Connect with us

บทความ

เผยประสบการณ์ชีวิต 20 ปีของ “หนุ่ย พงศ์สุข” ในรายการ เจาะใจ

หนุ่ย พงศ์สุข เปิดเผยเรื่องราว จากจุดเริ่มต้นจากคนที่ “สนใจด้านไอที” จนมาสู่ความเป็น “เจ้าพ่อไอที” ที่ทุกคนเรียกขาน พร้อมเผยบทเรียนที่เกิดจากความผิดพลาดจากความมั่นใจเรื่อง “ทีวีดิจิทัล” จนแทบล้มละลาย และสามารถก้าวข้ามจนกลายมาเป็น “เว็บไซต์ไอทีอันดับ 1 ของไทย” ได้อย่างไร? เผยหมดเปลือกผ่านรายการเจาะใจ

ก้าวแรกของ หนุ่ย พงศ์สุข

หนุ่ย พงศ์สุข เริ่มต้นความเป็นพิธีกรครั้งแรก จากการเข้าประกวดรายการ ตัวต่อตัว ซึ่งเป็นรายการประกวดการแสดง ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัล 1 ล้านบาท ซึ่ง ณ ตอนนั้นเขายังเรียนอยู่ชั้น ม.5 อยู่ เปรียบเสมือนการถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 1 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเจ้าพ่อไอทีจนทุกวันนี้ ซึ่งหนุ่ย พงศ์สุข ก็ถือว่าเป็นคนแรกที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ได้เป็นคนแรกของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปรียบเสมือนกูรูยุคแรกเริ่มของวงการไอที เพราะคู่มือต่าง ๆ ในยุคนั้นยังคงเป็นสิ่งที่เรียกว่า Text Book ภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งดูยากและอ่านยากมาก ๆ ทำให้คนมาปรึกษาหนุ่ย พงศ์สุข แทน และยิ่งตอบคำถาม ให้คำปรึกษาบ่อยขึ้น ก็ต้องหาความรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ และได้แกะทุกสิ่ง ลองทุกอย่าง

เงินก้อนสุดท้าย และก้าวแรกสู่การเป็นบริษัท

หลังจากที่เรียนจนถึงมหาวิทยาลัยปี 4 ก็ได้นำเงินแสนบาทก้อนสุดท้ายที่เหลือมาลงทุนตั้งบริษัทในชื่อ Show No Limit Co.,Ltd. หรือบริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด และได้ทำรายการ แบไต๋ Hitech ครั้งแรกบนทีวีจอเงิน

วิกฤติ “ดิจิทัลทีวี” ทำเกือบ “เจ๊ง” !!

ซึ่งหลังจากได้ทำรายการ แบไต๋ไฮเทค ไปซักพัก ก็ได้เริ่มมีการประมูลช่อง “ทีวีดิจิทัล” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปฎิวัติช่องทางการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ครั้งแรก โดยเพิ่มช่องกว่า 24 ช่องจากเพียง 5 – 6 ช่องเท่านั้น ซึ่งหนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้รับโอกาสในการเข้าไปทำรายการต่าง ๆ ภายในช่องเหล่านั้นกว่า 12 รายการใน 6 ช่องสถานี ฟังดูเหมือนจะเป็นก้าวสำคัญที่จะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ใช่อย่างที่คิด

เพราะค่าโฆษณาจากเดิมที่จะได้รับในราคาหลักแสนต่อนาทีในช่วง Non-Prime time แต่พอมาอยู่ในช่วง Prime Time ของดิจิทัลทีวี กลับเหลือเพียงนาทีละหลักหมื่นนิด ๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่เพียงพอสำหรับค่าโปรดักชันทำรายการอย่างแน่นอนทั้งค่าดารา ค่าฉาก ค่าไฟ ฯลฯ ซึ่งทำให้ หนุ่ย พงศ์สุข ณ เวลานั้น

เลือดไหลหมดตัว (เจ๊ง) ภายใน 1 ปี

จาก “เกือบปิดบริษัท” สู่ “เจ้าพ่อไอที”

หลังจากเหตุการณ์นั้น ตุ๊ก จามรี หิรัญพฤกษ์ ภรรยาหนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้ปรึกษาและคิดว่า ควรจะปิดบริษัท เพื่อไม่ให้เงินไหลออกไปมากกว่านี้ แต่หนุ่ย ตอบกลับไปว่า

ถ้าเราประกาศปิดบริษัท เจ้าหนี้จะมาหาเราทั้งหมด แต่ถ้าเราฝืน ค่อย ๆ แก้ปัญหาไปทีละน้อย เรายังคงมี Credit Term อยู่

