Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Huawei จัดสัมมนาประจำปี 2018 เผยแนวคิดด้านบริการขับเคลื่อนสู่ยุคดิจิตอล

Published

on

งาน Huawei Southeast Asia Enterprise Service Ecosystem Summit ภายใต้แนวคิด “Leading Service Ecosystem, Accelerate Digital Transformation” เพื่อมุ่งสร้างระบบนิเวศด้านบริการ ขับเคลื่อนสู่ Digital Transformation สำหรับลูกค้า Enterprise ทั่วโลก

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้วางกลยุทธ์เชิงซ้อน ที่เรียกว่า “Platform + Ecosystem” ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลและนําไปสู่ความสําเร็จทาง ธุรกิจ โดยหัวเว่ยจะทํางานร่วมกับพันธมิตรตามกลยุทธ์นี้ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และมี ความปลอดภัย หัวเว่ยมีเจตจํานงค์อันแน่วแน่ที่ต้องการบ่มเพาะและสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ด้วยการผนึก ความร่วมมือในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างชุมชนโอเพ่นซอร์สและแพลตฟอร์มสําหรับนักพัฒนา โดยมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโตออกไปในวงกว้างและสร้างชุมชนที่มีความสนใจ ร่วมกัน ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เพื่อเติบโตไปด้วยกันและต่อยอดสู่สิ่งใหม่ๆ

เพื่อบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ เน้นให้ความสําคัญกับห้าอุตสาหกรรมหลัก นั่นคือ ความปลอดภัยสาธารณะ การขนส่ง พลังงาน การเงิน และภาคการผลิต รวมถึงดําเนินงานใน 3 จุดควบคุม หลัก คือ เทคโนโลยีขั้นสูง แพลตฟอร์มและเครือข่ายระบบนิเวศชั้นนํา เพื่อฝึกฝนผู้มีความสามารถในแวดวง และเพิ่มพูนศักยภาพการให้บริการแก่ลูกค้ารายหลัก

มุมมองของการจัดงานในครั้งนี้

โลกของเทคโนโลยีและ Intelligent จะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทาง Huawei เองมีความยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Digital Transformation ซึ่งในฐานะของ Huawei ก็ตั้งใจนำเสนอ Platform และ Ecosystem ซึ่งเป็น 2 ปัจจัยหลักในการจัดการ และเผยคีเวิร์ดหลัก ๆ ของเทคโทโลยีในปัจจุบัน 3 คำคือ

  1. ความปลอดภัย หรือ Safety มีความสำคัญที่สุด
  2. การเปิดกว้าง หรือ Open
  3. ความยึดหยุ่น หรือ Flexible

โดย Huawei ให้คำมั่นว่า เขาจะมุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและมั่นคงโดยยึดหลัก 3 Keyword นี้เอาไว้ และเปิดกว้างให้กับ Partner โดยมี Open Platform สำหรับให้ลูกค้าเข้ามาใช้งานได้ โดยผ่าน HCIE หรือ Huawei Certified Internetwork Expert ซึ่งเป็นการรับรองคุณวุฒิด้านอาชีพของหัวเว่ยและส่วนเสริมให้วิศวกรจากองค์กรคู่ค้าและลูกค้าของหัวเว่ย

ทำไมต้องมี HCIE ?

Huawei Certified Internetwork Expert (HCIE) เป็นการ รับรองคุณวุฒิด้านอาชีพของหัวเว่ย และส่งเสริมให้วิศวกรจากองค์กรคู่ค้าและลูกค้าของหัวเว่ยได้เข้าร่วม โครงการกันมากยิ่งขึ้น โดยภายในงาน มีผู้นําและผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ แนวโน้มใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในแวดวงไอซีทีอันจะนําไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในส่วนของระบบและ รูปแบบธุรกิจ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้เผยกลยุทธ์ความร่วมมือด้านบริการและแพลตฟอร์มสนับสนุนระดับโลกให้บริษัทคู่ค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับทราบ ตลอดจนแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทํางานอย่างใกล้ชิดร่วมกับคู่ค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลและสร้างความสําเร็จทางธุรกิจได้ ในปัจจุบันมีผู้ผ่าน HCIE ทั่วโลกแล้วกว่า 5,000 รายและ หัวเว่ยได้สนับสนุนคู่ค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 1,000 ราย โดยในจํานวนนี้มี 400 รายอยู่ในประเทศไทย 

และภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้ผ่าน HCIE มากกว่า 120 ราย และตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2564 จะมีผู้ผ่านการอบรมในโครงการ HCIE กว่า 500 รายภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ในด้านระบบนิเวศด้านบริการของ Huawei ก็ยังประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้

Huawei Certified Service Partners (CSPs)

หัวเว่ยมีพันธมิตรผู้ให้บริการที่ผ่านการรับรองคุณสมบัติกว่า 2,900 รายทั่วโลก ในจํานวนนี้กว่า 160 รายอยู่ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในขณะนี้มีพันธมิตรผู้ให้บริการที่ผ่านการรับรองคุณสมบัติ (Certified Service Partners) ระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว กว่า 70 ราย และในประเทศไทยก็มีมากกว่า 20 รายที่ผ่านการรับรองคุณสมบัติระดับ 4 ดาวขึ้นไปเช่นกัน

Huawei Service Platform

สมาคมผู้สนับสนุนการบริการทางเทคโนโลยี (Technology Services Industry Association) ได้เปิดตัวโครงการรับรองคุณสมบัติความเป็นเลิศสําหรับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน (Support Staf Excellence Certification) ซึ่งโครงการนี้มีศูนย์บริการ ระดับโลก (Global Services Centers: GSCs) ที่ได้รับการรับรองแล้วทั้งสิ้น 3 แห่ง และศูนย์ ช่วยเหลือด้านเทคนิค (Technical Assistance Centers: TAC) 1 2 แห่ง ซึ่งสมาคมวิชาชีพด้านบริการสนับสนุน (Association of Support Professional) ได้จัดอันดับให้พอร์ทัลหการสนับสนุนทางเทคนิคของหัวเว่ยติดอันดับ 1 ใน 10 ของเว็บไซต์ด้านการสนับสนุนทางเทคนิคระดับโลก นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมร่วม 36 แห่ง และ OpenLab อีก 9 แห่งทั่วโลก และประเทศไทยก็เป็น 1 ในประเทศที่เติบโตเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคนี้ในด้าน Enterprise Services ซึ่งรวมไปถึง IoT, Cloud และ Software-Defined Networking ที่ทาง Huawei เน้นย้ำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Huawei Authorized Learning Partners (HALP)

เป็นผู้ดําเนินการฝึกอบรมให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที่ที่ผ่านการรับรองคุณสมบัติและวิศวกรในองค์กรคู่ค้าของหัวเว่ย ปัจจุบัน หัวเว่ยมีพันธมิตรที่ทําหน้าที่ฝึกอบรมกว่า 100 รายและมีผู้ดําเนินการฝึกอบรมกว่า 200 รายทั่วโลก สําหรับ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพันธมิตรที่ผ่านการอบรมในโครงการนี้ทั้งสิ้น 4 ราย ซึ่งได้ ดําเนินการฝึกอบรมให้กับวิศวกรในองค์กรคู่ค้าของหัวเว่ยไปแล้วกว่า 1,800 ราย

Huawei ICT Academy

หัวเว่ยได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านไอซีที่กว่า 300 แห่งทั่วโลก และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวเว่ยได้พัฒนาโครงการ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยได้เปิดตัวโครงการ Huawei Authorized Information and Network Academy” (HAINA) ขึ้นมา และมีจํานวนนิสิตนักศึกษากว่า 100 คนที่ผ่านการ อบรมและผ่านการรับรองจากโครงการดังกล่าว ซึ่งในประเทศไทยได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา

Mr. William Wang (Wang Wei), Head of Enterprise Business Group, Huawei Southeast Asia
มร. วิลเลียม หวัง (หวัง เว่ย) หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด

“เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กําลังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว และอนาคตก็กําลังพัฒนาไปสู่ สังคมดิจิตอลที่มีความเป็นอัจฉริยะในหลายภาคส่วน การใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้ง, บิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) ที่เพิ่มมากขึ้น จะพลิกโฉมระบบไอซีที่ และรูปแบบธุรกิจในองค์กรต่างๆ หัวเว่ยจึงได้กําหนดบทบาทของตัวเองให้เป็นเสมือนผู้ผลักดันกลไกขับเคลื่อนและเป็นพันธมิตรหลักในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิตอล เพื่อสร้างความเป็นเลิศทางธุรกิจให้กับลูกค้า และด้วยเหตุนี้ การปรับเปลี่ยนทางด้านไอซีทีขององค์กรจึงเป็นเรื่องจําเป็น และหัวเว่ยตั้งใจจะเป็น Partner ที่มั่นใจที่สุดและสร้าง Services ให้กับลูกค้าเพื่อให้ก้าวสู่ Digital Transformation ได้ดีที่สุด Mr. William Wang (Wang Wei), Head of Enterprise Business Group, Huawei Southeast Asia มร. วิลเลียม หวัง (หวัง เว่ย) หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

