Tags
| สุขภาพ
23/12/2025
รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 265 days ago
BDMS ตอกย้ำความเป็นผู้นำ คว้า 2 รางวัล SET Awards 2025 ชูนวัตกรรม AI “BURT” ปฏิวัติระบบสุขภาพไทยสู่ความยั่งยืน
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ต่อยอดบทบาทผู้นำด้านบริการทางการแพทย์ของไทยและภูมิภาค ด้วยการคว้า 2 รางวัล SET Awards of Honor จากเวที SET Awards 2025 โดยเฉพาะรางวัล Best Innovative Company Awards ที่สะท้อนความโดดเด่นด้านนวัตกรรมระดับประเทศ พร้อมชูผลงานปฏิวัติระบบสุขภาพไทยผ่านนวัตกรรม AI BDMS Utilization Review Technology (BURT) ซึ่งถูกยอมรับว่าช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานผู้บริหารอาวุโส กลุ่ม 1 BDMS เปิดเผยว่า BDMS ได้สร้าง “Innovative Culture” อย่างจริงจังเพื่อรับมือความท้าทายด้านสาธารณสุข ทั้งสังคมสูงวัยและข้อจำกัดด้านทรัพยากร จนนำไปสู่การพัฒนา AI BURT นวัตกรรมบริหารทรัพยากรทางการแพทย์ที่ช่วยให้โรงพยาบาล ใช้ทรัพยากรได้ตรงมาตรฐาน ถูกต้อง โปร่งใส และยั่งยืน “การพัฒนานวัตกรรมการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์อัจฉริยะ…17/04/2025
Better AI สรุปข้อมูลสุขภาพให้คุณฟังด้วยเวลาไม่ถึง 1 นาที AI จากโรงพยาบาลกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS พัฒนา “Better AI: AI เพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน” โดยมาพร้อมกับ 3 ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพของคนยุคใหม่ง่ายขึ้น ในฐานะผู้ช่วยเรื่องสุขภาพที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องได้แบบเรียลไทม์ทุกที่ทุกเวลา 3 ฟีเจอร์ใน Better AI จากโรงพยาบาลกรุงเทพ มาส่องฟีเจอร์ใน Better AI ที่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพและการพบแพทย์ง่ายกว่าที่เคย 1. AI สรุปให้ เข้าใจข้อมูลสุขภาพให้คุณฟังใน 40 วินาที เบื่อไหมกับการอ่านบทความสุขภาพยาว ๆ ในภาษาที่คุณอาจเข้าใจยาก Better AI จะสรุปข้อมูลในบทความให้กลายเป็นเสียงให้คุณฟังสั้น ๆ เพียง 40 วินาทีต่อบทความ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ประหยัดเวลาการอ่านบทความสุขภาพได้ถึง 7 เท่า 2. อัปเดตทันทุกเทรนด์สุขภาพด้วย AI การตามเทรนด์และข่าวสารสุขภาพไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะ Better AI จากโรงพยาบาลกรุงเทพจะสรุปประเด็นสุขภาพที่ได้รับความสนใจในวงกว้างช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา นำเสนอผ่านข้อความที่สั้นกระชับ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 515 days ago
Read More17/03/2025
รู้หรือไม่ ? โค้กที่สิงคโปร์น้ำตาลน้อยกว่าโค้กประเทศอื่น
โค้ก (Coke) แบรนด์เครื่องดื่มโคลายอดนิยมตลอดกาลจากอเมริกาที่พบได้ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของโค้ก คือ โค้กสูตรออริจินัล ที่จะต้องทำตามสูตรของบริษัท Coca-Cola ที่อเมริกาเป๊ะ ๆ ทั้งวัตถุดิบพื้นฐาน และกระบวนการผลิต รวมถึงปริมาณน้ำตาลที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ด้วย น้ำตาลในโค้กรสออริจินัลที่สิงคโปร์น้อยกว่าไทยเกินครึ่ง จากที่เล่าไปข้างต้น คงพอนึกออกว่าโค้กสูตรออริจินัลทั่วโลกน่าจะมีรสชาติเหมือนกัน แต่ที่ประเทศสิงคโปร์ เครื่องดื่มโค้กสูตรออริจินัล กลับมีน้ำตาลต่ำกว่าโค้กสูตรเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศอื่น 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในเว็บไซต์ออฟฟิเชียล Coca-Cola ของสิงคโปร์เคลมว่า แม้น้ำตาลจะน้อยลง แต่ยังคงให้รสชาติที่ดีเหมือนเดิม โดยโค้กรสออริจินัลของสิงคโปร์ 1 กระป๋อง (320 มิลลิลิตร) มีน้ำตาล 14.7 กรัม ให้พลังงาน 61 kcal ในขณะที่โค้กออริจินัลของไทยในปริมาณเดียวกัน มีน้ำตาล 34 กรัม ให้พลังงาน 140 kcal น้ำตาลน้อยลง แล้วทำไมรสชาติเหมือนเดิม ? ทาง Coca-Cola สิงคโปร์ลดปริมาณน้ำตาลลง และใช้สารทดแทนความหวานชนิดที่ไม่ให้พลังงาน อย่างซูคราโลส (Sucralose) และแอซีซัลเฟม โพแทสเซียม…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 546 days ago
Read More10/03/2025
PMAC 2025: พลิกโฉมวงการสุขภาพโลกด้วย AI สู่อนาคตการแพทย์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ การนำ AI มาใช้ในระบบสาธารณสุขและการแพทย์ได้กลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ในการประชุม PMAC หรือ Prince Mahidol Award Conference 2025 เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิด นโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับโลก จัดมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้มีหัวข้อประจำปีภายใต้ธีม “Harnessing Technologies in an Age of AI to Build a Healthier World” ที่มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ PMAC 2025 : เวทีนโยบายสุขภาพระดับโลกเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่ทั่วถึงและเท่าเทียม PMAC 2025 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 28 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุมวิชาการ แต่เป็นเวทีระดับโลกที่ผู้นำในวงการแพทย์และสาธารณสุข แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ แนวคิด และนโยบายระดับนานาชาติเพื่อกำหนดและยกระดับทิศทางอนาคตวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างยั่งยืน โดยมี Co-Hosts…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 553 days ago
Read More22/01/2024
นักวิทยาศาสตร์เตรียมทดสอบยาโรคหัวใจตัวแรกของโลกที่มาจากพิษแมงมุม
