Connect with us

บทความวงการเกม

ทำไมเกมเมอร์ถึงไม่พอใจกับ Diablo Immortal

Published

on

ช่วงนี้ประเด็นร้อนแรงที่สุด สำหรับสาวกค่ายพายุหิมะ Blizzard กำลังพูดถึงเยอะมากที่สุดก็น่าจะเป็นการเปิดตัว Diablo Immortal เกม MMO ARPG ตัวใหม่ที่กำลังจะวางจำหน่ายใน iOS, Android ตัวเกมเปิดตัวกลางงาน Blizzcon 2018 ที่ผ่านมา ทันทีที่มีการ Upload คลิปตัวอย่างลง Youtube เหล่าสาวกก็พร้อมใจกันไปกด Dislike และมีการตั้งกระทู้พูดคุย ด่า Blizzard มากมายตามเว็บไซต์ต่างประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือ reddit ที่ทำเอา subreddit ห้อง diablo เต็มไปด้วยกระทู้ด่าเกมนี้เลยทีเดียว

ก่อนที่จะเข้าบทความหลักๆ ผมขออธิบายให้ชัดเจนก่อนเลยครับว่า ตัวผมไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีชาวมือถือ หรือตลาดเกมมือถือแต่อย่างใด แต่จะเป็นการแสดงออกถึงฐานะแฟนเกมค่าย Blizzard มาตลอดหลายปีครับ

สำหรับบทความนี้ผมจะไม่พูดถึงข่าวเก่าๆที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ Blizzard ทำงานร่วมกับ NetEase หรือนำเอาเกม Endless of God มา Reskin หรือข่าวที่ว่าจะมีการเปิดตัว Diablo 4 แต่ถูกยกเลิก และอื่นๆอีกมาก แต่ผมจะเน้นเรื่องหัวข้อของวันนี้ “ทำไมเกมเมอร์ถึงไม่พอใจกับ Diablo Immortal” เท่านั้นครับ

เรามาไล่เรียงเหตุการณ์กันครับ ก่อนงาน Blizzcon 2018 มีหลายแหล่งข่าวออกมายืนยันว่า Blizzard กำลังพัฒนาเกม Diablo “เกมใหม่” อยู่ แต่ไม่ได้มีการออกมาบอกว่าเป็นภาคเสริมของ Diablo 3 หรือเป็นการนำเอา Diablo 1-2 มา Remake, Remaster แต่ถึงแบบนั้นแฟนๆก็ต่างลงความเห็นกันว่าคงจะเป็นการนำเอา Diablo ภาคเก่าๆ มา Remaster เป็นแน่แท้ เพราะจากที่มีการเปิดตัว Starcraft Remastered มาก็น่าจะเดาไม่ยาก ว่าเกมต่อไปต้องเป็น Diablo

และนั้นก็ถือว่าเป็นการ Hype ของแฟนๆ เกมไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา Blizzard ถือว่าเป็นผู้นำด้านเกม PC มาตลอดเวลา และให้การสนับสนุน PC มาตลอด ถึงแม้ว่าจะมีการนำเอา Diablo 3 ไปลงให้กับคอนโซลมากมายหลายเครื่อง ซึ่งความจริงแล้วแฟนๆก็มีอาการไม่พอใจเช่นกัน ในตอนที่ Diablo 3 ประกาศลง Console ในช่วงแรกๆ

Wyatt Cheng บนเวทีเปิดตัว Diablo Immortal

และเมื่องาน Blizzcon 2018 เริ่มขึ้น คุณ Wyatt Cheng ได้ปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมกับฉากหลังที่เป็นภาพจากเกม Diablo แฟนๆต่างส่งเสียงเรียก ตอนนี้ไม่มีอะไรมาหยุดพวกเขาได้อีกแล้ว และทันทีที่คุณ Cheng ได้พูดคำว่า “Moblie” ณ เวลานั้นภายในงานก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า Awkward Silence ขึ้นมาทันที สีหน้าของคุณ Cheng เองก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นใดชัด และเหล่าคอมเมนต์ใน Twitch Live ก็เริ่มสบท F Word กันออกมามากมาย

ที่นี้เรามาดูถึงสาเหตุหลักๆที่แฟนๆต่างไม่พอใจกันครับ อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่า พวกเขาต่างรอการมาของ Diablo 4, Diablo 1-2 Remastered หรือภาคเสริมของ Diablo 3 หรือจริงๆแล้วจะเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เกมมือถือ เนื่องจากเป็นเพราะว่าพวกเขาทราบกันดีว่า Blizzard ไม่ใช่บริษัทที่โหยหา “เงิน” มากมายขนาดต้องเอาแฟรนไชส์ของตัวเอง ไปกลายเป็นเกมกาชามือถือ ที่บุกลุยตลาดจีนขนาดนั้น

แต่เราก็ต้องยอมรับกันว่า ตลาดเกมมือถือนั้นมันใหญ่มากๆ ทุกวันนี้มือถือกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องเข้าใจครับว่าเกมเมอร์ชาว PC, Console และ ชาวมือถือนั้น มันคนละโลก คนละตลาดกันเลย

