Connect with us

What The Fact

10 ข่าวใหญ่ในวงการหนังปี 2017

ปี 2017 ที่ผ่านมามีข่าวบันเทิงออกมามากมาย และนี่คือ 10 ข่าวที่เราชาว What The Fact คิดว่าแจ่มว้าว สะเทือนโลกที่สุด

Published

on

1.ประกาศรางวัล”ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม”ผิด บนเวทีออสการ์


เป็นเหตุการณ์ที่ต้องบรรจุไว้ในประวัติศาสตร์งานประกาศผลออสการ์อย่างไม่ลืมเลือน เมื่อวอร์เรน บีตตี้ และ เฟย์ ดันนาเวย์ ประกาศออกมาว่า “Lala Land” ชนะเลิศรางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะว่า”Lala Land” ก็เป็นหนังที่มหาชนชื่นชอบ และกวาดรางวัลใหญ่มาแล้วทุกเวที แต่เซอร์ไพรส์ก็มาถึงเมื่อ ผู้อำนวยการสร้าง จอร์แดน โฮโรวิตซ์ ผู้ขึ้นมารับรางวัลและประกาศออกมาใหม่ว่า “Moonlight” คือผู้ชนะที่แท้จริง “Moonlight” ไม่มีดาราแถวหน้าอยู่ในหนังเลย เป็นหนังฟอร์มเล็กที่อยู่นอกสายตา บวกกับเนื้อหาหนังที่ตามติดชีวิตเด็กผิวดำที่เป็นรักร่วมเพศก็เป็นรูปแบบประจำที่คว้าออสการ์อยู่บ่อย ๆ แล้วยังคงได้อีก ผลก็เลยผิดคาดนักวิเคราะห์รางวัลออสการ์

2.”Logan”ตอกย้ำว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่เรต R ก็ไปได้ดี


“Deadpool” เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ฉีกรูปแบบด้วยการเปิดตัวด้วยเรต R และตามมาด้วย “Logan” ก็ยังคงเรต R ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ที่ผ่านมาหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มากับเรต PG-13 จะทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับสตูดิโออยู่แล้วก็ตามแต่ แต่ความสำเร็จต่อเนื่องของ Deadpool และ Logan ก็พิสูจน์ให้เห็นชัดว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มาพร้อมกับเรต R ก็ประสบความสำเร็จได้ ถ้ามีบทภาพยนตร์ที่ดี คาแรกเตอร์ที่น่าสนใจ และการตลาดที่ผ่านกระบวนการคิด ก็ทำให้หนังซูเปอร์ฮีโร่ประสบความสำเร็จได้ ด้วยรายได้ 616 ล้านเหรียญจาก Logan ก็พิสูจน์แล้วว่าผู้ชมเปิดกว้างพร้อมที่จะได้ดูหนังซูเปอร์ฮีโร่ในรูปแบบที่เข้มข้นขึ้น และความสำเร็จของ Deadpool ไม่ใช่เรื่องฟลุค

3.”IT”กลายเป็นหนังสยองขวัญทำเงินสูงสุด


ตอบได้ไม่ยากเลย ถ้ามีคำถามว่าหนังสยองขวัญเรื่องอะไรที่ทำเงินมากสุดในปีกลาย เพราะ IT มาแรงและโดดเด่นสุดทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ IT พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าคุณมีเนื้อเรื่องที่ดีแล้วดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ได้ดี หนังสยองขวัญก็สามารถทำเงินได้ดี IT กวาดรายได้ไปทั้งหมด 700 ล้านเหรียญ เอาชนะ The Sixth Sense ที่ครองแชมป์อยู่ที่ 672 ล้าน มาตั้งแต่ปี 1999 ด้วยความสำเร็จขนาดนี้ เราจะได้ดูภาคต่อกันในเดือน กันยายน 2019 และเชื่อได้แน่ว่า วอร์เนอร์ บราเธอร์ ไม่น่าจะหยุดอยู่กับแค่ 2 ภาคของ IT แน่นอน น่าจะหาทางสานต่อเรื่องราวของเพนนีไวซ์ ในภาคก่อนหน้า ภาคต่อ ไปอีกเรื่อย ๆ

