Connect with us

หลังจากที่ Huawei Mate 10 Pro ได้เปิดตัวในต่างประเทศมาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาที่ราคาไทยจะออกสักที​ โดยเปิดตัวที่ราคา 27,900 บาทสำหรับความจุ 128 GB พร้อม RAM 6 GB ซึ่งราคานี้เท่ากับราคาของ Huawei Mate 9 Pro ที่เปิดตัวในปีที่แล้ว ไม่ได้อัปราคาขึ้นแบบยี่ห้ออื่น เพียงแต่ในปีนี้หัวเว่ยแจ้งว่าจะไม่ทำตลาด Huawei Mate 10 รุ่นปกติในไทยโดยจะทำตลาดแค่ Mate 10 Pro และ Mate 10 Porsche Design เท่านั้น

ราคาสวยๆ ของ Huawei Mate 10 Pro (นี่ตัวท็อป เข้าใจไหม)

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 10 Pro

ประสิทธิภาพตัวท็อปของ Mate 10 Pro

ด้วย CPU ตัวใหม่คือ Kirin 970 ชิปตัวแรกของโลกที่มี NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์อยู่ภายใน จึงทำให้ทำงานเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องต่างๆ ได้เร็วขึ้นเพราะถูกสร้างมาเฉพาะทางในเรื่องนี้ และสามารถประหยัดพลังงานได้สูงสุด 50% จากชิปรุ่นเดิม

ซึ่งภายใน Kirin 970 จะประกอบไปด้วย

  • ​CPU เพื่องานคำนวณตัวเลข และทำงานทั่วไป โดยทำงานเร็วกว่ารุ่นเดิม 20%
  • GPU เป็น Mali-G72 MP12 ทำงานเพื่อสร้างภาพกราฟิกโดยเฉพาะ
  • NPU (Neural Network computing) ทำงานเกี่ยวกับการรับรู้ได้เร็ว รับรู้ว่าภาพต่างๆ คืออะไร ทำให้ทำงานได้เร็วกว่า กินไฟน้อยลงกว่าให้ CPU ทำงานในจุดนี้ นอกจากนี้ยังสามารถเรียนรู้การทำงานของผู้ใช้ เพื่อทำให้แอปที่ใช้บ่อยรับทรัพยากรมากขึ้น ทำงานเร็วขึ้น แม้ใช้ไปนานเป็นปี ระบบก็ยังทำงานเร็วอยู่

ความสามารถด้านการเชื่อมต่อของ Huawei Mate 10 Pro ที่จัดเต็มแบบบ้าระห่ำมาก

นอกจากนี้ Huawei Mate 10 Pro ยังอัดความสามารถอื่นๆ มาเต็มที่ ให้สมกับความเป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปประจำปีนี้

  • รองรับ 4.5G ทำความเร็วสูงสุดได้ 1.2 Gbps (CAT 18) และรองรับ 4G ทั้ง 2 ซิม ตัวแรกของโลก
  • หัวเว่ยเคลมว่าปรับปรุงระบบ GPS ไปเยอะมากในรุ่นนี้ จนทำงานได้ดีที่สุดแล้ว เจอใต้ทางด่วน เจออุโมงค์ไม่หวั่น ก็ยังนำทางได้สบายๆ
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh แถมปรับปรุงจนอึดกว่า Huawei Mate 9 อยู่ 30%
  • เทคโนโลยี Huawei Super charge ใช้เวลา 30 นาทีอัดไฟได้ 58% พร้อมการันตีว่าปลอดภัยโดย TÜV Rheinland (องค์กรทดสอบด้านความปลอดภัยของเยอรมัน) ผ่านการทดสอบเครื่องและแบตเตอรี่อย่างหนักจนมั่นใจว่าเครื่องจะไม่ระเบิด

Huawei Mate 10 การันตีว่าปลอดภัยโดย TÜV Rheinland

กล้องที่เก่งที่สุดของหัวเว่ย

ในฐานะที่ Huawei Mate 10 Pro เป็นมือถือที่ Huawei พัฒนากับ Leica เป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ความสามารถก็ถือว่าเป็นที่สุดของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยแล้วครับ ไม่มีมือถือรุ่นไหนจากหัวเว่ยที่ถ่ายภาพดีกว่าตระกูล Mate 10 อีกแล้วในตอนนี้ โดยประกอบด้วย

