ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| science
Read More

นักวิจัยค้นพบวิธีทำให้ไข่ไก่ไม่ฟักเป็นตัวผู้ หวังลดอัตราการฆ่าไก่ตัวผู้ในอุตสาหกรรม

นักวิจัยในอิสราเอลได้ค้นพบวิธีการตัดต่อพันธุกรรมไก่ให้ออกไข่มาเป็นไข่ที่จะฟักออกมาเป็นไก่ตัวเมียเท่านั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุตสาหกรรมไก่ทั่วโลก และยังหวังลดอัตราการฆ่าไก่ตัวผู้ที่สูงมากในอดีตที่ผ่านมา
24/05/2021

สมองคนเราล้วนมีเซลล์ ‘ซอมบี้’ และพร้อมจะโตเมื่อตอนเรา ‘ตาย’ แล้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ชิคาโก ค้นพบว่า เซลล์บางชนิดในสมองของมนุษย์จะยังคงทำงาน แม้เราจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ยังสามารถเติบโตได้อีกด้วย เหล่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบข้อสันนิษฐานดังกล่าว ด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมการชันสูตรพลิกศพบนเนื้อเยื่อสมองสด ที่นำมาจากการผ่าตัดสมองตามปกติ และพบว่าในสมองของเราจะมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า 'เซลล์ซอมบี้' ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะเติบโตอย่างทวีคูณและงอกหนวดที่มีแขนขายาวขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เราเสียชีวิต พวกเขาทำการวิเคราะห์ยีนของเนื้อเยื่อนี้อย่างละเอียดและพบว่า เซลล์เกลีย (glial) ซึ่งเป็นเซลล์อักเสบชนิดหนึ่งในสมองของเราสามารถเติบโตขึ้นเป็นสัดส่วนที่ทวีคูณ ดร.เจฟฟรีย์ โลบ (Dr. Jeffrey Loeb) ผู้เขียนหัวข้อการศึกษานี้และหัวหน้าประสาทวิทยาและการฟื้นฟูสมรรถภาพที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ยูไอซี (UIC) ระบุว่า “ความจริงที่ว่าเซลล์เกลียขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เจ้าของร่างเสียชีวิตไปแล้ว กลับไม่ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจเท่าไหร่ เนื่องจากหน้าที่หลักของเซลล์ประเภทนี้คือ ทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ หลังจากได้รับบาดเจ็บที่สมอง เช่น การขาดออกซิเจนหรือโรคลมชัก” สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการค้นพบนี้คือผลกระทบของมันต่างหาก ซึ่งการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเนื้อเยื่อสมองหลังความตายไม่ได้อธิบายถึงการแสดงออกของยีนหลังการตายของเซลล์สมองหรือการทำงานของเซลล์ เนื่องจากสมมติฐานทั่วไปคือการทำงานของสมองทั้งหมดจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อมีคนเสียชีวิต แต่ทีมยูไอซีได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่อย่างนั้น ระหว่างการศึกษา ทีมงานพบว่าการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ซอมบี้เหล่านี้จะมีจุดขยายตัวสูงสุดประมาณ 12 ชั่วโมงหลังการเสียชีวิต ซึ่งตอนนี้นักวิจัยเริ่มสนใจเกี่ยวกับยีนและชนิดของเซลล์ในสมองที่ย่อยสลายไปแล้ว แต่ยังคงมีเสถียรภาพและขยายตัวหลังจากเสียชีวิตที่จะเปิดช่องทางเพิ่มเติมให้นักประสาทวิทยาได้ค้นคว้าต่อไป อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
24/05/2021

‘เฟอร์เร็ตเท้าดำ’ ที่เกิดจากการโคลนนิงตัวที่ตายไปแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน!

หน่วยงาน US Fish and Wildlife Service ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า พวกเขาทำการโคลนสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์สำเร็จเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการโคลนมาจากเซลล์ของสัตว์ที่ตายไปแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน จนเกิดมาเป็นเจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำตัวนี้ เจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำมีชื่อว่า เอลิซาเบธ แอนน์ (Elizabeth Ann) เกิดมาจากการใช้วิธีสืบพันธุ์จากเซลล์แช่แข็งของเฟอร์เร็ตเท้าดำในอดีตที่ชื่อ วิลล่า (Willa) ซึ่งตายไปเมื่อปีค.ศ. 1988 การโคลนนิงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อการนำพันธุ์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับคืนมาได้อีกครั้ง นอรีน วอลช์ (Noreen Walsh) ผู้อำนวยการของศูนย์อนุรักษ์เฟอร์เร็ตเท้าดำแห่งชาติ กล่าวว่า “โครงการนี้จะสามารถช่วยให้ความพยายามในการอนุรักษ์เจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” ต้นกำเนิดของโครงการนี้มีมาตั้งแต่ก่อนการโคลนนิงแล้ว ผู้คนมักคิดว่าเฟอร์เร็ตเท้าดำสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะสัตว์ที่พวกมันกินเป็นอาหารเริ่มหมดลงไปทุกวัน เนื่องจากถูกยิงและวางยาพิษโดยเกษตรกรที่ต้องการจะสร้างสภาพแวดล้อมบนที่ดินของตนให้ดีขึ้นสำหรับการเลี้ยงวัว จนเมื่อประชากรของเฟอร์เร็ตเท้าดำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกิดการขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมที่อาจมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จนเมื่อตอนที่เจ้าวิลล่าตาย ทางหน่วยงานจึงส่งเนื้อเยื่อของมันไปยังสวนสัตว์แช่แข็งที่เป็นที่เก็บเซลล์จากสัตว์มากกว่า 1,100 สายพันธุ์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังว่า ความสำเร็จในการโคลนครั้งนี้ จะสามารถโคลนสัตว์พันธุ์ต่าง ๆ ขึ้นมาได้อีก แม้ว่าอาจต้องใช้เวลานาน แต่เขาก็หวังว่ามันจะสามารถเป็นจริงได้ อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
24/05/2021

ค้นพบภาพเขียนสีรูปจิงโจ้ในถ้ำออสเตรเลีย อายุมากกว่า 17,300 ปี!

