2021

“2021” คาดหวังอะไรเรื่อง “การทำงานวิถีใหม่” ในปีนี้ได้บ้าง

นี่เป็นบทความชุดรวมการคาดการณ์ที่ถูกพูดถึงปี 2021 ในหัวข้อ เราคาดหวังว่าจะเจออะไรได้บ้าง และนี่คือหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับชีวิต โดยเฉพาะในส่วนของการทำงาน ว่าจะมีมุมไหนที่ต้องจับตาดูบ้าง

  • โลกถูกเร่งให้เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น
  • ภัยทางอินเทอร์เน็ตที่อันตรายมากขึ้น
  • ชีวิตส่วนตัวที่น้อยลง กับรูปแบบการทำงานแบบล้ำยุคกลายเป็นกิจวัตรใหม่

โลกถูกเร่งให้เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น

เว็บ analyticsinsight ตอบคำถามเรื่องสิ่งที่คาดว่าจะเกิดในปี 2021 โดยวิเคราะห์ว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ในปีที่ผ่านมา บริษัทต่าง ๆ เริ่มปรับตัวไปสู่การใช้ระบบออนไลน์และการใช้สมองกลช่วยทำงานมากขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านไอทีเสียมาก ที่สามารถปรับไปใช้การทำงานแบบ Work from Home ได้ทันที และในปีนี้ก็น่าจะทำมากขึ้นด้วย เพราะลดต้นทุนการดูแลออฟฟิศและมีความปลอดภัยเรื่องโรคระบาด

ซึ่งมหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ดสำรวจพบว่าแรงงานในสหรัฐถึงร้อยละ 42 จากทั้งหมดทำงานจากที่บ้านในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และจะยังเติบโตมากขึ้น โดยเชื่อว่าแนวโน้มการทำงานที่บ้านจะโตไปอีกแม้โรคระบาดจะคลี่คลายไปแล้วก็ตาม

ซึ่งแม้ในภาคอุตสาหกรรมยังปรับตัวไม่ได้มากนักในปีที่ผ่านมา แต่ในปี 2021 นี้ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ จะเข้าสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นระบบเครื่องจักรอัตโนมัติมากขึ้นเช่นกัน

จากการประชุม World Economic Forum ในปีที่ผ่านมา มีผู้บริหารชั้นนำกว่าร้อยละ 80 กำลังเร่งกระบวนการปรับการทำงานเป็นดิจิทัลและเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่วนนายจ้างอีกร้อยละ 50 ก็คาดหวังว่าระบบการทำงานแบบอัตโนมัติทั้งหลายจะเข้ามาทดแทนกระบวนการทำงาน และบางตำแหน่งงานของบริษัทด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้รวมถึง การรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต การค้าปลีก และอื่น ๆ

จะเห็นว่าภาคธุรกิจกำลังมองหาความมั่นคงอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการลดปัญหาที่มาจากมนุษย์ ซึ่งอดีตอาจเป็นแค่เรื่องความผิดพลาดในการทำงาน หรือประสิทธิภาพความแม่นยำ ความเร็ว และระยะเวลาทำงานที่แพ้เครื่องกลเท่านั้น แต่ตอนนี้มนุษย์ยังนำมาซึ่งปัญหาเรื่องโรคระบาดที่ไม่มีใครตอบได้ว่า โควิด-19 จะเป็นการระบาดครั้งสุดท้ายหรือไม่ แต่หากเกิดในธุรกิจใดแล้ว โดยเฉพาะโรงงานที่ต้องใช้คนจำนวนมาก ก็เรียกว่าต้องหยุดกิจการกันไปได้เลย จึงถือเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงมากต่อธุรกิจ