4.Get Out หนังเล็กที่ทำกำไรมหาศาล


เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ของปี 2017 ที่หนังฟอร์มเล็กมา ใช้ทุนสร้างไปเพียง 4.5 ล้าน ไม่มีดาราขายชื่อแม้เพียงคนเดียว และไม่ได้สร้างมากจากนิยายขายดีอีกด้วย แต่ผลจากเสียงชื่นชมแบบปากต่อปากถึงความตื่นเต้นสยองขวัญของหนัง ทำให้หนังทำเงินไปถึง 254 ล้านเหรียญ หนำซ้ำหนังยังได้เสียงตอบรับที่ดีจากทั้งคนดูและนักวิจารณ์ กวาดรางวัลไปอีกเพียบ และมีสิทธิ์ไปได้ถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์ในปีด้วยซ้ำ ผู้กำกับและเขียนบทจอร์แดน พีล กล้ามากที่หยิบเอาประเด็นเรื่องสีผิวมาใส่ไว้ในเนื้อหาของหนังแบบตรงไปตรงมา ซึ่งนับว่าเสี่ยงพอดู แต่ผลก็สรุปมาแล้วว่าด้วยเนื้อหาเรื่องสีผิวส่งผลไปได้ดีกับความเข้มข้นของบรรยากาศสยองขวัญ ผลลัพธ์ก็คือความสำเร็จทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์

5.ความสำเร็จของ Wonder Woman


ความล้มเหลวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่หญิงทั้ง CAatwoman , Aeon Flux , Elektra ต่างสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกสตูดิโอที่จะผลิตหนังซูเปอร์ฮีโร่หญิง แฟน ๆ ต่างก็คอยว่าเมื่อไหร่เขาจะได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ฝ่ายหญิงออกมาวาดลวดลายอีกบ้าง ก็จนกระทั่งการมาถึงของ Wonder Woman ภายใต้การกำกับของผู้กำกับหญิงแกร่ง แพตตี้ เจนกินส์ ที่ผลลัพธ์ก็ไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง แพตตี้ เล่าเนื้อหาตามจุดกำเนิดดั้งเดิมของ Wonder Woman และกล้าที่จะส่งหนังลงมาช่วงชิงพื้นที่ในช่วงสงครามหนังซัมเมอร์อีกด้วย หนังมีทั้งความสนุกและความสวยแกร่งของ กัล กาด็อต ที่ส่งผลให้ทำตัวเลขไปได้ถึง 821 ล้านเหรียญ สร้างความฮึกเหิมให้กับค่ายดีซีได้เป็นอย่างดี

6.โคลิน เทรวอร์โรว์ โดนเขี่ยออกจาก Star Wars 9 ดึง เจ.เจ. อบรามส์ กลับมารับหน้าที่


เป็นโปรเจ็คต์ใหญ่ที่ง้อง้อนกันไปมาจริงจริ๊ง ก่อนหน้านี้ทางดิสนีย์ไม่แฮปปี้กับมุมมองของเจ.เจ. อบรามส์ ที่จะทำกับไตรภาคนี้ จากที่เคยวางตัวไว้ว่าจะให้กุมบังเหี้ยนทั้ง 3 ภาค ก็เลยถอด เจ.เจ. ออกไปหลังจากำกับ The Force Awakens เสร็จสิ้น ไรอัน จอห์นสัน เข้ามารับหน้าที่ใน The Last Jedi และ โคลิน เทรวอร์โรว์ จาก The Lost World จะมารับหน้าที่ปิดไตรภาค แต่แล้วก็กลายเป็นข่าวเซอร์ไพรส์ เมื่อดิสนีย์ตัดสินใจเตะ โคลิน ออกไป แล้วไปง้อ เจ.เจ. กลับมากำกับ ไม่มีการแถลงถึงสาเหตุการขัดแย้งกับโคลิน แต่วงในว่าความล้มเหลวของ The Book Of Henry หนังปี 2017 ของโคลิน น่าจะมีส่วนและน่าจะความเห็นขัดแย้งในทิศทางของภาค 9 ซึ่งดิสนีย์ตัดสินใจตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม ไม่อยากให้ต้องมาเปลี่ยนตัวผู้กำกับระหว่างการถ่ายทำ และเจ.เจ. ก็ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับสตาร์วอร์ส The Force Awakens ก็ได้เสียงตอบรับจากสาวกเป็นอย่างดี และน่าจะเรียกศรัทธาคืนได้ในภาค 9 หลังจาก The Last Jedi สร้างเสียงต่อต้านจากสาวกดั้งเดิมไปพอสมควร