เดเมียน ฟินซ์ (Damien Finch) นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียได้ค้นพบงานศิลปะล้ำค่าที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติที่ถ้ำแห่งหนึ่งในคิมเบอร์ลีย์ ภูมิภาคทางตะวันตกของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าภูมิภาคคิมเบอร์ลีย์นั้นเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์โบราณที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะศิลปะบนหินที่หายาก นั่นจึงทำให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเมื่อฟินซ์ได้ค้นพบภาพเขียนสีรูปจิงโจ้ในถ้ำ ซึ่งคาดว่าเป็นผลงานศิลปะของชาวอะบอริจิน ชนพื้นเมืองของออสเตรเลีย งานศิลปะชิ้นนี้มีขนาดถึง 2 เมตร (6.5 ฟุต) และสิ่งที่ทำให้น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ฟินซ์ได้ตรวจสอบอายุของภาพเขียนสีนี้ด้วยการนำรังตัวต่อโคลนที่สร้างด้วยเรดิโอคาร์บอนมาตรวจสอบ ทำให้พบว่า ภาพเขียนสีนี้มีอายุถึง 17,300 ปี! ซึ่งผลวิจัยนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behavior การค้นพบในครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมการวิจัยมีความเชื่อว่า ภาพเขียนสีรูปจิงโจ้นี้อาจมีความเชื่อมโยงกับศิลปะในภูมิภาคอื่น ๆ การท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ บนโลกนี้ก็เหมือนการผจญภัยเพื่อพบสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งสิ่งแปลกใหม่นั้นล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้นมา ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งคุณอาจจะเดินเข้าป่าแล้วไปเจอสิ่งมหัศจรรย์เช่นชายคนนี้ก็ได้ อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
19/10/2019

งานวิจัยเผย! ผู้ที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไปสามารถเป็นหอบหืดได้

นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับไขมันตัวร้ายที่อยู่ในร่างกายของเรา นอกจากมันจะสามารถสะสมในตับ และส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เผยว่า มันสามารถเข้าสะสมที่ผนังทางเดินหายใจของคุณ และทำให้ปอดของคุณทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย เป็นที่รู้กันมานานว่ากลุ่มคนที่มีภาวะ obese (น้ำหนักเกิน) จะมีอัตราการเป็นโรคหอบหืดมากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ แต่เป็นเวลาหลายปีที่ความเชื่อมโยงระหว่างโรคหอบ และความอ้วนยังไม่เป็นที่แน่ชัด บ้างก็ว่า เพราะน้ำหนักมากเกินไปส่งผลโดยตรงต่อแรงดันในปอดทำให้หายใจลำบาก บ้างก็ว่าโรคอ้วนทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายจึงก่อให้เกิดโรคหอบหืดได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อวันที่ 17 ตค. ที่ผ่านมาวารสาร European Respiratory ได้ตีพิมพ์เรื่องราวการค้นพบใหม่ที่ค้นคว้าร่วมกับ Peter Noble ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Western Australia ใน Perth เขาได้กล่าวในงานแถลงไว้ว่า การสะสมของไขมันสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของผนังทางเดินหายใจในลักษณะของการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบได้ง่ายมากขึ้น แต่นี่เป็นการค้นพบเบื้องต้นงานยังคงต้องศึกษาหาความสัมพันธ์ในเรื่องของการลดน้ำหนักเพื่อลดอาการหอบ และการเกิดโรคหอบจากเนื้อเยื่อไขมันให้แน่ชัดอีกที แต่ไม่ใช่ว่าข้อมูลที่นักวิจัยกล่าวมาเขาจะยกกันมามั่ว ๆ เพราะก่อนหน้านี้ John Elliot นักวิจัยอาวุโสจากโรงพยาบาล Gairdner ได้ทำการตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์ในเบื้องต้นมาแล้ว Noble,Elliot และทีมได้ทำการศึกษาเนื้อเยื่อในศพของผู้เสียชีวิต 52 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือคนที่เสียชีวิตจากโรคหอบ จำนวน 16 ราย ผู้ที่เป็นโรคหอบแต่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่น จำนวน 21…
Natnaree TK | 2285 days ago
Read More
โรคซึมเศร้า
17/10/2019

บอกเล่าประสบการณ์! คนที่ฆ่าตัวตายพวกเขาไม่ได้อยากตาย พวกเขาแค่อยากหลบหนีจากความเจ็บปวด

ช่วงนี้ข่าวการฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้า กำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก และหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับคนที่เข้าใจ หรือเคยมีอาการดังกล่าว วันนี้เราอยากจะยกส่วนหนึ่งของบทความใน Thought Catalog ที่เขียนโดย Bria Barrows หนึ่งในผู้ที่เคยผ่านภาวะซึมเศร้าและเอาชนะมันได้มาบอกเล่าให้ชาวแบไต๋ฟัง คุณรู้หรือไม่ว่า 1 ใน 5 ของคนส่วนมากเคยมีปัญหาสุขภาพจิต และนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อการดำเนินชีวิตของเราก้าวผ่านเข้ามายังจุด ๆ หนึ่งความคิดฆ่าตัวตายจะโผล่เข้ามาในหัวของพวกเขา สำหรับคนที่ไม่เคยมีความคิดฆ่าตัวตายเลย คงจะไม่เข้าใจ บางทีก็หัวเราะกับความคิดบ้า ๆ เช่นนี้ คุณอาจจะบอกพวกเขาว่า เห้ย! พรุ่งนี้ยังมีหวัง นึกถึงแสงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้สิ อาหารเช้ามื้ออร่อยในวันถัดไป หรือแม้แต่ความสนุกที่รอคอยอยู่ในวันข้างหน้า แต่สำหรับคนที่มีความคิดฆ่าตัวตายสิ่งเหล่านั้นไม่ช่วยอะไรเลย สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า และมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย พวกเขาจะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดภายในจิตใจที่สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ หากจะอธิบายให้ชัดเจนอีกสักหน่อยก็คือ ความเครียดความกดดันต่างๆ สามารถฆ่าคุณได้ ในแต่ละวันคุณต้องใช้สมองในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสังคม การกินอาหาร การเรียนรู้ การทำงาน คุณต้องใช้สมองของคุณในการประมวลความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อแสงแดดยามเช้าสัมผัสร่างกาย หรือแม้กระทั่งการรับรู้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการจูบเช่นเดียวกัน แต่คนที่เค้ามีความเครียด หรือมีสภาวะซึมเศร้าเค้าจะไม่รู้สึกถึงสัมผัสเหล่านั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะที่มีความโดดเดี่ยวอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะไม่รู้สึกสนุกสนานไปกับงานปาร์ตี้ งานง่าย…
Natnaree TK | 2287 days ago
Read More
ยาสีฟัน
17/10/2019

