Connect with us

ที่เที่ยว-ที่กิน

เมืองเลย มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ไหนบ้าง ฟังทางนี้

Published

on

เลย จังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมากมายที่ได้ความนิยมเป็นอย่างมาก หนาวนี้หากสนใจเก็บกระเป๋าไปเที่ยวเลย มาดูกันว่ามีที่ไหนที่ไม่ควรพลาดน่าไปเช็คอินกันบ้าง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ที่อยู่ : อ.ภูกระดึง จ.เลย

phukradung2

ครั้งหนึ่งในชีวิตเราคือผู้พิชิตภูกระดึง ข้อความนี้คงมีความหมายกับใครหลายๆ คนไม่น้อย เพราะนี่หมายถึงความสำเร็จของการก้าวเดินแต่ละก้าวจนได้มาถึงพื้นที่บนสุดของภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลยประกอบด้วยภูเขาที่มีธรรมชาติอันสวยสดงดงาม มีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 217,576.25 ไร่ ภูกระดึงชื่อนี้มีความหมายว่า ระฆังใหญ่ และถ้ามองจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นภูรูปหัวใจชัดเจน

เสน่ห์ของภูกระดึงอาจอยู่ที่ซำแต่ละซำที่เปรียบเหมือนขั้นบันไดแต่ละขั้นซึ่งเหล่าผู้พิชิตต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติทั้งป่าสน ต้นเมเปิ้ล เหล่าพรรณไม้นานา น้ำตก วิวทิวทัศน์ที่จุดชมวิวตามผาต่างๆ และส่วนที่ขาดไม่ได้ของเหล่าผู้พิชิตก็คือ การได้ทักทายแสงแรกของสุริยาและบอกลาแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ ท่ามกลางทะเลหมอกกว้างสุดลูกหูลูกตาบนขุนเขารูปหัวใจแห่งนี้

phu-kradung7

phu-kradung4

ภายในอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมี ผาหล่มสัก เป็นจุดชมวิวดูพระอาทิตย์ตกดิน และน่าจะถือได้ว่าเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง

สำหรับการเดินทางขึ้นภูกระดึง ทางอุทยานฯ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00 – 14.00 น. ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาต เพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติภูเรือ

ที่อยู่ : ต.หนองบัว อ.ภูเรือ จ.เลย

phu-reau6

phu-reau5

phu-reau3

อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย อาณาเขตด้านทิศเหนืออยู่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน มีเนื้อที่ประมาณ 121 กิโลเมตร หรือ 75,525 ไร่ยอดเขาสูงที่สุดคือ ยอดภูเรือ มีความสูงถึง 1,365 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย

phu-reau2

phu-reau

phu-reau4

แหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติภูเรือ ได้แก่ ผาโหล่นน้อย ,ยอดภูเรือ ,ผาซำทองหรือผากุหลาบขาว ,น้ำตกห้วยไผ่ ,สวนหินพาลี ,ถ้ำไทร ,สวนหินพาลี ฯลฯ

ทางอุทยานฯ ได้จัดเตรียมบ้านพักไว้ให้บริการในบริเวณที่ทำการอุทยานฯ จำนวน 7 หลัง พร้อมสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการ การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง ที่ โทร 02881716, 042884144

ภูทอก

ที่อยู่ : ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย

DSC_0272
ภาพจากคุณแบมมี้ ศรีอีสาน

DSC_0280
ภาพจากคุณแบมมี้ ศรีอีสาน

DSC_0413
ภาพจากคุณแบมมี้ ศรีอีสาน

ภูทอก เป็นภูเขาสูง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง บนยอดภูเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน และเป็นจุดชมวิวทิวทิวทัศน์ที่สวยงามของอำเภอเชียงคาน และลำน้ำโขงได้โดยรอบ โดยเพาะในเวลาเย็นช่งพระอาทิตย์ตกจะเป็นช่วงที่สวยงามมากที่สุด

phu-tok3

phu-tok2

phu-tok

การขึ้นชมวิวภูทอกสามารถขับรถขึ้นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถเก๋ง สำหรับผู้ไม่มีรถส่วนตัวมาจะมีบริการรถสาธารณะ ที่ทางอำเภอเชียงคานได้จัดไว้ ค่าโดยสารประมาณคนละ 60 บาท

ถนนคนเดินเชียงคาน

ที่อยู่ : ถ.ชายโขง อ.เชียงคาน จ.เลย

chiang-khan

chiang-khan5

chiang-khan6

ถนนคนเดินเชียงคาน จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.00 – 22.00 น. ของทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ถนนสายศิลปะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาท่ามกลางบรรยากาศอันเรียบง่ายและเก่าเก่แห่งนี้ จะคับคั่งไปด้วยร้านรวงต่างๆ มากมายที่นำเอาสินค้าหลากหลายประเภททั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และข้าวของที่ระลึกอีกมากมายที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากไอเดียสุดเก๋ นำเอาศิลปะพื้นเมืองมาดัดแปลงให้มีความทันสมัยในสไตล์น่ารัก และในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกซึ่งเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

chiang-khan2

chiang-khan3

chiang-khan4

นอกจากนี้ตลอดเส้นทางยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือแผงลอยที่มีอาหารหลากหลายให้เลือกซื้อจนละลานตา ในช่วงฤดูหนาวจะเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวของเมืองเชียงคาน ถนนคนเดินแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยสีสันและรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเป็นจำนวนมาก

แก่งคุดคู้

ที่อยู่ : ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย

kaeng-khud-khoo3

kaeng-khud-khoo

kaeng-khud-khoo5

แก่งคุดคู้ เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยหินก้อนใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมาก

kaeng-khud-khoo4

kaeng-khud-khoo7

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม เป็นเวลาที่น้ำแห้ง สามารถมองเห็นเกาะแก่งได้อย่างชัดเจน และสามารถเดินลงไปเพื่อสัมผัสบรรยากาศหาดทรายและหินโล่งกว้างบริเวณริมน้ำโขงได้อย่างใกล้ชิด

kaeng-khud-khoo2

บริเวณแก่งมีร้านอาหารและเรือล่องบบริการแพลากบริการนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติริมสองฝั่งโขง

ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองเลย ที่น่าสนใจอีก อ่านต่อได้ที่นี่ ค่ะ
แต่ถ้าจะหาข้อมูล กิน ดื่ม เที่ยว ทั่วไทยแล้วล่ะก็ เชิญเลยค่ะ www.edtguide.com