7.แซค ชไนเดอร์ ทิ้ง Justice League จอส วีดอน เข้ามาเสียบแทน


แซค ชไนเดอร์ ประกาศลาโปรเจ็คทต์ Justice League ไปเสียก่อนในขณะที่หนังใกล้จะปิดกล้อง เหตุจากการสูญเสียลูกสาว และต้องกลับไปดูแลครอบครัวในช่วงที่กำลังทุกข์ วอร์เนอร์ บราเธอร์ จึงดึง จอส วีดอน ที่เป็นตัวเลือกดีที่สุดในขณะนั้น เพราะเคยกำกับ The Avengers หนังรวมเหล่าฮีโร่ฝั่งมาร์เวลมาแล้ว ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นการผสมกันระหว่าง ความสุนทรียะทางภาพซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแซค ชไนเดอร์ และสีสันแบบการ์ตูนในสไตล์ของจอส วีดอน ซึ่งการมาควบคุมของจอส นั่นหมายถึงการถ่ายทำใหม่ในบางส่วน และหนังหดเหลือ 2 ชั่วโมงถ้วน ซึ่งนับว่าสั้นมากสำหรับหนังรวมเหล่าซูเปอร์ฮีโร่มากหน้าหลายตาแบบนี้ ทำให้พื้นที่สำหรับตัวละครใหม่อย่าง ไซบอร์ก และ อควาแมน เหลือน้อยลง และย่อมมีผลต่อหนังแจ้งเกิดของพวกเขาที่จะตามมา และสุดท้ายรายได้ของ Justice League ก็ไม่อยู่ในจุดที่สมควรจะพึงพอใจ กลายเป็นการบ้านยาก ๆ ที่วอร์เนอร์ต้องทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่าว่าจะเดินหน้าอย่างไรกับจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ของพวกเขา

8.ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ โดนไล่ออกจากเก้าอี้ผู้กำกับ Solo: A Star Wars Story


ยังคงเป็นข่าวในจักรวาลสตาร์วอร์ส หลังจากดิสนีย์ประกาศสร้างภาคแยกเรื่องต่อไปเป็นหนังชีวประวัติของ ฮัน โซโล และดึงเอา ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ คู่หูผู้ประสบความสำเร็จจาก The Lego Movie และ 21 – 22Jump Street และเมื่อเดือนพฤศจิกายน ก็มีข่าวว่าดิสนีย์ เลิกจ้าง ลอร์ด และ มิลเลอร์ แล้ว ฟังดูเหมือนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับ Rogue One หนังภาคแยกสตาร์วอร์สเรื่องก่อนหน้า ที่เดิมทีวางตัว จอช แทรงค์ ไว้แล้วก็มีปัญหากัน เลยได้ กาเร็ต เอ็ดเวิร์ด มารับหน้าที่แทน ส่วน Solo ก็ได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับรุ่นเก๋าในวงการมารับหน้าที่แทน การเตะผู้กำกับคู่หูออกไปจากโปรเจ็คต์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจากดิสนีย์ว่า เขาไม่ต้องการความท้าทายจากผู้กำกับหน้าไหนที่จะมายุ่งกับแนวทางของจักรวาลสตาร์วอร์ส และเขาไม่แคร์ด้วยเพราะว่ายังมีผู้กำกับอีกมากที่ต่อคิวอยากจะมาร่วมในจักรวาลสตาร์วอร์สนี้

9.ดิสนีย์ ซื้อ ฟอกซ์


นับเป็นดีลการซื้อขายที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ดแล้ว ด้วยมูลค่า 52,400 ล้าเหรียญ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการสื่อสหรัฐ แต่สำหรับแฟน ๆ ซูเปอร์ฮีโร่นับเป็นข่าวดีที่พวกเขาตื่นเต้นกับการจะได้เห็นการขยายจักรวาลมาร์เวล เมื่อได้ X-Men และ Fantastic Four กลับมาบ้านมาร์เวล การซื้อครั้งนี้ดิสนีย์จะได้สตูดิโอหนังทั้งหมดของฟอกซ์ ซึ่งจะรวมถึงลิขสิทธิ์อภิมหาหนังอย่าง Avatar และ Titanic ด้วยรวมถึงช่องทีวีอย่าง National Geographic แต่คงเหลือช่อง Fox Sports 1 และ 2 ,Fox Business , Fox News ,Big Ten Network ที่ยังคงเป็นของตระกูลเมอร์ดอคต่อไป การเข้ามาของดิสนีย์ครั้งนี้จะทำให้ดิสนีย์มีส่วนแบ่งในตลาดหนังสูงถึง 49 % กลายเป็นมหาอำนาจทางด้านสื่อ และจะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่น้อยลง

10.ข่าวล่วงละเมิดทางเพศในวงการฮอลลีวู้ด


และข่าวที่ดังสุดในปีนี้ก็ไม่มีทางหนีฟ้น กระแสพลุแตกเมื่อนิวยอร์คไทม ตีแผ่วีรกรรมของฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ ผู้อำนวยการสร้างผู้ทรงอิทธิพลและเป็นเจ้าของค่ายมิราแมกซ์ว่าเคยล่วงละเมิดทางเพศดาราหญิงและคนในวงการหลายรายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และก่อให้เกิดเจ้าทุกข์อีกหลายรายออกมาแฉถึงบรรดาและผู้ทรงอิทธิพลอีกหลายรายที่มีพฤตกรรมคล้ายเคียงกัน ทั้งเควิน สเปซีย์ , ดัสติน ฮอฟฟ์แมน ,ลาร์ส ฟอน เทรียร์ และอีกหลายคน ถึงวันนี้กระแสข่าวการล่วงละเมิดก็ยังไม่ยุติ บรรดาเจ้าทุกข์ยังคงออกมาแฉถึงผู้กระทำการล่วงละเมิดอยู่เรื่อย ๆ และล่าสุดลามไปถึงวงการภาพยนตร์ในฮ่องกงอีกด้วย ทางตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ไต่สวนหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะแต่ละคดีก็เป็นเหตุที่เกิดขึ้นย้อนหลังไปนับสิบปี แและบรรดานักแสดงหญิงก็ยังคงเรียกร้องความยุติธรรมในสังคมฮอลลีวู้ด ดังได้เห็นจากการแต่งชุดดำในงานพิธีมอบรางวัลลูกโลกทองคำและจะมีขึ้นอีกในงานพิธีมอบรางวัลออสการ์

