดซึมธาตุเหล็ก ทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าวิตามินซีอาจมีส่วนช่วยโรคหัวใจ และโรคมะเร็งบางชนิด เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมใคร ๆ ก็ใช้วิตามินซี ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจว่าวิตามินซีเป็นอาหารเสริมที่ปลอดภัย ได้รับปริมาณมากก็ไม่ส่งผลเสีย เพราะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ หากได้รับเกินจะถูกขับออกผ่านทางปัสสาวะ แต่คุณอาจกำลังเข้าใจผิด เพราะวิตามินซีมีผลข้างเคียงเหมือนกัน แถมอาจทำให้เกิดนิ่วได้ด้วย ในบทความนี้ Hack for Health จะพาคุณมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้วิตามินซีกันใหม่ นิ่ววิตามินซี และผลข้างเคียงจากวิตามินซีที่คนมองข้าม การที่จะบอกว่าวิตามินซีปลอดภัยอาจไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ แต่ควรบอกว่าปลอดภัยกว่าวิตามินชนิดอื่นน่าจะเหมาะกว่า เพราะอะไรก็ตามที่มากเกินไปต่อให้มีประโยชน์แค่ไหนก็ส่งผลเสียได้เหมือนกัน แน่นอนว่ารวมถึงวิตามินซีเสริมที่เราใช้กันด้วย นิ่ววิตามินซีคืออะไร? นิ่ววิตามินซีก็คือนิ่วในไตทั่วไป โดยจะทำให้เกิดอาการปัสสาวะขัดหรือเจ็บเวลาฉี่ ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ไม่สุด ปวดเอว ปวดหลัง ปวดบิด ปัสสาวะเป็นทราย ติดเชื้อ และอีกหลายอาการ หลายคนพอจะรู้ว่าวิตามินซีเป็นสารที่ละลายน้ำได้และถูกขับออกผ่านทางปัสสาวะ โดยหลังจากที่วิตามินซีถูกย่อยแล้วจะทำให้เกิดสารที่ชื่อ ‘ออกซาเลต’ (Oxalate) อยู่ภายในไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่กรองของเสียออกไปเป็นปัสสาวะ และเดิมทีในไตจะมีแร่ธาตุอย่างแคลเซียมอยู่แล้ว เมื่ออกซาเลตจากการได้รับวิตามินซีมาเจอกับแคลเซียม จะทำปฏิกิริยาและจับตัวกันกลายเป็นก้อนแร่ธาตุชื่อ ‘แคลเซียมออกซาเลต’ หรือก็นิ่วในไตชนิดหนึ่งนั่นเอง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1132 days ago
Read More09/08/2023
Pokémon Sleep เกมเพื่อการนอนหลับสุดคิวต์ที่แฟนโปเกมอนห้ามพลาด (วิธีเล่น + เรื่องต้องรู้ก่อนเล่น)
บนสมาร์ตโฟนมีแอปพลิเคชันตรวจจับการนอนหลับ (Sleep tracking) หลายแอปพลิเคชัน แต่ที่ออกใหม่ มาแรง และน่ารักสุด ๆ ในนาทีนี้คงหนีไม่พ้น Pokémon Sleep จากผู้พัฒนา The Pokémon Company ที่ผลิตเกมและแอปพลิเคชันที่มีธีมเป็นโปเกมอนมาแล้วมากมาย Hack for Health จะพาไปดูความน่ารัก ฟังก์ชัน และวิธีใช้งานแอปพลิเคชัน Pokémon Sleep เพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้นกัน วิธีการเล่น Pokémon Sleep เบื้องต้น ก่อนจะไปดูความน่ารักและความสนุกของ Pokémon Sleep มาดูวิธีเล่นเบื้องต้นกันก่อน ในขณะที่เราเริ่มเซสชัน (Session) การนอนหลับ หน้าจอของเกมจะปรากฏภาพโปเกมอนพร้อมกับเวลาปัจจุบัน เวลาปลุก แถมคุณสามารถเปิดเสียงโปเกมอนที่จะร้องเพลงกล่อมคุณนอนได้ด้วย หน้าตา ฟังก์ชัน และการใช้งาน Pokémon Sleep Pokémon Sleep เป็นแอปพลิเคชันติดตามการนอนหลับหยิบเอาความน่ารักและกิมมิกของโปเกมอนมาใช้ได้อย่างดี ตั้งแต่ไอคอนของแอปพลิเคชันที่นำเอาภาพของ ‘Snolax’ หรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อ ‘คาบิกอน’ ซึ่งในแอนิเมชัน ‘Snorax’ เป็นโปเกมอนที่มีนิสัยขี้เซา และนอนหลับอยู่ตลอด…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1132 days ago
Read More08/08/2023
มหาวิทยาลัยเท็กซัสคิดค้นยาที่ทำให้ ‘กินอาหารขยะเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน’ และลดความเสี่ยงของโรคได้
โรคอ้วนและการมีน้ำหนักตัวมากเป็นปัญหาต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต แต่อาหารอร่อยมักเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงและทำให้อ้วน Junk food หรือ อาหารขยะ เป็นหนึ่งในอาหารที่ผู้คนชื่นชอบและเป็นสาเหตุของโรคอ้วน และโรคเรื้อรังหลายโรค เพราะเต็มไปด้วยไขมัน น้ำตาล และเครื่องปรุงมากมาย แต่จะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถกินอาหารเหล่านี้ได้ไม่อั้น ไม่อ้วน แถมไม่เสี่ยงโรค ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้พัฒนายาที่จะทำให้ไม่อ้วนแม้จะรับประทานอาหารขยะปริมาณมาก โดยยาตัวนี้จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายด้วยการจำกัดแมกนีเซียมไม่ให้เข้าไปในไมโทคอเดรีย (Mitocondria) ไมโทคอนเดรียเป็นส่วนประกอบภายในเซลล์สิ่งมีชีวิต หนึ่งในหน้าที่ของไมโทคอนเดรียในร่างกายมนุษย์คือการสร้างพลังงานให้กับเซลล์และเผาผลาญพลังงาน โดยเหตุผลที่นักวิจัยพยายามยับยั้งและจำกัดปริมาณแมกนีเซียมไม่ให้เข้าไปในไมโทคอนเดรียก็เพราะว่าแมกนีเซียมมีคุณสมบัติชะลอการสร้างและเผาผลาญพลังงานของไมโทคอนเดรีย ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ช้าลงหรือเผาผลาญได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการยับยั้งแมกนีเซียมไม่ให้เข้าไปยังไมโทคอนเดรียอาจกระตุ้นให้ไมโทคอนเดรียสร้างและเผาผลาญพลังงานได้มากและเร็วขึ้น การเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นก็หมายความว่ามีโอกาสที่ร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันและน้ำตาลปริมาณมากที่เรารับประทานเข้าไปจากอาหารมาใช้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ไม่เหลือพลังงานที่เกินความต้องการ ลดการเกิดไขมันสะสมภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุของน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น และโรคเรื้อรัง ทีมนักวิจัยได้ทดลองยาชนิดนี้ในหนูทดลอง โดยให้หนูรับประทานอาหารตะวันตก (Western food) หรืออาหารขยะที่ให้พลังงานสูงเป็นเวลากว่า 1 ปี ซึ่งหนูทดลองถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ได้รับยา และกลุ่มที่ได้รับยา ภายหลังสัปดาห์ที่ 30 ของการทดลอง นักวิจัยพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับยาไม่มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเลย ในขณะที่หนูกลุ่มแรกกลายเป็นหนูที่เป็นโรคอ้วนไปแล้ว กลไกที่ยาตัวยานี้ทำกับร่างกายของหนูทดลอง คือ ยาจะเข้าไปกดหรือยับยั้งการทำงานของยีนที่ชื่อ MRS2 ซึ่งเป็นยีนที่กำหนดให้แมกนีเซียมเข้าไปที่ไมโทคอนเดรีย โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบการทำงานของตับของหนูที่ได้รับยาแล้วพบว่ายังสามารถทำงานได้เป็นปกติ นอกจากการป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่มและโรคอ้วนแล้ว หนึ่งในทีมนักวิจัยยังกล่าวด้วยว่า ยานี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งตับจากภาวะไขมันพอกตับที่เป็นผลมาจากอาหารไขมันสูงด้วย…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1133 days ago
Read More07/08/2023
โรคมะเร็งตับ: อาการ สาเหตุ การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน
โรคมะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 3 ในผู้หญิง โรคมะเร็งตับเป็นผลจากที่เนื้อเยื่อของตับมีเซลล์ที่เป็นมะเร็งฝังตัวอยู่ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ โดยสามารถโตขึ้นได้เรื่อย ๆ และเซลล์มะเร็งสามารถลุกลามไปฝังตัวในเนื้อเยื่อของอวัยวะอื่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ร่วมกับการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานเป็นปัจจัยที่พบได้บ่อย ซึ่งมีวิธีรักษาหลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรง ความพร้อมของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ ตับเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านในหน้าท้องด้านขวาส่วนบน ด้านหลังของชายโครงส่วนล่าง มีหน้าที่ในการกักเก็บสารอาหาร กรองของเสียออกจากร่างกาย และสร้างน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน และสลายของเสีย อาการของโรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อระยะของโรคดำเนินไปอาจพบกับอาการต่อไปนี้ หากพบอาการใดอาการหนึ่ง หรือหลายอาการรวมกันจนเริ่มผิดสังเกต รู้สึกไม่สบายใจ หรือกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจ สาเหตุและปัจจัยของการเกิดโรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งตับเกิดได้จากหลายสาเหตุและปัจจัย โดยสาเหตุและปัจจัยเหล่านั้นทำให้เซลล์ของตับได้รับความเสียหายและเกิดการอักเสบติดต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นระยะเวลาหลายปี จนเซลล์บริเวณตับเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง สาเหตุและปัจจัยของโรคนี้พบได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1. น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน 2. ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซีเป็นเวลานาน 3. สูบบุหรี่ 4. ดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นประจำ 5. โรคตับแข็ง เกิดได้จากดื่มแอลกอฮอล์ และการติดเชื้อตับอักเสบ 6. ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (มักเกิดจากอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง ไม่ออกกำลังกาย)…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1134 days ago
Read More04/08/2023
ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกไม่ได้ใจดีกับคุณ
ชีวิตคนเราไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป เมื่อความท้าทายที่คุณเผชิญอยู่ยากเกินกว่าที่จะรับมือ อาจทำให้สุขภาพทางอารมณ์ของคุณต้องเสียไปอย่างง่ายดาย อาจต้องถึงเวลาที่คุณควรจะหันมาดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองเสียที วิธีการดูแลตนเองนั้นไม่เหมือนกันทุกคน เพราะทุกคนต่างมีความชอบ และความต้องการที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องคิดถึงความต้องการในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการดูแลตนเองที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน ทำความเข้าใจตัวเอง หากคุณอยากหันมาให้เวลาใส่ใจร่างกายและจิตใจของตัวเองมากขึ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สิ่งแรกให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเอง ดังต่อไปนี้ 1.ฉันเห็นด้วยกับวิธีที่คนอื่นใช้หรือไม่ ? แผนการดูแลตัวเองของคุณจะไม่มีประโยชน์มากนัก หากคุณไม่นำไปปฏิบัติ บางทีคุณอาจได้อ่านเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำสวนและต้องการเริ่มทำสวน แต่คุณไม่ชอบดิน ด้วง และหนอน แม้ว่าคุณจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่คุณไม่ชอบ โปรดจำไว้ว่าคุณมีตัวเลือกอื่นมากมายที่เหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อบำบัดจิตใจตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามวิธีของคนอื่น 2.การเงินเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ ? สมมุติว่าคุณตัดสินใจจ่ายค่าฟิตเนส หรือโรงยิมราคาแพง โดยมีเป้าหมายเพื่อออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หากคุณหยุดออกกำลังกายไปเพียงสัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณรู้สึกเครียดจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป มากกว่าการเติมพลังจากกิจกรรมนี้ แปลว่าสิ่งนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้เงินกับสิ่งที่ได้ผลจริง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารกลับบ้านในคืนที่ทำงานอย่างหนัก แทนที่จะพยายามทำอาหารกินเอง จะเรียกว่าเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาที่แลกมาด้วยความคุ้มค่า คือ ให้ร่างกายของคุณได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าบ้าง 3.ฉันพยายามทำเกินไปหรือเปล่า ? คุณสามารถทำลายตัวเอง ทั้งที่คุณตั้งใจจะดูแลตนเองแท้ ๆ การมีตารางกิจกรรมมากเกินไปเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอาจทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ขณะเดียวกันอะไรที่มากเกินไปก็อาจเป็นภาระได้เช่นกัน แม้กระทั่งเรื่องสนุก ๆ ก็อาจจะเพิ่มความเครียดให้คุณได้ เนื่องจากสิ่งนี้ทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งคิดทบทวนความคิดของตัวเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1137 days ago
Read More04/08/2023
รู้ตัวก่อนสายไป…สัญญาณเตือนระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นระบบที่ซับซ้อนของเซลล์เม็ดเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ หากคุณพบว่าตัวเองติดเชื้อบ่อย ๆ อาจหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และหากยิ่งปล่อยไว้นานวันโดยไม่หันมาใส่ใจสุขภาพหรือไปพบแพทย์ก็อาจส่งผลร้ายแรงตามมาได้ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาว แอนติบอดี และส่วนประกอบอื่น ๆ รวมทั้งอวัยวะและต่อมน้ำเหลือง ประกอบกันเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อบ่อยกว่าคนอื่น ความผิดปกติหลายอย่างอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้บางคนมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติเหล่านี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง บางอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดในขณะที่บางอย่างเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหาต่อไปนี้ สัญญาณที่บอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน บางครั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายของคุณอาจเกิดการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งมีจากหลายสาเหตุและในบางครั้งการหันมาพักผ่อน หรือแม้แต่การไปหาหมออาจช่วยได้ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยเกินไป คุณอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือโรคเรื้อนกวาง หรือหากระบบภูมิคุ้มกันของคุณเริ่มโจมตีร่างกายของคุณแทนที่จะปกป้องคุณจากโรคต่าง ๆ คุณอาจมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคไขข้ออักเสบหรือโรคเบาหวานประเภท 1 และภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ ได้แก่ โรค celiac, lupus, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1137 days ago
