Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

แม้ลูกค้าเป็นฝั่งผิดไทยพาณิชย์ก็คุ้มครองผู้ใช้งานผ่านแอป SCB EASY สูงสุด 1 แสนบาท

หลังจาก SCB EASY เวอร์ชั่น 3.0 ได้เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีกับความสามารถใหม่ที่กดเงินจากตู้ ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์โดยไม่ต้องใช้บัตร ATM วันนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ได้เปิดตัวแอปตัวนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมรายละเอียดบริการต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ลูกค้ากังวล ทาง SCB ก็คุ้มครองความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าลูกค้าจะเป็นฝ่ายผิดสูงสุด 100,000 บาท และใช้จ่ายผ่าน QR Code เพื่อเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดได้เลย

Published

on

หลังจาก SCB EASY เวอร์ชั่น 3.0 ได้เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีกับความสามารถใหม่ที่กดเงินจากตู้ ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์โดยไม่ต้องใช้บัตร ATM วันนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ได้เปิดตัวแอปตัวนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมรายละเอียดบริการต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ลูกค้ากังวล ทาง SCB ก็คุ้มครองความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าลูกค้าจะเป็นฝ่ายผิดสูงสุด 100,000 บาท และใช้จ่ายผ่าน QR Code เพื่อเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดได้เลย

แอปธนาคารนั้นปลอดภัยกว่าเว็บ เพราะปลอมแอปในสโตร์ทำได้ยากกว่าสร้างเว็บปลอม

SCB EASY 3.0 ถอนเงินผ่านตู้ ATM ไม่ต้องใช้บัตร

การใช้ SCB EASY เวอร์ชั่นใหม่เพื่อถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มนั้นทำได้ง่ายมาก เพียงเข้าไปที่เมนูถอนเงินไม่ใช้บัตรภายในแอป กำหนดจำนวนเงินที่ต้องการถอนออกมา ก็จะได้รหัส 6 หลักเพื่อนำไปกดที่ตู้ ATM ของไทยพาณิชย์ภายใน 15 นาทีได้เลย

เมื่อไปถึงตู้ ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์ก็เริ่มต้นกระบวนการโดยกดปุ่ม “กดเงินไม่ใช้บัตร” แล้วป้อนหมายเลขโทรศัพท์ของเราที่แจ้งไว้กับธนาคารและรหัส 6 หลักที่ได้จากแอป ก็จะได้รับเงินตามที่ระบุในแอปทันที ซึ่งการที่ SCB ต้องการยืนยันเพียงเบอร์โทรกับรหัส 6 หลักก็ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลเหล่านี้ไปให้คนอื่น เช่นพ่อ-แม่หรือญาติ สามารถกดเงินสดจาก ATM แถวบ้านได้ทันที ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการโอนเงินที่สะดวกขึ้นด้วย

SCB คุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทแม้ลูกค้าเป็นฝ่ายผิด

พร้อมกันกับแอป SCB EASY 3.0 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้เปิดตัวบริการ Easy App Protection ด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการธนาคารที่กล้ารับประกันและคุ้มครองความปลอดภัยโดยคุ้มครองคลอบคลุม 4 กรณีคือ

  • กรณีโทรศัพท์หาย / ถูกขโมย
  • ถูกขโมยเอกสารสำคัญส่วนตัว / บัตร
  • ระบบมือถือถูกเจาะ / แฮก
  • ถูกไวรัส / โปรแกรมขโมยข้อมูล

โดยรับประกันวงเงินที่เสียหายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อกรณี แม้ลูกค้าจะเป็นฝั่งผิด ก็จะได้เงินคืนตามจำนวนที่หายไป ยกเว้นเคสที่ธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างคนใกล้ตัวนำไปใช้ หรือการที่ผู้ใช้งานมีส่วนในการให้ข้อมูลส่วนตัวไปกับผู้อื่นเอง จะไม่ครอบคลุมในการรับประกันนี้