สุดท้ายก็ได้ใช้เวลาแก้ไขปัญหานี้อยู่ 4 ปี โดยการตัดสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดออก โดยการย้ายไปทำออนไลน์ 100% ยุติชีวิตการเช่าคนอื่น ทั้งผังรายการ, สถานที่สตูดิโอ จากเดิมที่อยู่ตึกดิจิทัล เกตเวย์ ชั้น 4 ติด BTS สยาม ทำรายการ แบไต๋ไฮเทค Daily 5 Live ที่มีการถ่ายรายการทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ ออกสด 5 วัน 5 ช่อง รวม ๆ ค่าผลิตรายการและทีมงานก็ตก 2.5 – 3 ล้านบาทต่อเดือน จึงต้องหยุดไป และกำเอาเงินก้อนสุดท้าย 2 ล้านบาทซึ่งเป็นเงินกู้ที่ติดลบได้ 2 ล้านสุดท้าย กลับมาทำการทุบสนามหญ้าหลังบ้านของตัวเอง แล้วทำเป็นสตูดิโอที่ชื่อ Show No Lake Studio ขึ้นมา

จุดเริ่มต้นของ beartai ในรูปแบบรายการบน Social Media

และที่แห่งนี้ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการทำ Social Experiment ของบริษัทว่า Beartai ในรูปแบบโซเชียล จะสามารถไปได้ขนาดไหน? โดยมีสถิติว่า คนไทยดู Facebook มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการดูสั้นที่สุด โดยการดูเฉลี่ยเพียง 6 วินาที และยังมีพฤติกรรมต่าง ๆ มากมายใน Social อื่น ๆ ที่น่าสนใจ จึงทำให้เกิดรูปแบบการถ่ายรายการใหม่ที่

เลิกทักทาย เลิกเกริ่น เลิกไตเติ้ลรายการทั้งหมด เข้าเรื่องทันที

ที่สำคัญคือ คนส่วนใหญ่มักจะปิดเสียงก่อนเปิดเสียงดู เพราะมักจะดูอยู่ในที่ทำงาน บนรถไฟฟ้า หรือที่อื่น ๆ ที่ไม่เหมาะกับการเปิดเสียงฟัง ก็เลยต้องหาวิธีเรียกสายตาเพื่อให้คนสนใจ นั่นคือการ “หมุนตัว” ก่อนเพื่อเรียกสายตาไม่ให้ไถผ่าน

นอกจากนี้ยังต้องมีการศึกษาเรื่อง Realtime Content ว่าปัจจุบันกระแสตอนนี้มีเรื่องอะไรบ้าง แล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราถนัดและสามารถให้คำตอบสังคม ณ เวลานั้นได้หรือไม่ จากสมัยก่อนรายการเป็นผู้เลือกว่า สิ่งไหนน่าสนใจ แล้วเข้าไปทำรายการ เจาะลึกสิ่งนั้น แต่ ณ เวลานี้ สังคมต่างหากเป็นผู้เลือกว่าเราควรจะทำรายการแบบไหน เขาอยากรู้อะไรเราทำสิ่งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ช่วง Facebook ประกาศสกุลเงินคลิปโตใหม่ Libra แบไต๋ก็จัดการทำคลิปนี้เป็นคลิปแรกของประเทศไทย เพื่อสื่อให้รู้ว่า เงินสกุลนี้เป็นอย่างไร มีใครร่วมทำบ้าง และจะส่งผลกระทบอะไรกับเราบ้างในอนาคตถ้าเกิดขึ้น

และสำหรับคลิปแรกที่สามารถสร้างกระแสให้กับ beartai ได้อย่างมากเกิดขึ้นจากช่วงที่ทนายท่านหนึ่งโดนตรวจของเหลวขึ้นเครื่องบิน จากกฎการบินว่า ห้ามนำของเหลวเกิน 100 มิลลิลิตรขึ้นเครื่อง และแกได้เผลอติดครีมที่มีราคาค่อนข้างแพงขึ้นไป แล้วโดนบังคับให้ทิ้ง แกก็ถ่ายภาพโพสต์ลงโซเชียลจนกลายเป็นกระแส ซึ่งคนก็เข้าไปถกเถียงกันในเฟซบุ๊กเขา

แต่หนุ่ย พงศ์สุข ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน ซึ่งเขาได้เดินทางไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่นั่นเขามีเครื่องบริการฝากส่งไปรษณีย์อัตโนมัติ (APM) อยู่ใกล้ ๆ จุดเอ็กซเรย์ แล้วถ่ายทำออกมาเป็นคลิปสั้น ๆ ที่ทำให้เห็นว่ามีวิธีแก้ง่าย ๆ แค่เพียงส่งไปรษณีย์กลับบ้านแบบอัตโนมัติกลับไปแค่นั้นเอง