แพทย์เตือน! หยุดใช้ยาสีฟันป้ายน้องชาย และน้องสาวของคุณเวลามีเพศสัมพันธ์ได้แล้ว

ฟังดูแปลกแต่แพทย์จาก Nigeria ได้ออกมาเตือนเหล่าวัยรุ่นทั้งหลายเกี่ยวกับความเชื่อผิด ๆ ของยาสีฟันไว้ว่า ยาสีฟันไม่ได้ช่วยทำให้พวกคุณมีความสุขในระหว่างมีเพศสัมพันธ์มากขึ้นอย่างที่เข้าใจผิดกัน และที่สำคัญมันยังเป็นอันตรายต่อน้องชาย และน้องสาวของพวกเขาอีกด้วย ที่ Nigeria มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าการนำยาสีฟันป้ายที่บริเวณช่องคลอดจะช่วยกระชับช่องคลอดได้ จึงมีประชาชนส่วนหนึ่งนำวิธีนี้ไปใช้ สำหรับคุณผู้หญิงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะพื้นผิวบริเวณช่องคลอดนั้นบอบบาง และเต็มไปด้วย Normal Flora (แบคทีเรียประจำถิ่นที่จะช่วยกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อในพื้นที่นั้น ๆ ) ดร. Oluwole Yusuf กล่าวว่า การใช้ยาสีฟันซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนมากเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และฆ่าแบคที่เรียเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อง่าย และมีบุตรยากในอนาคต คราวนี้มาทางฝั่งของคุณผู้ชาย ชาว Nigeria มีความเชื่อว่า การป้ายยาสีฟันลงบนอวัยวะเพศของพวกเขาจะสามารถช่วยชะลอการหลั่งเร็ว และแก้อาการเสื่อมสมรรถภาพได้ จนถึงขั้นมีคลิปวิดีโอแนะนำวิธีการทำออกมาเผยแพร่ใน youtube แบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงน้ำมันสะระแหน่ และสารเคมีอื่น ๆ รวมถึงสารฟอกขาวที่อยู่ในยาสีฟันนั้น อาจทำให้ผิวบริเวณอวัยวะเพศของคุณเกิดอาการไหม้ และเป็นแผลผุพองได้ ที่สำคัญพวกคุณไม่ควรใช้ยาสีฟันแทนสารหล่อลื่นเช่นกัน รู้อย่างนี้แล้วใครที่มีความเชื่อแบบนี้อยู่ก็หยุดเลยนะคะ เก็บยาสีฟันไว้แปรงไว้ตามที่มันสมควรถูกใช้นั่นละค่ะดีแล้ว อ้างอิง IFLScience   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2287 days ago
Read More
16/10/2019

Malisen ยาที่ถูกผลิตมาเพื่อเด็กคนเดียว! หรือนี่จะเป็นอนาคตใหม่ทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Malisen ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ที่เรากำลังจะได้ใช้กันหรอกนะ แต่มันเป็นชื่อยาที่ถูกศึกษา วิจัย และพัฒนามาเพื่อคน ๆ เดียว! ใช่แล้วยาตัวนี้จะใช้รักษาและได้ผลดีกับเด็กเพียงคนเดียวเท่านั้น งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์เมื่อวันพุธในวารสาร New England Journal of Medicine นักวิทยาศาสตร์ได้รายงานเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวยาที่มีผลในการลด หรือหยุดอาการแสดงหลายอย่างของโรค จะส่งผลข้างเคียงถึงชีวิตได้ในอนาคต (ยิ่งกับเด็กแล้วมันจะแสดงอาการตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่น) หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อนแนวคิดที่ว่าจะสร้างยาที่สามารถออกฤทธิ์ได้เฉพาะบุคคลนั้นคงฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อเจ้อ  แต่นักวิทยาศาสตร์ได้คิดหลักการ Antisense oligonucleotides ขึ้นมา โดยยาที่ออกฤทธ์ภายใต้หลักการดังกล่าวจะเข้ายับยั้งการแสดงออกบางอย่างของยีนที่เราไม่ต้องการ แต่ด้วยวิทยาการในยุคนั้นทำให้ไม่มีการสานต่อยาดังกล่าวว่ามีความเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่ในปัจจุบันนี้ Malisen คือคำตอบของความสำเร็จนั้น แต่มันจะสามารถรักษาได้เฉพาะกับโรคที่มีความผิดปกติของยีนเท่านั้น และในกรณีของ Mila Makovec เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่มีอาการ Batten disease ก็เช่นกัน Batten disease เป็นโรคที่หายากมาก ๆ เราจะพบในเด็กเพียง 2,4 คน จากเด็ก 100,000 คนในอเมริกาที่มีอาการดังกล่าว อาการเริ่มแรกจะแสดงออกเมื่อเด็กเริ่มมีอายุ 3 ขวบ เด็กที่มีความผิดปกติมักจะได้รับยีนที่ไม่สมบูรณ์จำนวน…
Natnaree TK | 2288 days ago
Read More
e-waste
15/10/2019