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

เทรนด์ใหม่วันนี้ กาแฟต้องกินในนา ที่ Montreux Cafe and Farm

Published

on

เบื่อร้านกาแฟในกรุงเทพฯกันยัง อยากลองหาร้านกาแฟในบรรยากาศแปลกใหม่กันดูไหม มาจิบกาแฟนั่งเล่นบนเถียงนา ชมบรรยากาศทุ่งนากัน ร้าน Montreux café and farm อยู่รังสิต – นครนายก คลอง 15 ขับรถเล่นเย็น ๆ ใจในวันหยุด ใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงร้านแล้ว ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ก็ยูเทิร์นนิดนึง มองเห็นป้ายร้านชัดเจนตรงทางเลี้ยว ขับขึ้นสะพานข้ามคลอง ยังไม่ทันได้ลงสะพานก็มองเห็นร้าน และรถจอดเรียงรายเป็นแถวยาวแล้ว นอกจากลูกค้าที่ขับรถมากันแล้ว ก็ยังมีลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพปั่นจักรยานกันมาพอสมควร

Montreux café and farm อ่านว่า มองเทรอส์ คาเฟ่ แอนด์ ฟาร์ม เป็นร้านกาแฟไอเดียใหม่ที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ ด้วยการผสมผสาน 2 บรรยากาศไว้ในพื้นที่เดียวกัน เดินผ่านประตูไม้สุดหรูบานใหญ่เข้าไปก็จะพบอาคารหลักเป็นเรือนกระจกติดฟิล์มดำ หลังคาทรงสูง ภายในติดแอร์เย็นฉ่ำ มีเก้าอี้โซฟาหลายชุดไว้ต้อนรับหรืออยากนั่งเคาน์เตอร์ชมวิวก็ได้ พนักงานและบาริสต้าแต่งชุดดำหรูไว้คอยบริการ มีเครื่องดื่มมากมาย ของว่างและอาหารราคาไม่แพง แก้วละ 50-60 บาทเท่านั้น ผู้เขียนไม่ถนัดกาแฟนะครับ เลยขอข้ามไปเล่าบรรยากาศด้วยภาพแทนนะ

โต๊ะกาแฟไอเดียเก๋ ใช้บานหน้าต่างเพนท์สี

ลูกค้าสามารถสั่งกาแฟและอาหารตรงโซนนี้แล้วพนักงานจะให้หมายเลขมา เราก็ไปเลือกมุมนั่งรออาหารและเครื่องดื่มตามชอบใจ ด้านหลังอาคารนี้ก็จะมีพื้นที่ให้นั่งอีกหลายจุด มีผนังน้ำตกไว้ปรับบรรยากาศให้เย็น ๆ ใจ ต้นไม้เล็กใหญ่ตกแต่งไว้สวยงามให้เป็นมุมถ่ายรูป ถัดจากโซนนี้จะเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นห้องน้ำชาย-หญิง

 

เดินเลยจากโซนนี้จะเป็นโซนนาแล้วครับ ที่เป็นจุดขายของ มองเทรอส์ คาเฟ่ แอนด์ ฟาร์ม เพราะพื้นที่ตรงนี้กว้างขวางมาก มองเห็นหลังคาโบสถ์ของวัดใกล้ ๆ นั้นเป็นฉากหลัง ตรงโซนนี้ก็จะมีอาคารหลักเช่นกัน มีเครื่องดื่มและอาหารว่างไว้บริการเช่นกัน แต่จะไม่มีตัวเลือกให้มากเหมือนอาคารด้านหน้า

ตรงนี้ก็มีบึงน้ำขนาดย่อม มีเรือให้พายเล่น มีต้นไม้กลางน้ำที่สร้างเพิงยกพื้นสองชั้นไว้ให้ไปถ่ายรูปเล่นกัน ข้ามจากบ่อน้ำนี้ไปก็เป็นนาแบ่งเป็นล็อก ๆ หลายล็อก แต่ละล็อกมีเพิงใหม่เล็ก ๆ ไว้ให้ลูกค้านั่งเล่นนอนจิบกาแฟเล่น บางเพิงก็มีฟูกหมอนให้ด้วย ใครไปก่อนก็ได้จองก่อน นอนเล่น ๆ อิ่ม ๆ แต่อาจจะมีหลับจริงก็ได้

นอกจากเพิงก็ยังมีมุมเล็ก มุมน้อย มีเนินดินที่ตกแต่งน่ารักไว้ให้ถ่ายรูปได้ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ต้นข้าวกำลังเขียวจัด ก็เลยได้ภาพต้นข้าวสีสวย ๆ มีหุ่นไล่กามาเป็นพรอบด้วย นอกจากโซนนาแล้ว ก็มีพื้นที่เกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ ไว้ให้ไปเยี่ยมชมหรือศึกษาการทำเกษตรพื้นบ้าน เป็นร้านกาแฟทีได้ทั้งการพักผ่อนจิบกาแฟ และเซลฟี่กับทุ่งนาขนาดย่อม ๆ เป็นอีกตัวเลือกในวันพักผ่อนที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ครับ

ปั่นจักรยานมาก็ได้นะ

Montreux café and farm (มองเทรอส์ คาเฟ่ & ฟาร์ม)

  • ตำบล บึงศาล อำเภอองครักษ์ นครนายก 26120
  • เปิดบริการ อังคาร -อาทิตย์ เวลา 09:00–19:00 ปิดทุกวันจันทร์
  • ติดต่อ 087 979 7341
  • Facebook Montreux cafe

มุมกระจุ๊กกระจิ๊กภายในร้าน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] KAAN SHOW งานโชว์ระดับโลกบนผืนแผ่นดินไทย ขอยกนิ้วให้ โดนใจเต็มๆ

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

Published

on

By

ไปชมมาแล้ว!!! 

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

KAAN presented by SINGHA CORPORATION หรือผมขอย่อ ๆ ว่า KAAN SHOW เป็นการแสดงประกอบแสงสีเสียงภายใต้การสนับสนุนของ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผ่านการบริหารของ บริษัท ปัญจลักษณ์พาสุข จำกัด ร่วมกับการสร้างสรรค์จากหลายทีมคุณภาพที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน โดยโต้โผหลักเรื่องการเล่าเรื่องก็ได้มือหนึ่งของไทยอย่าง จีดีเอช ค่ายหนังอารมณ์ดีฝีมือแรงซึ่งแฟน ๆ ทั้งแฟนหนัง ทั้งแฟนซีรีส์ไทยต่างมั่นใจในฝีมืออยู่แล้ว ซึ่งมาแล้วก็ไม่ได้มาแบบกั๊ก ๆ เพราะส่งโปรดิวเซอร์หัวใหญ่อย่าง พี่สิน – ยงยุทธ ทองกองทุน ที่เคยมีผลงานละมุนใจอย่าง สตรีเหล็ก กับ ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว และผู้กำกับมากฝีมือที่พูดถึงหนังเน้นเอฟเฟ็กต์ตอนนี้เขาอาจเป็นเบอร์หนึ่งของไทยไปแล้วก็ว่าได้ อย่าง กอล์ฟ – ปวีณ ภูริจิตปัญญา ซึ่งมีผลงานการันตีมาทั้ง บอดี้ ศพ19 และ สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย) กับ ห้าแพร่ง (ตอน หลาวชะโอน) ที่พัฒนาด้านการใช้เทคนิคพิเศษจนเนียนตาขึ้นเรื่อย ๆ เลยทีเดียว