  • กล้อง 2 เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างที่สุดในมือถือตอนนี้คือ f/1.6 เลนส์หนึ่งเป็นเซนเซอร์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซล อีกตัวหนึ่งเป็นเซนเซอร์สี 12 ล้านพิกเซล พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยเลนส์ทั้งคู่ (OIS)
  • มี ISP (Image Signal Processor) สองตัว ทำให้ถ่ายภาพเร็วขึ้น ลด Noise เก่งขึ้น พร้อมระบบโฟกัส 4 แบบทำงานร่วมกันคือ PDAF, CAF, Laser Focus, Depth Auto Focus

จุดเด่นของ Huawai Mate 10 คือมีหน่วยประมวลผล AI เฉพาะ จึงทำให้เรื่องกล้องนำ AI มาใช้ปรับปรุงเยอะมาก

เอากล้องไปส่องตัวหนังสือ ก็เป็นโหมดถ่ายตัวอักษร (ขึ้นไอคอนตัว T ที่มุม)

  • AI พิจารณารูปแบบการถ่ายภาพให้เหมาะสม คิดภาพต่อภาพ ทำให้การตั้งค่าเหมาะสมที่สุด โดยเรียนรู้กับภาพมากกว่า 100 ล้านภาพ เพื่อเรียนรู้ว่าภาพนี้คืออะไร ปรับโหมดให้ถูกต้อง เช่นถ่ายคน ถ่ายสุนัข ถ่ายแมว (แยกกันนะโหมดหมากับแมว) ถ่ายพระอาทิตย์ตก ถ่ายพืช ถ่ายดอกไม้ ถ่ายกลางคืน ถ่ายอาหาร ถ่ายข้อความ โดยที่แอปกล้องจะขึ้นสัญลักษณ์บอกว่ากล้องพิจารณาใช้โหมดอะไรอยู่
  • AI Selfie ช่วยถ่ายภาพเซลฟี่ได้ดีขึ้น
  • AI Zoom ทำให้ซูมภาพได้เก่งขึ้น รับรู้ว่าภาพที่กำลังซูมคืออะไร แล้วหาทางปรับให้เหมาะสม เช่นซูมข้อความ ก็หาทางปรับข้อความให้คม

ประสบการณ์การใช้งาน Huawei Mate 10 Pro ที่ดี

ฝาหลังสวยๆ ของ Huawei Mate 10 Pro

นอกจากความแรงและกล้องอย่างแจ่มแล้ว ประสบการณ์การใช้ก็เป็นเรื่องที่หัวเว่ยคำนึงถึง โดยเฉพาะเมื่อ Mate 10 Pro เป็นตัวท็อปรุ่นแรกของหัวเว่ยที่ใช้จอแบบ 18:9 ปูไปเกือบเต็มพื้นที่ด้านหน้า ก็ต้องออกแบบการใช้งานให้เหมาะสม เช่นใช้จอในแนวนอน บางแอปจะแบ่ง 2 คอลัมน์ให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น (อย่างแอปแชทก็เลือกผู้แชทได้ในคอลัมน์ซ้าย ส่วนพูดคุยในคอลัมน์ขวา นอกจากนี้ก็มีรายละเอียดอื่นๆ

  • PC Mode ใช้แค่สาย USB-C to HDMI ก็ต่อจอได้แล้ว ซึ่งตัว Mate 10 จะกลายเป็น Virtual Touchpad พร้อมคีย์บอร์ดให้เลย โดยไม่ต้องต่อคีย์บอร์ดและเมาส์ก็ทำงานได้ หรือจะทำงานให้สะดวกก็ต่อเป็น Hub เพื่อใช้คีย์บอร์ดก็ได้
  • รองรับ Device manager สำหรับการใช้งานในองค์กร
  • รองรับเสียงระดับ Hi-Res 384 K/32bit
  • รองรับ Codec เสียงสำหรับ Bluetooth ตัวเทพอย่าง aptX HD และ LDAC (กรี๊ดดด)