มีเกมเมอร์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบเกมมือถือ และถึงขั้นเกลียด ด้วยเหตุผลที่ว่าการเล่นเกม ควรจะเล่นบนเครื่องที่ถูกทำมาสำหรับการเล่นเกมเท่านั้น ซึ่งนั้นมันก็จริง หากเราลองมองความจริงที่ว่า การเล่นเกมบนมือถือนั้น มันไม่ได้มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเท่าเล่นบน Console หรือ PC เลยสักนิด

ในขณะเดียวกัน เกมอื่นๆที่ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นฆ่าเวลาอย่าง Tetris, Temple Run นั้นกลับได้กระแสตอบรับที่ดี และควรจะนำมาลงมือถือเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าเกมพวกนี้ มัน “ควรจะ” อยู่ในแพลตฟอร์ม On the Go อย่างมือถือเสียมากกว่า

และนั่นทำให้เรานึกถึงอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่เกือบจะโดนลืมไปแล้ว อย่าง Handheld Consoles หรือ Portable Game อย่าง PSP, PS Vita, 3DS หรือ Gameboy ที่สมัยก่อนการเล่นเกมนอกบ้าน เครื่องเล่นเกมเหล่านี้คือคำตอบ มีซีรี่ส์เกมดังๆมากมายต่างนำมาลงให้ แถมยังมีเกมที่เป็น Exclusive สำหรับ Portable Console อีกด้วย และล่าสุด Console ลูกผสมอย่าง Nintendo Switch ที่ทำหน้าที่เป็น Home Console เมื่อเล่นเกมที่บ้าน และกลายเป็น Portable Console เมื่อเรานำออกไปเล่นนอกบ้าน

สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ “มือถือ” มันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมครับ จะแตกต่างจาก Portable Console ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมนอกบ้านจริงๆ แต่ทุกวันนี้การเล่นเกมบนมือถือ มันมากเกินกว่าเล่นนอกบ้าน แต่กลายเป็นเล่นที่บ้านเป็นเกมหลักๆไปเสียแล้ว และนั้นทำให้ค่ายเกมใหญ่ๆหลายๆค่าย มองว่ามันเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เพราะใครๆต่างก็ต้องมีมือถือกันทุกคน ทำให้เข้าถึงได้ง่าย และไม่จำเป็นต้องโปรโมทอะไรมากมาย เพราะยังไงคนก็เข้า Appstore, Playstore กันแถบจะทุกวันอยู่แล้วนั้นเอง

และนั้นทำให้เกิดคำถามต่อว่า แล้วทำไมคนถึงไม่ปรับตัวให้เข้ากับแพลตฟอร์มยุคใหม่ๆกันล่ะ well… ก็อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วครับว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคิดว่ามือถือ มันไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เอาไว้เล่นเกม แถมการสนับสนุนเกมมือถือมากๆ ยังทำให้ค่ายเกมใหญ่ๆ ต่างกันนำเอาซีรี่ส์ แฟรนไชส์ ที่พวกเขารัก ไปยัดลงมือถือกัน และ Blizzard เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่เอา Diablo มาลดเกรด ลงให้กับมือถือ และบุกตลาดจีนนั้นแหล่ะครับ

สำหรับ Diablo Immortal เอง ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีเลยว่ายังมีกลุ่มผู้เล่นอีกหลายคน ที่ไม่ได้ชอบเกมมือถือเลยสักนิด พวกเขาอาจจะเล่นเกมมือถือแค่เพื่อฆ่าเวลาระหว่างวัน แบบที่ผมชอบหยิบเอา Tertris มาเล่นเวลาว่างตอนอยู่ข้างนอกตลอดเวลา หลังจากการเปิดตัว เหล่าเกมเมอร์ได้ลุมถล่มใส่ Blizzard วิดิโอใน Youtube มียอด Dislike มากมายมหาศาล หุ้นของบริษัทร่วง แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ Blizzard รู้สึกว่าต้องหยุดโครงการนี้เลยครับ

กลับมาสู่คำถามเดิมของบทความนี้ที่ว่า “ทำไมเกมเมอร์ถึงไม่พอใจกับ Diablo Immortal” จนถึงตรงนี้แล้วผมหวังว่าท่านผู้อ่านทุกคนน่าจะจับใจความได้ แต่ถ้ายังไม่ ผมก็ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็จะสรุปง่ายๆไว้แค่ว่า ที่เกมเมอร์ไม่พอใจกับ Diablo Immortal นั้นก็เป็นเพราะว่า พวกเขาไม่ชอบเกมมือถือครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความวงการเกม

7 การปรากฎตัวในเกมของ Stan Lee ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง Marvel