ส่วนด้านการแสดงและโชว์นั้นก็ได้มือเอกอย่าง คุณ บอย – ถกลเกียรติ วีรวรรณ บอสใหญ่แห่งค่าย Scenario ที่ผ่านงานโชว์และละครเวทีจนเป็นเบอร์หนึ่งของไทยตอนนี้ ได้ส่งทีมมาช่วยดูแลบริหารทีมงานและทีมนักแสดง นอกจากนี้ยังมีผู้อยู่เบื้องหลังการแสดง ซึ่งเป็นมืออาชีพฝีมือดีจาก เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ อย่าง คุณอ้า-สันติ ต่อวิวรรธน์ และ คุณรุ้ง-ปริญญา ต้องโพนทอง มาร่วมเป็นผู้กำกับร่วม (Co-Director) และยังมีทีมนักเต้นมือรางวัลระดับเอเชียและระดับโลกชาวไทยอีกหลายชีวิตทั้งแนว บีบอย, ป๊อปปิ้ง, ฟรีรันนิ่ง ร่วมด้วยศาสตร์ชั้นสูงอย่าง โขน, บัลเลต์ และศิลปะการต่อสู้ประยุกต์ด้วย

และเมื่อพอเอาความสามารถของเฮดทีมสร้างดังที่ได้กล่าวมา มาเล่าเรื่องในงานแฟนตาซีอย่าง KAAN SHOW มันก็กลายเป็นความเข้ากันที่ไม่น่าเชื่อ เพราะนอกจากความลุ้นระทึกและตื่นตาตื่นใจ มันยังก่ออารมณ์ร่วมแบบดราม่าเพื่อนตาย ให้เราผูกพันไปกับตัวละครได้ตลอด 90 นาทีจนต้องใช้คำว่า ตกหลุมรักเลยล่ะ ซึ่งอันนี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพราะตอนก่อนเข้าไปดูโชว์ผมก็สำรวจของที่ระลึกว่ามีอะไรบ้าง แต่คือมันก็ไม่ได้สนใจจะซื้อเลยนะ แต่พอออกจากโรงละครเท่านั้นล่ะ มองอะไรมันก็มีแต่ความประทับใจที่เพิ่งดูไปทั้งนั้นเลย จนสุดท้ายก็สอยมาครองสองสามชิ้นจนได้ ที่จะบอกคือโชว์ที่ดีมันจะมีพลังชักจูงใจเราถึงขนาดนั้นเลยล่ะครับ

ชุดนี้ล่ะครับ ที่ผมโดนไป

จุดขายตั๋วที่สร้างธีมห้องสมุดตามฉากแรกของโชว์เลย สวยมากครับ คุมธีมทุกส่วนจริงๆ

ตรงนี้พี่สินได้ให้คำจำกัดความของโชว์ไว้ว่าคือ A Spectacular Cinematic Live Experience (ประสบการณ์รับชมการแสดงสดที่ผสมผสานเทคนิคระดับโลก เข้ากับภาพยนตร์และการแสดงสดบนเวที) ซึ่งผมว่าก็ไม่ได้โม้เกินไปครับ อันนี้ต้องบอกส่วนตัวก่อนเลยว่าคาดหวังไว้มากเหมือนกันครับ เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบดูโชว์ลักษณะนี้อยู่เป็นทุนเดิมด้วย ตอนที่ เซิร์ค ดู โซเลย์ คณะกายกรรมระดับโลกมาจัดแสดงที่ไทย ผมก็ไม่พลาดที่จะไปชม และคาดหวังว่าไทยเองก็น่าจะมีโชว์ที่ได้มาตรฐานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันได้แน่ ๆ ครั้งนี้จึงเป็นทั้งอารมณ์ร่วมลุ้นและเชียร์อยู่ลึก ๆ สำหรับโชว์ของไทยที่จะใช้มาตรฐานการแสดงระดับโลกอย่าง KAAN SHOW ครับ

จะได้เห็นอะไรบ้างใน KAAN SHOW

KAAN SHOW ใช้เรื่องราวในวรรณคดีไทย 6 เรื่องดัง ที่คนไทยรู้จักกันดี ทั้งยังมีความแฟนตาซีเหมาะกับการสื่อสารให้ชาวต่างชาติเข้าใจโดยง่ายด้วย ทั้ง พระอภัยมณี, พระสุธน มโนราห์, นางมณีเมขลากับรามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และ รามเกียรติ์  โดยแต่ละเรื่องก็ยกเฉพาะช่วงฉากแอ็คชั่นสำคัญ แบบคัดไฮไลต์มาเลยไม่เยิ่นเย้อ ทำให้เรื่องดูสนุกตื่นเต้นตลอดเวลาของโชว์กว่าชั่วโมงครึ่งครับ

และการที่จะร้อยเรียงวรรณกรรมเหล่านั้นมาให้ชมอย่างไม่ขัดเขิน ก็ได้รับการปรุงด้วยสูตรแฟนตาซี อย่างหนังอย่าง จูแมนจี้ หรือพวกหนังที่ตัวเอกหลุดไปอีกมิติซึ่งเราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ปาน เชื่อว่าคนทั้งโลกดูเข้าใจโดยแทบไม่ต้องมีคำพูดบทสนทนาใด ๆ มาช่วยเล่าเลย เมื่อ คาน เด็กหนุ่มได้เข้ามาในห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือโบราณมากมาย และบังเอิญพบลูกกุญแจประหลาดในหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่มีชื่อของเขาอยู่บนปก ทันใดนั้นก็เกิดแสงประหลาดขึ้น! แล้วรูปปั้นลิงมีปีกนามว่า กบิลปักษา ที่ตั้งอยู่ในห้องสมุดก็กลับกลายร่างเป็นตัวจริง เสียงจริง!! แถมยังพุ่งตรงมายื้อแย่งกุญแจจากมือของคานด้วย!!! ด้วยความตกใจคานจึงพลั้งทำลูกกุญแจหลุดมือจนแตกกระจายออกเป็น 5 ส่วน หายไปในมิติแห่งโลกวรรณคดี ส่วนคานและกบิลปักษาก็ถูกประตูมิติที่เปิดขึ้นนั้นดูดหายตามไปด้วย!!!

หนทางกลับบ้านของคู่หูคู่กัดที่เพิ่งมาเจอกันและต้องร่วมมือกันอย่างเสียไม่ได้นี้ จึงคือการช่วยเหลือเหล่าตัวละครเอกในวรรณกรรมแต่ละเรื่อง เพื่อสะสมชิ้นส่วนกุญแจกลับคืนมาประกอบเพื่อเปิดประตูมิติกลับยังโลกปัจจุบันอีกครั้งนั่นเอง!!!

