Connect with us

แอป SCB Easy อัปเดทครั้งใหญ่เป็นเวอร์ชั่น 3.0 ทั้ง iOS และ Android ยกเครื่องหน้าตาใหม่ทั้งหมด และเพิ่มความสามารถเด็ด กดเงินได้โดยไม่ใช้บัตร ATM

การทำงานของฟังก์ชั่นกดเงินไม่ใช้บัตร คือผู้ใช้จะต้องกดปุ่ม “กดเงินไม่ใช้บัตร” ภายในแอป ป้อนจำนวนเงินที่ต้องการ แล้วตัวแอปจะให้รหัส 6 หลักมาเพื่อนำไปป้อนที่ตู้ ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับเบอร์โทรศัพท์ของเราภายใน 15 นาทีหลังจากได้รหัส 6 หลัก ก็จะได้เงินสดจากตู้ตามที่ระบุในแอป

รหัส 6 หลักที่ได้เพื่อไปกดเงินที่หน้าตู้ SCB ภายใน 15 นาที

ซึ่งคิดๆ ดู เราสามารถนำกระบวนการกดเงินไม่ใช้บัตรนี้ไปประยุกต์ใช้งานแบบส่งรหัสให้พ่อแม่ไปกดเงินของเราที่ตู้ในต่างจังหวัดได้ด้วยนะ

นอกจากนี้แอป SCB Easy รุ่นใหม่ยังมีบริการเรียกเก็บเงินผ่าน PromptPay, ใช้ QR Code เพื่อจ่ายเงินกับร้านค้า และยังสามารถโอนเงิน ดูยอดเงิน และจ่ายบิลได้เหมือนแอปเวอร์ชั่นเดิมด้วย

สำหรับหน้าตาแอป SCB Easy เวอร์ชั่นใหม่ก็ได้รับการปรับปรุงให้ปรับแต่งได้มากขึ้น ผู้ใช้สามารถเพิ่มรายการที่ใช้งานบ่อยๆ ลงในหน้าแรกได้ หรือสามารถกดค้างที่ไอคอนในหน้าแรกเพื่อย้ายตำแหน่งได้ (ยังกับไอคอนใน start menu ของ Windows 10) ได้ด้วย

ลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์สามารถดาวน์โหลดแอปเวอร์ชั่นใหม่ได้เลย

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

DEPA จับมือ Asia IoT Business platform จัดงาน AIBP มุ่งเน้นหัวข้อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในไทย

Published

on

งาน Asia IoT Business Platform (AIBP) ครั้งที่ 24 จะจัดขึ้นในวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม 2561 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ งานนี้จะจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และจะเน้นในหัวข้อกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในประเทศไทย

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งร่วมเป็นเจ้าภาพโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และได้รับการสนับสนุนจาก ไมโครซอฟท์ประเทศไทย โดยจะเน้นไปที่นโยบบายประเทศไทย 4.0 และเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของอุปสรรคและความท้าทายที่บริษัทรวมถึงหน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญในการนำโครงการ IoT มาปรับใช้และใช้งานรวมถึงการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรม IoT และ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย งานนี้ยังเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง DEPA กับ Asia IoT Business platform เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กรในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล
  • และอันดับที่ 3 ในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและนวัตกรรมดิจิทัล ทำให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพดิจิทัล

ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ประธาน/ซีอีโอของ DEPA กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจขององค์กรเราคือการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศในอุตสาหกรรมของตน และการช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้น การทำงานร่วมกับ Asia IoT Business Platform จะช่วยให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเหล่านี้มีโอกาสมากขึ้นในการเปิดตลาดใหม่ในระดับภูมิภาค การทำงานร่วมกันจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาภารกิจหลักของเรา ปัจจุบันเรามีโครงการที่มุ่งช่วยเหลือกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของ SME ในการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้ช่องทางนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านดิจิทัล พร้อมทั้งพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วย”

ในการสำรวจ Asia IoT Business Platform ครั้งที่สามในกลุ่มผู้ประกอบการในอาเซียน ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า 26% ของผู้ประกอบการในประเทศไทยได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการปฏิรูประบบดิจิตอล โดยที่อีก 32% ระบุว่าได้ดำเนินการปฏิรูประบบดิจิทัลไปแล้วอย่างน้อยในหนึ่งส่วนงานภายในธุรกิจของตนเอง ผู้ประกอบการในประเทศไทยยังมีความพึงพอใจกับทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในประเทศมากที่สุด โดยมีเพียง 26% ที่แสดงออกว่าต้องการทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ดีกว่าเดิม เทียบกับ 51% ในฟิลิปปินส์และ 33% ในมาเลเซีย