Recycled ด่วน! ภายใต้ความเจริญของ IT ขยะ Electronic กำลังจะล้นโลกแล้ว

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน และมันกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอการปะทุกลับมาทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่แพ้ขยะพลาสติกในตอนนี้ ได้มีการลงบันทึกไว้ว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งในแต่ละปีกว่า 50 ล้านตัน ประกอบไปด้วยขยะพลาสติก 20% และคาดว่าปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวถึง 110 ล้านตันในปี 2050 ทาง UN ไม่นิ่งนอนใจจึงได้ออกแคมเปญ 'PolyCE' ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการยุโรปรณรงค์ให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตมาจากขยะรีไซเคิลมากขึ้น และเรียกร้องให้ผู้ผลิตใช้พลาสติกให้น้อยลง Ruediger Kuehr ผู้อำนวยการโครงการยั่งยืนของมหาวิทยาลัย United Nations กล่าวว่า หากเราไม่เปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจใหม่ โลกของเราจะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 110 ล้านตันในปี 2050 แน่ ๆ ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี เขาอธิบายเพิ่มอีกว่าเพราะในปัจจุบันพลาสติกที่ถูกใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการรีไซเคิล ทำให้มันถูกทิ้งไว้ที่สุสานขยะเป็นจำนวนมาก ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่จำนวนขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกี่ยวข้องกับระบบการสื่อสารของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป (ยุค 5G) การรีไซเคิลพลาสติกจากขยะอิเล็กทรอนิกส์อาจช่วยลดกระบวนการการผลิต หรือค่าใช้จ่ายบางส่วนได้เช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโลกของเราหมุนไปเร็วมาก ประชากรเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของพวกเขาบ่อยกว่าที่เคยนอกจากนี้สุสานขยะอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียยังไม่ได้รับการจัดการที่ดีเท่าที่ควร นั้นทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจได้รับสารพิษ เช่น สารปรอท ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงสำหรับผู้ที่ใช้เตารีดบัดกรีเพื่อกำจัดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน พลาสติกเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดแต่การแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องรับผิดชอบเช่นกัน การเรียกร้องนี้อาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่เชื่อเถอะว่ามันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แก่โลกของเราในอนาคตได้ อ้างอิง…
Natnaree TK | 2289 days ago
Read More
04/10/2019

ผลวิจัยชี้! ผู้ชายใช้เวลาเฉลี่ย 7 ชั่วโมงต่อปีในการหาความสงบ และหลีกหนีความวุ่นวายในห้องน้ำ

ฟังเหมือนจะตลกแต่มันคือเรื่องจริงเพราะได้มีการทำวิจัยสำรวจจากประเทศอังกฤษแล้วว่า 1 ใน 3 ของผู้ชายอังกฤษจะเลือกเข้าไปอยู่ในห้องน้ำหากพวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัว และความสงบ ไม่ว่าใครก็ต้องการเวลาส่วนตัวกันทั้งนั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าผลการวิจัยสำรวจจากประเทศอังกฤษเขาเผยว่า หนุ่ม ๆ เมืองผู้ดีเขาชอบเข้าไปเก็บตัวในห้องน้ำหากเขาต้องการเวลาส่วนตัวจากลูก คนรอบตัว หรือแม้แต่แฟนสาวของเขาด้วยเช่นกัน จากการสำรวจคน 1,000 คนพวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันถึงพื้นที่อันสงบสุขในห้องน้ำไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามดูเหมือนว่ามันจะเป็นที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกได้รับความเป้นส่วนตัวมากทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องน้ำ Pebble Grey หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า ถึงแม้ว่าการปลีกตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องน้ำจะดูเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณผู้ชายแต่ในความเป็นจริงแล้ว 1 ใน 10 ของผู้ชายที่หลบเข้าห้องน้ำเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายรอบข้างนั้นก็ยังคงถูกขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวอยู่ดี นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า 45% ของผู้ตอบแบบสอบถาม การหาเวลาให้ตัวเองเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ และอีก 1 ใน 4 กล่าวว่าพวกเขาไม่ถูกเคารพความเป็นส่วนตัวจากแฟนของพวกเขาเท่าไหร่นัก และอีก 25% ยอมรับว่าเค้าไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรดีหากไม่ได้หลบไปอยู่กับตัวเองในห้องน้ำสักพัก 14% ยังบอกด้วยว่าพวกเขาจะเอาของเช่นพวก นิตยสาร หนังสือ หรือแม้กระทั่งอาหารเข้าไปนั่งกินในห้องน้ำด้วยในตอนที่พวกเขาต้องใช้เวลากับตัวเอง ไม่ใช่แค่เพียงผู้ชายเท่านั้นแต่ดูเหมือนว่าคนส่วนมากจะเลือกใช้ห้องน้ำเป็นสถานที่ในการปลีกตัว และหลบหนีจากสังคมรอบข้าง แล้วคุณล่ะเคยหนีความวุ่นวายแล้วเข้าไปนั่งพักในห้องน้ำกันบ้างรึเปล่า? อ้างอิง Mirror   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2300 days ago
Read More
03/10/2019

งานวิจัยชี้! นอนกลางวันวันละนิดช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้

สำหรับวัยทำงาน หรือนักศึกษาที่กำลังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือจดแลคเชอร์กันอย่างตั้งใจ คงปฏิเสธความง่วงที่มาเยี่ยมเยียนเราในช่วงบ่าย ๆ ของวันไม่ได้จริงไหมคะ บางคนทนไม่ไหวจนต้องขอเวลานอกไปงีบบ้างก็มี และหลายคนก็อาศัยเครื่องดื่มเป็นตัวช่วยปลุกให้ตื่นอยู่เสมอ แต่งานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Lausanne ได้บอกไว้ว่าจริงๆแล้วการนอนกลางวันวันละนิด 1-2 ครั้ง/สัปดาห์สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า 50% เลยทีเดียวค่ะ ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาการงีบหลับตอนกลางวันกับความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการตามเก็บข้อมูลในผู้ที่มีอายุ 35 - 75 ปี จำนวน 3,462 คน เป็นเวลากว่าปี 5 ปี พบว่าคนที่ชอบงีบกลางวันประมาณ 5 นาที - 1 ชั่วโมง/วัน 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ มีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 48% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่นอนกลางวันเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเอะอะก็จะนอนอย่างเดียวนะคะ เพราะในงานวิจัยก็ได้เตือนไว้เช่นกันว่าการนอนกลางวันบ่อย และมากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน อ้างอิง ScienceDaily   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2301 days ago
Read More
03/10/2019

CRADLE แอปแห่งอนาคตที่จะตรวจสอบความผิดปกติของดวงตาเพียงแค่ใช้โทรศัพท์!