หลักการและแนวทางในการ “รีวิวสินค้า”

ในสมัยก่อนรายการโทรทัศน์จะใช้วิธีการรับสปอนเซอร์ด้วยการโฆษณาคั่นรายการ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเปลี่ยนช่องหนี เพราะไม่อยากดูโฆษณา แต่สมัยนี้เปลี่ยนไปมาก คนที่เข้ามาซื้อโฆษณาจะกลายเป็นว่า อยากให้เราพูดถึง ให้เรา “รีวิวสินค้า” นั้น ๆ ที่ส่งมาให้ ซึ่ง beartai เราก็ต้องมีการตั้งเงื่อนไขการรีวิวสินค้าเอาไว้ว่า นอกจาก “ชม” แล้ว เรายังต้องมีการ “ติ” ในมุมที่สัมผัสได้จากการใช้จริง มอบความจริงใจให้กับผู้ชมของรายการ

ย้ายจาก “หลังบ้าน” สู่ สตูดิโอ “แห่งใหม่”

หลังจากที่เริ่มมีกำไรกลับมา ก็ได้ทำการย้ายจาก Show No Lake Studio หลังบ้าน มาสู่สถานที่ใหม่ ณ ซอย RCA พร้อมกับเพิ่มพนักงานและคุณภาพรายการให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม Talent ใหม่มากความสามารถที่ได้เห็นผ่านช่องทางทั้ง Facebook และ YouTube พร้อมมอบความรู้ สาระและความบันเทิงให้กับผู้ชมทุกคน

FUTURE IS NOW & ข่าวร้ายที่คุณต้องรู้

ปัจจุบันความรู้ทุกอย่างอยู่บนอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว ใครอยากรู้อะไรก็แค่ ค้นหาได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น VR ที่สามารถพาคุณเดินทางไปเที่ยวทั่วโลกได้อย่างง่ายดายเหมือนกับประตูไปที่ไหนก็ได้ของโดราเอมอน

และคนไทยต้องก้าวข้าม Digital Transformation ให้ได้ ซึ่งหนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้ตั้งใจสร้าง “โลกอนาคต” ออกมาให้ปรากฎตรงหน้า เพื่อหวังให้กระบวนการการเห็นและเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น จะทำให้คนรู้สึกว่าโลกเปลี่ยนไปขนาดไหน และจะต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมด้านใดบ้างเพื่อตอบรับอนาคตเหล่านี้กับหลังสูตร “FIN 2575” (Future is now) เพื่อพาเด็กไทยวันนี้ ก้าวข้ามอนาคตไปในปี 2575 ว่า ในอนาคตอาชีพอะไรจะเลิก อะไรไม่ต้องเรียนแล้ว โอกาสใหม่ ๆ ในโลกข้างหน้ามีอะไรบ้าง ซึ่งในมุมเทคโนโลยี ณ ปัจจุบันเราเริ่มมองเห็นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ AI จะมาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในหลากหลายอย่างแน่นอน เพราะระบบการประมวลผลของ AI จะมีความชาญฉลาดมากขึ้นผ่านระบบการเรียนรู้แบบพิเศษและสามารถมาคิดและทำแทนมนุษย์ได้ โดยเฉพาะงานแบบ Routine แบบเดิม ๆ ซ้ำซาก

ยุคต่อไปเจ้าของกิจการจะมีความท้าทายมากขึ้นในด้านการสร้างสมดุลระหว่างการจ้างแรงงานคนและการสร้างหุ่นยนต์ เพราะหุ่นยนต์หรือ AI เมื่อมาทำงานแทนคน มันสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดพัก ไม่มีหิว ไม่มีอารมณ์มาเป็นส่วนประกอบ และยิ่งยุค 5G ที่มีความเร็วอินเทอร์เน็ตที่สูง และความหน่วงที่ต่ำมาก ๆ จนแทบ ไร้ดีเลย์ ก็จะทำให้การสั่งงานหุ่นยนต์ระยะไกลทำได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการเก็บข้อมูล BIG DATA ขนาดมหาศาลพร้อมประมวลผลได้ทันที

มนุษย์ยุคหน้าต้องมี Soft Skill ใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านการเขียนโปรแกรม หรืองานที่ต้องการ Emphathy หรือความเห็นใจเช่นงานบริการต่าง ๆ จะเป็นงานที่มีโอกาสถูก Disrupt ได้น้อย

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น