ปกติแมงมุม หรือสัตว์มีพิษต่าง ๆ ดูเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายกับมนุษย์ แต่ในหลายครั้งที่ความกระหายใครรู้ของมนุษย์ ประกอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนขั้วของพิษร้ายที่อันตรายถึงชีวิตให้กลายมาเป็นยารักษาโรค ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ค้นพบว่าพิษจากของแมงมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริ (K'gari funnel-web spider) ประเทศออสเตรเลียมีคุณสมบัติในการรักษาโรคหัวใจ จากการศึกษาก่อนหน้า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารเคมี Hi1a ในพิษของแมงมุมใยกรวยชนิดนี้ว่ามีฤทธิ์ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอาการหัวใจวาย รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในการศึกษาครั้งใหม่ที่ทดสอบในเซลล์ทดลอง และสัตว์ทดลองก็พบว่า Hi1a มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคหัวใจได้เทียบเท่ากับยารักษาโรคหัวใจอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากทำให้เกิดผลข้างเคียงในมนุษย์ จากการทดสอบในเซลล์ทดลอง สารจากพิษของแมงมุมชนิดนี้ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่หัวใจเสียหายจากโรคหัวใจ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ไม่ได้รับความเสียหาย รวมถึงช่วยลดความเสียหาย และอัตราการตายของเซลล์หัวใจ และสมองจากการขาดออกซิเจน ที่เป็นผลจากการขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ของโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง อาจเป็นไปได้ว่าจะช่วยภาวะแทรกซ้อน และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ ปัจจุบันการศึกษาในการใช้สาร Hi1a จากพิษของแมงมมุมใยกรวยแห่งเกาะเกอริในการรักษาโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองยังคงอยู่ระหว่างการทดสอบในสัตว์ และเปลี่ยนผ่านไปสู่การทดสอบในมนุษย์ ซึ่งอาจต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไก ประโยชน์ และผลกระทบของสารชนิดนี้ในมนุษย์อย่างถ่องแท้ ก่อนจะนำมาผลิตเป็นยา หากยาจากพิษของแมงมุมชนิดนี้สำเร็จ จะเป็นยารักษาโรคหัวใจจากแมงมุมชนิดแรกของโลก โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่มีคนป่วยเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก การค้นพบครั้งนี้จึงอาจช่วยเพิ่มตัวเลือกในการรักษาโรคหัวใจที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเหล่านี้ได้ ที่มา: Sciencedailyภูษิต เรืองอุดมกิจ | 966 days ago
Read More22/01/2024
ค้นพบเส้นประสาทใหม่จากลำไส้สู่สมอง ที่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากของหวาน และของทอด
น้ำตาล และไขมันเป็นวัตถุดิบที่พบได้ในของอร่อยแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำหวาน เค้ก ขนมไทย ของทอด หรือข้าวหมูกรอบ ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าการได้รับสารอาหารพลังงานสูง อย่างน้ำตาล และไขมันเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพได้หลายชนิด ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงหาเหตุผลที่แท้จริงไม่ได้ว่าทำไมมนุษย์ถึงหลงใหลในสารอาหารทั้งสองชนิดเหลือกัน แม้ปัจจุบันจะมีทฤษฎี และข้อมูลมากมายเกี่ยวกับความอยากน้ำตาล และไขมันที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ เช่น เป็นผลจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดในยุคโบราณ หรือเป็นเพราะพันธุกรรมบางอย่าง การศึกษาล่าสุดจาก Monell Chemical Senses Center ศูนย์วิจัยในสหรัฐฯ ได้ค้นพบวงจรประสาทชุดใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างลำไส้ไปยังสมองของหนูทดลองที่มีหน้าที่กระตุ้นให้เกิดความอยากน้ำตาล และไขมันโดยเฉพาะ ซึ่งสัตว์ชนิดอื่น อย่างมนุษย์ก็อาจมีด้วยเช่นเดียวกัน โดยวงจรชุดนี้ แยกเส้นประสาทที่กระตุ้นความอยากน้ำตาล และความอยากไขมันออกจากกัน ทีมนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบดูเซลล์ประสาทในระบบประสาทเวกัส (Vagus nerve system) ของหนูที่เชื่อมต่อสมองกับอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงลำไส้ พบว่าเซลล์ประสาทที่ค้นพบใหม่นี้กระตุ้นให้สมองหลั่งสารที่ชื่อ ‘โดปามีน’ (Dopamine) หรือฮอร์โมนความสุขออกมาในระบบให้รางวัล (Brain reward system) ของสมอง ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกดี ดีใจ หรือได้รับความสำเร็จ ก่อนหน้านี้ ในมนุษย์เองก็ค้นพบมาแล้วว่าเหตุผลหนึ่งที่มนุษย์ชอบกินของหวานก็เป็นผลมาจากการหลั่งโดปามีนทุกครั้งที่ได้รับน้ำตาล จนเกิดภาวะเสพติด ทีมนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นวงจรประสาทชุดนี้ในหนู ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ หนูที่ถูกกระตุ้นตื่นตัว และเริ่มมองหาอาหาร…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 966 days ago
Read More19/01/2024
เปิดโลกประโยชน์ของการกอดต่อสุขภาพ และความสัมพันธ์
การกอดเป็นรูปแบบการแสดงความรักที่เป็นสากลมากวิธีหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน คุณก็สามารถกอดได้ ตั้งแต่คนรู้จัก เพื่อน คนรัก หรือครอบครัว ซึ่งในช่วงเวลาที่คนเรากอดกัน และเกิดสัมผัสทางร่างกาย สมอง และร่างกายของเราจะเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นพบว่าการกอดกันส่งผลดี ทั้งกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ของผู้คนด้วย ในบทความนี้จะพาคุณไปเปิดโลกประโยชน์ของการกอดที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย วิทยาศาสตร์ของการกอด มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยความแน่นแฟ้นในความสัมผัสเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งการกอดเป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์สร้างความแข็งแรงของความสัมพันธ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าที่สุดที่ยืนยันว่ามนุษย์มีการกอดกัน คือ เมื่อ 6,000 ปีก่อน แต่เชื่อกันว่าการกอดเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่กว่านั้น ในช่วงเวลาที่เรากอด หรือถูกกอด ร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า ‘ออกซิโทซิน’ (Oxytocin) หรือรู้จักกันในชื่อสุดโรแมนติกว่าฮอร์โมนแห่งความรักออกมา ออกซิโทซินทำหน้าที่สำคัญในการสร้างความรู้สึกผูกพันระหว่างสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแม่กับลูก