จุดเด่นของฉากเปิดเรื่อง หรือชื่อชุดการแสดงว่า มิติวรรณคดี (The Book and the Key) นี้ อยู่ตรงการที่เราจะได้เห็นการใช้ระบบไฮโดรลิกต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในพื้นที่การแสดงทั้งพื้นด้านล่างและฉากด้านหลังทั้งกลางหลังซ้ายขวา เราได้เห็นกลไกของฉากที่ไม่ได้มาตั้งโชว์กันนิ่ง ๆ แต่สามารถเคลื่อนเข้าออกและมีลูกเล่นเคลื่อนไหวในตัวเองได้ ทั้งยังโชว์ให้เห็นการใช้เทคโนโลยีการฉายภาพแบบ High Definition Projection Mapping ลงบนพื้นหลังขนาดใหญ่ยักษ์แทนจอภาพยนตร์ ส่วนงานภาพนั้นที่ได้รับการออกแบบซีจีต่าง ๆ อย่างสมจริงโดย ตุลย์ – วีรภัทร ชินะนาวิน จากบริษัทอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกชั้นนำของไทยอย่าง RIFF Studio ที่เคยร่วมงานกับค่ายระดับโลกอย่าง Pixar Animation Studio มาแล้วด้วย ส่วนบ้านเราน่าจะเห็นฝีมืออนิเมทของเขามาแล้วจากหนังไทยอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ นั่นเองครับ

ภาพคอนเซ็ปต์อาร์ทโปรเจ็กชั่นแมปปิ้งกับการใช้สลิง

แถมในช่วงท้ายเรายังจะได้เห็นการท่องข้ามมิติ ที่ใช้สลิงและระบบรอกชัก ทำให้นักแสดงร่วงหล่นและโบยบินกลางอากาศได้ทั่วทั้งโรงละครราวกับเหาะเหินได้จริง ๆ ตรงนี้ต้องปรบมือให้เทคนิคพิเศษจาก สุเทพ จับสี แห่ง บ้านริกสตูดิโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านรอกและสลิงตลอดจนสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ในหนังและโชว์การแสดง ต่างๆ อันดับหนึ่งของไทยด้วยครับ

และอีกอย่างที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เพลงประกอบที่ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ห่อคลุมอบอวลในโรงละครนั้น ก็ได้มือฉมังอย่าง ป้อ – ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ นักแต่งเพลงสกอร์ ที่มีผลงานติดหูอย่างสกอร์หนังร้อยล้านเรื่อง นางนาก เวอร์ชั่นของ นนทรีย์ นิมิบุตร และหนังไทยอีกหลายต่อหลายเรื่องด้วยครับ

ผีเสื้อพิโรธ (The Wrath of the Sea Giantess) จากเรื่อง พระอภัยมณี

วรรณคดีเรื่องแรกที่คานและกบิลปักษาเดินทางมาถึง หลังจากตกลงมากลางหลังม้านิลมังกรที่สุดสาครบินผ่านมาพอดี ก็คือฉากการพบกันของเหล่ากองเรือของพระอภัยมณี กับจอมปีศาจแห่งท้องทะเลอย่างนางผีเสื้อสมุทรที่ดุร้ายคลุ้มคลั่งสุด ๆ แล้วตัวเอกของเราทั้งสองก็ลงมาได้จังหวะดีเสียด้วยเพราะเพียงตกมาบนเรือของพระอภัยมณีไม่นาน ก็ป๊ะเข้ากับนางยักษ์ทันทีเลย งานนี้ก็สนุกกันล่ะ

จุดเด่นของฉากนี้คือการโชว์พลังของเหล่านักกล้ามจากทีม Street Workout ที่เคยผ่านเวทีประกวดชื่อดังระดับเอเชียอย่าง Asia’s Got Talent ซีซั่นแรกมาแล้ว โดยจะเน้นการปีนป่ายและโชว์ท่าบนบาร์โหนต่าง ๆ ได้อย่างตื่นตาตื่นใจทีเดียว ทั้งยังเป็นการให้ผู้ชมได้ตื่นตะลึงกับการใช้สลิงอย่างผาดโผนราวกับตัวละครบินไปได้ทุกทิศทางในฉาก แม้แต่ถลามาอยู่ตรงหน้าที่นั่งคนดูแบบห่างกันแค่มือเอื้อมถึงเลยทีเดียว (แต่อย่าไปคว้านักแสดงจริง ๆ นะครับ)

นอกจากนั้นการฉายโปรเจกชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของตัวละครนางผีเสื้อสมุทรขนาดยักษ์ ลงไปในฉากการแสดงทั้งฉากด้านหลังและพื้นเวทีด้านล่าง ซึ่งอ่านในคู่มือบอกว่ากว้างถึง 1500 ตร.ม. และแค่ฉากด้านหลังก็ใหญ่เท่าขนาดจอไอแม็กซ์ถึง 3 จอต่อกันเลยด้วยครับ (ตอนก่อนโชว์เริ่มคิดว่าไม่ใหญ่มาก แต่พอเห็นของจริง นักแสดงไปยืนในฉากดูตัวเล็กไปเลยครับ) ทำให้ภาพดูอลังการมาก และการอนิเมทและดีไซน์ของ RIFF Studio นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ครับ นางยักษ์ทำออกมาได้สมจริงและน่าสะพรึงกลัวมาก พอผสมกับการแสดงจริงของเหล่าตัวละครและเรือสำเภาลำเท่าของจริงที่แล่นอยู่ในฉาก ประกอบกับเอฟเฟ็กต์พวกฟ้าร้องน้ำทะเลปั่นป่วน เลยกลายเป็นความตื่นเต้นแบบเอาเราอยู่ ตั้งแต่แรกพบเลยครับ

ปราโมทย์หิมพานต์ (The Colours of Himmavanta) จากเรื่อง พระสุธน มโนราห์

วรรณคดีเรื่องต่อมา เราจะได้พบกับฉากสีสะท้อนแสงแปลกตา ดั่งยกป่าหิมพานต์มาพร้อมเหล่าสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดนานาชนิดเดินกันให้ขวักไขว่ แน่นอนว่าย่อมรวมถึงเหล่ากินรีที่จะโบยบินลงมาทักทายผู้ชมด้วย แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันครับ เหล่าพรานวายร้ายได้แอบมาใช้บ่วงนาคบาศก์คว้าจับตัวเหล่ากินรีไป แถมยังคว้าติดกบิลปักษาไปกับเขาด้วย ร้อนถึงคานต้องออกไปช่วยถึงรังเหล่านายพรานผู้ชำนาญการใช้ไฟทีเดียว