ความสามารถใหม่ของ SCB EASY รองรับสังคมไร้เงินสด

เพื่อสอดรับกับโครงการ National e-Payment ของรัฐบาลในแอป SCB EASY จึงมีความสามารถเพื่อรองรับสังคมไร้เงินสดมาด้วยคือ

  • Request Money บริการเรียกเก็บหรือทวงเงินปลายทางเพื่อให้ปลายทางสามารถทำรายการจ่ายกลับมาที่ผู้เรียกเก็บได้ทันที
  • QR Scan Payment รองรับการจ่ายเงินผ่าน QR Code ที่เป็นมาตรฐานกลางของรัฐ ผู้ใช้สามารถนำแอป SCB EASY สแกน QR Code เพื่อจ่ายเงินให้ร้านค้าได้ (และเพราะว่าเป็นมาตรฐานกลาง ทำให้แอปธนาคารอื่นๆ ก็สามารถจ่ายเงินผ่านระบบนี้ได้เช่นกัน) โดยสามารถจ่ายเงินให้กับร้านค้าที่สมัครบริการพร้อมเพย์ได้สะดวก
  • Donation เมนูบริจาค โดยตอนนี้เริ่มต้นกับมูลนิธิที่เป็นที่รู้จักก่อน ได้แก่ สภากาชาดไทย, โรงพยาลบาลเด็ก, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และมูลนิธิสร้างรอยยิ่ม และยังเก็บหลักฐานสำหรับการหักภาษีอีกด้วย

จากกระแส Digital Wallet ที่กำลังมาแรง ธนาคารได้เปรียบตรงนี้อยู่แล้วตรงที่บัญชีเงินฝากก็คือกระเป๋าเงินดิจิทัลนั้นเอง แถมยังเหนือกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ด้วยตรงที่เป็นกระเป๋าเงินที่มีการจ่ายดอกเบี้ยด้วย ไม่เหมือนกระเป๋าเงินอื่นๆ ที่เก็บเงินไว้เฉยๆ ซึ่ง SCB ก็มองว่ากำลังทำตรงนี้เพื่อสู้กับกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น True Money หรือ LINE PAY

มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเงินฝาก

หนุ่ย-พงศ์สุขในงานเปิดตัวแอป SCB EASY 3.0

หนึ่งในเรื่องที่ลูกค้าธนาคารอาจจะรู้สึกมาตลอดคือ ลูกค้าเงินฝากของธนาคารมักจะไม่ได้สิทธิพิเศษอะไร เมื่อเทียบกับลูกค้าบัตรเครดิตที่มีสิทธิพิเศษให้เลือกใช้มากมาย แต่ SCB EASY เวอร์ชั่นใหม่ก็รองรับสิทธิพิเศษมากมาย

  • Easy Bonus สิทธิพิเศษและส่วนลดมากมาย โดยในช่วงเปิดตัวนี้มีสิทธิพิเศษที่น่าสนใจดังนี้
    • ลูกค้าสมัครใหม่ รับเน็ตมือถือสูงสุด 3 GB เมื่อสมัครใช้งานและทำรายการเติมเงินหรือจ่ายบิล 1 ครั้ง
    • ลูกค้าเดิม รับทันทีพอนด์ เดอ ริง จากมิสเตอร์โดนัท 1 ชิ้น เพียงใช้งานแอป SCB Easy
    • รับตั๋วภาพยนตร์เครือ Major, SF จำนวน 1 ที่นั่ง เมื่อทำรายการ โอน เติม จ่าย ถอน ครบ 3 รายการใน 1 เดือน
  • Dining นำเสนอข้อมูลร้านอาหารที่น่าสนใจจาก Wongnai พร้อมดีลพิเศษ

ดอกเบี้ยเงินฝาก 3% เมื่อเปิดบัญชีใหม่!