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

เพื่อน 5 ประเภทใน Facebook ที่น่าอันเฟรนด์มากที่สุด

Published

on

แค่อยู่ในโลกแห่งความจริง เดินบนท้องถนน บางทีก็เซ็งกับชีวิตจะแย่แล้ว แต่พอเปิด Facebook กะว่าจะได้เจออะไรที่เจริญตาเจริญใจ แต่กลับเจออะไรที่สร้างความรู้สึกลบๆ จากเพื่อนใน Facebook แทน กลายเป็นการซ้ำเติมความเซ็งให้กับชีวิตไปกันใหญ่.. และคุณจะปล่อยให้ชีวิตมันน่าเซ็งเป็ดแบบนี้ไปเรื่อยๆ น่ะหรอ ไม่ดีมั้ง! มันถึงเวลาที่คุณต้องปฏิวัติอะไรสักอย่างแล้ว และสิ่งๆ นั้นก็คือการอันเฟรนด์เพื่อนที่น่ารำคาญออกจาก Facebook คุณนั่นเอง.. ว่าแต่เพื่อนแบบไหนที่คุณน่าจะอันเฟรนด์พวกเขาออกไป เพื่อให้ชีวิตคุณสงบขึ้นบ้างนะ

เพื่อนขี้อวด

การโพสต์โชว์นู่นโชว์นี่เป็นเรื่องปกติของโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค เพราะเป็นธรรมชาติที่คนเราก็อยากจะแสดงความรู้สึกดีๆ ที่ท่วมท้นกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแฟนดีๆ (อวดแฟน) โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่ทำให้เป็นหนี้ไปอีกปี หรืออวดอาหารหรูๆ ที่นานๆ ทีจะกินสักครั้ง สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่คุณควรเข้าใจธรรมชาติของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่หากคุณรู้สึกว่าการเห็นโพสต์อวดนู่น อวดนี่แล้วทำให้คุณรู้สึกแย่ อิจฉา กดดัน หรือด้อยค่าล่ะก็ จงถอยออกมาจากจุดนั้น.. เราไม่ได้ต้องการให้คุณเป็นไอ้พวกขี้แพ้ จอมอิจฉาที่เห็นใครได้ดีกว่าไม่ได้ แล้วต้องคอยอันเฟรนด์ แต่เราอยากให้คุณโฟกัสที่ตัวเองมากขึ้น ตั้งเป้าหมายกับตัวเอง และทำทุกวันให้ดีที่สุด การอันเฟรนด์คนที่ทำให้คุณรู้สึกกดดันทางจิตใจจึงเป็นทางออกที่ดี ที่จะทำให้คุณลดความเครียดลงได้ แล้วได้ใช้เวลาแข่งขันกับตัวเองมากขึ้น และที่มากไปกว่านั้น การเฟดตัวเองให้ออกมาจากโพสต์ขี้อวดเหล่านั้น จะทำให้คุณเป็นคนที่ไม่ยึดถือในข้าวของเครื่องใช้ หรือเป็นพวกวัตถุนิยมจนเกินไปด้วย จำไว้ว่า

ไม่อยากเป็นคนแบบไหน

จงออกมาจากสังคมแบบนั้น

เพื่อนขี้ขาย

แม้ว่าคุณจะสนับสนุนให้คนขยันทำมาหากินขนาดไหน แต่เชื่อเถอะว่ามันต้องมีสักแว๊บที่คุณรำคาญพวกแท็กรูปภาพมาขายของแบบไม่เกรงใจบนวอลล์โพสต์ของคุณสุดๆ

การหาประโยชน์ส่วนตัว ด้วยการก้าวล้ำพื้นที่ของคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว แถมยังสร้างความรำคาญให้คุณจากคอมเม้นซื้อขายที่เด้งขึ้นมาเป็น Notification ตลอดอีกด้วย

นี่เลยเป็นเหตุผลที่คุณก็เป็นอีกคนที่กดอันเฟรนด์พวกขี้ขายแบบไม่มีมารยาทไปโดยปริยาย