จุดเด่นนอกจากฉากที่ใช้สีสะท้อนแสงสร้างโลกมหัศจรรย์ขึ้นด้วยลวดลายแปลกตาแล้ว เรายังได้เห็นเทคนิคการสวมชักหุ่นกลของเหล่าสัตว์หิมพานต์นานาชนิดที่พิศดารไม่เบาครับ ส่วนกินรีก็ไม่ใช่เพียงห้อยโหนไปมาเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีการโชว์กายกรรมแบบ Aerial Acrobatics หรือการโหนห่วงหรือผ้า อย่างสวยงามราวกับปีกของกินรีพริ้วสไว ระคนลุ้นเสียวไปกับผู้แสดงที่ถูกยกสูงขึ้นไปราวตึกสี่ห้าชั้นโดยมีเพียงผ้าผืนเดียวให้ยึดเกาะด้วย

ส่วนฉากรังโจรเราจะได้เห็นโชว์ระบำกระบองไฟที่ผสมกับโปรเจกชั่นซีจีเหมือนเหล่าพรานใช้เวทมนต์ได้เท่มาก ๆ ด้วยครับ ในช่วงป่าหิมพานต์นี้ความหวือหวาตื่นเต้นอาจไม่เท่าผีเสื้อสมุทร แต่ขอบอกว่าความสวยงามของโลกหิมพานต์นี่ยกให้ฉากนี้เป็นที่หนึ่งเลยครับ

อสุนีมารโรมรัน (The Chase of Lighting) จากเรื่อง เมขลากับรามสูร

คานและกบิลปักษาหลังจากได้ชิ้นส่วนกุญแจมาแล้ว 2 ชิ้น จากการช่วยปราบผีเสื้อสมุทรและช่วยเหล่ากินรีจากพรานป่า คราวนี้ก็ต้องโผล่มากลางวงล่าของรามสูรยักษ์สายฟ้า ที่ไล่หวดวิมานลอยของสองนางฟ้ามณีเมขลาอย่างน่าตื่นเต้น

จุดเด่นของฉากนี้ที่ต้องดูเลยครับ คือ การจำลองฉากกลางท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆที่กำลังครืนครั่นไปด้วยฟ้าฝนคะนอง กายกรรมห้อยโหนบนบาร์ทรงกลมของสองนางฟ้าที่ตื่นตา แถมไฮไลต์ที่ต้องร้องอู้หูเลย ก็คือการนำอุปกรณ์ที่เรียกว่า Tesla Coil มาสร้างสายฟ้าจริง ๆ ซึ่งในคู่มือบอกว่ามีแรงดันสูงถึง 1 ล้านโวลต์ (แค่ไฟบ้าน 220 โวลต์เราก็แย่แล้วนะถ้าโดนช็อต) คือเป็นทั้งความสวยงามที่เราได้เห็นประกายไฟฟ้าแปลบปลาบเหมือนในหนัง แต่มาอยู่ต่อหน้าเราจริง ๆ คนดูที่นั่งหน้าสุดคงมีเสียว ๆ บ้าง แต่เอาจริง ๆ ค่อนข้างอยู่ไกลเลยล่ะครับระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดีเลย ตอนนี้กลับไปหวาดเสียวแทนนักแสดงที่ต้องอยู่ท่ามกลางแรงดันไฟฟ้ามากขนาดนั้นไปเสียมากกว่าอีก คือชอบในความช่างคิดที่หาไฮไลต์ให้กับแต่ละฉากได้หวือหวาตลอดของทีมสร้างเลยครับ สมแล้วที่กอล์ฟผู้กำกับบอกว่าไปตระเวนดูโชว์หาไอเดียมาทั่วโลกเลย

เดิมพันรจนา (The Wager for the Ivory Kingdom) จากเรื่อง สังข์ทอง

หลังจากเน้นความระทึกแล้วก็สับอารมณ์มาแนวสวยแบบตรึงตราอีกครั้งครับ ผมว่าเขาวางไลน์อารมณ์คนดูได้ดีนะไม่น่าเบื่อเลย ตื่นเต้นสลับกับเพลินตา รอบนี้คานและกบิลปักษาได้ตกลงมายังพิธีเลือกคู่ของเหล่าพระธิดาของเจ้าครองนคร ตรงนี้เราจะได้เห็นการจัดขบวนขันหมากหน้ากากแฟนซีของเจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ รวมถึงเจ้าเงาะป่าของเราด้วย โดยแต่ละขบวนก็ดึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมแต่ละภาคของไทยมาดีไซน์ใหม่ได้อย่างลงตัวครับ ดูโมเดิร์นและแฟนตาซีไม่ดูเก่าคร่ำครึเลย ไม่ว่าจะเป็นผีตาโขน กลองยาว มโนราห์ กลองสะบัดชัย เป็นต้น ตรงนี้เราจะได้เห็นรายละเอียดของการออกแบบชุด โดย เต้ – ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์ และ ยุ่ย – พิสิฐ จงนรังสิน แห่ง Tube Gallery ที่เคยฝากผลงานมาแล้วทั้งการออกแบบชุดในการแสดงพิธีเปิดซีเกมส์  2015  และเคยได้รับรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม จากเวที Straits Time Life! Theatre Awards 2012 มาแล้วด้วย

ส่วนเจ้าเงาะของเราก็มากับธีมแก๊งตัวตลกในชุดโขนประยุกต์ ที่ต้องโชว์แบทเทิลกับช้าง ใช่ ผมกำลังพูดถึงช้างจริง ๆ เดินผ่านที่นั่งผู้ชมเข้าไปสู่เวทีการแสดงเลย ตรงนี้ถือว่าเซอร์ไพร้สนะครับเนี่ย คือดูโชว์เดียวเราได้กลิ่นไทยแบบเต็ม ๆ แบบที่ไม่ได้ยัดเยียดและประยุกต์มาได้ร่วมสมัยลงตัวมาก แถมการแบทเทิลของเจ้าตัวตลกและน้องช้างก็น่ารักมาก ๆ ด้วยครับ

เหตุการณ์เข้าสู่ความตื่นเต้น หลังรจนาเลือกเจ้าเงาะบ้าใบ้ไปแล้ว ก็เกิดมีสัตว์อสูรนาม ระมาด เข้าโจมตีเมืองครับ เหล่าเจ้าชายและเจ้าเงาะต้องรุมเข้าปราบ ส่วนนี้เป็นจุดขายของตอนนี้เลยครับ เพราะเจ้าระมาดนี่เป็นการใช้หุ่นเชิดยักษ์ในรูปแบบ Gigantic Creature ที่สูงถึงเกือบ ๆ 5 เมตร และต้องใช้คนจำนวนหลายคนแบ่งกันเชิด ซึ่งการต่อสู้กับเจ้าระมาดนี่ก็ทำได้น่าตื่นตา ไม่แพ้กับพวกซีจีในตอนก่อน ๆ เลยครับ