คนรักกับคนรัก หรือเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ช่วยให้ความรู้สึกที่ดี และช่วยลดระดับความเครียด เหตุผลอาจพออธิบายได้ว่าทำไมช่วงเวลาแห่งการกอด ถึงทำให้มนุษย์รู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย และรู้สึกเป็นที่รักจนล้นออกมา แม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ซึ่งกลไกที่เกิดขึ้นระหว่างการกอดยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ และสุขภาพด้วย ประโยชน์ของการกอดกับสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ ออกซิโทซินที่เกิดจากการกอดสามารถช่วยปรับอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น ลดความรู้สึกเศร้าหรือหดหู่ และลดการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด อย่างคอร์ติซอลลงได้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 969 days ago
Read More17/01/2024
‘ถุงมืออัจฉริยะ’ ช่วยกายภาพบำบัดมือในผู้ป่วยโรคสโตรกจากระยะไกล
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า "อัมพฤกษ์อัมพาต" เป็นผลจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่อาจแตก ตีบ หรืออุดตันจนทำให้เซลล์สมองขาดเลือดจนเสียหาย และส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกาย และการรับความรู้สึก ซึ่งบางคนอาจสูญเสียการควบคุมเพียงบางส่วน แต่ก็ไม่สามารถใช้อวัยวะเหล่านั้นได้เหมือนเดิม เช่น มือสั่น ไม่มีแรง ขยับได้น้อย เป็นต้น การบริหารกล้ามเนื้อ หลอดเลือด และเส้นประสาทบริเวณส่วนที่เสียการควบคุมจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการฟื้นฟูให้อวัยวะสามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย การบริหารร่างกาย หรือที่เรียกว่าการกายภาพบำบัด ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผล ซึ่งต้องใช้เวลา วินัย และค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยบางคนจึงไม่ได้รับการกายภาพอย่างเหมาะสม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการใช้ชีวิต มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียได้คิดค้น ‘Smart Glove’ หรือถุงมืออัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เสียความสามารถบางส่วนในการควบคุมมือ สามารถบริหารมือตามหลักกายภาพบำบัดได้อย่างแม่นยำ รวมถึงข้อมูลในการเคลื่อนไหวของมือด้วยการติดตามจากระยะไกล โดยที่ไม่ต้องใช้เซนเซอร์การตรวจจับภาพที่มีราคาแพง ผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจดูลักษณะการเคลื่อนไหวของมือ นิ้ว และข้อนิ้วได้อย่างแม่นผ่านการใช้ถุงมือที่ทอด้วยเส้นด้ายที่มีเซนเซอร์ความไวสูง และเซนเซอร์ตรวจจับแรงกด พร้อมกับส่งสัญญาณแบบไร้สายไปยังผู้ดูแล ผู้ดูแลสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารมือได้ตามข้อมูลการเคลื่อนไหวที่พบ ช่วยให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ถุงมือนี้สามารถถอดแบตเตอรี่เพื่อนำไปซักทำความสะอาดได้เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป ซึ่งนวัตกรรมถุงมืออัจฉริยะชิ้นจึงอาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทำกายภาพบำบัดได้ตามความถี่ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ลดค่าใช้จ่าย และเวลาในการเดินทาง ที่สำคัญคือช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของมือ ทำให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น นอกจากการช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการบริหารมือของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ทีมนักวิจัยยังคาดว่าเทคโนโลยีนี้สามารถพัฒนาไปในงานในด้านอื่นได้ในอีกหลายรูปแบบ อย่างการพิมพ์โดยไม่ต้องใช้คีย์บอร์ด การใช้เซนเซอร์ในการตรวจสิ่งของ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 971 days ago
Read More12/01/2024
ค้นพบดีเอ็นเอโบราณที่เป็นต้นตอของโรคยุคปัจจุบัน
กลุ่มนักวิจัยในโครงการการศึกษาดีเอ็นเอโบราณขนาดใหญ่ได้ค้นพบข้อมูลใหม่ที่สามารถอธิบายที่มาของโรคทางระบบประสาทในเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน อย่างโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และโรคอัลไซเมอร์ได้ ทีมนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจำนวนกว่า 175 คนได้ร่วมกันศึกษาดีเอ็นเอจากกระดูก และฟันของมนุษย์โบราณทั่วทวีปยูเรเซียจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ในแต่ละประสาท ซึ่งแต่ละชิ้นมาจากแต่ละยุคสมัยต่างกัน ตั้งแต่สมัยยุคกลาง (ค.ศ. 500-1,500) ย้อนกลับไปถึง 34,000 ปีในช่วงยุคหินเก่า แล้วนำข้อมูลดีเอ็นเอที่พบมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของมนุษย์ยุคปัจจุบันจำนวน 400,000 คน จนพบความเป็นไปได้ที่บ่งบอกว่าโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นผลจากการวิวัฒนาการเพื่อรับมือกับเชื้อโรคในยุคโบราณที่มาจากสัตว์ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งจัดเป็นหนึ่งในโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติชนิดหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีปลอกประสาท และเส้นประสาทจนทำให้เกิดการอักเสบ ส่งผลต่ออวัยวะหลายระบบ ทั้งสมอง ดวงตา การกลืนอาหาร ลำไส้ กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาได้ และเป็นต่อเนื่องกันตลอดชีวิต สมมติฐานของนักวิจัยคาดว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีปลอกประสาทเป็นผลมาจากดีเอ็นเอโบราณชนิดหนึ่งที่มนุษย์ในอดีตนั้นวิวัฒนาการมาเพื่อจัดการกับเชื้อโรคบางชนิด เพราะการดำเนินชีวิตในสมัยโบราณ มนุษย์ทั่วโลกนั้นอยู่อาศัยแบบชนเผ่าเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรค ร่างกายจึงพัฒนาภูมิคุ้มกันนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันร่างกาย โดยผลการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณกับมนุษย์ยุคปัจจุบันพบว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันมีร่างกายที่อ่อนแอกว่า