แต่ไม่มีช่อง 3.5 mm นะก๊ะ

  • ระบบ Huawei Easy Talk ใช้ AI พิจารณาเสียง ตัดเสียงรบกวน เน้นเสียงผู้ใช้ให้ดังขึ้นแม้จะพูดกระซิบ
  • แปลภาษาด้วย AI ภายในเครื่อง เชื่อมต่อ Cloud น้อยลง ทำงานออฟไลน์ได้ โดยทำงานร่วมกับ Microsoft Translate
  • ​EMUI 8.0 พร้อม Android 8
  • แต่ไม่รองรับ microSD และไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm นะ (ในกล่องมีหูฟัง USB-C แถมมาด้วย)

ระบบแปลภาษาภายในเครื่องของ Huawei Mate 10 Pro

ดีไซน์ของ Huawei Mate 10 Pro

เรื่องดีไซน์ก็เป็นอีกเรื่องที่หัวเว่ยเน้นมากในรุ่นท็อป โดยปีนี้ใน Huawei Mate 10 Pro ใช้จอขนาด ​6 นิ้ว รองรับ HDR สัดส่วน 18:9 ที่ปูจนเต็มพื้นที่ด้านหน้าเครื่อง แต่ใช้ความละเอียดแค่ full HD+ เพราะมองว่าจอละเอียดกว่านี้ก็เห็นความแตกต่างไม่เยอะ แต่ที่แย่ลงเยอะคืออายุแบตเตอรี่ จากใช้ได้งาน 2 วัน อาจจะเหลือแค่วันเดียว

ด้านหลัง Huawei Mate 10 Pro มันเงา เป็นมิตรกับรอยนิ้วมือ

นอกจากนี้ในส่วนของดีไซน์เครื่องก็มีลวดลายอยู่ในตัวเนื้อบอดี้ มีฝาหลังที่โค้งรับกับมือ พร้อมผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นที่ IP67 ตกน้ำไม่เป็นอะไร

โดย Huawei Mate 10 Pro ตั้งราคาไว้ 27,900 จะเริ่มให้ Pre-Order ระหว่างวันที่ 18-26 พ.ย.นี้ โดยช่วงเริ่มต้นจะมีให้เลือก 2 สีในไทยคือ

  • สีน้ำเงิน Midnight Blue
  • สีน้ำตาล Mocha Brown (น่าเสียดายที่ไม่มีหมีบราวน์อยู่หลังเครื่อง :P)

และจะประกาศของแถมในช่วง Pre-order ให้ทราบเร็วๆ นี้ครับ ส่วนตัวยิ่งกว่าท็อปคือ Porsche Design ที่ให้ความจุมา 256GB ตั้งราคาอยู่ที่ 49,990 บาท และมีแค่ 15 เครื่องในไทยเท่านั้น เริ่มพรีออเดอร์ตั้งแต่วันนี้ถึง 29 พ.ย. จ้า

แม้แอดคิดว่าถ่ายพริตตี้กับเครื่อง Mate 10 Pro น่าจะดีกว่า แต่เราก็ควรมีภาพเตมีไว้บ้าง เผื่อดูคลิปพรีวิวของคิวด้านล่างจะได้เอาไปเคลมได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

นานาชาติแพน-เอเชีย เปิดห้อง “Makerspace Room” มุ่งเน้นเสริมความรู้ไอทีให้นักเรียน

Published

on

โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เปิดห้องนวัตกรรมการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Makerspace Room) มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเครื่องมือสำหรับนักเรียน MYP ARTS, การออกแบบ, วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียน

ประโยชน์ของ Makerspace Room

ห้อง Makerspace Room เป็นพื้นที่ทำงานภายในโรงเรียนที่การเรียนรู้แบบดั้งเดิมตรงตามการใช้งานจริง เราเริ่มจากทฤษฎีไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำงานที่สร้างขึ้นสำหรับนักเรียนและครู เน้นการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความอยากรู้ อยากเห็น ให้เริ่มต้นกับทฤษฎีและการใช้งานในเวลาที่รวดเร็วที่สุด