เปิดบัญชีเงินฝาก SCB EZ Saving ผ่านเว็บ SCB EASY NET ตอนนี้ ได้รับดอกเบี่ย 3% ในยอดเงินไม่เกิน 50,000 บาทไปจนถึงสิ้นปี 2560 หากยอดเงินมากกว่านี้ หรือปีหน้าก็จะได้ดอกเบี้ยเท่ากับเงินออมทรัพย์ปกตื 0.50%

แอปดีไซน์ใหม่ รองรับบริการใหม่ๆ ได้ไม่จำกัด

แอป SCB EASY 3.0 ดีไซน์ให้บริการต่างๆ เป็นไอคอนรูปสี่เหลี่ยมที่ลูกค้าสามารถเลือกบริการที่ใช้บ่อย สลับตำแหน่งที่ต้องการได้ นอกจากนี้เมื่อ SCB มีสิทธิพิเศษใหม่ๆ หรือบริการใหม่ก็สามารถเพิ่มไอคอนเข้าไปในหน้าแรกของแอปได้เลย

ตูน-บอดีสแลมภายในงานเปิดตัวแอป SCB EASY 3.0

ซึ่งในอนาคตไทยพาณิชย์จะร่วมกับ LINE today เพื่อนำเสนอข่าว และร่วมกับโครงการวิ่งของตูน-บอดี้สแลมเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลอีกด้วย

เบื้องหลัง SCB EASY โฉมใหม่ คือยกเครื่องหลังบ้านใหม่หมด

ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับสมาร์ทโฟน และมองว่าการเข้าไปทำธุรกรรมในธนาคารเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เพราะต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางและการต่อคิว หรือกรอกเอกสารมากมาย จึงเป็นเหตุผลให้ผู้บริโภคยุคนี้เลือกที่จะทำธุรกรรมการเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้งเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ธนา เธียรอัจฉริยะ
รักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์

ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่า ในปีพ.ศ. 2559 คนไทยทำธุรกรรมทั้งการโอนเงินและชำระเงินค่าบริการต่าง ๆ ผ่านโมบายแบงก์กิ้งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มเป็น 20.8ล้านบัญชี จาก 13.92 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2558  โดยในไม่ช้าธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือจะกลายเป็นธุรกรรมหลักของธนาคาร โดยตั้งเป้าดันยอดผู้ใช้งานเป็น 8 ล้านคนภายในสิ้นปี 2561 จากปัจจุบันที่มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 4 ล้านคน นอกจากนี้ธนาคารพบว่าเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจำนวนธุรกรรมการเงินที่ผ่าน SCB EASY แตะระดับสูงสุดมากกว่า 1 ล้านรายการต่อชั่วโมง สูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าโมบายแบงก์กิ้ง SCB EASY ได้รับความนิยมจากลูกค้าผู้ใช้บริการนายธนา เธียรอัจฉริยะ
รักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์

คุณธนา โพธิกำจร บรรยายเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเบื้องหลังของ SCB EASY โฉมใหม่

คุณธนา โพธิกำจร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เผยว่าไทยพาณิชย์ได้ลงทุนไปกว่า 4,000 ล้านบาทเพื่อพัฒนาระบบ โดยใช้เวลากว่า 10 เดือน ทำกับทีมงาน 9 ประเทศ 10 เมือง ใช้โค้ดเกือบ 500,000 บรรทัด รวมนักพัฒนสได้ 367 คนจาก 22 สัญชาติ ใช้ CPU core 1445 แกน ซึ่งระบบของ SCB รุ่นใหม่นี้ผ่านการทดสอบที่ 2,000 ธุรกรรมต่อวินาทีสบายๆ (7.2 ล้านครั้งต่อชั่วโมง) โดยมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่

  • Backbase เพื่อมาพัฒนาเรื่อง Omni-channel experience ที่จะสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยมและต่อเนื่องระหว่างช่องทางบริการต่าง ๆ
  • API Gateway เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับช่องทางบริการและพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต
  • Microservices architecture โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่จะแยกระบบบริการต่าง ๆ เป็นส่วน ๆ เพื่อรองรับการขยายบริการที่สามารถเพิ่มเติมฟังก์ชั่นได้อย่างเป็นอิสระและไม่ซับซ้อน
  • Open standard technologies ต่าง ๆ ที่ดีที่สุดในตลาด เพื่อสร้างความคล่องตัวในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้เทคโนโลยีของ Netflix มาประยุกต์สร้างระบบให้รองรับการใช้งานจากผู้ใช้จำนวนมาก
  • Data analytics stack ที่เป็นเหมือนสมองของระบบคอยติดตามการทำงานตลอดเวลา เพื่อเสริมความเสถียร ความปลอดภัย และความง่ายในประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า ระบบสามารถแนะนำบริการที่ลูกค้าน่าจะใช้บ่อยมาไว้ที่หน้าแรกได้ด้วย