Schaefer Marketing Solutions

เพื่อนขี้ฝาก

ต้องมีสักครั้งในชีวิต (หรืออาจจะมากกว่านั้น) ที่คุณมักจะเจอคนที่ทักแชทมา เพื่อบอกว่า “ฝากกด Like กด Share ด้วยนะ” ไม่ว่าจะเป็นโพสต์แข่งขันเอายอด Like หรือรูปโปรไฟล์ธรรมดาที่ทักมาเพื่อให้คุณ Like ให้ก็ตาม แต่ถ้ามันมีมาบ่อยๆ จนสร้างความรำคาญให้คุณ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะอันเฟรนด์แล้ว เพราะอะไรน่ะหรอ.. เพราะมันได้แสดงให้เห็นว่าคนที่ทักมาขอความช่วยเหลือคุณ เขาเห็นค่าของคุณก็ตอนต้องการประโยชน์น่ะสิ (ไม่เชื่อลองไล่อ่านดูสิ ว่าเขาคนนั้นทักมาตอนที่คุณเช็คอินที่โรงพยาบาลหรือเปล่า) แล้วคนที่มีนิสัยขี้ใช้ และทักมาเฉพาะตอนต้องการความช่วยเหลือแบบนี้ คุณจะอันเฟรนด์เขาไป ก็คงไม่เสียหายอะไร

เพื่อนขี้ดราม่า

จะมีเพื่อนบางคนที่ พอมีดราม่าออนไลน์อะไร จะโพสต์แรงๆ ความเห็นติดลบทุกที บางทีก็ด่าคนนั้นคนนี้แบบไม่หยุดหย่อน.. ว่ากันด้วยเรื่องดราม่า ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่อยู่คู่กับโลกนี้มานานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสามีภรรยา เรื่องลูกอกตัญญู เรื่องขโมยของ ฉ้อโกง ฯลฯ แถมคนส่วนใหญ่ยังชอบที่จะเห็นเรื่องดราม่าเล็กๆ น้อยๆ ด้วย

บางครั้งคุณก็อยากหลบหนีจากดราม่าในชีวิตจริงบ้าง แต่พอเปิด Facebook ดู เพื่อนบางคนใน Facebook กลับมีแต่เรื่องดราม่าเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ด่าการเมืองแบบจริงจัง หรือโพสต์สาดสีเทเสียนินทาชาวบ้าน ซึ่งหลายๆ ครั้งก็พลอยทำให้คุณประสาทเสียตามไปด้วย แถมยังทำให้คุณได้พลังลบๆ ตามไปด้วยอีก ทางที่ดีคุณควรจะอันเฟรนด์พวกเขาเสีย หรือจะกด Hide โพสต์ของพวกเขาก็ได้ อย่างน้อยๆ การทำแบบนี้ก็ช่วยให้คุณหลีกหนีจากทัศนคติลบๆ ไปได้ เพราะลำพังในชีวิตประจำวันคุณก็พบเจอปัญหามากมายอยู่แล้ว ดังนั้นพื้นที่โซเชี่ยลมีเดียของคุณมันควรจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ใช่ย่ำแย่กว่าเดิม

Daniel Garcia

เพื่อนขี้แชร์

ถึงจะเป็นพวกชอบอ่านนู่นอ่านนี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร แฟชั่น สัตว์โลกน่ารัก ร้านอาหารน่าทาน ฯลฯ ที่เด้งขึ้นมาบนทามไลน์ขนาดไหน แต่สำหรับบางโพสต์ก็ทำให้คุณหมดอารมณ์ที่จะเปิด Facebook เล่นต่อไปได้ โดยเฉพาะพวกที่ชอบแชร์โพสต์หลอนๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปอุบัติเหตุน่ากลัวๆ รูปเด็กพิการ รูปชิ้นส่วนอวัยวะเลือดสาด รูปคนเสียชีวิต ฯลฯ แม้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่รู้ว่าการแชร์โพสต์เหล่านี้ได้สร้างความสะเทือนใจต่อผู้อื่น แถมยังคิดว่าได้แชร์ข้อมูลและความรู้ดีๆ อีก (ยังไม่รวมพวกที่แชร์อะไรแบบนี้ เพราะแคปชั่นเขียนว่า แชร์แล้วได้บุญ) ซึ่งหลายต่อหลายครั้งก็ทำให้คุณรู้สึกหนักใจไม่น้อย คนเหล่านี้จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมควรโดนอันเฟรนด์ไปโดยปริยาย

นี่ยังไม่รวมถึงคนประเภทที่ชอบแชร์อะไรผิดเวลาอีก โดยเฉพาะอาหารน่าทานมื้อดึก ที่ทำให้แผนการลดน้ำหนักของคุณต้องเป็นอันพังพินาศ ถึงจะไม่ได้สร้างความร้ายแรงอะไร แต่หลายครั้งก็ทำให้คุณหงุดหงิดใจไม่น้อย ดังนั้น อันได้เป็นอันกันไป ให้มันจบๆ!