ภายในห้อง Makerspace Room นี้ประกอบไปด้วย

  • หลอดเลเซอร์ CO2 สำหรับตัดและแกะสลักไม้และอะคริลิค
  • มีบอร์ดเครื่องมือซึ่งคุณสามารถรับวัสดุได้ทันที
  • นอกจากนี้ยังมีเครื่องพิมพ์ 3D ซึ่งสามารถตอบสนองทุกดีไซน์ โดยใช้เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์, เส้นใย ABS, เส้นใยปลา, เส้นใยไม้หรือเส้นใย PET ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์การออกแบบใด ๆ สามารถพิมพ์และส่งเป็นชุดคำสั่งในภาษาเครื่อง (G-code) เพื่อให้เครื่องพิมพ์ดำเนินการได้
  • อีกเครื่องในห้องคือเครื่องขัดไม้และอะครีลิคและเครื่องกลึงไม้ เครื่องเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่พิมพ์เสร็จแล้ว

This slideshow requires JavaScript.

นักเรียนจะเข้าใจแนวคิดและการใช้งานของมันได้ง่าย และ สนับสนุนให้นักเรียนได้รับความคิดใหม่ ๆ ด้วยความช่วยเหลือของ Makerspace พื้นที่ห้องเรียนนี้จะช่วยให้นักเรียนค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่และด้านความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาที่ถูกระงับไว้เนื่องจากการเรียนรู้รูปแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังจะลดเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีเนื่องจากวัสดุพร้อมใช้งาน ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม นักเรียนสามารถเห็นภาพและประสบการณ์การแก้ไขปัญหาที่กำหนด พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้นและค้นพบสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้

ห้องนี้เตรียมไว้เพื่อให้นักเรียนของ โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เตรียมพร้อมเพื่อให้นักเรียนสร้างอาชีพได้ เขียนโปรแกรมได้ บริหารงานด้วยการใช้เทคโนโลยี ให้เรียนรู้ และลงมือทำ เพื่อให้เห็นก้าวทันโลกเทคโนโลยี มีหลักสูตรพร้อมรองรับอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี การเขียนโปรแกรม และไอที

เด็กทุกคนสามารถเข้าใช้งานห้อง Makerspace Room ได้ พร้อมด้วยอาจารย์คอยให้คำแนะนำ ซึ่งต้องการให้นักเรียนมีความรู้ด้านไอทีตั้งแต่อายุยังน้อย ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย มีห้อง Makerspace Room 1 ห้อง แต่ในอนาคตจะเพิ่มจำนวนห้อง และจะขยายให้กว้างกว่านี้ เพิ่มอุปกรณ์การเรียนรู้ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้นักเรียนได้ไปแสดงความรู้ความสามารถ ไปแข่งขันข้างนอกโรงเรียน

ที่โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เน้นหลักสูตรที่พัฒนาให้เด็กมีความสามรถ โดยหลักสูตรนานาชาติ แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นไทย ปัจจุบันมีนักเรียน 400 คนในโรงเรียน มีตั้งแต่อนุบาลไปจนถึง grade 12

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

FameLab Thailand 2019 ศึกการแข่งขันเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย ปีที่ 4

Published

on

บริติช เคานซิล ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มทรู สวทช. สวทน. อพวช. เดอะ สแตนดาร์ด และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “FameLab Thailand 2019” การแข่งขันนำเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์บนเวทีระดับโลก ปีที่ ในประเทศไทย เพื่อร่วมค้นหาสุดยอดนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขัน ณ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 3-9 มิถุนายน 2562พร้อมเชิญ FameLab Ambassadors ตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ เจนเนอเรชั่น นำโดย ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ.นพ.วรศักดิ์  โชติเลอศักดิ์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และผู้ได้รับทุน Newton Fund และ เฌอปราง อารีย์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแชร์มุมมองถึงความสำคัญของ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศ

จากซ้าย: เฌอปราง อารีย์กุล (เฌอปราง BNK48), ศ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, คุณแอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย, ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงาน ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ศ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ทักษะ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคลากรที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ ต้องมีความสามารถในการสื่อสารให้บุคคลทั่วไปเห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์แต่ละสาขา และบทบาทที่ต่างกันในการขับเคลื่อนประเทศ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้บุคคลทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในฐานะตัวแปรสำคัญ   ในการพัฒนาสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจประเทศ โดยโครงการ FameLab ทำหน้าที่สำคัญในการเชื่อมบุคลากรในแวดวงวิทยาศาสตร์ เข้ากับคนทั่วไปในสังคม ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงง่าย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และในเรื่องการผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

คุณแอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า FameLab คือ เวทีการแข่งขันนำเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์ ให้สนุก และเข้าใจง่ายภายใน นาที ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เพื่อค้นหาตัวแทนไปร่วมแข่งขันในงานเทศกาลวิทยาศาสตร์ระดับโลก (Cheltenham Science Festival) ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่ง FameLab Thailand 2019 เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ บริติช เคานซิล ร่วมมือกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรู คอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตรอีกมากมาย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ในฐานะหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมส่งวิดีโอบอกเล่าวิทยาศาสตร์ใน นาที ผ่านทางเว็บไซต์ www.britishcouncil.or.th/famelab ได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 มีนาคม 2562 และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาผู้ชนะในประเทศไทย จะถูกจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยตัวแทนของประเทศไทยจะได้เข้าร่วมแข่งขันบนเวทีระดับโลก  “Cheltenham Science Festival” ในวันที่ 3 – มิถุนายน 2562 ณ สหราชอาณาจักร

ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงาน ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อสารโทรคมนาคม กลุ่มทรูเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสาร ที่จะสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคม และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการแบ่งปันองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ได้เข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว เวที FameLab เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำเสนอ การสื่อสารวิทยาศาสตร์” ให้คนรับรู้ว่าวิทยาศาสตร์   ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเสมอไป ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ทาง ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ FameLab ซึ่งถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับพันธกิจของกลุ่มทรู ที่มุ่งมั่นสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ผ่านทุกช่องทางการสื่อสาร โดยจะนำศักยภาพด้านการสื่อสารของกลุ่มทรู สนับสนุนการประชาสัมพันธ์โครงการให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ผ่านช่องรายการ ของทรูวิชั่นส์ / True4You / TNN 24 / True ปลูกปัญญา รวมถึง Social Media ของกลุ่มทรู นอกจากนี้ จะทำการถ่ายทอดสดการแข่งขัน FameLab รอบชิงชนะเลิศผ่านช่องทรูปลูกปัญญา ซึ่งเป็นช่องรายการยอดนิยมสำหรับเยาวชนและคนในวงการการศึกษาทั่วประเทศอีกด้วย

สัมภาษณ์ Brand Ambassador 3 คน 3 Generation

เฌอปราง อารีย์กุล (เฌอปราง BNK48) ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สนใจและศึกษาวิทยาศาสตร์ กล่าวในฐานะ FameLab Ambassador ว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรือ Science communicationเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปได้เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ทำให้ได้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว เพราะวิทยาศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่อธิบายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะสำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีที่กำลังศึกษาอยู่ปัจจุบัน เพราะต้องเล่าเรื่องราวที่ได้ค้นคว้า นำมาเรียบเรียง ย่อยข้อมูล และนำเสนอข้อมูลให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์มาก่อน ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้คนที่รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์ไกลตัว กลับมาให้ความสนใจมากขึ้นด้วย โดยเวที FameLab ถือเป็นเวทีที่ท้าทายสำหรับผู้ที่มีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ทุกคน ได้เข้ามาทดสอบความสามารถด้านการสื่อสาร และ FameLab ยังถือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความสนใจในวิทยาศาสตร์เหมือนกัน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกด้วย
ด้าน ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็ได้กล่าวถึงกิจกรรม FameLab Thailand 2019 นี้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเชื่อมั่นว่า วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องจำกัดในเรื่องอายุ ใครที่ชอบในการเรียนรู้ ก็สามารถเข้าใจมันได้
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ก็ได้พูดถึงประสบการณ์ เคล็ดลับว่า ต้องเชื่อว่าการสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราสามารถถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ต่อยอดเจริญก้าวหน้าไปได้ ถ้าเราสามารถสื่อสารถ่ายทอดสิ่งสำคัญไปให้รุ่นถัดไปได้ รุ่นถัดไปก็จะสามารถต่อยอดได้อย่างรวดเร็วและพัฒนาโลกได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมส่งวิดีโอบอกเล่าวิทยาศาสตร์ใน นาที ผ่านทางเว็บไซต์ www.britishcouncil.or.th/famelab ได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 มีนาคม 2562 โดยการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาผู้ชนะในประเทศไทย จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัวลำโพงรุ่นใหม่ “BeoSound EDGE” จาก BANG & OLUFSEN ชูดีไซน์สุดหรูพร้อมเทคโนโลยีเด่นจัดเต็ม!