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการสำรวจในปี 2560 ซึ่งได้ทำการสำรวจลักษณะเดียวกันใน ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิ ลิปปินส์ และ เวียดนาม ผลการสำรวจได้แสดงให้เห็นว่า 89% ของผู้ประกอบการไทยกำลังหาข้อมูลหรือทดลองใช้งานเทคโนโลยี Internetof-Things สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้ทาำการสำรวจ

นี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเพิ่มขึ้นของโครงการ “อุตสาหกรรม 4.0” ที่ทั่วโลกกำลังดำเนินการ และนับเป็นผลดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งการผลิตยังคงเป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ สามารถดูผลการสำรวจผู้ประกอบการฉบับสมบูรณ์ได้ที่งาน Asia IoT Business Platform

นายเออร์ซ่า สุปรับโต ซีอีโอของ Asia IoT Business Platform กล่าวว่า “มีความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการภายในประเทศไทยที่จะดำเนินโครงการกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT ไปปรับใช้ในองค์กร ความต้องการนี้สร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้เกิดกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและผู้ให้บริการด้านการปรับใช้เทคโนโลยีในประเทศ และทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อ DEPA จะจัดตั้งสถาบัน IoT ขึ้นตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)”

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและพันธมิตรของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “IoT เป็น เทคโนโลยี ที่รวบรวมหลากหลายนวัตกรรมมาผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับระบบคลาวด์ , การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) , ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึง ระบบที่รองรับด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การรวมกันของเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพขององค์กรและลูกค้าให้สูงขึ้นอย่างควบคู่กันไป

ทั้งนี้รายงานวิจัยของไมโครซอฟท์และไอดีซีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า กระบวนการปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้
เติบโตขึ้นได้เป็นมูลค่าถึง 3.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2564 และผู้นำในภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงในประเทศไทยด้วย ต่างมองว่า IoT เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการนำพาองค์กรของตนไปสู่ความสำเร็จบนเส้นทางดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

LG เปิดตัวนวัตกรรมทีวีพรีเมี่ยม ชูเทคโนโลยีสุดล้ำกับชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะและระบบสั่งงานด้วยเสียง

Published

on

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทีวีพรีเมี่ยมระดับโลก เปิดตัวทัพทีวีพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ของปี 2561 นำโดย LG OLED TV ซีรี่ย์ W8

  • วอลเปเปอร์ทีวีไร้ขอบสุดบางเฉียบ ขนาด 77 นิ้ว
  • โดดเด่นด้วยชิปประมวลผลอัจฉริยะ α9 (อัลฟา 9) Intelligent Processor ให้ภาพคมชัดสีสันเสมือนจริงบนมิติความดำสนิท
  • ชูคอนเซ็ปต์ “Perfect Black creates Perfect Color”
  • และเทคโนโลยีฉลาดล้ำอย่างระบบสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI

พร้อมเผยโฉมทีวีพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ในตระกูล LG SUPER UHD TV โดดเด่นด้วย Nano CellTM Display และ Full Array Dimming สร้างปรากฏการณ์ภาพสีสันสุดตระการตา คมชัดทุกองศา ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์และความบันเทิงในบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ

นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2561 นี้ แฟน ๆ ชาวไทยจะได้พบกับ LG OLED TV ถึง 4 ซีรี่ย์ใหม่ด้วยกัน ได้แก่ W8, E8, C8, B8 ซึ่งแอลจีมีความมุ่งมั่นในการต่อยอดความเป็นผู้นำและผู้บุกเบิกของ เทคโนโลยี OLED TV ในระดับโลก โดยในครั้งนี้ เราได้นำที่สุดของนวัตกรรมแห่งภาพและเสียงของทีวีมาผสานเข้ากับสมองกลอัจฉริยะ (Artificial Intelligence) เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับชมความบันเทิงในบ้านที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์หรือวิดีโอสตรีมมิ่ง และยังเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของแอลจีในการรังสรรค์นวัตกรรมระดับโลกที่ก้าวล้ำที่สุดของวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในปัจจุบัน”