ซึ่งดีเอ็นเอในการต่อต้านเชื้อโรคที่สืบทอดมานี้จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการด้านภูมิคุ้มกัน และการโจมตีเซลล์ของร่างกายจนเกิดการอักเสบขึ้นได้ กลุ่มนักวิจัยคาดว่าดีเอ็นเอโบราณนี้เป็นของกลุ่มยัมนายา (Yamnaya) ชนเผ่าเร่ร่อนในแถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงแถบเอเชียกลางในอดีต เพราะจากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์พบว่าชาวยัมนายาเป็นชนเผ่าที่เริ่มขี่ม้าเป็นกลุ่มแรก ที่มีการเลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิต โดยนักวิจัยก็คาดว่าชนเผ่านี้วิวัฒนาการภูมิคุ้มกันขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่มีสัตว์เลี้ยง อย่างแกะ และวัวเป็นพาหะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 976 days ago
Read More12/01/2024
การได้รับคาเฟอีนก่อนเตะบอลอาจทำให้จ่ายบอลแม่นขึ้น แต่ทำให้สกิลอื่นห่วยลง
คาเฟอีนเป็นอีกหนึ่งช่วยสำหรับคนออกกำลังกายในหลายด้าน ทั้งช่วยให้สมองตื่นตัว เพิ่มสมาธิ ช่วยเรื่องการเผาผลาญ และช่วยให้ทนทานต่อความเหนื่อยล้าได้มากขึ้นด้วย ซึ่งทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตฟฟอร์ดเชียร์ (Staffordshire university) และมหาวิทยาลัยชิราซ (Shiraz university) เขาได้พบความลับอีกอย่างของการคาเฟอีนต่อการออกกำลังกาย อย่างการเตะฟุตบอล แต่ผลลัพธ์ของการศึกษานี้ก็ชวนลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะเขาพบว่าการได้รับคาเฟอีน ซึ่งเป็นอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากอาจช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจ่ายบอล แต่กลับทำให้ทักษะอื่น ๆ ลดลงเสียอย่างนั้น ทีมนักวิจัยเขาได้ทดสอบในนักบอลอายุระหว่าง 16–17 ปี จำนวน 12 คน ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดเล็กมาก แล้วให้พวกเขาซ้อมส่งบอลสั้น และส่งบอลยาวทั้งหมด 5 ครั้ง และซ้อมทักษะการส่งบอล เลี้ยงบอล เลี้ยงหลบ รวมถึงการตัดสินใจระหว่างเกม (Loughborough Soccer Dribbling Test) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อประเมินทักษะ และระดับการตัดสินใจ นักวิจัยออกแบบการทดสอบออกเป็น 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกให้นักบอลได้รับคาเฟอีน 3 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แล้วเข้ารับการทดสอบ และได้รับยาหลอก (Placebo) หรืออาหารเสริมที่ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น แล้วเข้ารับการทดสอบอีกครั้ง ซึ่งนักบอลกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนมีความแม่นยำในการจ่ายบอลสั้นมากขึ้น 1.67…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 976 days ago
Read More11/01/2024
ทีมวิจัยเกาหลีคิดค้นนาโนโดรนใช้รักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้าที่ยับยั้งการโตของเนื้องอกได้
ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติอุลซาน (Ulsan National Institute of Science and Technology) ประเทศเกาหลีใต้ได้คิดค้นนาโนโดรนหรือตัวนำส่งยาเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) ในโรคมะเร็งชนิดที่รักษายาก การรักษาแบบมุ่งเป้าเป็นการรักษาโรคมะเร็งที่มีการใช้งานมาแล้วหลายปี แนวคิดหลัก คือ การส่งยาให้เข้าไปทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันเซลล์ปกติที่อยู่รอบ ๆ เสียหาย ซึ่งการรักษาแบบเก่าอย่างการใช้ยาเคมีแบบดั้งเดิม หรือการฉายแสงอาจส่งผลต่ออวัยวะข้างเคียง และทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาได้มากกว่า การรักษาแบบมุ่งเป้าจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาอื่นในปัจจุบัน แต่ยังคงมีข้อจำกัดในการรักษา เช่น ชนิดของมะเร็ง และตำแหน่งของมะเร็ง ทีมนักวิจัยได้ทดสอบการใช้เซลล์นักฆ่า หรือเซลล์ NK (Natural killer) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตจากต่อมน้ำเหลืองในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์แปลกปลอมสมกับชื่อที่ถูกตั้ง ซึ่งรวมถึงเซลล์มะเร็ง จับเข้ากับนวัตกรรมนาโนโดรนด้วยเทคนิคการใช้อนุภาคโปรตีนขนาดเล็ก โดยตั้งชื่อนวัตกรรมการรักษานี้ว่า NKeNDs ทีมนักวิจัยได้ทดสอบส่ง NKeNDs ภายในหลอดทดลองเพื่อดูผลลัพธ์ นวัตกรรมดังกล่าวจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ NK เมื่อพบเซลล์มะเร็งที่กำหนด ซึ่งเซลล์ NK สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งที่อยู่ในหลอดทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้ทดสอบนวัตกรรมนี้ในหนูทดลองที่มีเนื้องอก ซึ่ง NKeNDs สามารถเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งในหนูทดลอง ช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก โดยที่ไม่เกิดผลข้างเคียง การคิดค้นครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 977 days ago
Read More11/01/2024
5 รูปแบบของความสุขที่ส่งผลเสียต่อตัวคุณเอง
ความสุข ห้วงแห่งอารมณ์ด้านบวกยามที่ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมาหลายรูปแบบ ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ล้วนใฝ่ฝันหา และถูกวางไว้ตรงข้ามกับความทุกข์ราวกับท้องฟ้าและหุบเหว ชีวิตที่มีความสุข ไม่ว่าจะจากเงินทอง ของอร่อย มุกตลก สุขภาพที่แข็งแรง หรือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความสุขถูกขนานนามว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่ทำให้มนุษย์ยืนยาว ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ความสุขไม่สิ่งจีรังยั่งยืนเช่นเดียวกับความทุกข์ ความสุขสามารถหมดไปได้ และมนุษย์ก็ต้องตามหาความสุขมาเติมเต็มจิตใจของตนเองอยู่เสมอ และความสุขอาจไม่ได้ดีต่อคุณเสมอไป บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับรูปแบบของความสุขที่สร้างปัญหาให้กับคุณได้ รูปแบบของความสุขที่ทำให้ทุกข์กว่าเดิม