ดร. วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์

ดาวน์โหลด SCB EASY 3.0

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

DEPA จับมือ Asia IoT Business platform จัดงาน AIBP มุ่งเน้นหัวข้อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในไทย

Published

on

งาน Asia IoT Business Platform (AIBP) ครั้งที่ 24 จะจัดขึ้นในวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม 2561 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ งานนี้จะจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และจะเน้นในหัวข้อกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในประเทศไทย

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งร่วมเป็นเจ้าภาพโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และได้รับการสนับสนุนจาก ไมโครซอฟท์ประเทศไทย โดยจะเน้นไปที่นโยบบายประเทศไทย 4.0 และเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของอุปสรรคและความท้าทายที่บริษัทรวมถึงหน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญในการนำโครงการ IoT มาปรับใช้และใช้งานรวมถึงการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรม IoT และ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย งานนี้ยังเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง DEPA กับ Asia IoT Business platform เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กรในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล
  • และอันดับที่ 3 ในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและนวัตกรรมดิจิทัล ทำให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพดิจิทัล

ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ประธาน/ซีอีโอของ DEPA กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจขององค์กรเราคือการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศในอุตสาหกรรมของตน และการช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้น การทำงานร่วมกับ Asia IoT Business Platform จะช่วยให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเหล่านี้มีโอกาสมากขึ้นในการเปิดตลาดใหม่ในระดับภูมิภาค การทำงานร่วมกันจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาภารกิจหลักของเรา ปัจจุบันเรามีโครงการที่มุ่งช่วยเหลือกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของ SME ในการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้ช่องทางนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านดิจิทัล พร้อมทั้งพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วย”

ในการสำรวจ Asia IoT Business Platform ครั้งที่สามในกลุ่มผู้ประกอบการในอาเซียน ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า 26% ของผู้ประกอบการในประเทศไทยได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการปฏิรูประบบดิจิตอล โดยที่อีก 32% ระบุว่าได้ดำเนินการปฏิรูประบบดิจิทัลไปแล้วอย่างน้อยในหนึ่งส่วนงานภายในธุรกิจของตนเอง ผู้ประกอบการในประเทศไทยยังมีความพึงพอใจกับทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในประเทศมากที่สุด โดยมีเพียง 26% ที่แสดงออกว่าต้องการทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ดีกว่าเดิม เทียบกับ 51% ในฟิลิปปินส์และ 33% ในมาเลเซีย

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการสำรวจในปี 2560 ซึ่งได้ทำการสำรวจลักษณะเดียวกันใน ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิ ลิปปินส์ และ เวียดนาม ผลการสำรวจได้แสดงให้เห็นว่า 89% ของผู้ประกอบการไทยกำลังหาข้อมูลหรือทดลองใช้งานเทคโนโลยี Internetof-Things สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้ทาำการสำรวจ

นี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเพิ่มขึ้นของโครงการ “อุตสาหกรรม 4.0” ที่ทั่วโลกกำลังดำเนินการ และนับเป็นผลดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งการผลิตยังคงเป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ สามารถดูผลการสำรวจผู้ประกอบการฉบับสมบูรณ์ได้ที่งาน Asia IoT Business Platform

นายเออร์ซ่า สุปรับโต ซีอีโอของ Asia IoT Business Platform กล่าวว่า “มีความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการภายในประเทศไทยที่จะดำเนินโครงการกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT ไปปรับใช้ในองค์กร ความต้องการนี้สร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้เกิดกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและผู้ให้บริการด้านการปรับใช้เทคโนโลยีในประเทศ และทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อ DEPA จะจัดตั้งสถาบัน IoT ขึ้นตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)”