เนรมิตภาพคมชัดสมบูรณ์แบบทุกรายละเอียดบนมิติความดำสนิท

  • LG OLED TV รุ่นใหม่ (W8, E8, C8) มาพร้อมชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะ α9 (อัลฟา 9) Intelligent Processor เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากแอลจี ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถปลดล็อคภาพคมชัดเต็มประสิทธิภาพด้วยการลด Noise หรือจุดรบกวนบนภาพ 4 ขั้นตอน ซึ่งมากกว่าขั้นตอนระบบการประมวลผลแบบเดิมถึง 2 เท่า แสดงคอนทราสต์ของแสงและสีได้ในทุกรายละเอียดอย่างสมบูรณ์แบบ และโดดเด่นด้วยเฉดสีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อีกทั้งยังสามารถรองรับการประมวลผลภาพเคลื่อนไหว HFR ได้อย่างราบรื่นไร้รอยสะดุดสูงสุดที่ 120 ภาพต่อวินาที
  • และสำหรับ LG SUPER UHDTV (SK9500, SK8500, SK8000) นั้นพกระบบชิปประมวลผลภาพ α7 (อัลฟา 7) Intelligent Processor ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Nano CellTM Display อนุภาคเซลล์ขนาดเล็กเพียง 1 นาโนเมตรที่รวมอยู่ในจอเพื่อดูดซับการแทรกแซงของแสง เผยสีสันละเอียดแม่นยำสมจริงทุกองศา และการจัดวางหลอดไฟแบบ Full Array Dimming (SK9500, SK8500) ที่จัดวางหลอดไฟ LED เต็มหน้าจอ เสริมมิติความดำสนิทมากยิ่งขึ้น ลดแสงสะท้อน สามารถแสดงเฉดสีและแสงเงาได้อย่างคมชัดทุกองศา

สร้างปรากฏการณ์การรับชมในบ้านประดุจโรงภาพยนตร์

  • LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรม Cinema HDR รองรับเทคโนโลยี HDR ได้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Dolby Vision, Advanced HDR by Technicolor, HDR 10 Pro และ HLG Pro เพิ่มมิติสีสันและความสว่างให้ภาพดูมีชีวิตชีวาสมจริงมากที่สุดในทุกอณูของการแสดงภาพ และเติมเต็มอรรถรสด้วยระบบเสียง Dolby Atmos พลังเสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลกภาพยนตร์ จำลองมิติเสียง 360 องศา กระจายเสียงทรงพลังรอบทุกทิศทาง

ฉลาดล้ำด้วยเทคโนโลยี ThinQ AI

  • จุดเด่นของทัพนวัตกรรมทีวีแอลจีรุ่นใหม่ทั้ง LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV คือ
    • การมอบความสะดวกสบายเหนือระดับให้แก่ผู้รับชม ด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI ที่ทำงานร่วมกับระบบสมองกลอัจฉริยะ AI ทำให้ผู้รับชมสามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่านทางเมจิกรีโมทได้อย่างง่ายดาย
    • รองรับคำสั่งพื้นฐานภาษาอังกฤษ เช่น การปิดทีวี การควบคุมเสียง การตั้งค่าต่าง ๆ ไปจนถึงการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้ระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) ซึ่งสามารถเรียนรู้และจดจำรูปแบบภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วและง่ายต่อการใช้งาน
    • รวมทั้งยังสามารถค้นหาคลิปที่น่าสนใจด้วยเสียงภาษาไทย คุณจึงเข้าถึงความสนุกได้อย่างรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

นายนิพนธ์ กล่าวเสริมว่า“เรายังมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมทีวีที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยนอกจาก LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV รุ่นใหม่แล้ว เรายังมี Big Screen TV จอขนาดใหญ่ถึง 86 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI เช่นกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ครอบครัวใหญ่และแอลจีจะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทีวีอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ให้ง่ายต่อ การเข้าถึงคอนเทนต์ที่ต้องการ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเพลิดเพลินกับความบันเทิงภายในบ้านได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ”

LG OLED TV ซีรี่ย์ W8 ขนาด 77 นิ้ว ราคา 599,990 บาท พร้อมให้ผู้ใช้งานในไทยได้สัมผัสความสมบูรณ์แบบของความบันเทิงภายในบ้านแล้ววันนี้ สามารถสั่งซื้อได้ ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่โฮมโปร เพาเวอร์บาย และเพาเวอร์มอลล์ หรือชมพร้อมสัมผัสประสบการณ์แห่งการรับชมที่เหนือกว่าได้ที่

  • สยามพารากอน
  • เอ็มโพเรียม
  • เซ็นทรัลชิดลม
  • เซ็นทรัลเวิลด์ และ
  • โฮมโปร สาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการถ่ายภาพ