เมื่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกำลังดำเนินไปเรื่อยๆ แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์ย่อมส่งต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ แก่วงการแพทย์เช่นกัน และในไม่ช้าเราอาจจะสามารถตรวจหาความผิดปกติของดวงตาในเด็กได้เพียงแค่การใช้สมาร์ตโฟนในกระเป๋าของคุณเท่านั้น นักวิจัยได้ทำการพัฒนาแอปที่มีชื่อว่า CRADLE (Computer Assisted Detector of Leukoria) สำหรับการใช้งานใน Android และ iOS ในการตรวจหาความผิดปกติของดวงตา ผ่านการสะท้อนของตาขาว วิธีการนี้สามารถตรวจคัดกรอง โรคมะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma), ต้อกระจก (cataracts) และโรคอื่น ๆ ที่เกิดกับดวงตาได้เช่นกัน ในการทดสอบแอปนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดสอบกับภาพถ่าย 53,000 ภาพ ของเด็ก 40 คนที่เกือบครึ่งมีปัญหาทางด้านสายตา ผลการทดสอบพบว่า AI สามารถตรวจพบเด็กที่มีโอกาสเป็นโรคตาได้ 16 คน และที่สำคัญมันตรวจพบรอยโรคก่อนที่แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการเร็วกว่าถึง 1.3 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สามารถช่วยลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น หรือในกรณีที่ดีที่สุดอาจช่วยป้องกันไม่ให้เด็กมีอาการดังกล่าวได้ แต่นี้ไม่ได้หมายความว่าแอปนี้จะใช้ได้เฉพาะกับเด็กเท่านั้นแต่ IEEE Spectrum เพียงแค่จะบอกว่ามันใช้งานได้ดีที่สุดกับเด็กเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามแอปนี้ยังไม่ได้รับการรับรองจาก FDA และไม่ถือเป็นการวินิจฉัย (เช่นเดียวกับ ECG ใน Apple Watch) ดังนั้นนี่เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้นสุดท้ายแล้วคุณยังคงต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์อยู่ดี…
Natnaree TK | 2301 days ago
Read More
toilet
26/09/2019

ระวัง! เกมเมอร์จีนเล่นเกมระหว่างนั่งถ่ายจนไส้ไหล ต้องส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน

ไม่เพียงแค่เกมเมอร์เท่านั้น แต่เชื่อว่าหลายคนคงมีนิสัยชอบนำโทรศัพท์เข้าไปนั่งเล่นในระหว่างที่คุณกำลังถ่ายหนักอยู่แน่ๆ หากคุณทำเป็นบางครั้งนั่นก็ดีไป แต่หากว่าคุณนำโทรศัพท์เข้าไปเล่นเป็นประจำ จนทำให้คุณต้องใช้เวลานานในการขับถ่ายสักครั้งละก็นี่อาจเป็นอุทาหรณ์เตือนคุณได้นะ เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นกับชายชาวจีน (ที่ไม่ระบุชื่อและอายุ) ใน Zhongshan เขต Guangdong เมื่อกลางดึกคืนหนึ่งเขาต้องมาโรงพยาบาลเพราะลำไส้ตรงของเขามันยื่นออกมานอกร่างกายหลังจากที่เค้าใช้เวลาเล่นเกมขณะพยายามนั่งถ่ายเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงแพทย์กล่าวว่าไส้ตรง (lectal) ที่ยื่นออกมานั้นวัดความยาวได้ 16 ซม. และมันก็ขวางก้นเขาอยู่อย่างนั้น จึงทำให้แพทย์ต้องทำการผ่าตัดเพื่อทำการรักษา ดร. Su Dan แพทย์จากโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัย Sun Yat-San กล่าวว่า อาการที่เกิดขึ้นกับชายคนนี้คือ Rectal Prolapse (ลำไส้ตรงปลิ้น) เกิดจากกล้ามเนื้อรอบๆทวารหนักเกิดความผิดปกติ จึงส่งผลไปยังไส้ตรง ส่วนมากพบได้บ่อยในเด็ก และผู้สูงอายุ เนื่องจากกรณีนี้เป็นกรณีที่ค่อนข้างร้ายแรงเมื่อแพทย์ซักประวัติเพิ่มเติมจึงพบว่า เขามีอาการของโรคนี้มาตั้งแต่ 4 ขวบแล้ว แต่ไม่ได้รับการรักษาอาการดังกล่าวจึงรุนแรงขึ้นมาเป็นเวลากว่า 10 ปี จากการสแกนของแพทย์พบว่าเจ้าก้อนเนื้อนี้ส่งผลให้ผนังลำไส้มีรอยจ้ำเลือด และ แผลช้ำเป็นจำนวนมาก แต่ก็โชคดีที่การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ใครที่ชอบเล่นโทรศัพท์ หรือเล่นเกมระหว่างนั้นถ่ายนานๆแล้วละก็คงต้องปรับพฤติกรรมใหม่แล้วละค่ะ ถ้าคุณไม่อยากเสี่ยงเกิดเหตุการณ์แบบนี้เข้าสักวัน อ้างอิง Elite Readers   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2308 days ago
Read More
ดาว K2-18b มีระยะทางห่างจากโลกไปประมาณ 111 ปีแสง
12/09/2019

