“ผมไม่เคยกำกับซีรีส์กันดั้มมาก่อนเลยนะ”

หลังสิ้นประโยคดังกล่าว ชายคนหนึ่งก็ได้ตอบรับคำขอจากสตูดิโอ เพื่อลงมือสร้างซีรีส์ ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์ของ Gundam ไปตลอดกาล

ในโลกของป๊อปคัลเจอร์ที่มีแฟรนไชส์มากมาย เราจะพบว่ายิ่งผ่านกาลเวลาผ่านไป แฟรนไชส์ที่อยู่มาถึงปัจจุบันก็มีเหลือไม่มาก และ ‘Mobile Suit Gundam’ นั้น ก็เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่กุมหัวใจคนทั้งโลกมายาวนานกว่า 45 ปี

การจะมาเป็นผู้กำกับ Gundam ได้นั้น จึงถือเป็นบททดสอบที่หินเอาเรื่อง เพราะต้องคอยรับแรงกดดันทั้งขึ้นทั้งล่อง ตั้งแต่ใบสั่งจากสปอนเซอร์ใหญ่อย่าง Bandai ที่ต้องทำซีรีส์ให้ของเล่นขายได้ และใบสั่งจากสตูดิโอ Sunrise ที่ต้องทำให้ซีรีส์เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชม แถมยังไม่นับแรงกดดันจากคนดู ที่คาดหวังว่าซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ จะไม่ทำลายภาพจำที่เขารักทิ้งไป

มิสึโอะ ฟุคุดะ (Mitsuo Fukuda) ในวัยย่าง 40 ปี ผู้ซึ่งเป็นแฟนซีรีส์ของ Gundam มาอย่างยาวนาน ได้เข้าพบประธานของสตูดิโอ Sunrise เพื่อหารือถึงการสร้างซีรีส์ Gundam เรื่องใหม่ โดยในเวลานั้น แม้ฟุคุดะจะเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีชื่อเสียงจากการสร้างอนิเมะมากมายอย่าง ‘Future GPX Cyber Formula’, ‘The Brave Fighter of Legend Da-Garn’, ‘Gear Fighter Dendoh’ ก็จริง

มิสึโอะ ฟุคุดะ (ซ้าย)

ทว่าปัญหาของเขามีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเขาไม่เคยกำกับ Gundam เลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่ด้วยการที่ฟุคุดะทำงานกับบริษัท Sunrise มาเกือบ 20 ปี ทีมงานจึงมั่นใจว่าฟุคุดะนี่แหละ ควรค่าแก่การเป็นผู้สานต่อตำนาน Gundam เรื่องใหม่

เมล็ดพันธุ์แห่งปัญหา

เมื่อได้ไฟเขียว ทีมงานคนแรกที่ฟุคุดะเลือกมาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือศรีภรรยาคู่ใจอย่าง จิอากิ โมโรซาวะ (Chiaki Morosawa) ผู้ควบตำแหน่งนักเขียนบท และฟุคุดะก็ได้เรียกซีรีส์ของตนว่า ‘Mobile Suit Gundam SEED’

จิอากิ โมโรซาวะ ศรีภรรยาผู้ควบตำแหน่งนักเขียนบทของ Mobile Suit Gundam SEED

ฟุคุดะหมายมั่นว่า ‘Gundam SEED’ ของเขาจะเป็นซีรีส์ที่เรียกคนดูจาก Gundam ภาคต้นตำรับ และแฟนหน้าใหม่เข้ามา เพราะเขาได้หยิบองค์ประกอบบางส่วนของ Gundam ภาคต้นตำรับมาใส่ โดยให้เรื่องราวนั้นเป็นการต่อสู้ระหว่างมนุษย์ 2 เผ่าพันธ์ุ นั่นคือกลุ่ม Naturals และ Coordinators ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Newtype ของ Gundam ภาคต้นตำรับ โดยมีฉากหลังที่เป็น ‘สงครามสมัยใหม่’ มากกว่า ซึ่งโปรดิวเซอร์ของซีรีส์ก็แนะนำให้ฟุคุใช้ภาพยนตร์ เรื่อง ‘Saving Private Ryan’ เป็นแหล่งอ้างอิงในการสำรวจแนวคิดเรื่องสงครามด้วย