Fujifilm เปิดตัว X-T100 กล้องรุ่นเล็กพร้อม EVF ในราคาเบาๆ

Published

on

Fujifilm รุกตลาดกล้อง Mirrorless สำหรับผู้เริ่มต้นมากขึ้น โดยส่ง X-T100 กล้องทรง DSLR รุ่นเล็กที่สุดลงตลาด โดยจุดเด่นของกล้องรุ่นนี้คือมาพร้อม EVF หรือช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมจุดโฟกัสแบบ Phase focus อีก 91 จุด ในราคาที่ไม่ต้องคิดหนัก

 

สเปกของ Fuji X-T100 นั้นใกล้เคียงกับ Fuji X-A5 กล้อง Mirrorless รุ่นเล็กของฟูจิที่เปิดตัวมาเมื่อต้นปีมาก พูดง่ายๆ ว่าคือเอาไส้ในของ X-A5 มาใส่ในบอดี้แบบ DSLR ที่มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะถูกใจผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกล้องราคาเบาๆ แต่ได้ EVF ด้วย (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่ต้องการกล้องที่ดูแมนกว่า X-A5)

สเปกของ Fujifilm X-T100

  • เซนเซอร์รับภาพขนาด APS-C ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล โดยเป็นแบบ Bayer ไม่ใช่ X-Trans CMOS
  • จุดโฟกัสแบบ Phase Detect 91 จุด สามารถติดตามวัตถุเคลื่อนที่ได้
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล สามารถพับมาถ่าย Selfie ได้
  • สามารถเลือกโหมดสีเลียนแบบฟิล์มของฟูจิได้ 8 แบบ
  • ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล ให้ขนาดภาพ 0.93 เท่า
  • ความเร็วชัตเตอร์ 30 – 1/32000 วินาที
  • ความไวแสง ISO 100 – 51,200
  • สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ 15 fps
  • มีช่องเสียบไมโครโฟน แต่ไม่มีช่องเสียบหูฟัง
  • สามารถส่งภาพผ่าน Bluetooth ที่ถ่ายเสร็จปุ๊บวิ่งเข้ามือถือทันทีโดยไม่ต้องเลือก
  • น้ำหนัก 448 กรัม
  • (สเปกเดียวกับ Fuji X-A5 ทุกอย่าง ยกเว้นช่องมองภาพ)

Fujifilm X-T100 มีให้เลือก 3 สีคือ Dark Silver, Black และ Champagne Gold (และมีสีน้ำตาลเป็นสีพิเศษ) โดยเริ่มขาย 22 มิถุนายนนี้ และตั้งราคาเปิดตัวไว้ดังนี้

กล้องอย่างเดียว

  • สี Dark Silver 22,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 21,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm

  • สี Dark Silver 26,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 25,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm และเครื่องพิมพ์ Fujifilm Instax Share SP-3

  • สี Dark Silver 29,990 บาท
    สีดำและ Champagne Gold 28,990 บาท

กล้อง X-T100 สีน้ำตาล เป็นสีพิเศษ ขายที่ Big Camera เท่านั้น

  • พร้อมเลนส์คิท 26,990 บาท
  • เลนส์คิทพร้อม SP-3 29,990 บาท
  • พร้อมเลนส์ XF 23 f/2 30,990 บาท

สำหรับการโปรโมท X-T100 ในไทย ฟูจิได้ใช้บริการของวง Potato และวี-วิโอเลต เพื่อนำเสนอแคมเปญ “Find your Wonderside พบอีกด้านที่วันเดอร์” โดยทำเป็น Music Marketing ผ่านเพลง “เพียงพอ” ของวง Potato ที่ขับร้องโดย วี-วิโอเลต ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกับการถ่ายภาพ

การเพิ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Entry Level (X-T100 และ X-A5) ที่วางราคาในช่วง 25,000 – 30,000 บาท (ที่แต่ก่อนไม่มีกล้องในราคานึ้) และการประชาสัมพันธ์แบบ Below the line เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ทำให้ฟูจิหวังเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มกล้อง Mirrorless เป็น 50% ในส่วนของมูลค่า ซึ่งตอนนี้บริษัทมีกล้อง Mirrorless ครบทุกกลุ่มในตลาดแล้ว รวมถึง Mid Level (X-E3, X-T20) และกลุ่ม Professional Level (X-Pro2, X-T2, GFX)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!