นักวิทยาศาสตร์เผย! ครั้งแรกกับการค้นพบน้ำบนดาวเคราะห์อื่น หรือเอเลี่ยนอาจมีจริง

การค้นหาดาวเคราะห์ที่มีลักษณะพื้นฐานที่เอื้อต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตอาจไม่ใช่แนวความคิดใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเจอดาวเคราะห์สักดวงที่มีคุณสมบัติดังกล่าวท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่ แต่ในวันนี้ นักบินอวกาศได้เปิดเผยการค้นพบที่น่าตื่นเต้นว่า พวกเขาเจอน้ำบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตแล้ว! ดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่า K2-18b มีระยะทางห่างจากโลกไปประมาณ 111 ปีแสง (ประมาณ 650 ล้านล้านไมล์) ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงมันเป็นระยะทางที่ไกลมากเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถส่งสิ่งมีชีวิตไปพิสูจน์ได้ ดังนั้นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการรอกล้องโทรทรรศน์ที่จะถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 2020 เพื่อส่องสำรวจชั้นบรรยากาศและก๊าซที่เอื้อต่อการมีชีวิตอย่างละเอียดอีกที แต่แน่นอนก่อนหน้านี้ทีมงานเบื้องหลังได้คาดการณ์กันว่าภายในชั้นบรรยากาศของดาว K2-18b มีน้ำเป็นองค์ประกอบกว่า 50% ด้วยการค้นพบน้ำบนดาวเคราะห์ที่ตั้งอยู่ในดาวเขตเอื้ออาศัยต่อสิ่งมีชีวิต (มีอุณหภูมิที่เหมาะสม และมีน้ำบนพื้นผิวดาวเคราะห์) ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องหยิบยกเรื่องของดาว K2-18b ขึ้นมาถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงนั้น และอาจสามารถตอบคำถามที่รอคำตอบมาเป็นเวลานานว่า เราเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาลหรือไม่? K2-18b นี้มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับโลกของเรา และพื้นผิวดาวมีอุณหภูมิเย็นพอที่จะมีน้ำที่อยู่ในอุณหภูมิระหว่าง 0-40 องศาเซลเซียส ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดังกล่าว แต่การค้นพบน้ำบนดาวเคราะห์ดวงอื่นนอกจากโลกเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อและสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก แต่การศึกษายังคงตองดำเนินต่อไป เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่แน่ชัด แหล่งที่มา - BBC NEWS   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2322 days ago
Read More
02/09/2019

เรื่องขี้ที่ไม่ขี้! ชายวัย 53 ปี เกือบเสียชีวิตเพราะไม่ถ่ายอุจจาระ

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับชายวัย 53 ปี ในประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่เขาถูกหามส่งห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดท้อง และ ขาขวาใช้การไม่ได้ The BMJ case report รายงานว่าชายคนนี้มีอาการปวดท้องมาแล้วเป็นเวลา 3 วัน เขามีอาการตัวบวม คลื่นไส้อาเจียน 1 วันก่อนหน้านั้นเขามีอาการปวดขาด้านขวา จนไม่สามารถขยับได้ และที่สำคัญขาขวาของเขายังเย็นชืด ไม่สามารถคลำชีพจรได้เลย หลังจากแพทย์ได้ทำการซักประวัติเพิ่มเติมพบว่า ชายคนนี้ไม่มีประวัติการใช้ยา ไม่เคยมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือด และไม่เคยป่วยจนน่าจะเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าว แต่จากการทำ Rectal examination (การตรวจลำไส้ตรง) พบว่าในไส้ตรงของชายคนนี้อัดแน่นไปด้วยก้อนอุจจาระจำนวนมาก ส่งผลให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นแรงดันนี้ยังไปส่งผลกับหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงผนังและอวัยวะต่าง ๆ ภายในอุ้งเชิงกรานซีกขวา รวมทั้งขาขวา  ทำให้ขาขวาของเขาเป็นอัมพาตอีกด้วย นอกจากอาการดังกล่าวแล้วแพทย์ยังพบว่าคนไข้คนนี้มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดไต ทำให้ไม่สามารถขับสารจำพวกกรดออกจากร่างกายได้ ทางออกคือการผ่าตัดนำอุจจาระก้อนนั้นออก โดยการผ่าตัดครั้งนี้แพทย์ได้นำอุจจาระออกจากร่างกายถึง 2 ลิตรเลยทีเดียว หลังจากการบำบัด คนไข้รายนี้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการขับถ่ายถึง 4 วัน และอีก 13 วันหลังจากนั้นเขาก็สามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ มันอาจฟังดูเป็นเรื่องตลก แต่เหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้เคยคร่าชีวิตเด็กวัยรุ่นไปแล้ว 1 คน เนื่องจากเธอมีอาการ…
Natnaree TK | 2332 days ago
Read More
15/08/2019

พ่อแม่ต้องอ่าน นักวิทยาศาสตร์ชี้ โซเชียลมีเดียเป็นภัยต่อสุขภาพจิตใจ การนอนหลับและการออกกำลังกายของวัยรุ่น

ยุคสมัยเปลี่ยนไป สิ่งรอบตัวก็เปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะยุคสมัยนี้ที่สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียและอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวันมากขึ้น สื่อต่างประเทศเผยว่า การใช้โซเชียลมีเดียนั้นไม่เป็นอันตรายต่อวัยรุ่นโดยตรง แต่สามารถลดเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพเช่นการนอนหลับและการออกกำลังกายไปได้ค่ะ อ้างอิงจากงานวิจัย The Lancet Child & Adolescent Health ซึ่งมีประชากรตัวอย่างวัยรุ่นอายุ 13 - 16 ปี จำนวน 12,000 คนจากอังกฤษ โดยผู้ทำการทดลองได้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเป็นระยะเวลา 3 ปี เกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram, Facebook, Whatsapp และ Twitter ว่าในแต่ละวันใช้บ่อยขนาดไหน จากงานวิจัยพบว่า ผู้หญิง 51% และผู้ชาย 43% ใช้โซเชียลมีเดียมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน และจำนวนมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ 3 ซึ่งผู้หญิงใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นเป็น 75% ในขณะที่ผู้ชายใช้งานเพิ่มขึ้น 69% นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยด้านสุขภาพจิตใจ พบว่า หนุ่มสาวที่ใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่า 3 ครั้งต่อวันจะมีสุขภาพจิตใจที่แย่ลง และมีความเครียดมากขึ้น…
Natnaree TK | 2350 days ago
Read More
30/07/2019

นักวิทยาศาสตร์เผยสาเหตุที่ทำไมน้องแมวชอบมานั่ง ๆ นอน ๆ ตรงแล็ปท็อปจนได้ที่มาของคำว่า “แมวพิมพ์”