ปราบพญาชาละวัน (The Underwater Abyss) จากเรื่อง ไกรทอง

พอฉากเปลี่ยนก็มีฟองสบู่โปรยปรายลงมาพร้อมแสงไฟที่สาดแสงในความมืด ตอนนี้ที่นั่งผู้ชมเปรียบเสมือนลงสู่ใต้เมืองบาดาลของพญาจระเข้เป็นที่เรียบร้อยครับ การแสดงเปิดตัวของตอนนี้ก็เป็นโชว์จินตลีลาในอ่างแก้วขนาดใหญ่ ของสองสาวจระเข้สุดเซ็กซี่ในชุดรัดรูปสีเนื้อที่สะกดคนดู (โดยฉพาะผู้ชาย) อยู่หมัดเลย เพราะท่วงท่าลีลากับการใช้แสงไฟขับเน้นหยดน้ำที่กระเซ็นสาดไปมาบนเรือนร่างของจระเข้สาวนั้นสวยงามมากครับ นอกจากนั้นในเรื่องนี้ยังมีการโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยสิบรุมหนึ่ง ระหว่างสมุนบาดาลกับไกรทองของเราด้วย ทำคิวสตันท์ออกมาได้เท่ดีครับ นึกถึงหนังอย่าง องค์บาก เลย

และแน่นอนว่าต้องปิดท้ายด้วยการสู้กับชาละวัน แต่ไม่ใช่ในรูปของคนมาต่อย ๆ เตะ ๆ อีกแล้วครับ ชาละวันกลายร่างเป็นจระเข้ยักษ์ที่ไล่ล่าอย่างรวดเร็วตามแพยนต์ของไกรทองที่ขณะนี้คานและกบิลปีกษาก็เกาะติดหนีตายอยู่ไม่ห่างด้วย มาในฉากนี้ได้มีการผสมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกโปรเจกชั่นในฉากผสมกับหุ่นกลไกชักขนาดใหญ่ คือไม่มีอะไรซ้ำซากและเหมือนตอนเก่า ๆ ให้หาวได้เลยครับ ดูเนื้อเรื่องก็เพลิน ดูเทคนิคก็ทึ่ง

ทศกัณฑ์อหังการ (The Cataclysm) จากเรื่อง รามเกียรติ์

ตอนแรกนึกว่าสะสมกุญแจครบก็จบกลับบ้านเสียอีก แต่เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นครับ คานยังต้องตามไปช่วยกบิลปักษาในโลกของพระรามพระลักษณ์ กับสงครามลิงปะทะยักษ์สนั่นกรุงลงกาอีก โดยตอนนี้ถือเป็นไคลแม็กส์ของเรื่องเลย มีเหตุการณ์พลิกผันไปมาหลายอย่าง โดยเป็นการผสมผสานเทคนิคจากตอนก่อนหน้าหลายอย่างมาใช้ในฉากรบนี้ นี่ยังรวมถึงหุ่นยนต์ยักษ์ ที่เรียกว่าเทคนิค State of the Art Animatronics ด้วย (แหม แค่ชื่อนี่ก็กรี๊ดแล้วครับ) เอาเป็นว่าต้องไปชมกันเองครับว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร และไฮไลต์ของตอนนี้จะเป็นอย่างไร แต่ขอบอกได้ว่า อึ้ง ทึ่ง ครับ

จบจากการแสดงอย่าเพิ่งรีบกลับครับ ตอนออกจากโรงละครเหล่านักแสดงและตัวละครจะออกมายืนให้เราเข้าแถวถ่ายรูปคู่ด้วย แนะนำว่าชอบตัวไหนให้ลองถามเจ้าหน้าที่แล้วไปต่อแถวรอตรงนั้นเลยครับ เพราะแต่ละตัวจะยืนแยกกันคนละมุมครับ ส่วนคานและกบิลปักษานั้นจะอยู่บริเวณฉากภาพวาดคานที่ตรงกลางโถงเลยครับ

ความตื่นตาของ KAAN SHOW ยังไม่ได้จบแค่ในโรงนะครับ

เพราะเมื่อออกมาจากอาคารจะเลือกนั่งรถไฟฟ้ารับส่งไปยังลานจอดรถเลย หรือจะเดินมาถ่ายรูปเล่นก็กำลังดีเลยครับ เพราะเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะมากในการถ่ายรูปด้านหน้าโรงละคร SINGHA D’LUCK Cinematic Theatre (สิงห์ ดีลักษณ์ ซีเนมาติก เธียเตอร์) ที่ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชั้นนำอย่าง ประภากร วทานยกุล และ ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร แห่ง บริษัท สถาปนิก A49 จำกัด ที่มีผลงานอย่างอาคารมหิดลสิทธาคาร ที่ใครได้ไปชมออร์เคสตร้าที่นี่คงเคยเห็นความอลังการมาแล้ว สำหรับโรงละครนี้ได้ใช้แนวคิดที่ว่า โรงละครลอยแห่งแรกของโลก (The World’s First Levitating Theatre)

รูปคอนเซ็ปต์อาร์ท

ตอนดูรูปถ่ายทีแรกก็ตกใจเหมือนกันครับว่า สร้างยังไงให้ลอยอยู่ได้ แต่พอไปชมของจริงก็ต้องปรบมือให้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้กระจกเงาสะท้อนภาพวิวฝั่งตรงข้าม จนเหมือนว่าชั้นล่างนั้นหายไปครับ เรียกว่าใช้เทคนิคการแสดงมายากลระดับโลกสร้างภาพลวงตาตั้งแต่ตัวอาคารจัดแสดงเลยทีเดียว และถ้าสังเกตดี ๆ ด้านบนนั้นก็ไม่ใช่เพียงกระจกสีแปะ ๆ เอาไว้เฉย ๆ เท่านั้นนะครับ เพราะยังมีการใช้เทคนิค Kinetic façade แผ่นอลูมิเนียมสีทองที่พลิวไหวปลิวขยับตามแรงลม ให้ออกมาเหมือนกลุ่มเมฆที่เคลื่อนตัวตลอดเวลาด้วย (โหหหห) คือแค่ยืนมองเฉย ๆ นี่ยังเพลินเลยครับ

ถ้าโชคดี ก็จะเจอตัวตลกมาเล่นมาถ่ายรูปด้วยครับ

 

แถมทริกวางแผนรับชมโชว์และการถ่ายรูป จากประสบการณ์ตรงนิดครับ

ตรงนี้แนะนำเลยครับสำหรับใครที่จะมาเน้นถ่ายรูปด้วย คำแนะนำก็คือการแสดงของ KAAN SHOW นั้น จะหยุดวันจันทร์ ส่วนวันอังคาร พุธ และพฤหัสนั้น จะมีแสดงเพียงรอบเดียวคือเวลา 17.00 น. แต่สำหรับวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จะจัดแสดงสองรอบต่อวันคือ รอบ 17.00 น. และ 20.30 น.