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและพันธมิตรของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “IoT เป็น เทคโนโลยี ที่รวบรวมหลากหลายนวัตกรรมมาผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับระบบคลาวด์ , การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) , ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึง ระบบที่รองรับด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การรวมกันของเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพขององค์กรและลูกค้าให้สูงขึ้นอย่างควบคู่กันไป

ทั้งนี้รายงานวิจัยของไมโครซอฟท์และไอดีซีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า กระบวนการปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้
เติบโตขึ้นได้เป็นมูลค่าถึง 3.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2564 และผู้นำในภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงในประเทศไทยด้วย ต่างมองว่า IoT เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการนำพาองค์กรของตนไปสู่ความสำเร็จบนเส้นทางดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

LG เปิดตัวนวัตกรรมทีวีพรีเมี่ยม ชูเทคโนโลยีสุดล้ำกับชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะและระบบสั่งงานด้วยเสียง

Published

on

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทีวีพรีเมี่ยมระดับโลก เปิดตัวทัพทีวีพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ของปี 2561 นำโดย LG OLED TV ซีรี่ย์ W8

  • วอลเปเปอร์ทีวีไร้ขอบสุดบางเฉียบ ขนาด 77 นิ้ว
  • โดดเด่นด้วยชิปประมวลผลอัจฉริยะ α9 (อัลฟา 9) Intelligent Processor ให้ภาพคมชัดสีสันเสมือนจริงบนมิติความดำสนิท
  • ชูคอนเซ็ปต์ “Perfect Black creates Perfect Color”
  • และเทคโนโลยีฉลาดล้ำอย่างระบบสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI

พร้อมเผยโฉมทีวีพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ในตระกูล LG SUPER UHD TV โดดเด่นด้วย Nano CellTM Display และ Full Array Dimming สร้างปรากฏการณ์ภาพสีสันสุดตระการตา คมชัดทุกองศา ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์และความบันเทิงในบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ

นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2561 นี้ แฟน ๆ ชาวไทยจะได้พบกับ LG OLED TV ถึง 4 ซีรี่ย์ใหม่ด้วยกัน ได้แก่ W8, E8, C8, B8 ซึ่งแอลจีมีความมุ่งมั่นในการต่อยอดความเป็นผู้นำและผู้บุกเบิกของ เทคโนโลยี OLED TV ในระดับโลก โดยในครั้งนี้ เราได้นำที่สุดของนวัตกรรมแห่งภาพและเสียงของทีวีมาผสานเข้ากับสมองกลอัจฉริยะ (Artificial Intelligence) เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับชมความบันเทิงในบ้านที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์หรือวิดีโอสตรีมมิ่ง และยังเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของแอลจีในการรังสรรค์นวัตกรรมระดับโลกที่ก้าวล้ำที่สุดของวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในปัจจุบัน”

เนรมิตภาพคมชัดสมบูรณ์แบบทุกรายละเอียดบนมิติความดำสนิท

  • LG OLED TV รุ่นใหม่ (W8, E8, C8) มาพร้อมชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะ α9 (อัลฟา 9) Intelligent Processor เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากแอลจี ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถปลดล็อคภาพคมชัดเต็มประสิทธิภาพด้วยการลด Noise หรือจุดรบกวนบนภาพ 4 ขั้นตอน ซึ่งมากกว่าขั้นตอนระบบการประมวลผลแบบเดิมถึง 2 เท่า แสดงคอนทราสต์ของแสงและสีได้ในทุกรายละเอียดอย่างสมบูรณ์แบบ และโดดเด่นด้วยเฉดสีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อีกทั้งยังสามารถรองรับการประมวลผลภาพเคลื่อนไหว HFR ได้อย่างราบรื่นไร้รอยสะดุดสูงสุดที่ 120 ภาพต่อวินาที
  • และสำหรับ LG SUPER UHDTV (SK9500, SK8500, SK8000) นั้นพกระบบชิปประมวลผลภาพ α7 (อัลฟา 7) Intelligent Processor ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Nano CellTM Display อนุภาคเซลล์ขนาดเล็กเพียง 1 นาโนเมตรที่รวมอยู่ในจอเพื่อดูดซับการแทรกแซงของแสง เผยสีสันละเอียดแม่นยำสมจริงทุกองศา และการจัดวางหลอดไฟแบบ Full Array Dimming (SK9500, SK8500) ที่จัดวางหลอดไฟ LED เต็มหน้าจอ เสริมมิติความดำสนิทมากยิ่งขึ้น ลดแสงสะท้อน สามารถแสดงเฉดสีและแสงเงาได้อย่างคมชัดทุกองศา