ใครที่เลี้ยงแมวหรือเป็นทาสแมวจะทราบกันดีว่าน้องแมวนั้นชอบมาป้วนเปี้ยนบริเวณแล็ปท็อปเป็นประจำจนได้วลีแห่งชาติอย่าง "แมวพิมพ์" มาให้ได้ใช้กัน แต่ที่น่าสนใจคือ ทำไมน้องแมวต้องมาป้วนเปี้ยนแถวแล็ปท็อปด้วยล่ะ Amy Shoja ผู้ให้คำปรึกษาด้านพฤติกรรมของสัตว์กล่าวว่า เนื่องจากแล็ปท็อปนั้นเป็นอุปกรณ์ที่วางอยู่บนตักของคุณ สำหรับน้องแมวแล้ว ตักของคุณเปรียบเสมือนดินแดนที่สำคัญของพวกนาง ทำให้เหล่าแมวต้องมานั่งเล่นบนแล็ปท็อปที่วางอยู่บนตักของคุณนั่นเอง นอกจากตักจะเป็นดินแดนของเหล่าแมวแล้วก็จะมีกรณีที่เราไม่ได้ใช้งานแล็ปท็อปบนตักพวกนางเหล่านั้นก็จะมาเช่นกัน จะมีอีกกรณีคือตอนที่น้องแมวมาป้วนเปี้ยนบริเวณคีย์บอร์ด ซึ่ง Marilyn Krieger ที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมของแมวที่ได้รับการรับรองและผู้แต่ง Naughty No More! เผยว่า พวกนางจะมาอยู่ใกล้ ๆ กับคนที่นางถูกใจ และการอยู่ในตำแหน่งนั้นเป็นศูนย์รวมการให้ความสนใจอีกด้วย เรียกง่าย ๆ ว่าพวกนางเรียกความสนใจจากคุณนั่นแหละค่ะ "โดยปกติแล้วเมื่อแมวมานั่งตรงคีย์บอร์ด คนจะให้ความสนใจด้วยการลูบหัวหรือพูดคุยกับพวกเขา พวกเขาจึงเรียนรู้ว่าการทำแบบนี้ทำให้พวกเขาได้รับความสนใจจากเจ้าของนั่นเอง" ถึงแม้ว่าแมวจะมีความเป็นน่ารักหรือน่าหมั่นเขี้ยวแบบแมวๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือความรักจากพวกคุณค่ะ อ้างอิง https://twitter.com/elizabeth_malm/status/989501363645308928?ref_src=twsrc%5Etfw%7Ctwcamp%5Etweetembed%7Ctwterm%5E989501363645308928&ref_url=https%3A%2F%2Fwww.inverse.com%2Farticle%2F44177-why-do-cats-love-laptops-science-explains https://twitter.com/jnetherton/status/989507931988209664?ref_src=twsrc%5Etfw%7Ctwcamp%5Etweetembed%7Ctwterm%5E989507931988209664&ref_url=https%3A%2F%2Fwww.inverse.com%2Farticle%2F44177-why-do-cats-love-laptops-science-explains https://twitter.com/LucyFurTweets/status/989500847322222592?ref_src=twsrc%5Etfw%7Ctwcamp%5Etweetembed%7Ctwterm%5E989500847322222592&ref_url=https%3A%2F%2Fwww.inverse.com%2Farticle%2F44177-why-do-cats-love-laptops-science-explains https://twitter.com/GraceSpelman/status/989486575972175872?ref_src=twsrc%5Etfw%7Ctwcamp%5Etweetembed%7Ctwterm%5E989486575972175872&ref_url=https%3A%2F%2Fwww.inverse.com%2Farticle%2F44177-why-do-cats-love-laptops-science-explains พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2366 days ago
Read More
29/07/2019

โดนใจสายส่อง นักวิทยาศาสตร์สร้างคอนแทคเลนส์ที่สามารถซูมได้ด้วยการกะพริบตา

อย่างกับนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มันก็กลายเป็นจริงแล้วเมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างคอนแทคเลนส์ที่สามารถซูมได้ด้วยคำสั่งจากตาคุณเอง นักวิทยาศาสตร์จาก University of California San Diego ได้สร้างคอนแทคเลนส์ที่สามารถซูมได้ด้วยการกะพริบตาสองครั้ง แล้วเจ้าของแทคเลนส์นี้มันทำงานยังไง? นักวิทยาศาสตร์อธิบายแบบง่าย ๆ ว่า นักวิทยาศาสตร์วัดสัญญาณไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเมื่อดวงตาทำการเคลื่อนไหวแบบเฉพาะ เช่น ขึ้น , ลง , ซ้าย , ขวา , กะพริบตา, กะพริบตาสองครั้ง และสร้างเลนส์ biomimetic ที่มีลักษณะอ่อนนุ่มซึ่งตอบสนองโดยตรงต่อแรงกระตุ้นไฟฟ้าเหล่านั้น เลนส์ที่สร้างนั้นสามารถเปลี่ยนความยาวโฟกัสได้ตามสัญญาณที่สร้างขึ้น และด้วยท่าทางเฉพาะทำให้คอนแทคเลนส์สามารถซูมได้อย่างรวดเร็วเมื่อรับคำสั่งด้วยการกะพริบตาสองครั้งค่ะ แต่การสร้างของแบบนี้ขึ้นมาจะดีแล้วหรือ? นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านวัตกรรมนี้จะสามารถนำไปใช้ในเรื่องการมองเห็น และสามารถพัฒนาต่อยอดในการสั่งควบคุมหุ่นยนต์ได้ในอนาคตอีกด้วย อ้างอิง   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2367 days ago
Read More
18/07/2019