Published

on

Stan Lee ได้เสียชีวิตลงในวัย 95 ปีเมื่อวัน 12 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเขานั้นได้ฝากผลงานให้กับโลกใบนี้ไว้อันเป็นเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ให้คนทั่วโลกอย่าง Spider-Man, Fantastic Four, Captain America ฯลฯ ที่ยังได้ถูกนำไปดัดแปลงออกมาในรูปแบบของสื่อประเภทต่างๆ และตัวเขาเองก็มักจะแวะเวียนไปปรากฎตัว (Cameo) อย่างบ่อยครั้งไม่ว่าจะในรูปแบบภาพยนตร์หรือไม่ว่าจะในรูปแบบ “วิดีโอเกม”

ด้วยเหตุนี้ แบไต๋ของเราจึงอยากจะขอพาเกมเมอร์ไปร่วมระลึกถึงคุณปู่มหัศจรรย์ในสื่อประเภทเกมกันครับ ซึ่งจะมีผลงานใดบ้างเชิญรับชมกันต่อจากนี้ได้เลย


1. ปรากฎตัวในรูปแบบเสียงบรรยายบนเกม Spider-Man (2000), Spider-Man 2: Enter Electro (2001) และ Spider-Man: Shattered Dimensions (2010)

2. Marvel Ultimate Alliance 2

เขาปรากฎตัวในในรูปแบบของ NPC ที่มีชื่อว่าผู้วุฒิสมาชิก Stan Lieber แถมทั้งยังเป็นการปรากฎตัวครั้งแรกบนวิดีโอเกมของเขาอีกด้วย

3. The Amazing’s Spider-Man

ปู่ของเราในเกมนี้จะมาในรูปแบบของตัวละครที่เราสามารถเล่นได้บน DLC โดยถ้าว่ากันตรงๆ คือเป็นสกินหนึ่งของสไปเดอร์แมนนั่นแหละครับ แต่จะพิเศษตรงที่ DLC นี้จะมีโหมดเนื้อเรื่องให้เล็กๆ น้อยๆ และปู่ของเราจะพากย์เสียงให้ด้วยครับ

4.  Lego Marvel Super Heroes

ปู่ของเราจะปรากฎมาเป็นตัวละครที่สามารถเล่นได้ครับ แถมพิเศษกว่าเกมไหนๆ ก็ตรงที่กลายร่างเป็นเดอะฮัลค์เวอร์ชั่นพิเศษในชื่อ Stan-Hulk ได้

5. The Amazing Spider-Man 2

เกมนี้ปู่ของเราปรากฎตัวในรูปแบบของ NPC ในร้านขายคอมมิคและของเล่นครับ

6. Lego Marvel Avenger 1 & 2

ปู่ของเราในเกมนี้จะมีความสามารถเหมือนในเกม Lego Marvel Super Heroes แต่จะมีความพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาคือกลายร่างเป็น Iron Stan (Iron Man) และ Stanbuster (Hulkbuster) ได้

7. Marvel’s Spider-Man

ปู่ของเราโผล่มาในเกมฉบับนี้ในรูปแบบของ Cameo ครับ

อ้างอิง: Wikipedia, Gamingdatabase, Wikia, Youtube

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

5 เหตุผลที่เรา ”อาจจะได้เห็น Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC”

Published

on

นับตั้งแต่วันที่เปิดเผยว่ากำลังพัฒนาอยู่ ประกาศวันวางจำหน่ายไปจนถึงพร้อมให้เข้าเล่น ก็ได้มีข่าวลือออกมามากมายที่คาดการณ์กันเอาไว้ว่า Red Dead Redemption 2 ภาคต่อของซีรีส์เกมคาวบอยโอเพ่นเวิลด์จากค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายระดับพระกาฬอย่าง Rockstar Games นี้ “อาจจะได้ลงให้กับแพลตฟอร์ม PC” แต่ใครที่รู้จักกิตติศัพท์ซีรีส์นี้ดี ก็น่าจะพอทราบกันว่าเครื่องเล่นคอนโซลคือแพลตฟอร์มเดียวที่เกมซีรีส์นี้จงรักภักดีลงให้

ซึ่งถึงแม้อดีตจนถึงปัจจุบันจะยังคงเป็นเช่นนั้น แต่ผู้เขียนกลับมีลางสังหรณ์ว่า Red Dead Redemption 2 อาจมีแนวโน้มที่จะลงให้กับ PC ด้วย 5 เหตุผลใหญ่ๆ เอาละ มันจะมีอะไรกันบ้างเชิญตามอ่านต่อกันได้เลยครับ


1. ค่ายพัฒนาเกมอิสระ (3rd Party) เริ่มไม่ทำเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่องเล่นแล้ว

ไม่ว่ายุคสมัยไหน เกมเอ็กซ์คลูซีฟก็ยังเป็นตัวกระตุ้นชั้นยอดในการเลือกซื้อเครื่องเล่นเกมนั่นแหละ และค่ายพัฒนาเกมที่ขึ้นตรงกับเครื่องเล่นต่างๆ ก็ไม่ได้หายไปไหน (Naughty Dog ก็ Sony, PlayStation ส่วน Xbox ก็ Microsoft Studios ฯลฯ) จะมีก็แต่เพียงค่ายพัฒนาอิสระทั้งหลายที่อาจจะเคยลงผลงานให้กับเฉพาะเครื่องเล่นเกม (อาทิ Capcom ที่เคยให้ Resident Evil 4 เป็นเกมเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่อง GameCube ฯลฯ)