เชื่อว่าตอนนี้ Facebook ของหลายๆ คน กำลังสงบขึ้น และเพื่อนใน Facebook ลดไปสิบกว่าคนแล้ว.. เอาเป็นว่าขอให้ชีวิตคุณสงบสุขแบบนี้ไปนานๆ แล้วกันเนอะ และที่สำคัญอย่าทำตัวให้ถูกลบออกจาก Facebook ของคนอื่นได้ล่ะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

การ์ตูน

อนิเมะเรื่อง จอมมารต่างโลกกับบริวารสาวนักอัญเชิญ ประกาศสร้างเป็นฉบับอนิเมะทีวีซีรีส์!!!

Published

on

น่าจะเป็นข่าวดีของแฟนๆเรื่อง “Isekai Maou to Shoukan Shoujo no Dorei Majutsu” หรือ “จอมมารต่างโลกกับบริวารสาวนักอัญเชิญ” เมื่อมีการประกาศว่า Light Novel (ฉบับนิยาย) เรื่องนี้กำลังจะถูกสร้างเป็นฉบับอนิเมะแล้ว นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดเว็บไซต์ของอนิเมะเรื่องนี้ขึ้นมา และปล่อยภาพ Key Visual แรกออกมาให้ได้ชมกันในทันที โดยภาพนี้เป็นผลงานของอาจารย์ Tsurusaki Takahiro ผู้ที่วาดภาพประกอบให้กับ Light Novel เรื่องนี้นั่นเอง ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆนั้นยังไม่มีการเปิดเผยใดๆ ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

สำหรับเรื่องนี้เป็น Light Novel แนวต่างโลกที่สนุกมากอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องนี้เป็นผลงานของอาจารย์ Murasaki Yukiya และได้อาจารย์ Tsurusaki Takahiro มาเป็นผู้วาดภาพประกอบให้ และได้ถูกนำไปสร้างเป็นฉบับมังงะ ซึ่งทั้งสองเวอร์ชั่นก็มีลิขสิทธิ์ในบ้านเราโดยสำนักพิมพ์ Luckpim นั่นเองครับ

ภาพตัวอย่างฉบับมังงะ

เนื้อเรื่องย่อจากทางสำนักพิมพ์ Luckpim

ภายใน MMORPG ที่มีชื่อว่า Cross Reverie นั้นซาคาโมโตะ ทาคุมะ เป็นผู้ทรงพลังแข็งแกร่งเหนือชั้นชนิดที่เพลเยอร์คนอื่นๆต่างพากันเรียกว่า ‘จอมมาร’ แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกอัญเชิญไปสู่โลกต่างมิติโดยอยู่ในร่างที่ใช้ภายในเกม ที่นั่นเขาได้พบกับสาวน้อย 2 คนซึ่งต่างก็ยืนกรานว่า ‘ฉันนี่แหละ คือ ผู้อัญเชิญ’ พวกเธอร่ายเวทเปลี่ยนอสูรอัญเชิญให้กลายเป็นทาสใส่ทาคุมะทว่าพลังพิเศษเฉพาะตัว สะท้อนเวท ก็ทำงานขึ้น

คนที่กลายเป็นทาสกลับกลายเป็นเหล่าสาวน้อย จึงทำให้ทาคุมะรู้สึกปั่นป่วน เขาเป็นจอมขมังเวทสุดแกร่งก็จริง แต่ไร้ซึ่งความสามารถในการสื่อสารโดยสิ้นเชิง คำแรกที่พูดออกมาหลังจากกลุ้มใจก็มาจากบทบาทจอมมารที่เขาใช้ภายในเกม ‘ฉันสุดยอด งั้นเรอะ แน่นอนอยู่แล้ว นามของข้าคือเดียโบล ผู้เป็นที่เกรงกลัวในฐานะ จอมมารนะ’ เรื่องเล่าขานแห่งการผจญที่ไม่หยุดยั้งด้วยความแข็งแกร่งไร้เทียมทานของจอมมาร (ตามบท) ผู้ซึ่งจะทำให้โลกสะท้านสะเทือนในไม่ช้า เปิดฉากขึ้นแล้ว

ภาพตัวอย่างตัวละคร 2 สาวนะครับ

เพื่อนๆคนไหนที่ชื่นชอบหรือสนใจเรื่องนี้ก็มาร่วมพูดคุยกันได้ที่ Fanpage WhatTheFact นะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก: isekaimaou-anime และ https://myanimelist.net/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] The Lucky Black Sunset  งานดีไม่มีผิดหวัง อาจฟังเพลินจนลืมกลับบ้าน