News

แกะกล่อง New iPad Pro 2018 จาก Apple Store สาขา IconSiam

Published

on

ช่วงหัวค่ำของวันนี้ 14 พ.ย. 2561 ระหว่างเข้าคลาสที่จองไว้ก่อนหน้านี้ “Photo Lab : สร้างช็อตสุดเพอร์เฟ็กต์กับ Chase Jarvis” ทั้งนี้เจ้าตัวไม่ได้มาสอนด้วยตัวเอง แต่ถูกถ่ายทอดบทเรียนจากคุณ Chase Jarvis ผ่านน้องตาโต สาวน้อยหน้าใส ดีกรีปริญญาตรีจากรั้วจามจุรี บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง สนุกสนาน แต่แล้วความสนใจของผมก็ถูกดึง (เสียสมาธิ) ด้วยประโยคสั้นๆ โดนใจที่ว่า “วันนี้ iPad Pro รับเครื่องได้แล้วนะครับ” เอาหละสิ 555 จัดไม่จัดดี ลังเล เพราะผมเองก็มีโปรแกรม trade-in (โปรแกรมนำเครื่องเก่า แลกเครื่องใหม่) ค้างอยู่กับ Apple ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ (ไว้มาเขียนเล่าให้อ่านกันครับ) ถ้าได้มาก็ว่าจะนำมาเป็นส่วนลดในการซื้อเครื่อง แต่แล้ว … ก็ลองกดเข้าไปดูใน App Apple Store มีเครื่องพร้อมระบุรับเครื่องได้ที่ Apple Store IconSiam นั่นไง ภาพตัดเครื่องก็มาวางอยู่ตรงหน้า ให้ได้มาถ่ายภาพให้เพื่อนๆ ได้ชมกันแล้ว ปล. iPad รุ่นล่าสุดของผมก็คือ iPad Air 2 ใช้มานานปี ได้เวลาเปลี่ยนใหม่เสียที

ผมเลือกรุ่น 11 นิ้ว ไวไฟ ความจุ 256GB สีเทา มาถึงบ้านก็แกะกล่องถ่ายรูป เปิดเครื่องเพื่อลงโปรแกรม ความฟินก็ตรงที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลอีเมล์อะไรให้วุ่นวาย เพราะช่วงหลังมานี้ Apple ทำให้เรา Setup ง่ายขึ้น ด้วยการนำ iPhone ที่อยู่ใกล้เคียงของเรามาอยู่ข้างๆ เอากล้องไอโฟนส่องที่หน้าจอ iPad ระบบก็จะจัดการให้ต่อเอง โดยที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลใดใดให้วุ่นวาย

ประสบการณ์แรกสัมผัสคือดีย์ จอภาพ Liquid Retina คมขนลุก คือดี การที่หน้าจอติดขอบแล้วจอใหญ่ดีแบบนี้นี่เอง ประสบการณ์ด้านอื่นยังไม่ได้ลอง ไปชมภาพมุมต่างๆ ของเครื่องกันครับ

 


https://www.apple.com/th/trade-in/

https://www.apple.com/th/ipad-pro/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว JBL LINK ลำโพงไร้สายอัจฉริยะในไทย สั่งงาน Google Assistant ได้ ฟังเพลงไม่ต้องต่อมือถือ!

Published

on

มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ผู้นำเข้าเครื่องเสียงแบรนด์ JBL เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล JBL LINK ที่เป็นลำโพงอัจฉริยะ สามารถเชื่อมต่อกับ WiFi ได้ พร้อมใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะของกูเกิ้ล ซึ่ง JBL LINK น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งาน Google Assistant ชุดแรกๆ ที่ขายในไทยอย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวพร้อมกันถึง 5 รุ่น ตั้งแต่ลำโพงรุ่นเล็ก จนถึงลำโพงที่มาพร้อมหน้าจอ