แต่ในปัจจุบันก็แทบจะไม่มีค่ายพัฒนาอิสระเจ้าไหนผูกขาดกับเครื่องเล่นเกมแล้วละ แต่ถ้าทำ ก็มักจะออกมาในรูปแบบของไทม์เอ็กซ์คลูซีฟ (Time Exclusive) ล็อคเวลาให้เกมนั้นลงเฉพาะเครื่องเล่นตามระยะเวลาที่กำหนด

ซึ่ง Rockstar Games ที่ก็เป็นค่ายพัฒนาอิสระเช่นเดียวกันนี้ ในผลงานระยะหลังๆ มาก็แทบจะออกมาในรูปแบบของมัลติแพลตฟอร์มหรือว่าลงให้กับทุกเครื่อง ฉะนั้นแล้วไม่แน่ว่าภาคต่อเกมคาวบอยสุดอีปีกอย่าง Red Dead Redemption 2 ก็อาจจะลงให้กับ PC ด้วยก็เป็นได้นะ

2. Take-Two (บริษัทแม่ Rockstar) เกลี้ยกล่อมให้ Rockstar Game พอร์ตเกมนี้ลง PC

เหนือขั้นตอนการพัฒนาเกมหรือเชิงเทคนิคทั้งหลาย ก็ยังมีอีกสิ่งที่มีผลต่อเกมๆ หนึ่งไม่มากก็น้อย นั่นคือเรื่องของทิศทางที่ผู้ใหญ่หรือผู้กุมบังเหียนจากทางค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายต้องการ โดย Take-Two Interactive หรือบริษัทแม่ของทาง Rockstar Games นั้น พวกเขาได้พยายามเกลี้ยกล่อมกับทางค่ายลูกของตนให้ทำการพอร์ต Red Dead Redemption 2 ลงเวอร์ชั่น PC

แต่ทั้งนี้ทาง Rockstar ก็ไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาจะนำผลงานล่าสุดชิ้นโบว์แดงนี้ลงให้กับแพลตฟอร์มดังกล่าวหรือไม่ บอกเพียงแต่ว่าพวกเขาจะพิจารณาดูเท่านั้น แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งเสียใจกันไป เพราะ Rockstar ค่อนข้างที่จะเก่งด้านการเซอร์ไพรส์แฟนๆ ไม่แน่ว่าบางที Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC อาจจะมีการประกาศออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้

3. รายได้จากการพอร์ตผลงานเกมก่อนหน้านี้ลง PC เป็นที่น่าพอใจ

GTA V มียอดขายมากถึง 90 ล้านก๊อปปี้เลยนะ (แผ่น+ดิจิทัลดาวน์โหลด) แถมใน 11% ของยอดขายที่ตีออกมาเป็นตัวเลขกว่า 12 ล้านก๊อปปี้นั้น ก็มาจากการซื้อในรูปแบบดิจิทัลดาวน์โหลดผ่าน Steam แพลตฟอร์มขายเกมและคอมมิวนิตี้ยักษ์ใหญ่บน PC อีกทั้งนี่ยังไม่ได้รวมยอดขายจากช่องทางอื่นๆ (เว็บไซต์ร้านค้าปลีก, ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ)

ซึ่งก็แน่นอนละว่ามันคือตัวเลขที่ Rockstar Games พึงพอใจ ไม่สิ ต้องบอกว่าประทับใจเอามากๆ และ Red Dead Redemption 2 ก็เป็นซีรีส์เกมที่เหล่าพีซีมาสเตอร์เรซเรียกร้องมาแรมทศวรรษให้ลงแพลตฟอร์มของพวกเขากันเถอะตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ไม่แน่ว่า Rockstar อาจเห็นโอกาสตรงนี้ในการริเริ่มพอร์ตเข้ามาที่อาจจะไม่ใช่แค่ภาคล่าสุดแต่อาจจะมาทั้งเซ็ตเลยก็เป็นได้

4. เครื่องเล่นเกมเกือบทุกแพลตฟอร์มในปัจจุบันใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันแล้ว

จริงๆ แล้วอีกหนึ่งเหตุผลหนึ่งที่เกมในอดีตมักผูกขาดเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเฉพาะเครื่องเล่นนั้น อาจเป็นเพราะสถาปัตยกรรมภายในของฮาร์ดแวร์ที่ต่างกัน (วิธีการลำเรียงชุดข้อมูล, ชุดคำสั่ง, ฯลฯ) ที่การจะพัฒนาเกมลงให้กับหลายเครื่องนั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยากหรือเสียเวลาในการต้องมาศึกษาวิธีการใหม่ และเปลืองงบประมาณเป็นอย่างมาก 