ในตอนที่ ‘Gundam SEED’ เริ่มพัฒนานั้น มีเหตุการณ์ 911 ขึ้นมาพอดี จนโลกของเราเกิดความสับสนอลหม่านเพราะการก่อการร้าย นั่นทำให้ฟุคุดะได้ไอเดียนี้ไปพัฒนา ‘Gundam SEED’ ให้บอกเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มอย่าง คิระ ยามาโตะ ที่เข้าต่อสู้เพื่อหยุดยั้งสงคราม

คิระ ยามาโตะ ตัวเอกของ Mobile Suit Gundam SEED

สำหรับฟุคุดะแล้ว ‘Gundam SEED’ คือหนึ่งในโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา จนเขากลัวว่า ถ้ามันออกมาไม่ดี เขาอาจโดนแฟน Gundam ก่นด่าเอาได้ 

ทว่าเมื่อได้ฉาย ‘Gundam SEED’ กลับเป็นซีรีส์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟน Gundam ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ เพราะ ‘Gundam Seed’ ได้ปลุกความนิยมของแฟรนไชส์ให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งเด็กหนวด เด็กน้อยในเวลานั้นติดกันงอมแงมเลยทีเดียว ซึ่งแฟน ๆ ต่างให้การขนานนามว่าเป็นจุดกำเนิดใหม่ของแฟรนไชส์ และคาดหวังว่ามันจะขยายจักรวาลไปได้ไกล ดังเช่น Gundam ภาคต้นตำรับอย่างแน่นอน 

ทว่าการที่ Gundam SEED โด่งดังเป็นพลุแตกนี่แหละ ทำให้สปอนเซอร์ใหญ่อย่าง Bandai และสตูดิโอ Sunrise สั่งไฟเขียวภาคต่อทันที

ชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยง

การที่ ‘Gundam SEED’ ภาคแรกประสบความสำเร็จมหาศาล ทำให้ทั้งฟุคุดะกับโมโรซาวะ ภรรยาของเขา จึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของแฟรนไชส์ ​​Gundam Seed โดยตรง

ในภาคต่อมาฟุคุดะให้ชื่อมันว่า ‘Mobile Suit Gundam SEED Destiny’ (หรือที่แฟนชาวไทยเรียกว่าถั่วแห่งชะตากรรมนั่นแหละ) โดยเป็นภาคที่ต่อยอดความสำเร็จมาจาก ‘Gundam SEED’ และได้เปลี่ยนจุดโฟกัสเรื่องราวเป็น ชิน อาสึกะ เด็กหนุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในช่วงภาคแรก

Mobile Suit Gundam SEED Destiny และชิน อาสึกะ พระเอกคนใหม่ (ด้านขวาของรูป)

ภาค Destiny ถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ควรไปได้ดี ถ้าไม่พลาดล้มซะก่อน ทำไมน่ะเหรอนั่นก็เพราะว่า ผู้เขียนบทอย่างโมโรซาวะ ในตอนนั้น เธอเป็นมะเร็งสมองโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้เธอไม่สามารถเขียนบทให้เสร็จได้ทันเวลา จนซีรีส์ต้องนำฉากเก่ามาฉายซ้ำบ่อย ๆ เพื่อลดทอนเวลาออกอากาศ ซึ่งได้รับเสียงก่นด่าของผู้ชมในเรื่องคุณภาพ และงานเผา

แต่นั่นยังไม่แย่เท่ากับการที่โมโรซาวะเข้าใจว่า นาโอมิ ชินโด (นักพากย์เสียงคางาริ) กำลังมีความสัมพันธ์กับฟุกุดะผู้เป็นสามี ซึ่งในเวลานั้นเค็นอิจิ ซูซูมูระ (นักพากย์เสียงชิน อาสึกะ) ก็บอกโมโรซาวะ ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น และเธอคิดไปเอง ซึ่งโมโรซาวะเข้าใจว่าซูซูมูระเข้าข้างชินโด เธอจึงได้ทำการลงดาบนักพากย์ด้วยการเปลี่ยนบทที่เป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของซีรีส์นี้ใหม่