ความสุขเป็นนามธรรมที่ไร้รูปร่างหน้าตา แต่เราทุกคนล้วนจับต้องมันได้จากภายในสมอง และจิตวิญญาณ แต่ความสุขบางรูปแบบอาจเป็นขนมแสนหอมหวาน พร้อมสอดไส้มาไซยาไนด์ หรือหมาป่าในชุดนอนของคุณยายใจดี มาดูกันว่าความสุขที่ส่งผลเสียต่อตัวคุณมีแบบไหนบ้าง? 1. ความสุขที่ต้องตามหาแบบไม่สิ้นสุด เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์จะดิ้นรนไขว่คว้าหาความสุขในรูปแบบต่าง ๆ แต่การมีมาตรฐานทางความสุขที่เหนือจริง และไกลเกินไปอาจสร้างความกดดัน ความเครียด และวิตกกังวล ซึ่งกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อคอร์ติซอล (Cortisol) ที่อาจส่งผลต่อการนอนหลับ ระบบภูมิคุ้มกัน และสมอง การศึกษาพบว่าคนที่มีภาวะเครียด และมีการหลั่งคอร์ติซอลบ่อย ๆ เสี่ยงต่อโรคทางอารมณ์ โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอีกหลายอย่าง และต่อให้ไม่ได้เครียดมาก แต่เครียดบ่อยก็ส่งผลเสียได้ไม่ต่างกัน นอกจากนี้ การเลือกที่จะสัมผัสแต่ความสุขอาจทำให้ภูมิต้านทานต่อความทุกข์น้อย เมื่อต้องเจอกับความทุกข์ความผิดหวัง อาจสร้างผลกระทบต่อจิตใจได้มากกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างของการตามหาความสุขที่ไม่สิ้นสุดก็อย่างเช่น คนที่เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ที่ไม่สามารถทนต่อความผิดพลาด ซึ่งเป็นสิ่งสามัญที่มนุษย์เจออยู่ในทุกวัน หรือจะเป็นการทำตัวให้มีความสุขตามมาตรฐานโซเชียลมีเดีย โดยที่ตัวเองไม่ได้อยากทำ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 977 days ago
Read More10/01/2024
นักวิจัยพบว่าพื้นผิวของลิ้นอาจระบุตัวตนของเราได้ผ่านการทดสอบด้วย AI
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ และมหาวิทยาลัยลีดส์ได้ร่วมกันสร้างปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการอ่านภาพ 3 มิติของลิ้นมนุษย์เพื่อระบุลักษณะของมนุษย์แต่ละคน ซึ่งลิ้นของคนเราจะมีปุ่มลิ้น (Papillae) ขนาดเล็กจำนวนหลายพันปุ่มที่ช่วยในการลิ้มรส การสัมผัส การพูด และการกลืน ซึ่งปุ่มลิ้นนั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ปุ่มลิ้นรูปด้าย รูปเห็ด และรูปใบไม้ เป็นต้น โดยทีมนักวิจัยได้นำแบบจำลองของลิ้นจากอาสาสมัครจำนวน 15 คนในรูปแบบของพิมพ์ซิลิโคนเพื่อฝึก AI ตัวนี้ และป้อนข้อมูลลักษณะของปุ่มลิ้นจำนวน 2,000 รูปแบบจากอาสาสมัครทั้ง 15 คน ซึ่ง AI สามารถระบุลักษณะของปุ่มลิ้นได้แม่นยำถึง 85 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงสามารถระบุตำแหน่งของปุ่มลิ้นแต่ละรูปแบบบนแบบจำลองของลิ้นได้ด้วย อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจที่ทีมนักวิจัยพบในการฝึก AI ตัวนี้ คือ ลักษณะลิ้น และปุ่มลิ้นของอาสาสมัครทั้ง 15 คนมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน และ AI สามารถยังสามารถระบุตัวตนของอาสามารถได้แม่นยำถึง 48 เปอร์เซ็นต์จากข้อมูลของปุ่มลิ้นเพียงปุ่มเดียว ซึ่งหนึ่งในทีมนักวิจัยได้บอกว่าการทดลองนี้ทำให้มนุษย์เข้าใจความซับซ้อน และเฉพาะตัวของโครงสร้างทางชีววิทยา และพื้นผิวของลิ้นมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจนำไปพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในการตรวจ และวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจสอบหาการเปลี่ยนแปลง หรือการเติบโตที่ผิดปกติของเนื้อเยื่อปุ่มลิ้น และอาจนำไปพัฒนาเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ประกอบการระบุอัตลักษณ์บุคคลได้คล้ายกับลายนิ้วมือ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 978 days ago
Read More10/01/2024
ตรวจหาเชื้ออีโคไลในชีส หลังหนุ่มสกอตแลนด์เสียชีวิต และพบผู้ป่วยกว่า 30 ราย
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชีสได้รับความนิยมในคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งข่าวจากสหราชอาณาจักรข่าวนี้อาจทำให้เราต้องระวังในการบริโภคชีสกันมากขึ้น แม้ว่าชีสในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องผ่านมาตรฐานการควบคุม และการนำเข้าจากบริษัทใหญ่ที่ได้รับการตรวจสอบอยู่เสมอก็ตาม จากรายงานพบว่ามีชายชาวสกอตแลนด์คนหนึ่งได้เสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) ที่ทำให้เกิดภาวะการได้รับสารพิษชิกาจากเชื้ออีโคไล (STEC: Shiga-toxin producing Escherichia Coli) ซึ่งทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ เช่น ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ อ่อนเพลีย ปวดท้องอย่างรุนแรง ไปจนถึงถ่ายเป็นเลือด ทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะเม็ดเลือดแดงแตกที่อาจทำให้ไตล้มเหลว และเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ยัวไม่มีการยืนยันว่าชายคนนี้ได้รับเชื้อดังกล่าวมาจากชีส แต่รายงานชิ้นอื่นจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรพบว่ามีผู้ป่วยจากสารพิษชนิดเดียวกันจำนวนกว่า 30 รายในพื้นที่สกอตแลนด์ และเกาะอังกฤษตั้งแต่ช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา ซึ่งบางคนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรได้ออกเตือนประชาชนให้เลี่ยงการบริโภคชีสยี่ห้อ Mrs. Kirkham ที่คาดว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอีโคไล และอาจเป็นต้นเหตุของการเจ็บป่วยที่พบตั้งแต่ช่วงกลางปี โดยเจ้าของชีสยี่ห้อ Mrs. Kirkham ได้เรียกคืนผลิตภัณฑ์ของตัวเองที่กระจายไปทั่วประเทศเพื่อตรวจสอบ และผลการตรวจเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีการปนเปื้อนของเชื้ออีโคไลในชีสเหล่านี้ ซึ่งยังจำเป็นต้องตรวจสอบต่อไป เชื้ออีโคไลไม่ได้มาจากอาหารเพียงอย่างเดียว เชื้ออีโคไลเป็นแบคทีเรียแกรมลบที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ การสัมผัสกับดิน แหล่งน้ำธรรมชาติ มูลสัตว์ และปุ๋ยอาจทำให้ได้รับเชื้ออีโคไลเข้าสู่ร่างกาย และระบบทางเดินอาหาร รวมไปถึงการว่ายน้ำในสระเดียวกับผู้ติดเชื้อด้วย และไม่ใช่แค่ชีสเท่านั้น…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 978 days ago