สร้างปรากฏการณ์การรับชมในบ้านประดุจโรงภาพยนตร์

  • LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรม Cinema HDR รองรับเทคโนโลยี HDR ได้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Dolby Vision, Advanced HDR by Technicolor, HDR 10 Pro และ HLG Pro เพิ่มมิติสีสันและความสว่างให้ภาพดูมีชีวิตชีวาสมจริงมากที่สุดในทุกอณูของการแสดงภาพ และเติมเต็มอรรถรสด้วยระบบเสียง Dolby Atmos พลังเสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลกภาพยนตร์ จำลองมิติเสียง 360 องศา กระจายเสียงทรงพลังรอบทุกทิศทาง

ฉลาดล้ำด้วยเทคโนโลยี ThinQ AI

  • จุดเด่นของทัพนวัตกรรมทีวีแอลจีรุ่นใหม่ทั้ง LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV คือ
    • การมอบความสะดวกสบายเหนือระดับให้แก่ผู้รับชม ด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI ที่ทำงานร่วมกับระบบสมองกลอัจฉริยะ AI ทำให้ผู้รับชมสามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่านทางเมจิกรีโมทได้อย่างง่ายดาย
    • รองรับคำสั่งพื้นฐานภาษาอังกฤษ เช่น การปิดทีวี การควบคุมเสียง การตั้งค่าต่าง ๆ ไปจนถึงการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้ระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) ซึ่งสามารถเรียนรู้และจดจำรูปแบบภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วและง่ายต่อการใช้งาน
    • รวมทั้งยังสามารถค้นหาคลิปที่น่าสนใจด้วยเสียงภาษาไทย คุณจึงเข้าถึงความสนุกได้อย่างรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

นายนิพนธ์ กล่าวเสริมว่า“เรายังมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมทีวีที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยนอกจาก LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV รุ่นใหม่แล้ว เรายังมี Big Screen TV จอขนาดใหญ่ถึง 86 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI เช่นกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ครอบครัวใหญ่และแอลจีจะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทีวีอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ให้ง่ายต่อ การเข้าถึงคอนเทนต์ที่ต้องการ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเพลิดเพลินกับความบันเทิงภายในบ้านได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ”

LG OLED TV ซีรี่ย์ W8 ขนาด 77 นิ้ว ราคา 599,990 บาท พร้อมให้ผู้ใช้งานในไทยได้สัมผัสความสมบูรณ์แบบของความบันเทิงภายในบ้านแล้ววันนี้ สามารถสั่งซื้อได้ ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่โฮมโปร เพาเวอร์บาย และเพาเวอร์มอลล์ หรือชมพร้อมสัมผัสประสบการณ์แห่งการรับชมที่เหนือกว่าได้ที่

  • สยามพารากอน
  • เอ็มโพเรียม
  • เซ็นทรัลชิดลม
  • เซ็นทรัลเวิลด์ และ
  • โฮมโปร สาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการถ่ายภาพ

Fujifilm เปิดตัว X-T100 กล้องรุ่นเล็กพร้อม EVF ในราคาเบาๆ

Published

on

Fujifilm รุกตลาดกล้อง Mirrorless สำหรับผู้เริ่มต้นมากขึ้น โดยส่ง X-T100 กล้องทรง DSLR รุ่นเล็กที่สุดลงตลาด โดยจุดเด่นของกล้องรุ่นนี้คือมาพร้อม EVF หรือช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมจุดโฟกัสแบบ Phase focus อีก 91 จุด ในราคาที่ไม่ต้องคิดหนัก