Published

on

สุดสัปดาห์นี้มีงานคอนเสิร์ตดีๆอีกแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอเพลงอินดี้ และผู้แสวงหาประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสกับท่วงทำนองอันไพเราะ จากงานเพลงและการแสดงดีๆของศิลปินทั้งไทยและเทศในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป  เราไปดูกันดีกว่าครับว่ารายละเอียดของงานเป็นอย่างไรบ้าง


รายละเอียดของงาน


  • ชื่องาน :The Lucky Black Sunset
  • ผู้จัด : Seen Scene Space
  • วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป
  • สถานที่ : Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต
  • ราคา : 1800 บาท (Early Bird 1,600 หมดไปแล้ว)
  • ช่องทางการซื้อบัตร : Tickermelon

The Lucky Black Sunset


ชื่องานนี้เกิดจากการรวมเอาคำในชื่อของวงดนตรีจากต่างประเทศทั้งสามวงที่จะมาแสดงในงานนี้มารวม ซึ่งประกอบไปด้วย

  •  Lucky Tapes จากญี่ปุ่น
  •  The Black Skirts จากเกาหลีใต้
  • Sunset Rollercoaster จากไต้หวัน

และนอกจากนี้ยังมีหนึ่งวงไทยที่มีผลงานน่าจับตามองมาร่วมด้วยอีกวงนั่นคือ

  • Plastic Plastic

เรามาดูประวัติและลองฟังเพลงเด็ดๆของแต่ละวงกันครับ


Lucky Tapes

วงดนตรี soul pop ฝีมือเยี่ยมจากญี่ปุ่นซาวด์ดนตรีแบบย้อนยุคนิดๆเด่นที่เสียงเบสและเครื่องเป่า มีเพลงดังอย่าง “touch!” , “Gun” ที่หลายๆคนคุ้นเคย ล่าสุดวงเพิ่งออก EP’. อัลบั้มใหม่มาสามารถไปหามาเสพย์ ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น รอได้เลยครับ 

เพลงที่เราแนะนำ

Gravity

Touch!

Gun


The Black Skirts

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเกาหลี  Bryan Cho หนุ่มแว่น เสียงละมุนหูจากเกาหลีใต้ ที่มาพร้อมกับงานเพลงในแนว Indie-Rock ผสม Asian-Pop ผนวกกลิ่นเพลงแบบ Dream-Pop , City pop , Ballad , Folk Rock เข้าไปออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าทึ่งเลยก็คือทุกเพลงนั้น Bryan ทำเพลงเองหมดทุกกระบวนการ ตั้งแต่การครีเอทไลน์กีต้าร์ เบส กลอง ร้อง ทำเองหมด One Man Show สุดจริง!!!

เพลงที่เราแนะนำ

Everything

Who Do You Love

Hollywood

 


Sunset Rollercoaster 

วงอินดี้จากไต้หวัน ที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 6 และเครื่องดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง รวมไปถึง แซ็กโซโฟน อิเล็กทรอนิกแพด และซินธ์ ที่พร้อมดาหน้าเข้ามาสร้างสีสันความสนุกให้กับผู้ฟัง งานเพลงของวงเป็นแนวอินดี้ป๊อบที่ผสมซาวด์แบบยุค 80s ลงไป งานเพลงของวงก็เหมือนกับชื่อวงเลยครับ คือ เพลินด้วยโรแมนติคด้วย แบบเป็นการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินกันเลย

เพลงที่เราแนะนำ

My Jinji

Burgundy Red

New Drug


Plastic Plastic

วงดนตรีเจ้าถิ่น ดูโอ้พี่น้อง ขวัญใจชาวไทย ปกป้อง จิตดี และ ต้องตา จิตดี ที่มาพร้อมดนตรี indie pop ฟังง่ายๆ สบายๆ เพลิดเพลินใจไปกับเสียงดนตรีและ เสียงร้องอันสดใส เมโลดี้สดสวย ล่าสุดสองพี่น้องจิตดีได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow ของเต๋อ นวพล ได้อย่างงดงาม อิมเพรสชั่นนิสม์ มิวสิคมากๆ ถือได้ว่าเป็นอีกวงที่น่าจับตามอง จับหูฟังสุดๆ

เพลงที่เราแนะนำ

หยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก

With me

วันก่อน

โดยรวมแล้วทั้ง 4 วงเป็นวงอินดี้ที่งานเพลงฟังสบาย เมโลดี้สวย ร้องตามได้ (ถึงแม้จะไม่รู้ภาษาก็ร้องมั่วๆไป) โยกย้าย ส่ายบอดี้ตามได้แบบเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ไม่มีอะไรจะชิลไปกว่านี้อีกแล้ว


