เมื่อพูดถึง “โลกอนาคต” หลายคนคงนึกถึงภาพรถบินได้ที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าเหมือนในภาพยนตร์ไซไฟ แต่ปัจจุบันมันยังค่อนข้างไกลเกินฝันที่จะกลายเป็นยานพาหนะที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
แนวคิดเรื่องรถบินได้มีมาตั้งนานแล้ว หนึ่งในต้นแบบรถที่บินได้ในยุคแรกคือ Curtiss Autoplane ในปี 1917 หรือ 100 กว่าปีก่อน ตอนนั้นยังทำได้แค่ลอยตัวเฉย ๆ
แต่ที่มีหลักฐานว่าบินได้จริง ๆ คือในปี 1946 กับ Fulton Airphibian ที่สร้างโดย โรเบิร์ต เอดิสัน ฟุลตัน จูเนียร์ (Robert Edison Fulton Jr.) ซึ่งสามารถถอดปีก ใบพัด และส่วนหางออก แล้วขับบนถนนได้ และมีการรับรองอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐในปี 1950
หลังจากนั้น ตลอดกว่า 70 ปีที่ผ่านมา รถบินได้ไม่เคยหายไปจากวงการเทคโนโลยี มีทั้งบริษัทและสตาร์ตอัปทั่วโลกทยอยเปิดตัวต้นแบบอยู่เรื่อย ๆ บางรุ่นเปิดให้สั่งจองแล้ว เช่น PAL-V Liberty และ Alef Model A ขณะที่บริษัทอย่าง XPeng AeroHT, Joby Aviation และ Archer Aviation ก็ยังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อเนื่อง ทำให้เราเห็นข่าว “รถบินได้” อยู่เป็นระยะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันมี “รถบินได้” ที่ใช้ใบพัด หรือที่เรียกว่า eVTOL (Electric Vertical Take-off and Landing) ที่ถูกสร้างขึ้นมาสำเร็จแล้ว หลายบริษัทสร้างต้นแบบที่บินได้จริง และบางประเทศเริ่มทดลองใช้งาน แต่เหตุผลที่เรายังไม่เห็นรถบินเต็มเมือง ไม่ใช่เพราะสร้างไม่ได้ แต่เป็นเพราะยังมีข้อจำกัดหลายด้านที่ทำให้ยังใช้งานในชีวิตประจำวันได้ยาก
ความปลอดภัยยังเป็นโจทย์ใหญ่
รถยนต์ถ้าเสียหลักอาจชนรั้วหรือชนรถคันอื่น แต่หากเป็นรถบิน ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงการตกจากอากาศทันที
ผู้ผลิตจะติดตั้งระบบสำรอง ระบบช่วยบินอัตโนมัติ และใช้ใบพัดหลายชุด แต่ก่อนใช้งานจริงยังต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเดียวกับอากาศยาน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุ ผลกระทบจะรุนแรงกว่ารถบนถนนมาก
สร้างได้ แต่กฎหมายยังไม่พร้อม
แม้จะมีรถบินที่ใช้งานได้จริงแล้ว แต่การนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันยังไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าวันหนึ่งมีรถบินหลายหมื่นคันบนท้องฟ้า ก็ต้องตอบคำถามสำคัญ เช่น ใครควบคุมการจราจรทางอากาศ บินที่ระดับไหน ถ้าเกิดอุบัติเหตุใครรับผิดชอบ และผู้ขับต้องมีใบอนุญาตแบบนักบินหรือไม่
คำถามเหล่านี้ทำให้หลายประเทศยังต้องพัฒนากฎหมายและมาตรฐานด้านการบินให้พร้อม ก่อนจะเปิดให้รถบินใช้งานในวงกว้าง
ยังติดข้อจำกัดของ “กฎฟิสิกส์”
การยกรถหนัก 500 กิโลกรัม ถึง 1 ตัน ขึ้นในแนวดิ่ง ต้องใช้แรงยกและพลังงานมหาศาล ส่งผลให้รถบินใช้พลังงานสูง เสียงดัง และต้องแบกแบตเตอรี่หรือเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทำให้ระยะทางบินยังจำกัด
ลองนึกภาพว่าโดรนขนาดเล็กยังส่งเสียงดังได้ขนาดนี้ ถ้าขยายเป็นรถทั้งคัน เสียงที่เกิดขึ้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วย และแบตเตอรี่ในปัจจุบันก็ยังมีข้อจำกัดด้านความจุ ทำให้รถบินส่วนใหญ่ยังบินได้ไม่ไกล ทำให้ต้องชาร์จหรือเติมพลังงานอยู่ตลอด
ต้นทุนยังแพงเกินไป
อีกปัญหาคือ “ราคา” ปัจจุบัน eVTOL หรือโดรนโดยสารหลายรุ่นมีราคาสูงถึง 20-30 ล้านบาทต่อเครื่อง ทำให้ต้นทุนยังสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปหลายเท่า และยังไม่เหมาะกับการผลิตจำนวนมากเพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
แม้จะมีรถบิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขึ้นลงที่ไหนก็ได้
การใช้งานจริงจำเป็นต้องมีจุดขึ้นลงเฉพาะ (Vertiport) ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ จุดชาร์จพลังงาน รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยรอบพื้นที่ในขณะที่รถบินขึ้นลง
พูดง่าย ๆ คือ เมืองในปัจจุบันถูกออกแบบมาสำหรับ “รถที่วิ่งบนถนน” ไม่ใช่ “รถที่บินอยู่เหนือศีรษะ”
แล้วรถบินจะเกิดขึ้นจริงไหม ?
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รถบินน่าจะถูกนำมาใช้ในงานเฉพาะทาง เช่น การรับส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบิน การแพทย์ฉุกเฉิน หรือการเดินทางระยะสั้น ก่อนจะเข้ามาแทนรถยนต์ทั่วไป หากจะใช้งานได้อย่างแพร่หลาย ยังต้องอาศัยความก้าวหน้าด้านแบตเตอรี่ วัสดุน้ำหนักเบา ระบบควบคุมการบิน และโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก ในขณะเดียวกันสิ่งที่รถบินทำได้ ของที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันอย่าง เฮลิคอปเตอร์ ก็ทำได้เหมือนกัน สรุปได้ว่าปัญหาของรถบินในวันนี้ไม่ใช่ว่า “สร้างไม่ได้” แต่คือการทำให้มัน ปลอดภัย คุ้มค่า และใช้งานได้จริงต่างหาก