ดังนั้นถ้ามาดูรอบ 17.00 น. เราจะสามารถถ่ายรูปก่อนเข้าชมในช่วงที่เป็นกลางวันได้ ช่วงนี้ตัวอาคารจะสะท้อนภาพเมฆและท้องฟ้าเหมือนลอยอยู่จริงเลยครับ และพอออกมาจากการชมโชว์ก็จะเริ่มมืดพอดี ตอนนี้ตัวโรงละครจะย้อมไฟเปลี่ยนสีได้โรแมนติกสุด ๆ ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่งเลยครับ

แต่ถ้าท่านไหนมาดูรอบค่ำ ก็อยากให้มาเร็วสักหน่อยช่วงห้าโมงเย็นนิด ๆ ด้านหน้ายังสว่างอยู่และคนจะยังไม่มากด้วยก็จะได้ถ่ายฉากกลางวันสวย ๆ ก่อน แล้วจะไปนั่งรอทานอาหารที่ เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ พัทยา ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันรอเวลาก็ได้ แต่หากยังไม่หิวจะเดินดูร้านของที่ระลึกในบริเวณที่ขายตั๋วก็ได้ครับ เพราะนอกจากจะมีสินค้าจากโชว์แล้วยังมีสินค้าจาก GDH ให้แฟนหนังเข้าไปเลือกชมด้วยครับ แล้วค่อยออกมารอถ่ายฉากกลางคืนตอนค่ำ ๆ อีกทีก็จะได้ครบทั้งสองวิว และถ้ายังไม่ได้ทานข้าวเพราะถ่ายรูปกับชมของที่ระลึกจนเพลิน กลัวจะเข้าไปชมโชว์แล้วหิว ด้านในโรงละครบริเวณโถงทางเข้าก็ยังมีร้านขายอาหารทานเล่นที่สามารถนำเข้าไปทานในโรงละครได้เลยด้วยครับ สบายหายห่วง สงสัยตรงไหนมีเจ้าหน้าที่ยืนประจำแทบทุกจุดครับ สอบถามได้เลย

สำหรับข้อมูลการเดินทาง รอบการแสดง ตลอดจนค่าเข้าชมและโปรโมชั่นที่จัดกันไม่อั้นทั้งค่าเข้าชมและค่าอาหาร ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย http://kaanshow.com/th หรือ https://www.facebook.com/KAANShow กระซิบว่าช่วงเดือนกรกฎานี้ยังมีโปรโมชั่นลดราคาค่าเข้าชม ที่ลดให้สูงสุดถึง 40% เลยทีเดียว ไปศึกษาโปรโมชั่นดูได้ครับ ใครสนใจก็รีบตีตั๋วเดินทางไปชมกันเลยครับ รับรองไม่ผิดหวังเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

What The Fact พาเที่ยวช่างชุ่ย (รูปเยอะนะครับ)

กำลังเป็นที่สนใจในโลกโซเชี่ยลขณะนี้เลยครับ มีบทความหลาย ๆ ที่ลงแนะนำตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการ พอเปิดบริการก็ยิ่งดังเพราะคนโพสต์บ่นกันระงมเรื่องเหตุที่ทำให้รถติดยาวกันเป็นกิโล เรามาดูกันว่าในช่างชุ่ยมีอะไร ทำไมคนกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกันนัก

Published

on

กำลังเป็นที่สนใจในโลกโซเชี่ยลขณะนี้เลยครับ มีบทความหลาย ๆ ที่ลงแนะนำตั้งแต่ยังไม่เปิดบริการ พอเปิดบริการก็ยิ่งดังเพราะคนโพสต์บ่นกันระงมเรื่องเหตุที่ทำให้รถติดยาวกันเป็นกิโล เรามาดูกันว่าในช่างชุ่ยมีอะไร ทำไมคนกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกันนัก

  • ช่างชุ่ยคือ :  สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ย่านฝั่งธน ที่รวมไปด้วย ร้านอาหาร คลับ บาร์ ฟู้ดทรัค คิออสและร้านค้าขายอาหาร ขนม และของจุกจิก ร้านกาแฟ โรงหนังขนาดเล็ก พื้นที่สำหรับแสดงโชว์ และงานศิลปะ ไม่มีค่าผ่านประตู เข้าฟรีครับ
  • พื้นที่ : อ่านมาเขาบอกว่า 11 ไร่ แต่ประมาณด้วยสายตาแล้วไม่น่าถึงหรอก
  • เจ้าของโครงการ : คุณ ลิ้ม สมชัย ส่งวัฒนา เจ้าของแบรนด์ “ฟลายนาว” มีเอาท์เลตฟลายนาวด้วยนะ
  • จุดเด่น : เครื่องบินลำใหญ่ จอดอยู่กลางลานวงกลม และอาคารเล็กใหญ่หลายสิบหลังที่เอกลักษณ์คือสังกะสีขึ้นสนิม เหล็กเก่า ไม้เก่าสีลอก ๆ ที่มาปะติดปะต่อขึ้นเป็นอาคารต่าง ๆ ถึงแม้สร้างจากวัสดุเก่าเหลือใช่แต่การสร้างสรรค์ผสมผสานกับของตกแต่งที่ดูขัดกันทำให้แปลกตาและดูแพงไปได้
  • ช่างชุ่ยอยู่ที่ : พื้นที่ตรงกลางระหว่างถนนสิรินธรและถนนเลียบทางด่วนศรีรัช ถ้าข้ามสะพานต่างระดับมาจากถนนบรมราชชนนีพอลงถนนสิรินธรก็รีบมองซ้ายมือเลย อยู่เยื้อง ๆ กับโรงพยาบาลหูตาคอจมูกปาก ถ้ามาจากปิ่นเกล้าหรือบางพลัด ก็ต้องไปยูเทิร์นตรงสายใต้เก่ายูกลับมาก็มองซ้ายมือเลย ถ้ามาแท็กซี่ก็ลงที่ประตูฝั่งนี้เลย แต่ถ้าขับมาเองเห็นช่างชุ่ยบนถนนสิรินธรก็แค่นั้น เพราะเข้าไม่ได้ ต้องไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางซอยสิรินธร 4 แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีวิ่งตรงไปสัก 500 เมตร ถึงจะเจอช่างชุ่ยประตู 2 ก็ต้องหาที่จอดรถกันริมถนนแถวเนี้ยแหละ
  • เวลาเปิด-ปิด : โซนแรก / ฟู้ดคอร์ต ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของกระจุกกระจิก เปิด 11:00 – 23:00   โซนสอง / ร้านอาหาร ร้านขายของ ร้านเสื้อผ้า ฟู้ดทรัค คลับ บาร์  โรงหนัง เปิด  16:00 – 23:00