ตัวละครคางาริ ที่ควรมีบทบาทสำคัญกลับหายไปในท้ายเรื่อง

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือตัวละครคางาริ (ที่นาโอมิ ชินโดพากย์) ได้ถูกตัดบทออกไปในช่วงท้าย ทั้งที่มีบทบาทสำคัญมาตลอดทั้งเรื่อง แต่ที่หนักยิ่งกว่าก็คือตัวละคร ชิน อาสึกะ (ที่เค็นอิจิ ซูซูมูระพากย์) กลับถูกเปลี่ยนบทจากพระเอก ให้กลายเป็นลูกไล่ตัวร้ายที่บ้าดีเดือดจนแฟน Gundam แทบสาปส่ง

เมื่อตัวละครได้ถูกปรับเปลี่ยนไปขนาดนี้ ผู้กำกับฟุคุดะรู้แน่ว่าจะต้องโดนคนดูด่า แต่ทำไงได้ล่ะ เมียเขาเลือกแล้ว นั่นทำให้ฟุคุดะจึงต้องงัดแผนอันบ้าบิ่นกลับมาใช้ นั่นคือการให้ คิระ ยามาโตะ ผู้เป็นพระเอกภาคแรก กลับมาเป็นพระเอกภาคใหม่เพื่อดึงเรตติ้งกลับมา 

ชิน อาสึกะ ที่ถูกปรับบทให้เป็นตัวละครลูกบ้า จนคนดูแทบจะสาปส่ง

แน่นอนว่าการทำแบบนี้ เท่ากับเขายอมรับว่าตัวเองกำลังจงใจฝังกลบตัวละครในเรื่อง และใช้ความไม่เป็นมืออาชีพในการเอาอารมณ์มาปนกับงาน ซึ่งด้วยการทะเลาะกันของคนเบื้องหลัง ก็ทำให้ปัญหามาเกิดกับเนื้อเรื่อง

ปัญหาเหล่านี้ทำให้แฟน ๆ แทบจะเบือนหน้าหนี เพราะเนื้อเรื่องได้เป็นการไล่พระเอกใหม่ ให้เป็นตัวละครที่เลวร้าย แถมเอาตัวเอกเก่ามาเชิดชูด้วยการตบพระเอกใหม่ แม้ผลตอบรับด้านการแก้ปัญหาจะดี แต่กระแสความวายป่วงนี้ก็ทำให้ภาค Destiny  ถูกแฟน ๆ สาปส่ง จนถึงขนาดที่ว่า ‘Gundam SEED’ ของหลายคนนั้นจบแค่ภาคแรก และไม่นับ Destiny ว่าเป็นภาคต่ออีกต่อไป

อิสรภาพที่รอวันเฉิดฉาย

เวลาผ่านไปกว่า 20 ปี ในที่สุด ฟุคุดะก็เข็นภาคต่อของ ‘Mobile Suit Gundam SEED Destiny’ ออกมาในชื่อ ‘Mobile Suit Gundam SEED Freedom’ ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์คืนฟอร์มของทั้งฟุคุดะ และแฟรนไชส์ Gundam SEED อย่างแท้จริง

หากใครได้ดูแล้ว จะพบว่าภาค ‘Gundam SEED Freedom’ ถือเป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อชดเชยความผิดบาปที่ฟุคุดะได้ทำไว้กับซีรีส์นี้ ตั้งแต่การลบทุกรอยรั่วของภาค Destiny, เอาทุกคำที่คนก่นด่า มาปรับปรุงในมุมใหม่ และชำระบาปให้พระเอกภาค Destiny อย่างชิน อาสึกะ จนกลายเป็นตัวละครที่คนดูกลับมารักอีกครั้ง

การกลับมาของ Mobile Suit Gundam SEED ในรอบเกือบ 20 ปีด้วยภาค Freedom

ว่ากันว่าใน ‘Mobile Suit Gundam SEED Freedom’ ผู้กำกับฟุคุดะนั้นได้หยิบบทดั้งเดิมของ Destiny มาปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นบทที่คนดูอยากจะเห็นมาตลอด 20 ปี จึงไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใด ‘Mobile Suit Gundam SEED Freedom’ จึงเป็น Gundam ที่ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่น และหักปากกาเซียนจนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตารางหนังทำเงินไทยในสัปดาห์แรกที่เข้าฉาย

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ ‘ของแทร่’ ที่เกือบหลับ แต่กลับคืนบัลลังก์ได้อีกครั้ง

ที่มา: tvtropes, animesuperhero, Mitsuo_Fukuda, Mobile Suit Gundam SEED,

***