 

สเปกของ Fuji X-T100 นั้นใกล้เคียงกับ Fuji X-A5 กล้อง Mirrorless รุ่นเล็กของฟูจิที่เปิดตัวมาเมื่อต้นปีมาก พูดง่ายๆ ว่าคือเอาไส้ในของ X-A5 มาใส่ในบอดี้แบบ DSLR ที่มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะถูกใจผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกล้องราคาเบาๆ แต่ได้ EVF ด้วย (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่ต้องการกล้องที่ดูแมนกว่า X-A5)

สเปกของ Fujifilm X-T100

  • เซนเซอร์รับภาพขนาด APS-C ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล โดยเป็นแบบ Bayer ไม่ใช่ X-Trans CMOS
  • จุดโฟกัสแบบ Phase Detect 91 จุด สามารถติดตามวัตถุเคลื่อนที่ได้
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล สามารถพับมาถ่าย Selfie ได้
  • สามารถเลือกโหมดสีเลียนแบบฟิล์มของฟูจิได้ 8 แบบ
  • ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล ให้ขนาดภาพ 0.93 เท่า
  • ความเร็วชัตเตอร์ 30 – 1/32000 วินาที
  • ความไวแสง ISO 100 – 51,200
  • สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ 15 fps
  • มีช่องเสียบไมโครโฟน แต่ไม่มีช่องเสียบหูฟัง
  • สามารถส่งภาพผ่าน Bluetooth ที่ถ่ายเสร็จปุ๊บวิ่งเข้ามือถือทันทีโดยไม่ต้องเลือก
  • น้ำหนัก 448 กรัม
  • (สเปกเดียวกับ Fuji X-A5 ทุกอย่าง ยกเว้นช่องมองภาพ)

Fujifilm X-T100 มีให้เลือก 3 สีคือ Dark Silver, Black และ Champagne Gold (และมีสีน้ำตาลเป็นสีพิเศษ) โดยเริ่มขาย 22 มิถุนายนนี้ และตั้งราคาเปิดตัวไว้ดังนี้

กล้องอย่างเดียว

  • สี Dark Silver 22,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 21,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm

  • สี Dark Silver 26,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 25,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm และเครื่องพิมพ์ Fujifilm Instax Share SP-3

  • สี Dark Silver 29,990 บาท
    สีดำและ Champagne Gold 28,990 บาท

กล้อง X-T100 สีน้ำตาล เป็นสีพิเศษ ขายที่ Big Camera เท่านั้น

  • พร้อมเลนส์คิท 26,990 บาท
  • เลนส์คิทพร้อม SP-3 29,990 บาท
  • พร้อมเลนส์ XF 23 f/2 30,990 บาท

สำหรับการโปรโมท X-T100 ในไทย ฟูจิได้ใช้บริการของวง Potato และวี-วิโอเลต เพื่อนำเสนอแคมเปญ “Find your Wonderside พบอีกด้านที่วันเดอร์” โดยทำเป็น Music Marketing ผ่านเพลง “เพียงพอ” ของวง Potato ที่ขับร้องโดย วี-วิโอเลต ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกับการถ่ายภาพ

การเพิ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Entry Level (X-T100 และ X-A5) ที่วางราคาในช่วง 25,000 – 30,000 บาท (ที่แต่ก่อนไม่มีกล้องในราคานึ้) และการประชาสัมพันธ์แบบ Below the line เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ทำให้ฟูจิหวังเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มกล้อง Mirrorless เป็น 50% ในส่วนของมูลค่า ซึ่งตอนนี้บริษัทมีกล้อง Mirrorless ครบทุกกลุ่มในตลาดแล้ว รวมถึง Mid Level (X-E3, X-T20) และกลุ่ม Professional Level (X-Pro2, X-T2, GFX)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!