แต่ในปัจจุบัน ก็ไม่มีค่ายเครื่องเล่นเกมใดทำตัวอินดี้ปลีกวิเวิกห่างเพื่อนฝูงวงการอีกต่อไป หากแต่เลือกที่จะใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันเพื่อทั้งเอื้ออำนวยความสะดวก ความง่ายดาย และเพื่อลดเวลาให้การที่ผู้พัฒนาเกมค่ายอิสระทั้งหลายจะสามารถนำผลงานเกมของพวกเขามาทำการแก้ไขเพียงประมาณหนึ่งและกระจายไปยังเครื่องเล่นต่างๆ

ซึ่ง GTA V คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของพลังจากฮาร์ดแวร์แห่งยุคที่มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน โดยในบนเครื่อง PS4 และ Xbox One นั้นสามารถรันเฟรมเรตได้ที่ 30 เฟรมแบบนิ่งๆ ในขณะ PC สามารถรีดทั้งเฟรมเรตต่อวินาทีและกราฟิกได้มากกว่านั้น ซึ่งในสาเหตุข้อนี้ อาจมีความเป็นไปได้มากสุดที่ Red Dead Redemption 2 อาจถูกพอร์ตลง PC พร้อมการมาของประสิทธิภาพที่มากกว่าบนแพลตฟอร์มคอนโซล!

5. การพอร์ตลง PC ต้องใช้เวลา ซึ่งพวกเขาอาจกำลังพัฒนากันอยู่ก็ได้ (?)

ผลงานเกมระยะหลังๆ มานี้ของทาง Rockstar มักจะถูกพอร์ตลงให้กับแพลตฟอร์ม PC เพียงแต่ระยะเวลาที่ลงจะห่างจากเวอร์ชั่นแรกเริ่มอยู่ประมาณหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น GTA IV ที่ใช้เวลาถึง 7 เดือน กว่าจะพอร์ตลงให้กับทาง PC, LA Noire ใช้เวลา 6 เดือน และปิดท้ายด้วย GTA V ที่แม้จะใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี 5 เดือน แต่ในด้านประสิทธิภาพนั้น เวอร์ชั่น PC ของเกมภาคดังกล่าวกลับมีคุณภาพที่ดีกว่าแพลตฟอร์มใดๆ ด้วยการรีดเร้นศักยภาพของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อีกทั้งทาง Rockstar Games ก็ได้ชื่อเรื่องการปิดเงียบไม่เผยข้อมูลใดๆ แต่หากผลงานของพวกเขายังไม่มีความพร้อมเกิน 70 – 80% ไม่แน่ว่า Red Dead Redemption 2 อาจจะกำลังพัฒนาเวอร์ชั่น PC อยู่ ซึ่งเมื่อดูจากระบบการเล่นที่สุดจะละเมียด ละเอียด และสมจริงขนาดนี้ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะต้องใช้เวลาในการพอร์ตลงเวอร์ชั่น PC มากกว่า 1 ปีก็เป็นได้

ขอบคุณข้อมูล: Wikipedia, PCGamer, Quora

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

พาทัวร์งานเกม “PAX AUS 2018” มหกรรมเกมที่ไม่ธรรมดาของชาวออสซี่

Published

on

เนื่องจากช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระผมถูกจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ไปร่วมงานมหกรรมเกม PAX AUS ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัปดาห์ Melbourne Games Week ประจำปี 2018 ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบเจอหลายสิ่งเด็ด ๆ ที่ทั้งเซอร์ไพรส์และน่าประทับใจในวงการเกมบ้านเค้า โดยเฉพาะความหลากหลายของสายพันธุ์ “เกมเมอร์” ออสซี่ การจัดงานที่แสดงให้เห็นถึงการคิดมาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน และที่สำคัญคือความรู้ความเข้าใจในตัวเกมเมอร์ของภาครัฐเมืองเมลเบิร์นที่เข้าใจจริงอะไรจริงจนน่าทึ่ง สาธยายยืดยาวน่าเบื่อแค่นี้ก็พอเนอะ ว่าแล้วก็ออกไปทัวร์งานกันเลยดีกว่า!