Read More10/01/2024
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการแพร่กระจายของโรคเอดส์จะหยุดลงภายในทศวรรษหน้า
การติดเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์เป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ใช่แค่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย แต่ยังส่งผลต่อผลกระทบในเชิงสังคม และคุณภาพชีวิตด้วย เพราะคนทั่วโลกมีภาพจำเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีในแง่ลบอย่างมาก การรับรู้เรื่องเอชไอวี และโรคเอดส์ในไทย และในหลายประเทศทั่วโลกยังถือว่าอยู่ในวงจำกัด และยังมีการตีตรา แบ่งแยก และเลือกปฏิบัติอยู่ไม่น้อย ทั้งที่ในปัจจุบัน เรามียาที่สามารถป้องกันเชื้อเอชไอวีทั้งก่อน (PrEP) และหลังสัมผัส (PEP) รวมไปถึงยาต้านไวรัสที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ ซึ่งสามารถยับยั้งการติดเชื้อเอชไอวีพัฒนาไปเป็นโรคเอดส์ ยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีสู่คนอื่นได้ และสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนทั่วไปที่ไม่มีเชื้อนี้ในร่างกาย แต่การติดเชื้อเอชไอวี โรคเอดส์ และปัญหาการเลือกปฏิบัติกับผู้ที่มีเชื้ออาจกำลังจบลง พร้อมกับการแพร่กระจายของเชื้อในอีกไม่กี่ปีข้างนี้แล้ว ในปี 2022 ยังมีรายงานผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 1.3 ล้านราย ซึ่งน้อยกว่าช่วงการแพร่ระบาดสูงที่สุดในปี 1995 ถึง 59 เปอร์เซ็นต์สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นขององค์ความรู้ทางการแพทย์ในการจัดการกับเชื้อเอชไอวี และโรคเอดส์ แต่ถึงยังนั้นเชื้อเอชไอวียังถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อระบบสาธารณสุขของโลก โดยในปี 2023 ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชนหรือ UN ได้ลงนามความร่วมมือเพื่อลดอัตราการเพิ่มจำนวนของผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ และลดจำนวนของผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ในแต่ละประเทศทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าหากเป้าหมายนี้สำเร็จ ในปี 2033 จะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เพียง 200,000 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเหลือ 130,000 คนทั่วโลก โดยอาจเป็นการปิดฉากสงครามระหว่างโรคเอดส์ และมวลมนุษยชาติที่ยาวนานหลายสิบปีลง การจะทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จต้องอาศัยทั้งการป้องกันด้วยวัคซีน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 978 days ago
Read More09/01/2024
เพราะอะไรผู้ชายอายุน้อยหันมาใช้ไวอะกร้ากันมากขึ้น?
ไวอะกร้า (Viagra) หรือซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ยารักษาอาการนกเขาไม่ขัน หรืออาการจู๋ไม่แข็ง ดูเหมือนว่าจะเป็นยาของคนที่มีปัญหาด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งภาพในหัวของเราคงเป็นคุณลุง หรือคุณปู่อายุมากที่ประสบปัญหาด้านการมีเซ็กส์ เพราะไม่เกิดการแข็งตัวใช่ไหมล่ะครับ? แต่ถ้าบอกว่าทุกวันนี้กลุ่มคนที่ใช้ไวอะกร้าไม่ใช่แค่คนแก่ แต่เป็นผู้ชายอายุน้อยที่ยังไม่พ้นเลข 3 ก็เริ่มใช้ไวอะกร้ากันแล้ว ซึ่งไวอะกร้าดูเหมือนจะเป็นยาวิเศษ แต่ก็มีผลข้างเคียงเยอะเหมือนกัน แล้วปัญหาที่ผู้ชายอายุน้อยใช้ไวอะกร้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่เพราะอะไรผู้ชายอายุน้อยถึงหันมาใช้ไวอะกร้ากัน บทความนี้มีข้อมูลมาบอก รู้จักไวอะกร้ากันก่อน แทบทุกคนรู้จักไวอะกร้าในฐานะของยารักษาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย แต่จริง ๆ แล้วไวอะกร้าถูกคิดค้นมาเพื่อรักษาโรคหัวใจ และภาวะความดันโลหิตสูงนะครับ แต่พอดีว่าคนที่เข้าทดสอบยาในช่วงแรกเจอคุณสมบัติพิเศษนี้ หลายปีต่อมาไวอะกร้าเลยกลายเป็นยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ คุณสมบัติของยานี้ในการรักษาอาการจู๋ไม่แข็ง คือ การขยายหลอดเลือดในอวัยวะเพศชาย ซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลเวียนเข้าไปในเนื้อเยื่ออวัยวะเพศได้มากขึ้น ส่งผลให้น้องชายกลับมาแข็งปั๋ง โดยปกติจะใช้ก่อนออกศึกประมาณ 30 นาที และสามารถออกฤทธิ์อยู่ได้นานหลายชั่วโมง แต่ไวอะกร้าไม่ได้ช่วยเพิ่มอารมณ์ทางเพศ ปลุกเซ็กส์ หรือทำให้คุณเสียวขึ้นแต่อย่างใดนะครับ ยาแค่ทำให้จู๋แข็งตัวได้ดีขึ้น มากขึ้น และนานขึ้นเท่านั้นเอง ด้วยความที่ซิลเดนาฟิลออกฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนเลือด ผู้ที่ใช้ยาหลายคนสามารถพบผลข้างเคียงทั่วไป อย่างใจสั่น ใจเต้นรัว รู้สึกร้อนตามร่างกาย ตาพร่า เวียนหัว หรือปวดหัวได้ บางคนเนี่ยอาจมีอาการอวัยวะเพศชายแข็งจนเกิดอาการปวดเลยก็มี และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงที่เป็นอันตรายราว 1:1,000 คน ถ้าใช้แล้วคลื่นไส้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 979 days ago
Read More08/01/2024
พื้นที่สีเขียวกับสุขภาพจิต และชีวิตคนเมือง
หลาย ๆ คนมีความเชื่อเรื่อง “เขียวเหนี่ยวทรัพย์” แต่จริง ๆ แล้วความเขียวยังช่วยเยียวยาหัวใจได้อีกด้วยนะ เพราะพื้นที่สีเขียวเป็น “มากกว่า” สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และสร้างพื้นที่แห่งการพบปะพูดคุย ช่วยทำให้ผู้คนสามารถพัฒนาทักษะด้านการเข้าสังคมได้ พื้นที่สีเขียว คือพื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ด้านสันทนาการ การพักผ่อนหย่อนใจ หรือการอนุรักษ์ ที่ปกคลุมไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด เช่น หญ้า ต้นไม้ และดอกไม้ พื้นที่อาจเป็นสวนสาธารณะเล็ก ๆ ไปจนถึงป่าสงวนแห่งชาติ หรืออาจจะเป็นพื้นที่ตามธรรมชาติต่าง ๆ พื้นที่สีเขียว เป็นพื้นที่ที่จัดให้ประชาชนได้มาทำกิจกรรมและออกกำลังกายกลางแจ้ง เช่น เดิน วิ่ง หรือเล่นกีฬา แม้แต่การนั่งปิกนิก เป็นสถานที่ที่จะทำให้ผู้คนได้มานั่งผ่อนคลาย คลายความเครียด ชมวิว เพื่อสร้างความสุขสงบให้กับชีวิตในแต่ละวัน สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว สามารถเสริมสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้ เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ได้ออกมาพบปะนั่งพูดคุยพร้อมชมธรรมชาติ ทำให้เป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้ที่น่าสนใจมาก ๆ และยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้หลาย ๆ คนได้ฝึกสติและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เพราะการอยู่ใกล้กับธรรมชาติจะทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกสงบมาก ช่วยการจัดการความเครียดความกังวลในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การพาเด็ก ๆ ไปสัมผัสกับธรรมชาติแม้จะเป็นแค่ธรรมชาติจากสวนสาธารณะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 980 days ago