JBL Link มีด้วยกัน 5 รุ่น

  • JBL LINK 10 ลำโพงตัวเล็กที่สุดในตระกูล ใช้งานได้ 5 ชั่วโมง กำลังขับ 10 W 4,990 บาท 
  • JBL LINK 20 ลำโพงขนาดย่อม ตัวสูงกว่า LINK 10 ใช้งานได้ 10 ชั่วโมง กำลังขับ 20 W 6,990 บาท 
  • JBL LINK 300 ลำโพงขนาดกลางสำหรับตั้งในบ้าน (ไม่มีแบตเตอรี่ เสียบสายอย่างเดียว) กำลังขับ 50 W 9,990 บาท
  • JBL LINK 500 ลำโพงขนาดใหญ่สำหรับตั้งในบ้าน (ไม่มีแบตเตอรี่ เสียบสายอย่างเดียว) กำลังขับ 60 W 13,900 บาท
  • JBL LINK View ลำโพงรุ่นพิเศษที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสเพื่อดูข้อมูล หรือแสดงข้อมูลที่ Google Assistant หามา จะขายเร็วๆ นี้ ในเดือนธันวาคม ราคายังไม่ประกาศ

นอกจากนี้ JBL ยังมีลำโพงรุ่น Control Xtreme ตัวใหญ่พิเศษสำหรับใช้ในงาน Party ด้วย ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็เชื่อม Wifi ได้เหมือนกัน

จุดเด่นของลำโพง WiFi ที่แตกต่างจากลำโพง Bluetooth ทั่วไป

แม้ว่า JBL LINK จะสามารถเชื่อมต่อ Bluetooth ตามปกติได้ แต่การที่มันเชื่อม WiFi ได้นั้นมันเจ๋งกว่าการต่อ Bluetooth ทั่วไปเยอะ โดยเฉพาะสำหรับนักฟังเพลง เมื่อใช้กับบริการที่รองรับ Chromecast Audio อย่าง Spotify ตัวลำโพงจะสามารถดึงเพลงต้นฉบับจาก Server มาเปิดให้ฟังโดยตรงได้เลย ไม่ต้องดึงผ่านโทรศัพท์ แล้วส่งผ่านมาถึงลำโพงผ่าน Bluetooth อีกทีเหมือนลำโพงทั่วไป ทำให้คุณภาพเสียงดีกว่าเพราะไม่มีการบีบอัดเสียงซ้ำ นอกจากนี้พวกเสียง Noti หรือเสียงรบกวนต่างๆ จากโทรศัพท์มือถือจะไม่ไปดังที่ลำโพงให้กวนใจด้วย ให้มันดังอยู่ที่สมาร์ทโฟนก็พอ

Google Assistant ทำอะไรได้บ้าง

JBL LINK View

Google นั้นเติบโตเร็วมากในกลุ่มลำโพงอัจฉริยะ เมื่อเปิดตัว Google Assistant ก็แย่งส่วนแบ่ง Amazon ที่ทำ Alexa มาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในไทยจะยังไม่สามารถใช้ Google Assistant บนอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยคำสั่งเสียงภาษาไทยได้ (ส่วนบนมือถือใช้ภาษาไทยได้แล้ว) แต่เราก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ ของเรานี่แหละเพื่อสั่งงานต่างๆ ได้ เช่นพูดว่า Good Morning เพื่อให้มันเปิดไฟ ปิดแอร์ เล่าข่าวตอนเช้าให้ฟัง หรือพูด Broadcast เพื่อกระจายเสียงของเราไปทั่วบ้านผ่านทุกลำโพงที่เชื่อม Google Assistant อยู่

ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับ Google Assistant ได้นั้นมีหลากหลายมากครับ เช่นหลอดไฟ Phlips Hue ก็เชื่อมเพื่อเปลี่ยนสีสันหรือควมคุมระดับแสงไฟในห้องได้ หรือกล้องวงจรปิดจาก Nest ก็เชื่อมเพื่อส่งภาพมาดูในทีวีได้ หรือการควบคุมแอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้รีโมทก็จะมีตัวสั่งงานโดยการยิงแสง IR เข้าไปที่แอร์เพื่อควบคุมระยะเวลาการปิด-เปิดได้ ลองดูในวิดีโอสาธิตการใช้ Google Assistant ร่วมกับ JBL Link นี้น่าจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ

นอกจากนี้ JBL ยังออกหูฟังชุดใหม่ที่มี Google Assistant ในตัวคือสามารถแตะที่หูฟังเพื่อสั่งงานอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวได้เลย เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวติดหูไปด้วย