ผู้จัดงาน


Seen Scene Space เป็นกลุ่มคนดนตรีเดียวกันกับค่ายเพลง Parinam Music บ้านของศิลปินอย่าง ปลานิลเต็มบ้านGym and Swim และ Seal Pillow  มีหัวเรือคือ คุณปูมปิยสุ โกมารทัต ที่หลังจากทำค่าย Parinam Music มากว่า 10 ปี และค่ายเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงอยากเริ่มทำเป็น music organize จัดงาน event ทางดนตรีดีๆ อาทิเช่น Pow! Fest ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่รวบรวมวงอินดี้ในแนว Dream pop, Soft Rock ทั่วไทย และ concert promoter นำวงดนตรีอินดี้ดีๆจากต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งล่าสุดPow! Fest ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป เป็นอีกงานที่สุดยอดเพราะรวมวงดนตรีจากหลากประเทศรวมถึงไทยด้วยกว่า 7 วง !!! ในราคาย่อมเยาว์ ถือว่าคุ้มมากๆครับ


วัน เวลา และสถานที่


งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้นะครับ ประตูเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Voice Space

ซึ่ง Voice Space ก็คือ Event Hall ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ Voice TV  ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การแสดง แฟชั่น งานสัมมนา ฯลฯ

นั่งชิลริมสระรองานเริ่มได้ หรือ แวะออกมาพักตรงช่วงว่างระหว่างวง

บรรยากาศด้านใน

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์นั้นถือว่าสะดวกอยู่ครับเพราะว่าอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังมีที่จอดรถค่อนข้างเพียงพอ (ถ้ามาตรงเวลางานเริ่มได้จอดแน่นอน) แต่หากไม่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวก็สามารถมาด้วย รถประจำทางหรือ BTS ได้ครับโดยถ้ามาด้วย BTS สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่

  1. ลงที่สถานี อารีย์ – ทางออกที่ 3 (ฝั่ง ลาวิลล่า อารีย์)- เดินทางโดยรถแท็กซี่โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน 2 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกวิภาวดี-สุทธิสาร (ติดกับสโมรสรทหารบก)

2. ลงที่สถานี อนุเสาวรีย์ชัยฯ – ขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งเกาะดินแดง – รถประจำทางที่ผ่าน Voice Space หมายเลข 24, 69, 92, 538, 504, 555 เลือกลงที่ป้ายของสโมสรทหารบก


ราคาบัตร


1,800 !!! เท่านั้นครับ มีราคาเดียว ดูเผินๆเหมือนแพง แต่หากลองหารกับจำนวนวงดูจะพบว่า ตกวงละ 450 บาทเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีดีๆจากต่างประเทศทั้ง 3 วง หรือวงอินดี้รุ่นใหม่จากไทย แค่วงเดียวก็คุ้มแล้ว แต่นี่มาถึง 4 คิดว่าราคานี้คงพอรับไหวอยู่ครับ หากเป็นคออินดี้จริงๆ


ช่องทางการซื้อบัตร


สำหรับช่องทางการซื้อบัตรนั้นค่อนข้างสะดวกครับ สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.ticketmelon.com/event/theluckyblacksunset  จากนั้นก็กรอกรายละเอียดแต่เพียงเล็กน้อย จะสร้าง account ใหม่หรือ log in ด้วย facebook ก็ได้ครับ

ส่วนช่องทางการชำระเงินก็ทำได้ทั้ง ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต ซึ่งได้รับตั๋วทันที อีกทางคือ ATM/เคาน์เตอร์/เคาน์เตอร์ธนาคาร/อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะต้องนำใบ จ่ายเงินหรือ Reference Code ไปชำระเงินให้เสร็จสิ้นจึงจะได้รับตั๋วครับ

บัตรที่ซื้อจะได้เป็น e-ticket คือ สามารถใช้เข้างานได้เลย โดย

  1. print ออกมาเป็นกระดาษก็ได้
  2. โชว์จากโทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งจะเป็น QR Code ไว้สแกนน่างาน โดยสามารถเปิดได้จากหน้าเว็บ ticketmelon , e-mail ของเราที่กรอกตอนซื้อบัตร หรือภาพที่ capture เก็บไว้ก็ได้ครับ

สรุปสำหรับงานนี้หากใครเป็นคอเพลงอินดี้ป็อปรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะทั้ง 4 วงนี้ถือว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของงานดนตรีสายนี้ทางฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การได้ฟังเพลงเพราะๆจากโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นของเรานั้นก็ว่าสุดแล้ว แต่การได้ไปฟังสดๆสัมผัสบรรยากาศ ณ ขณะนั้นถือว่าสุดยิ่งกว่า ถือแม้ราคาบัตรอาจสูงสักนิดแต่เมื่อลองคิดๆดูแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป หลายงานราคานี้อาจได้ดูวงดีๆแค่วงเดียว แต่นี่ถึงสี่ !!! หากในวันที่ 24 นี้ไม่มีโปรแกรมอะไรก็ขอแนะนำให้ลองไปกันดูนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!