Read More08/01/2024
ทำไมฉี่ต้องสีเหลือง กับคำตอบที่นักวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งรู้เหมือนกัน
ฉี่หรือปัสสาวะเป็นของเสียจากร่างกายที่มีสีเหลือง เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม หรือบางทีก็ใส แม้จะเป็นของเสียพื้นฐานที่นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์รู้ว่ามันมีส่วนประกอบของอะไรบ้าง แล้วถ้าฉี่มีสีที่เปลี่ยนไปสามารถบอกได้ถึงโรคอะไรบ้าง แต่คำตอบที่แท้จริงว่าทำไมฉี่ถึงเป็นสีเหลืองยังคงปริศนาค้างคาใจบรรดานักวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน ทั้งที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่องค์ความรู้วิทยาศาสตร์น่าจะไปถึงนานแล้ว จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2024 นักวิทยาศาสตร์ได้พบคำตอบที่แท้จริงว่าทำไมฉี่ถึงสีเหลือง โดยเขาพบว่าเป็นผลมาจากเอนไซม์ที่ชื่อบิลิรูบินรีดักเตส (Bilirubin Reductase) ที่ถูกผลิตจากแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจเพียงว่าสีเหลืองจากฉี่เป็นผลมาจากการกำจัดเซลล์เม็ดเลือดแดงเมื่อเซลล์หมดอายุขัย และนำไปกำจัดผ่านไต และทำให้เกิดสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ที่มีส้มเหลืองขึ้น และส่งไปยังลำไส้ที่มีแบคทีเรียอยู่ หลังจากนั้นแบคทีเรียในลำไส้จะย่อยสลายสารนี้จนกลายเป็นสารสีเหลืองที่ทำให้ฉี่ของเรากลายเป็นสีเหลือง ชื่อว่า ยูโรบิลิน (Urobilin) ถึงอย่างนั้น ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ที่ทำหน้าที่แยกสารสีเหลืองนี้ออกมาก็ยังคงเป็นปริศนาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การค้นพบเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งประตูสำคัญที่จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายมากขึ้น และช่วยสร้างองค์ความรู้สุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย อย่างความสัมพันธ์ของฉี่ ไต ลำไส้ แบคทีเรียในลำไส้ที่ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพ อย่างโรคดีซ่านที่ทำให้เกิดผู้ป่วยตัวเหลือง ตาเหลือง รวมถึงโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ทีมนักวิจัยได้ตรวจสอบแบคทีเรียในลำไส้ของผู้ใหญ่สุขภาพดีจำนวน 1,801 คน เพื่อหายีนแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสีในฉี่ และพบว่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้าร่วมการศึกษานี้มีแบคทีเรียในลำไส้ที่ทำให้เกิดสีเหลืองในฉี่ เลยยืนยันได้ว่าที่ฉี่ของเราเป็นสีเหลือง ส่วนหนึ่งนั้นมีกลไกมาจากการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ ส่วนคนที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และเด็กทารกที่มีอาการดีซ่านจำนวนหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์พบว่าร่างกายขาดยีนของแบคทีเรียที่จะช่วยเปลี่ยนสารบิลิรูบินให้กลายเป็นสารสีเหลือง และขับออกมากับฉี่ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพเหล่านั้นขึ้น กล่าวโดยสรุปคือนักวิทยาศาสตร์พบอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้ฉี่กลายเป็นสีเหลือง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 980 days ago
Read More02/01/2024
Mental Health New Year’s Resolution ปีใหม่ คนใหม่ สดใสกว่าเดิม
Happy new year! ปีใหม่ มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพจิตกันดีกว่า! ปรับแค่นิดเดียว สุขภาพจิต จะได้ดีตลอดไป 1. เบาได้เบา กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพจิตกำลังย่ำแย่ การดื่มแอลกอฮอล์ซ้ำเข้าไปก็จะยิ่งส่งผลต่อสมอง ทำให้เกิดความวิตกเพิ่มมากขึ้น ปีใหม่นี้มาจัดการความเครียดด้วยวิธีอื่นกันดีกว่า 2. ออกกำลังกาย เพื่อให้สมองหลั่ง “happy chemicals” ถ้าคุณกำลังตั้งเป้าว่าจะออกกำลังกายเพื่อหุ่นฟิต ดีเลย! เพราะยังช่วยทำให้สมองหลั่ง “สารเคมีแห่งความสุข” หรือสารเอ็นโดรฟิน ทำให้ทั้งแฮปปี้และหุ่นปังรับปีใหม่ 3. อาหารที่ช่วยลดเครียดและยังดีต่อสมอง ขอแนะนำอาหารช่วยลดเครียด อย่างกรดโฟลิกมีอยู่ในอะโวคาโดและผักโขม และกรดโอเมก้า 3 ที่อยู่ในเจ้าปลาส้มแซลมอนและปลาทูน่า ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น ลดความเครียดและความวิตกกังวล แบบไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ 4. ทำสิ่งดี ๆ ให้ตัวเองมากขึ้น รักที่ดีต้องเริ่มจากรักตัวเองก่อน ใส่รูทีนที่ทำให้คุณมีความสุขเข้าไปในชีวิตทุก ๆ วัน เช่น ดูหนังวันละ 30 นาที เล่นเกมวันละ 40 นาที หรืออะไรก็ได้ที่ทำแล้วแฮปปี้ แบ่งเวลามาใช้กับตัวเองบ้าง แล้วจะรู้เลยว่าความสุขมันอยู่แค่ตรงหน้า 5.…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 986 days ago
Read More27/12/2023
นักวิจัยพบโปรตีนจากสาหร่ายสร้างกล้ามเนื้อได้ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ และอาจทดแทนกันได้