เทศกาลโชว์ของใหญ่ของทีมพัฒนาบิ๊กเบ้ง

ก่อนอื่นเลย เกมเมอร์คนไหนที่อยากจะเข้างาน PAX AUS จะต้องจองบัตรล่วงหน้ากันเสียก่อน ที่ต้องใช้คำว่าจองล่วงหน้าเพราะการไปต่อแถวซื้อบัตรหน้างานเป็นอะไรที่ค่อนข้างสิ้นคิดเลยทีเดียว เนื่องจากแถวซื้อบัตรยาวเป็นงูอนาคอนด้ากันตั้งแต่วันแรก แถมผู้จัดงานยังจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานในแต่ละวัน นั่นหมายความว่าผู้ที่หวังมาตายเอาดาบหน้าจะมีโอกาสยืนตายอยู่หน้างานสูง ที่น่าแปลกใจคือบัตรเข้างานก็ไม่ใช่ถูก ๆ (แบบเข้าได้วันเดียวเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาท) แต่ทำไมชาวออสเตรเลียถึงแห่กันมาอยู่ได้แม้ในวันธรรมดา ข้าพเจ้าได้คำตอบอย่างแจ่มแจ้งเรื่องนี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เยื้องย่างผ่านประตูงานเข้าไป… แม่เจ้าโว้ย! บริษัทเกมชื่อก้องโลกแห่กันมาเพียบเลยนี่หว่า! ไล่ตั้งแต่ Bethesda, Sony, Nintendo, Ubisoft, IO Interactive ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายก็เล่นใหญ่รัชดาลัยมากมายและพวกเขายังได้เตรียมกิจกรรมสนุก ๆ มาให้เกมเมอร์ได้เล่นกันอย่างพร้อมเพรียง

เริ่มจาก Bethesda Softworks กันก่อน รายนี้ไม่ได้จัดบู้ธเว่อร์วังภายในตัวงานแต่สถิตตัวเองอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า จัดเป็นซุ้มถ่ายรูปน่ารัก ๆ ขนาดกระทัดรัดให้เกมเมอร์มาเลือกพร็อพถ่ายกับฉากหลังสวย ๆ จากเกม Fallout 76, The Elder Scroll Online และ Rage 2 นอกจากนี้พวกเขายังให้นาย Pip Boy ตัวเท่าคนเดินลอยชายไปหาผู้ร่วมงานเป็นระยะ ๆ

หมัดเด็ดของพวกเขาอยู่ด้านนอกศูนย์ประชุม เนื่องจากพวกเขาไปตั้งซุ้มลูกโป่งเป็นตัวละครจากเกมของ Bethesda ตามหน้าร้านเบียร์ริมแม่น้ำแล้วตั้งชื่อว่า Bethesda Lane มันซะเลย เอาใจเกมเมอร์สายเมามายกันแบบนี้เลยทีเดียว

เดินเข้ามาด้านในงานทั้ง Sony, Nintendo และ Ubisoft ต่างไม่ยอมน้อยหน้ากันในเรื่อง “ขนาด” แต่ถ้าให้เรียงตามความแจ่มก็คงต้องยกให้บู๊ธของ Nintendo ที่ขนทั้ง Pokemon Let’s Go และ Super Smash Bros Ultimate มาให้ลองเล่น

ต่อแถวรอเพียงไม่นานข้าพเจ้าก็ได้สิทธิ์เดินเนียนเข้าไป Smash ในฐานะ Solid Snake ในกับเกมเมอร์ออสซี่อีกสองสามคน หลังจากนั้นก็โดน Bowser ถีบตกหน้าผาโดยเร็วพลันจนต้องรีบหนีไปบูธอื่น

สำหรับอันดับสองเห็นจะเป็นบู๊ธของ Ubisoft เพราะมี The Division 2 มาให้เกมเมอร์ต่อแถวลองบู๊ไปด้วยกัน จากที่เห็นมากับตาต้องขอบอกว่าเกมภาพงามงดและลื่นไหลดีเลยทีเดียวสำหรับเครื่อง PS4 แต่ระดับความยากของภาคนี้คาดว่าน่าจะโหดไม่น้อย เพราะเห็นคนไหนเข้ามาคว้าจอยก็ลงไปนอนคุกเข่าคลานหนีศัตรูกันเป็นแถบ มีบ้างที่เป่าศัตรูได้ตัวสองตัวแล้วเต้นท่า Emote ระบำโชว์ แต่สุดท้ายก็โดนบอสบี้ลงไปดับคาเท้าอยู่ดี ซึ่งนอกจาก Division 2 ทาง Ubisoft ก็ใช้พื้นที่เหลือภายในบู๊ธโปรโมทเกมดังที่เพิ่งวางตลาดอย่าง Assassin’s Creed Odyssey หากใครยอมต่อแถวลองเล่นก็จะได้หมวกสปาร์ตันกลับไปสวมเล่น (ส่งผลให้ให้มีเหล่าสปาร์ตันเดินกันสลอนเต็มไปหมดในงาน) นอกจากนี้ใครที่อยากรู้ว่ายานอวกาศในเกม Starlink ถอดประกอบกับจอยยังไงก็สามารถมาลองแกะ ๆ ต่อ ๆ เล่นได้

ส่วนบู๊ธ Sony แม้จะใหญ่แต่ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่ เพราะเกมที่เอามาโชว์ทั้งหมดเหมือนกับในงาน Sony Experience 2018 ที่เพิ่งจัดไปในไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเกม RE2 ก็ยังคิวยาวจนต่อไปก็ไม่ได้เล่นเหมือนเดิม

เล็กพริกขี้หนู (พันธุ์ออสซี่)