คำแนะนำ

  • ช่างชุ่ยไม่มีพื้นที่ให้จอดรถ ควรไปรถแท็กซี่ ถ้าขับไปเองก็ต้องจอดกันตามข้างถนนนะครับ คือเลี้ยวเข้าถนนเลียบทางด่วนศรีรัชหรือ ถนนโลคัลโรดเลียบทางรถไฟนั่นแหละ เลี้ยวมาก็ต้องหาที่จอดเลย ยิ่งบ่ายรถยิ่งจอดกันยาวเป็นกิโล อีกหนึ่งทางเลือกคือพอเลี้ยวเข้าซอยสิรินธร 4 แล้วเจอถนนเลียบด่วนศรีรัชอยู่ข้างหน้าไม่ต้องเลี้ยวซ้ายไปทางช่างชุ่ย แต่เลี้ยวขวาไปสถานีรถไฟบางบำหรุแทน ช่างชุ่ยติดต่อสถานีรถไฟไว้แล้วให้ลูกค้ามาจอดรถที่นี่ได้ ที่จอดรถเยอะแยะเลยที่นี่ แล้วก็จะมีสองแถวคันใหญ่บริการรับ-ส่งฟรี ก็สะดวกดีนะ
  • อย่าไปแต่เช้า แต่บ่ายเลย ไปเก้อมาแล้ว ร้านส่วนใหญ่เปิด 16:00 น. นะ เห็นภาพตอนกลางคืนแล้วสวยกว่า ร้านอาหาร ร้านขายของ มาเปิดกันตอนเย็นทั้งนั้นเลย สปอตไลท์สีสัน ส่องกันสวยงาม
  • ถ้าไปถ่ายรูป แต่งสีสันสด ๆ ไปนะ เพราะจะเจอแต่ผนังสังกะสีและไม้เก่า ๆ
  • อาหารไม่แพง แต่ร้านกาแฟน่ะราคาดุเดือดกว่า
  • มีพื้นที่เปิดให้เช่าอีกมาก ที่ยังว่างอยู่ ช่างชุ่ยเพิ่งเปิด ร้านยังมาลงไม่เต็ม รออีกหน่อยก็ได้

ถนนเลียบด่วนศรีรัชครับ ต้องจอดกันแบบเนี้ย กินไป 1 เลน ถ้าขยันเดิน ก็จอดยาวกันเป็นกิโล สาเหตุที่ชาวบ้านเขาด่ากัน

ประตูทางเข้าช่างชุ่ยด้านถนนสิริธร

แลนด์มาร์คตัวแรกของช่างชุ่ย ตัวอะไรไม่รู้ แต่เข้ามาก็เจอเลย ใครมาก็ต้องถ่ายคู่กะตัวนี้

แผนที่ช่างชุ่ยครับ สีเขียวคือโซนที่เปิดตั้งแต่ 11:00 น. ที่เหลือเปิด 16:00 น. ฉะนั้นมาเย็น ๆ เหอะ

ตามคอนเซ็ปต์ที่เขาว่า เป็นดินแดนที่ส่งเสริมงานศิลปะ ก็ต้องมีงานแสดงศิลป์ตามนี้

“แดกดิ้น”ครับ ฟู้ดคอร์ตอาคารใหญ่ในช่างชุ่ย มีไอเดียเก๋ตั้งแต่บู๊ตแลกคีย์การ์ดเลย เป็นเคาน์เตอร์แบบเดียวกะโรงรับจำนำ

หน้าตาคีย์การ์ดครับ มีปิ่นโตห้อยมาให้เกะกะเล่น

อาหารทุกเมนูใส่มาในจานสังกะสีตราไก่ ให้อารมณ์ย้อนยุค

นอกจากอาคารที่ประกอบจากวัสดุแปลกตา ลูกเล่นอีกอย่างของช่างชุ่ยคืองานศิลปะประดับหัวเสา

“แดกดิ้น”มองจากชั้น 2 งานศิลปะประดับที่นี่จะเน้นคอนเซ็ปต์ของเล่นเก่า

แม้อาคารจะุเป็นเหล็กเก่า สังกะสี แต่ก็แทรกความเก๋ไก๋ให้ดูขัดกันด้วยแชนเดอร์เลียหรูหรา

“แดกดิ้น”มีร้านอาหารคาวหวานประมาณ 10 ร้านครับ ราคาตั้งแต่ 60 บาท ถึง 100 ต้น ๆ

หัวกระโหลกทองแดง อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของช่างชุ่ย

ในช่างชุ่ยจะมีท่อพ่นไอน้ำช่วยลดอุณหภูมิร้อนอยู่หลาย ๆ จุด

“บ้านบ๊วย” ร้านอาหารเล็ก ๆ ของบ๊วย เชตวุฒิ ที่ตกแต่งสะดุดตาด้วยขวดโหลใส่หลอดไฟ

“หย่อนญาณ” ร้านขายหนังสือและอาหาร ยังคงคอนเซ็ปต์สังกะสีและแชนเดอร์เลีย

The Tea Cafe ร้านขายชาอาคารใหญ่ติดแอร์เย็นเจี๊ยบอยู่กลางช่างชุ่ย มุงด้วยกระเบื้องใส ดูปลอดโปร่ง โชว์ท่อแอร์ใหญ่บนเพดาน

หลาย ๆ อาคารที่นี่ สอดแทรกลูกเล่นกับหลอดไฟ มีโคมบ้าง เปลือยบ้าง

โคมไฟเก๋ ๆ ตามอาคาร

“Lamps Of God”ร้านขายโคมไฟ หลากสไตล์

มาดูห้องน้ำบ้าง อาร์ตยันห้องน้ำเลยครับ ฝาผนังตกแต่งด้วยบานยก เปิดโล่งไร้กลิ่น

โถฉี่ครับ เก๋มั้ยล่ะ

ร้านขายต้นไม้ก็มีนะ ในช่างชุ่ยมีเก้าอี้ให้นั่งพักเยอะมาก อยากนั่งตอนไหนก็นั่งได้เลย

มุมสวย ๆ ในร้านกาแฟครับ

ในช่างชุ่ยมีอาคารเล็กใหญ่นับสิบอาคาร ทุกอาคารคงคอนเซ็ปต์เดียวกันคือไม้เก่า เหล็กเก่า

ประตูสีลอก ๆ มองไปก็สวยนะ มีมุมให้เก๊กท่าถ่ายรูปเต็มไปหมดครับ

ประตูเหล็กเก่า ๆ ยังสีสวยเลย

นี่ร้านเหล้าครับ ตอนบ่ายยังไม่เปิดนะ เอาสายกั้นมาพัน ๆ ไว้ก่อน

หน้าต่างเก่า ไม้เก่า เหล็กสนิม มาประกอบกันเป็นผนังที่ดูเท่

รถไฟเก่าก็มีนะ

จบล่ะครับ แถมท้ายด้วยมุมกระจุกกระจิกในช่างชุ่ย ถ้าไปตอนเย็นน่าจะได้อีกอารมณ์นึงครับ มีสปอตไลท์สี ๆ เยอะมาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!