ช่วงนี้กระแสแพลนต์เบส หรืออาหารจากพืชกำลังมาสุด ๆ เลยนะครับ โดยเฉพาะโปรตีน ทั้งจากกระแสวีแกน และการดูแลสุขภาพที่มองว่าโปรตีนจากสัตว์อาจส่งผลเสียระยะยาวได้ โปรตีนจากพืชที่เราเห็นกันส่วนใหญ่จะมาจากพวกถั่วเหลือง หรือไม่ก็ถั่วเปลือกแข็ง อย่างอัลมอนด์ แต่จริง ๆ แล้ว พืชอย่างสาหร่ายก็มีโปรตีนเหมือนกันนะ หน้าตาของสาหร่ายที่จะพูดถึงในบทความนี้ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนสาหร่ายแผ่นอย่างที่เราคุ้นตากันนะครับ แต่จะเป็นสาหร่ายเขียว ๆ ใย ๆ เอาจริงก็ดูคล้ายกับตะใคร่น้ำ แต่ว่าคนละชนิด และมีคุณค่าทางสารอาหารสูง และมีงานวิจัยรองรับ การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าสายพันธ์ของสาหร่ายที่มีขายอยู่ทั่วไป (ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบอาหารเสริม) อย่างสไปรูลินา (Spirulina) และคลอเรลลา (Chlorella) เป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง และอาจใช้ทดแทนโปรตีนจากสัตว์ได้ แต่โปรตีนจากพืชจะมีข้อจำกัดที่มักจะถูกนำมาเป็นประเด็นอยู่เสมอ คือ โปรตีนจากพืชมักขาดกรดอะมิโน ซึ่งเป็นโมเลกุลโปรตีนขนาดเล็กที่มีส่วนสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ หลายคนจึงยังเลือกที่จะบริโภคโปรตีนจากสัตว์ แต่การศึกษาจาก University of Exeter พบความเป็นไปได้ว่าโปรตีนและสารอาหารอื่นจากสาหร่ายอาจช่วยชดเชยเรื่องกรดอะมิโนได้ โดยการศึกษาในทดสอบในคนสุขภาพดีจำนวน 36 คนครับ โดยให้คนที่เข้าร่วมการศึกษาออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance training) ด้วยขาเพียง 1 ข้างเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาดื่มเครื่องดื่มที่มีโปรตีนสกัดจำนวน 25 กรัมจากสาหร่ายสไปรูลินา สาหร่ายคลอเรลลา และมัยโคโปรตีน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 992 days ago
Read MorePR Partners
See All14/09/2026
อมลวรรณ ศรัทธานนท์ | 9 hours ago
WORKTech Asia 2026 ชู ‘Build the Autonomous Enterprise’ จุดกระแสองค์กรไทยเร่งปรับโครงสร้างสู่ยุค AI ทำงานร่วมคน
งาน WORKTech Asia 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Build the Autonomous Enterprise’ ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ณ BHIRAJ HALL 2–3, BITEC บางนา โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้นำองค์กร และคนทำงานด้านเทคโนโลยีจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมด้วยบูทจัดแสดงโซลูชันจากพันธมิตรธุรกิจกว่า 80 บูท เพื่อร่วมกันสำรวจอนาคตของการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Workforce องค์กร งาน WORKTech Asia 202611/09/2026
บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รุก Co-Brand ดัน “T1 Dynamic Points” หวังกระตุ้นยอดใช้จ่ายโต 7% แตะ 1.4 แสนล้านบาท
บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เดินหน้ารุกตลาดบัตรเครดิต Co-Brand ด้วยการต่อยอดสิทธิประโยชน์ผ่านฟีเจอร์ “T1 Dynamic Points พอยท์แบบใหม่ ให้ได้มากกว่า” ชูจุดเด่นการมอบคะแนน The 1 พิเศษตามหมวดสินค้าและแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม โดยเน้นจัดแคมเปญทุกวันที่ 15 ของเดือน เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้จ่ายและผลักดันให้บัตรกลายเป็นบัตรหลักในชีวิตประจำวัน บริษัทตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 2026 ที่ 140,000 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน นายชีวิน ปราชญานุพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน กล่าวว่า การพัฒนาสิทธิประโยชน์ในช่วงที่ผ่านมาอิงจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก ซึ่งพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ที่นำไปใช้ได้จริง มีความคุ้มค่า และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลังเปิดตัว บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน โฉมใหม่ ซึ่งมอบคะแนน The 1 สูงสุด 4 เท่า และส่วนลดสูงสุด…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 3 days ago
Read More10/09/2026
Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore ก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Creator Economy ไทย บนเวทีรางวัลระดับประเทศ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “Creator Economy” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ทางเลือกของการทำสื่อหรือการตลาดอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นการเชิดชูและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการนี้ Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore (TIA 2026) เวทีประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 จึงเตรียมกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสะท้อนแรงขับเคลื่อนและศักยภาพอันไม่สิ้นสุดของเหล่าผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ แบรนด์ชั้นนำ และเอเจนซีในประเทศไทย ในปีนี้ งาน TIA 2026 จัดขึ้นภายใต้ธีม “CREATOR PULSE – ชีพจรนำทางในยุคแห่งความซับซ้อนอันสร้างสรรค์” สื่อถึงบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ที่เป็นเปรียบเสมือน “จังหวะชีพจร” คอยนำทางและเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภคท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีประกาศรางวัล แต่ยังเป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้คนและภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ และผลักดันวงการการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไปสู่ระดับสากล ไฮไลต์และกิจกรรมสำคัญภายในงาน งาน Thailand Influencer Awards 2026 รวบรวมกิจกรรมและประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกมิติของวงการไว้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ช่วงเช้าจรดค่ำ เพื่อตอบโจทย์ทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และความบันเทิง 1. เวทีเสวนาและอัปเดตเทรนด์แห่งปี (Talks & Discussion…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 4 days ago
Read More