Published

on

อาร์ทีบีฯ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Gadget พร้อมรุกผนึกกำลังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท เอชดับบลิว เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้าและดำเนินการร้าน Bang & Olufsen เปิดตัวนวัตกรรมลำโพงตั้งพื้น/แขวนผนังระดับพรีเมี่ยมรุ่นล่าสุด “BeoSound EDGE” โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ B&O ด้วยดีไซน์ใหม่ในรูปทรงเหรียญปอนด์ โดดเด่นอย่างมีสไตล์ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำมากมายที่พัฒนาขึ้นสำหรับลำโพงโดยเฉพาะเป็นครั้งแรก ทั้ง Active Bass Port และระบบเสียงรอบทิศทาง ที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์คอเพลงยุคใหม่โดยเฉพาะ

BeoSound EDGE

BeoSound EDGE เป็นลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยม ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลง มาพร้อมกับแนวคิดการดีไซน์จากนักออกแบบชื่อดัง MICHAEL ANASTASSIADES ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากเหรียญหนึ่งปอนด์ของประเทศอังกฤษ ผสานเข้ากับเทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟังเพลงทั้งในเรื่องคุณภาพเสียง และการใช้งานที่ง่ายดายและสนุกสนานยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี Active Bass Port ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Bang & Olufsen ที่เป็นระบบเพิ่ม – ลด เสียงเบสตามความดังของเพลง การทำงานคล้ายกับสปอยเลอร์ของรถสปอร์ต ที่เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น และต้องการเบสมาก ก็จะเปิดตัวพอร์ทนี้เพื่อให้ความดังเบสออกมารองรับอย่างเหมาะสม ในขณะที่เมื่อเพลงเบาลง ก็จะสามารถปิดเพื่อไม่ให้เสียงเบสมีมากเกินจนกลบย่านกลางและสูง เหลือเพียงเสียงใส สะอาด ตามฉบับ B&O ได้เหมือนเดิม นอกจากนั้น BeoSound Edge ยังมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา มาพร้อมกับ Woofer 200 วัตต์สองตัว, Midrange 100 วัตต์สองตัว, และ Tweeter 100 อีกสองตัว ช่วยให้การขับเสียงเบสได้อย่างทรงพลังยิ่งขึ้น

โดยสามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Bluetooth รวมไปถึงเชื่อมต่อผ่านแอปฯ BANG & Olufsen ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือจะเชื่อมต่อแบบ Streaming AirPlay และ Chromecast ก็ทำได้อย่างสะดวกสบายเช่นกัน โดยวางจำหน่ายในราคา 139,000 บาท ซึ่งเป็นราคามาตราฐานที่เท่ากันทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมี Gadget สุดล้ำต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของ B&O ไม่ว่าจะเป็น Bang & Olufsen BeoVision Eclipse OLED TV ที่สามารถหมุนได้ 360 องศาก็ล้ำไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างสองบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน จะทำให้กลยุทธ์ในการขยายตลาดของแบรนด์ B&O ประสบความสำเร็จ และทั้งสองตั้งเป้าไว้ว่า จะเพิ่มยอดขายโดยรวมให้ได้ 200% ในปี 2020

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!