สิ่งที่ทางเว็บไซต์มองว่าต้องจับตามองคือ การใช้งาน RPA หรือ Robotic Process Automation ที่เป็นการใช้เครื่องกลและคอมพิวเตอร์ทำงานในออฟฟิศแทนมนุษย์ ตลอดจนการใช้งาน AI หรือ Intelligent Automation เหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนการทำงานในภาคการเงิน และการบริหารงานบุคคลมากที่สุด เช่นการใช้เอไอช่วยบริหารงบการเงิน ความคล่องตัว ลดความผิดพลาดทางตัวเลข และเพิ่มผลกำไรที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในที่สุด

ส่วนในภาคการผลิต โกดัง การจัดส่ง จะเห็นการใช้หุ่นยนต์ทำงานมากขึ้น ทั้ง Autonomous Mobile Robots (AMR) หรือ Cobots (Collaborative Robots) ที่จะทั้งเข้ามาทำงานแทน และทำงานร่วมกับมนุษย์ โดยเฉพาะงานที่เสี่ยงอันตรายหรือต้องสกปรก ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงจะนี้จะกระทบกับแรงงานในบริษัทขนาดเล็กมากที่สุด เพราะการใช้หุ่นยนต์จะคุ้มทุนมากที่สุดกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพื้นที่ไม่มากนัก เช่น พวกร้านอาหารด้วย

และที่เริ่มปรับเปลี่ยนด้วยความจำเป็นไปก่อนหน้าแล้วอย่าง ภาคค้าปลีก และการขนส่งสินค้า ซึ่งโดนผลกระทบจากโควิด-19 ไปเต็ม ๆ และมีอัตราลูกค้าสูงขึ้นมากจากการต้องทำงานที่บ้านมากขึ้น ก็ได้ใช้ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ เข้ามาจัดการระบบมากขึ้น ลดคนในส่วนที่ไม่จำเป็นลงมากที่สุด ก็จะยังคงเติบโตเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้

หากมองย้อนกลับมาที่เมืองไทย ต้องยอมรับว่ามีทั้งจุดที่น่ากังวลโดยเฉพาะกลุ่มใช้แรงงานที่น่าจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้น ๆ และน่าจะเป็นความชัดเจนจากส่วนเล็ก ๆ มาก่อน เพราะการลงทุนเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือธุรกิจขนาดใหญ่นั้นน่าจะทำได้ช้ากว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไม่เกิดขึ้น แถมจะเกิดไวกว่าที่เราเคยคิดด้วย ที่สำคัญในงานภาคเกษตรที่เป็นหัวใจทางเศรษฐกิจก็หาแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาได้ยากนั้น จะถูกเทคโนโลยีเข้าไปทดแทนมากขึ้นเพื่อเพิ่มการแข็งขัน หรือจะดึงแรงงานจากภาคอื่น ๆ กลับมาทำเพื่อชดเชยยอดการตกงานมวลรวมได้ ก็น่าสนใจเช่นกัน

ความเห็นผู้เขียน – ปี 2020 อาจเป็นแค่การมองเห็นปัญหา แต่ปี 2021 จะเป็นปีที่ทุกธุรกิจเดินก้าวแรกแบบเต็มตัวในการเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ สังเกตกันง่าย ๆ ว่าหาก เซเว่นฯ ใกล้บ้านท่าน ไม่เพียงเอาเครื่องจักรมาทำงานแทนงานส่วนเกินอย่างช่วงที่ผ่านมา ที่ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิแทนพนักงานมากดวัดไข้ แต่เริ่มเอามาทดแทนพนักงานหลักมากขึ้น นั่นล่ะน่าความเป็นห่วง เพราะมาคิดดี ๆ ตั้งแต่รณรงค์ให้คนใช้ถุงผ้ามาซื้อของ พนักงานเคาน์เตอร์ก็แทบจะมีแค่หน้าที่คิดเงินทอนเงิน ซึ่งไม่ยากเลยที่เครื่องจักรจะทำงานแทนได้ และแนวโน้มคนจะเริ่มชินกับการจ่ายเงินผ่านมือถือจากโครงการคนละครึ่ง ก็แทบไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดที่ต้องมีการทอนแล้วด้วยซ้ำ คอยดูกันไปครับ

ที่มา