ทางฝั่งทีมพัฒนาเกมรายย่อยก็ไม่ได้น้อยหน้ารายใหญ่ในงาน แม้พวกเขาจะสู้เรื่อง “ขนาด” ไม่ได้แต่ก็ขอใช้ “ลวดลาย” เข้าประชัน อย่างเช่น ทีมพัฒนา IO Interactive ที่จัดบู๊ธปิดขนาดกำลังดีให้แฟน ๆ มาลองเกม Hitman 2 กัน ทีเด็ดอยู่ตรงที่ทางทีมงานเล่นจ้างช่างตัดผมมารับโกนหัวให้แฟนพันธุ์แท้ที่ต้องการเป็น Agent 47 มันตรงนั้นเลย! ตัดเสร็จแล้วยังแถมสติ๊กเกอร์บาร์โค้ดเอาไว้แปะที่หลังหัวด้วยนะ

นอกจากนี้บู๊ธของเกม Fortnite ก็จัดเวทีให้เกมเมอร์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขึ้นไปประชันท่าเต้น Emote กันแบบสุดสวิงริงโก้ ใครเต้นได้ไม่อายสายตาชาวบ้านก็รับพร็อพ Pick Axe นุ่ม ๆ เป็นของที่ระทึก เช่นเดียวกับเกม Just Dance 2019 ที่จัดเวทีให้คนขึ้นไปเต้นเอามันส์เป็นหมู่คณะตรงโซนก่อนเข้างาน ซึ่งก็มีทั้งผู้เข้ามาร่วมงานทั่วไปและคอสเพลเยอร์ทยอยขึ้นไปเต้นอย่างไม่ขาดสาย

ทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น

จุดที่ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจมาก ๆ ก็คือทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น เพื่อให้ทีมพัฒนาหน้าใหม่หรือทีมพัฒนาหน้าเก๋าสัญชาติออสซี่มีโซนโชว์ของของตัวเองแบบไม่ต้องกลัวว่าจะโดนบริษัทเกมยักษ์ใหญ่แย่งซีนไปหมด แม้เกมส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นเกมบล็อคบัสเตอร์กราฟิกอลังการแต่พวกเขาก็สู้ด้วยความหลากหลายที่เรียกได้ว่าจัดมาทุกแนวสำหรับเกมเมอร์ทุกสาย ทั้ง 8 bits, FPS, Adventure, Action, VR มากันให้ครบ รับประกันว่าได้เลยว่าท่านจะได้หันไปเจอเกมแนวที่ตัวเองอยากเล่นอย่างน้อยก็ซักเกมนึงล่ะเหวย

นอกจากนี้เกมบ้านเขายังไม่ได้มีแต่ปริมาณ หลายเกมอินดี้จากเมืองเมิลเบิร์นคือเกมดังระดับโลกที่เกมเมอร์ต้องเคยผ่านตามาบ้างแล้ว อย่างเช่น ดิจิตอลบอร์ดเกมนามว่า Armello ของทีม League of Geeks และ Fruit Ninja จากทีม Halfbrick ซึ่งทำนั่นทำให้กระผมประจักษ์ว่าทีมพัฒนาเกมอินดี้บ้านเค้าแม้จะจิ๋วแต่ก็คุณภาพคับแก้วเสียจริง

โลกของเกมเมอร์ช่างกว้างใหญ่

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของงาน PAX ในสายตาของข้าพเจ้าก็คือผู้จัดงานเขาไม่ได้จำกัดคำว่า “เกมเมอร์” ให้ยึดติดอยู่แค่สื่อวิดีโอเกม แต่เขามองว่าเกมเมอร์คือเหล่าผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม ไม่ว่าเกมนั้นจะอยู่ในรูปแบบใด จะเก่าจะใหม่แค่ไหนก็ตาม นั่นทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นพื้นที่ยืนของ “บอร์ดเกม” ในงาน PAX ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้โซนวิดีโอเกมด้านหน้า

บรรรดาแฟรนไชส์ร้านบอร์ดเกมในเมืองเมลเบิร์นทั้งหมดต่างพร้อมกันมาจัดบู๊ธอย่างพร้อมเพรียง ขนมากันให้ครบทั้งการ์ดเกม (Magic the Gathering, Coup, Dragon Ball) เกมกระดาน (Monopoly, Pandemic, Fallout The Board Game) และเกมแนวยกทัพหุ่นฟิกเกอร์มาตีกัน (Warhammer, X-Wing)

นอกจากตัวบอร์ดเกม อุปกรณ์ประกอบฉากและอุปกรณ์ทาสีก็มีมาขาย และทางทีมผู้จัดงานยังเอื้อเฟื้อเตรียมโต๊ะเก้าอี้เอาไว้ให้นั่งเล่นบอร์ดเกมเป็น 100 ตัว จัดคอร์สสอนทาสีเบื้องต้น และจัดโซนสอนวิธีเล่นบอร์ดเกมใหม่ ๆ จากผู้พัฒนาเกมรายใหญ่รายย่อยเพื่อโปรโมทผลงานของตัวเองสู่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา

ประมาณว่าใครใคร่ซื้อบอร์ดเกมซื้อ ใครใคร่ขายบอร์ดเกมขาย ใครใคร่เล่นบอร์ดเกมเล่น และยังมีสีสันเป็นบอร์ดเกมแปลก ๆ ตลก ๆ อย่างโปรเจ็คเกมแข่งกระดกเหล้าที่ดูหน้าทีมพัฒนาก็รู้แล้วว่าคงเล่นมาเป็น 100 รอบ หรือบอร์ดเกมที่ใช้คั้พเค้กและบ้านขนมปังเล่นกันไปกินกันไปก็มีด้วยนะเออ

นอกจากโซนบอร์ดเกมก็ยังมีโซนเฉพาะสำหรับเกมเมอร์สายพินบอล สายเรโทร และสายเกมพีซีในวงแลนด้วยครับทั่น โดยเครื่องเกมรุ่นเก่าสำหรับเกมเมอร์รุ่นเก๋าได้รับการจัดเตรียมไว้ให้ผู้ที่อยากรำลึกความหลังมาโจ้ได้เลย ข้าง ๆ เครื่องเกมเหล่านี้เรียงรายไปด้วยตู้พินบอลสารพัดธีมให้แฟน ๆ มากดกระแทกลูกเหล็กเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ

ห่างออกไปไม่ถึง 20 ก้าวก็จะเป็นพื้นที่สำหรับเกมพีซีมัลติเพลเยอร์สุดคลาสสิกทั้งหลาย ใหม่หน่อยก็พวก CS GO, DotA, LoL คลาสสิกหน่อยก็พวก Quake, Unreal Tournament, CS 1.7 ซึ่งใครเป็นเกมเมอร์แนวชอบไฝ้กับชาวบ้านก็สามารถดูตารางเวลาแข่งแล้วลงชื่อเข้าไปเล่นได้เลย

ส่วนเกมเมอร์สายกล้าแสดงออกแต่ไม่ได้อยากมาเล่นเกมใดเกมหนึ่งเป็นพิเศษก็เชิญจัดเต็มกับชุดคอสเพลย์ได้เลย แห่มากันตรึม ทั้งสายเล่นเล็ก เล่นใหญ่ เอาฮา เห็นกันได้เกลื่อนไปหมด ที่สนุกก็คือแต่ละคนจัดเต็มกับบทบาทของตัวเองด้วย (อีคอสเพลย์แรพเตอร์ก็จะชอบย่องไปหลอกให้คนสะดุ้งจากข้างหลัง ส่วนนาย Brotherhood of Steel ก็ชอบสาธยายให้ฟังว่าปืนของตัวเองหล่นหายไปตอนทำสงครามกับมิวแต้นท์นะ เคยไปบู๊ในสงคราม The Great War มาแล้วนะ บลา บลา บลา)

ไอเท็มพิเศษแห่งวงการเกมออสเตรเลีย

หลังจากข้าพเจ้าได้เดินวนแล้ววนอีกในงาน PAX AUS ตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันเก้าโมงเย็น นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินที่ได้รับมาแบบเต็ม ๆ แล้ว มันยังทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่าเมืองเมลเบิร์นเปิดใจและทุ่มเททำความเข้าใจกับสื่อเกมมากขนาดไหน ทีมพัฒนาเกมชาวออสเตรเลียคงไม่สามารถพัฒนาเกมเจ๋ง ๆ ออกได้ถ้าพวกเขาไม่มีภาครัฐคอยช่วยหนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อพัฒนาเกมเสร็จแล้วเขาก็คงไม่มีพื้นที่โชว์ผลงานหากรัฐบาลปล่อยให้มีแต่บริษัทเกมข้ามชาติรายยักษ์มาซื้อพื้นที่ในงาน PAX ทั้งหมด ส่วนเกมเมอร์ก็จะไม่มีโซนสีสันสนุก ๆ ในงานอย่างโซนบอร์ดเกม โซนเรโทรเกม หรือโซนแข่งเกมหากรัฐไม่เข้าใจเกมเมอร์ดีพอ

หากขาดปัจจัยเหล่านี้ไป งาน PAX AUS ก็คงกลายเป็นงานเกมดาษดื่นทั่วไปที่มีแต่การโฆษณาขายของ และคงไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้วงการเกมบ้านเค้าเติบโตอย่างมีคุณภาพแบบทุกวันนี้ การได้เห็นจะจะกับตาว่าหน่วยงานรัฐบาลของรัฐ ๆ หนึ่งมองอุตสาหกรรมเกมอย่างมีความเข้าในว่านี่คือสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับรัฐหรือประเทศของเขาได้ ไม่ได้มองว่าเกมเป็นแค่งานอดิเรกไร้สาระของเด็ก ๆ แบบที่เราได้ยินกันจนเบื่อในประเทศไทย แค่นี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดสำหรับข้าพเจ้าแล้วครับผม กระผมก็ได้แต่หวังว่าซักวันหนึ่งบ้านเราคงก้าวไปไกลถึงระดับนั้นได้บ้างนะ 🙂

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!