รู้หรือไม่! ชาไข่มุกแบบไหนที่ทำร้ายสุขภาพของเรามากที่สุด

ในปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และ สามารถหาดื่มได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เครื่องดื่มเล็กๆ ไปจนกระทั่งแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ชานมไข่มุกก็ถูกจัดเข้ามาเป็นหนึ่งในเมนูให้ผู้ที่ชื่นชอบชาไข่มุกได้เลือกลิ้มลองกันมากขึ้น หากแต่ว่าในความจริงแล้วชานมไข่มุกหนึ่งแก้วที่ประกอบไปด้วย ชา นม ครีมเทียม น้ำตาล และ ไข่มุกที่ทำมาจากแป้งสำปะหลังนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงใด และ เราควรดื่มมากน้อยเพียงไหนเรามาตอบคำถามนี้กันดีกว่า การดื่มชาเขียว และ ชาดำส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณนอกจากมันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้แล้ว มันยังสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และ เบาหวานอีกด้วย เนื่องจากสารชาเหล่านั้นมีสาร Polyphenols ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และ ต้านสารอนุมูลอิสระ แต่อย่างไรก็ตามนั่นคือประโยชน์จากการดื่มชา! แค่ชาเท่านั้น! อย่าลืมว่าชานมไข่มุกของเรามีส่วนประกอบมากกว่านั้นเยอะ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการใส่ส่วนผสมอย่างเช่น ครีมเทียม (ที่ไม่ได้มาจากนม) ลงไปเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมากกว่าที่เราคิด อย่างเช่นการใช้ครีมเทียมที่มีไขมันทรานส์เป็นจำนวนมาก ไขมันเหล่านี้จะเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงน้ำตาลจำนวนมากที่ถูกเทผสมลงในชา นี่ยังไม่ได้กล่าวรวมถึงลูกเล่นต่างๆ ที่ทางร้านพยายามปรับแต่งสูตรให้มีความแตกต่างเพื่อทำการตลาดอย่างเช่น การเติมน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ไข่มุก และ ท๊อปปิ้งต่างๆ ในชาของพวกเขาอีกด้วย ทั้งนี้ตารางข้างต้นทำให้เราเห็นว่าชานมสูตรไหนที่มีปริมาณน้ำตาลต่อแก้วมากกว่ากัน และคุณคงเห็นแล้วว่า 'Brown Sugar Milk Tea with Pearls' หรือชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์นั้นมีปริมาณน้ำตาลมากกว่าใครเพื่อน…
Natnaree TK | 2379 days ago
Read More
15/07/2019

นักวิทย์ออกไอเดีย! พัฒนาเครื่องพิมพ์สามมิติสร้างกระดูก และ เนื่อเยื่อสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอวกาศ

ก่อนหน้านี้โลกได้รู้จักเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาจากวัสดุที่หลากหลาย รวมถึงการจำลองอวัยวะต่างๆ ที่ใช้วัสดุชีวภาพเพื่อการรักษาทางการแพทย์อีกด้วย แต่ในวันนี้เทคโนโลยีดังกล่าวจะไม่หยุดอยู๋แค่บนโลกอีกต่อไปเมื่อเครื่องพิมพ์สามมิตินั้นกำลังจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในการให้การรักษาบนทริปสำรวจดาวอังคาร การเดินทางไปยังดาวอังคารเป็นระยะทางไกล และ กินระยะเวลานานมาก ดังนั้นหากเกิดอุบัติเหตุกระดูกหัก หรือน้ำร้อนลวก คงไม่คุ้มที่จะตีลำกลับมายังโลกแน่ๆ (นอกจากไม่คุ้มแล้ว เวลาก็ยังนานอีกต่างหาก) นักวิทยาศาสตร์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Dresden Technical  ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ พวกเขาจึงผลิตตัวอย่างกระดูก และ เนื้อเยื่อขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นครั้งแรกของโลก ถึงแม้เทคนิคนี้จะยังเป็นแนวคิดริเริ่มบนโลก แต่สำหรับการดำรงชีพในอวกาศแล้วมันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือนักบินผู้โชคร้ายจากการรักษาตัวของบาดแผลที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถรักษาได้รวดเร็วเท่าไหร่นัก Tommaso Ghidini หัวหน้าองค์การอวกาศยุโรปผู้ดูแลโครงการกล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีความสำคัญมากสำหรับนักบินอวกาศที่ประสบอุบัติเหตุ ด้วยสภาพแวดล้อมบนวงโคจรอาจทำให้แผลหายช้ากว่าปกติและ Bioprinted จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างเทคโนโลยีที่ยังคงทำงานได้ดีในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง เครื่องพิมพ์สามมิติที่พวกเขาต้องผลิตออกมาจึงจำเป็นต้องทำงานได้ดีแม้จะพลิกคว่ำ หรือตีลังกาอยู่ในอวกาศก็ตาม ในส่วนของเทคโนโลยีการพิมพ์นักวิทยาศาสตร์เลือกที่จะใช้ Calcium Phosphate เพิ่มเข้าไปในเซลล์พิมพ์ต้นกำเนิด Calcium Phosphate จะทำหน้าที่เป็นวัสดุรองรับโครงสร้าง และ ถูกดูดซึมโดยร่างกายเมื่อกระดูกเจริญขึ้นมา แต่นี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างงานเท่านั้น แนวคิดที่จะใช้เครื่องพิมพ์สามมิติบนอวกาศยังเป็นเรื่องที่เราต้องพัฒนากันอีกมากแต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตหนึ่งชีวิตของลูกเรือหนึ่งคนเลยก็ได้ https://www.youtube.com/watch?v=1t7aHnIfVAo&feature=youtu.be https://youtu.be/ikvhAE3pkXo   อ้างอิง   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2381 days ago
Read More

PR Partners

See All
Read More

มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ

ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True
15/01/2026

ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน

ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้บริการออนไลน์ การเรียนรู้ และการทำธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เชื่อมโยงผู้คนและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายโอกาสการเงินดิจิทัล ตั้งแต่ Wallet รายแรกของประเทศ สู่ก้าวใหม่ระบบการเงินยุคดิจิทัล ในโลกยุคใหม่ การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายศุภชัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wallet รายแรกของประเทศไทย ผ่าน TrueMoney ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกันนี้ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ผ่าน Virtual Bank ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับนวัตกรรม เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ระบบการเงินไทยตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ…
15/01/2026

ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยผสู่เวทีโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ…
13/01/2026

ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”

Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…