Read MorePR Partners
See All14/09/2026
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 15 hours ago
WORKTech Asia 2026 ชู ‘Build the Autonomous Enterprise’ จุดกระแสองค์กรไทยเร่งปรับโครงสร้างสู่ยุค AI ทำงานร่วมคน
งาน WORKTech Asia 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Build the Autonomous Enterprise’ ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ณ BHIRAJ HALL 2–3, BITEC บางนา โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้นำองค์กร และคนทำงานด้านเทคโนโลยีจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมด้วยบูทจัดแสดงโซลูชันจากพันธมิตรธุรกิจกว่า 80 บูท เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Workforce องค์กร งาน WORKTech Asia 202611/09/2026
บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รุก Co-Brand ดัน “T1 Dynamic Points” หวังกระตุ้นยอดใช้จ่ายโต 7% แตะ 1.4 แสนล้านบาท
บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เดินหน้ารุกตลาดบัตรเครดิต Co-Brand ด้วยการต่อยอดสิทธิประโยชน์ผ่านฟีเจอร์ “T1 Dynamic Points พอยท์แบบใหม่ ให้ได้มากกว่า” ชูจุดเด่นการมอบคะแนน The 1 พิเศษตามหมวดสินค้าและแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม โดยเน้นจัดแคมเปญทุกวันที่ 15 ของเดือน เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้จ่ายและผลักดันให้บัตรกลายเป็นบัตรหลักในชีวิตประจำวัน บริษัทตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 2026 ที่ 140,000 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน นายชีวิน ปราชญานุพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน กล่าวว่า การพัฒนาสิทธิประโยชน์ในช่วงที่ผ่านมาอิงจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก ซึ่งพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ที่นำไปใช้ได้จริง มีความคุ้มค่า และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลังเปิดตัว บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน โฉมใหม่ ซึ่งมอบคะแนน The 1 สูงสุด 4 เท่า และส่วนลดสูงสุด…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 3 days ago
Read More10/09/2026
Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore ก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Creator Economy ไทย บนเวทีรางวัลระดับประเทศ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “Creator Economy” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ทางเลือกของการทำสื่อหรือการตลาดอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นการเชิดชูและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการนี้ Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore (TIA 2026) เวทีประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 จึงเตรียมกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสะท้อนแรงขับเคลื่อนและศักยภาพอันไม่สิ้นสุดของเหล่าผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ แบรนด์ชั้นนำ และเอเจนซีในประเทศไทย ในปีนี้ งาน TIA 2026 จัดขึ้นภายใต้ธีม “CREATOR PULSE – ชีพจรนำทางในยุคแห่งความซับซ้อนอันสร้างสรรค์” สื่อถึงบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ที่เป็นเปรียบเสมือน “จังหวะชีพจร” คอยนำทางและเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภคท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีประกาศรางวัล แต่ยังเป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้คนและภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ และผลักดันวงการการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไปสู่ระดับสากล ไฮไลต์และกิจกรรมสำคัญภายในงาน งาน Thailand Influencer Awards 2026 รวบรวมกิจกรรมและประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกมิติของวงการไว้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ช่วงเช้าจรดค่ำ เพื่อตอบโจทย์ทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และความบันเทิง 1. เวทีเสวนาและอัปเดตเทรนด์แห่งปี (Talks & Discussion…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 4 days ago
Read More