  • JBL Everest 110GA หูฟังแบบ in-ear ฟังได้ 8 ชั่วโมง ราคา 3,990 บาท
  • JBL Everest 310GA หูฟังแบบทับหู ฟังได้ 20 ชั่วโมง ราคา 7,990 บาท
  • JBL Everest 710GA หูฟังแบบครอบหู ฟังได้ 25 ชั่วโมง ราคา 9,990 บาท

JBL Everest 710GA

ก็ติดตามรีวิว JBL LINK จากแบไต๋ได้เร็วๆ นี้ครับ ว่าจะสั่งงานดี เสียงดี น่าใช้แค่ไหน

หนุ่ย พงศ์สุขและพัชรวดี ว่องปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บ.มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

Fitbit Charge 3 ฟิตเนสแทรคเกอร์ดีไซน์พรีเมียม แบตยาวต่อเนื่อง 7 วัน!

Published

on

ในระยะหลังมานี้ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้กลายเป็นเทรนด์ที่คนไทยหันมาสนใจ ซึ่ง Fitbit แบรนด์อุปกรณ์สวมใส่ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพที่มียอดขายสะสมมากกว่า 84 ล้านเครื่องทั่วโลกนี้ ก็ได้ประกาศวางจำหน่าย Fitbit Charge 3 ไลน์ผลิตภัณฑ์ฟิตเนสแทรกเกอร์รุ่นล่าสุดออกมาที่มีดีไซน์สวยงามและพรีเมี่ยมมากขึ้น พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานติดต่อกันได้ถึง 7 วันเลยทีเดียว!

Fitbit Charge 3 ได้พัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะทำให้การออกกำลังกายของเรามีประสิทธิภาพสูงสุด ไล่ตั้งแต่ เซ็นเซอร์วัดการเต้นหัวใจที่ทันสมัยที่สุดของทาง Fitbit (PurePulse) ที่สามารถตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ได้ (Relative SpO2 sensor), กันน้ำและสามารถใส่ว่ายน้ำลงลึกได้ถึง 50 เมตรที่ยังตามติดผลการออกว่ายน้ำได้อัติโนมัติ, ติดตามสุขภาพสำหรับสุภาพสตรี (เช็ครอบเดือน, ระยะตกไข่ ฯลฯ), ติดตามการนอนในช่วงต่างๆ พร้อมข้อมูลวิเคราะห์ และประสบการณ์อื่นๆ อีกมากมาย

เกตต์ ตรีวรัตถ์ และ Fitbit Charge 3 ฟิตเนสแทรคเกอร์รุ่นล่าสุด

ตัวเรือนของ Charge 3 นั้นใช้วัสดุอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับวงการอากาศยาน แถมหน้าปัดกระจกยังถูกดีไซน์มาได้ดูโฉบเฉี่ยว กรอบเรียบหรูและกลมกลืนแนบไปกับข้อมือให้ความสบาย แถมในผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุดนี้เองก็ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ที่ใกล้เคียงสมาร์ทวอร์ชเข้ามา ไม่ว่าจะการเช็คการแจ้งเตือนต่างๆ จากสมาร์ทโฟนพร้อมด้วยโหมดตอบกลับข้อความได้อย่างรวดเร็ว (เฉพาะบนโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์ที่จะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้) และปิดท้ายด้วยระบบการชำระเงิน “ฟิตบิท เพย์” ตรงจากข้อมือใช้งานง่ายและปลอดภัยที่ในตอนนี้สามารถใช้ร่วมกับบัตรจาก 3 ธนาคารของไทย ได้แก่ KTC, Kbank, SCB แถมพวกเขายังแง้มๆ เพิ่มมาอีกว่าจะสามารถใช้ร่วมกันหลายหน่วยงานของไทยได้ในอนาคตด้วยนะ

 

Fitbit Charge 3 พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 6,490 บาท ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วไปทั้ง B2S, Life, King Power, Power Buy และ Lazada โดยจะมีจำหน่ายทั้งแบบสีดำพร้อมกรอบอะลูมีเนียมกราไฟต์หรือสืบลูเกรย์พร้อมกรอบอะลูมิเนียมสีชมพูโรสโกลด์ และอุปกรณ์เสริมในรูปแบบของสายเรือน ได้แก่สายรัดข้อมือแบบสปอร์ต, สายผ้าใยสังเคราะห์ และสายหนัง Horween ที่ทั้งหมดทั้งมวลจะมีราคาระหว่าง 990 – 1,890 บาท และรุ่น Special Edition ในราคา 6,990 บาท ที่มาพร้อมสายพิเศษด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!